Image

ในร้านใบชาส่วนใหญ่มีชามากมายหลายชนิดอยู่ใน “ถ้ำ” หรือกล่องเก็บรักษาใบชา รอให้เราเลือกสรร ดังเช่นบนผนังร้านอ๋องอิวกี่ที่มีภาพถ้ำชาเขียนชื่อใบชาอักษรจีนไว้ และเมื่อมีโอกาสสนทนากับเจ้าของร้านชาย้อนไปถึงเบื้องหลัง ก็จะพบว่ามีเรื่องราวมากมายของหลายชีวิตซ่อนอยู่

หลังร้านใบชา
สนทนาเรื่องชีวิตผ่านจอกชา

เรื่อง : อิทธิกร ศรีกุลวงศ์
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

“ชาวสยามดื่มน้ำชาสำหรับสบายใจและสนทนาเพลิน ข้าพเจ้าหมายความเฉพาะแต่ว่าชาวสยามในพระมหานครสยาม (กรุงศรีอยุธยา) เท่านั้นที่ใช้ใบชาเป็นเครื่องดื่มโอชารส ใช่จะรู้จักกันทั่วไปตลอดพระราชอาณาจักรสยามก็หามิได้ แต่ในพระมหานครสยาม ธรรมเนียมดื่มน้ำชานี้ลงหลักแล้ว และในจำพวกคนสยามชาวกรุงเป็นประเพณีผู้ดีอย่างจำเป็นที่จะส่งน้ำชาให้แก่บรรดาผู้ที่จะมาเยี่ยมเยียนตนทั้งปวง”

เนื้อความข้างต้นมาจาก จดหมายเหตุลาลูแบร์ เล่ม ๑ แปลโดยกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กล่าวถึงสิ่งที่ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ อัครราชทูตจากฝรั่งเศสที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี ๒๒๓๐ ได้บันทึกไว้

ในตอนที่ ๙ ว่าด้วยสวนของชาวสยามและการกินเหล้าเป็นบางครั้งบางครา กล่าวถึงชาสามชนิดที่ชาวสยามดื่ม สรรพคุณทางยา การปรุงชา จนถึงการเลือกน้ำที่ใช้ต้ม รวมทั้งยังเปรียบเทียบว่าชาวอยุธยาเรียกน้ำชาว่า “ชา” แบบเดียวกับชาวจีน แต่ออกเสียงแปร่ง ๆ ต่างกันเล็กน้อย

เมื่อสืบค้นเอกสารเก่าอื่น ๆ ก็พบว่า ใน จดหมายเหตุรายวัน การเดินทางไปสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงเดอ ชัวซีย์ ที่เขียนขึ้น ๑ ปีก่อนการมาถึงของลา ลูแบร์ บรรยายถึงการนำน้ำชาในกากระเบื้องเคลือบมารับรองเมื่อเขาไปเยี่ยมบ้านชาวมอญชาวญวน และการรับมอบใบชาเกรดดีพิเศษที่ไม่มีขายในท้องตลาด ตลอดจนหากข้ามจากข้อมูลตัวอักษรไปยังภาพ ก็จะเห็นมหาดเล็กกำลังยกถาดน้ำชาขึ้นถวายพระสงฆ์ในภาพลายรดน้ำที่หอเขียน วังสวนผักกาดด้วย

หลักฐานเหล่านี้บอกว่าชาแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยผ่านการทูต การค้า และการอพยพย้ายถิ่นไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ปี แต่นานขนาดไหนนั้นไม่อาจทราบแน่ชัด

ทุกวันนี้ชายังเป็นเครื่องดื่มโอชารสในสังคมไทย มีห้างใบชามากมายให้เลือกสรร ผู้เขียนอยากชวนทุกท่านนั่งล้อมวงน้ำชาด้วยกัน ฟังเรื่องเล่าจากคนที่อยู่กับชามายาวนาน เราอาจค้นพบว่านอกเหนือจากเพื่อความสบายใจและสนทนาเพลินแล้ว พวกเขาดื่มชาเพื่ออะไร

Image

ร้านใบชาอ๋องอิวกี่มีห้องรับแขกกั้นแยกจากส่วนหน้าร้าน เพื่อนั่งดื่มชาอย่างเป็นส่วนตัว บนผนังมีป้ายกลอนคู่ความว่า “ชาดีมีรสนิยม ย่อมนำเพื่อนที่เหมาะสมมาพบกัน” 

ในเรื่องเล่า ตำนาน
และเอกสาร

“หนังสือว่าด้วยชาเล่มแรกของโลกคือ ฉาจิง (茶经) หรือคัมภีร์แห่งชาในสมัยราชวงศ์ถัง รจนาโดยท่านลู่อวี่ (陆羽) เด็กกำพร้าที่พระเก็บไปเลี้ยง ท่านมีหน้าที่ต้มน้ำชงชาให้พระ พอโตขึ้นมาก็เขียนเป็นบันทึกไว้ตั้งแต่ ๑,๒๐๐ ปีก่อน”

นพพร ภาสะพงศ์ เจ้าของห้างใบชาอ๋องอิวกี่รุ่นที่ ๓ วัย ๗๐ ปี พาเราเข้าสู่ประวัติศาสตร