Image

เสียงจากวงสนทนาของเหล่า “รุ่นใหญ่” ว่าด้วยเรื่องราวสัพเพเหระ ท่ามกลางอวลไอเหนือถ้วยน้ำชาและแก้วกาแฟกรุ่นกลิ่นหอมของขนมปังที่กำลังปิ้งอยู่บนเตา เป็นบรรยากาศยามเช้าที่คุ้นตาในร้านกาแฟย่านชุมชนเก่า เช่น ร้านเฮี้ยะไถ่กี่ สี่แยกวิสุทธิกษัตริย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์ สิงหาคม ๒๕๕๔

จ๋อ เจี๊ยะเต๊
เชิญนั่ง รับประทานน้ำชา

รวบรวมและเรียบเรียง : ศรัณย์ ทองปาน

สิ่งหนึ่งที่แลเห็นได้ชัดเจน คือประวัติศาสตร์การดื่มชาในประเทศนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับคนจีนมาโดยตลอด 

คนจีนโบราณดื่มน้ำชาที่นำใบชาผ่านกรรมวิธีชงด้วยน้ำร้อนมานับพันปี 
ธรรมเนียมนี้คงเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนสยามพร้อมกับการมาถึงของพ่อค้าจีน แต่จะเป็นเมื่อใดสมัยไหนยังไม่พบหลักฐานยืนยัน 

กว่าจะปรากฏข้อมูลชัดเจนก็ล่วงเลยมาจนถึงช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓

รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ปี ๒๑๙๙-๒๒๓๑) แห่งกรุงศรีอยุธยา เพราะมีกล่าวถึงในจดหมายเหตุของพวกฝรั่งเศสหลายฉบับ 

เหตุที่เรื่องนี้ได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเครื่องดื่มจากดินแดนห่างไกล 
อันได้แก่ กาแฟ ชา และช็อกโกแลต กำลังเป็นที่นิยมกันในแวดวงสมาคมชั้นสูงของยุโรป  ชาวฝรั่งเศสทั้งนักบวชและนักการทูตที่เดินทางเข้ามายังสยามจึงอยากรายงานสิ่งที่ได้พบเห็น เพื่อให้ผู้อ่านทางบ้านร่วมรับรู้

กาน้ำชา พร้อมถ้วยน้ำชาชนิดมีหู จัดวางในกระบะสี่เหลี่ยม หนึ่งในภาพลายรดน้ำสมัยรัชกาลที่ ๓ ว่าด้วยเครื่องราชูปโภคและเครื่องประกอบพระอิสริยยศของพระเจ้าจักรพรรดิ เขียนไว้ที่บานแผละ (ซอกผนังข้างหน้าต่าง) พระอุโบสถวัดนางนอง กรุงเทพฯ

พระสุธารส
จากเมืองจีน

ใน Journal du voyage de Siam fait en 1685 & 1686 (ฉบับภาษาไทยแปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร ใช้ชื่อว่า จดหมายเหตุรายวัน การเดินทางไปสู่ประเทศสยาม ในปี
ค.ศ. ๑๖๘๕ และ ๑๖๘๖ ฉบับสมบูรณ์) ของบาทหลวงเดอ ชัวซีย์ (François-Timoléon de Choisy 1644-1724) ผู้ติดตามเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับคณะราชทูตอาแล็กซ็องดร์ เชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์ (Alexandre, Chevalier de Chaumont 1640-1710) กล่าวถึงใบชาจีนในสยามไว้หลายแห่ง เช่น ภายหลังจากเข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ต่อมาวันที่ ๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๖๘๕ (ตรงกับปี ๒๒๒๘) บาทหลวงเดอ ชัวซีย์ กับราชทูตเดอ โชมองต์ นั่งเรือไปเที่ยวกันตามลำคลอง ก่อนได้พบด้วยความแปลกใจว่า

“ในระหว่างสองแถวของเรือนไม้ยกพื้นสูง ซึ่งดูรุงรังภายนอก แต่ภายในแล้วสะอาดสะอ้านนัก. เราเข้าไปในเรือนหลังหนึ่งซึ่งคาดว่าจะได้พบชาวนาที่สกปรกเหลือทน กลับได้พบแต่ความสะอาดตา พื้นกระดานห้องปูลาดด้วยเสื่อ มีหีบกำปั่นของญี่ปุ่นฉากกั้น. พอเราเข้าไปถึง เขาก็นำน้ำชาในกากระเบื้องเคลือบมาเลี้ยงดู”

ในยุคนั้น สยามคือพ่อค้าคนกลางรายใหญ่ที่รับใบชาจากเมืองจีนแล้วส่งต่อเข้าสู่ตลาดยุโรป ท่านบาทหลวงจึงพยายามเสาะหาชาในท้องตลาดกรุงศรีอยุธยาเพื่อซื้อติดมือกลับบ้านด้วย ดังกล่าวไว้ในบันทึกประจำวันที่ ๒ พฤศจิกายน ว่า

“วันนี้ข้าพเจ้าซื้อชาดีเข้าไว้ แต่มีผู้ให้ชาแก่ข้าพเจ้าชนิดที่ดีกว่าขึ้นไปอีก เป็นพระสุธารสของพระเจ้าจักรพรรดิแห่งประเทศจีน ไม่มีขายในท้องตลาด”

เราไม่อาจรู้ได้ว่าใบชาอย่างดีที่คุณพ่อเดอ ชัวซีย์กล่าวย้ำว่าเป็น “พระสุธารสของพระเจ้าจักรพรรดิแห่งประเทศจีน” นี้คือชาชนิดใด รวมทั้งยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านี่เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงคำคุยโวตามผู้ที่มอบให้

สองปีต่อมา ในปี ๒๒๓๐ คณะราชทูตจากราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสอีกคณะหนึ่ง นำโดย ซิมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère 1642-1729) เดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง จดหมายเหตุ Description du royaume de Siam ของลา ลูแบร์ (ฉบับแปลภาษาไทยของ สันต์ ท. โกมลบุตร ใช้ชื่อ ราชอาณาจักรสยาม) ยิ่งใส่ใจกับใบชาจากเมืองจีนและการบริโภคน้ำชาในสยามมากขึ้นไปอีก ถึงกับตั้งเป็นหัวข้อแยกออกมาในบทที่ ๙ ของหนังสือ เพื่อบันทึกเรื่องนี้ ตามที่เขาสอบถามจากชาวสยามมาโดยเฉพาะ 

จดหมายเหตุลา ลูแบร์ เล่าว่า “พวกชาวกรุงถือว่าเป็นมรรยาทผู้ดี อันจำเป็นที่จะต้องนำน้ำชามาเลี้ยงแขกผู้มาเยี่ยม (ถึงบ้าน) เขาเรียกมันว่า ฉ่า (Tcha) เหมือนอย่างคนจีน” ต่อจากนั้นจึงเริ่มแจกแจงชนิดของใบชาที่รู้จักกันในสยาม

“ชาวสยามนั้นถือว่าชามีอยู่สามชนิด ฉ่าบ๋วย (Tcha-boüi) หรือ เต๊บ๋วย (teh-boüi) ซึ่งชงออกน้ำสีค่อนข้างแดง กล่าวกันว่าทำให้อ้วนและทำให้ท้องผูก (ชาวสยามถือกันว่าเป็นยาคุม) แล้วก็ชา ซอมลู (somloo) ซึ่งตรงกันข้าม ทำให้มีการระบายอ่อน ๆ แล้วชาชนิดที่สามซึ่งไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ ตามที่ข้าพเจ้าทราบมาและไม่มีคุณสมบัติในทางระบายหรือคุมอะไรทั้งนั้น”

Image

0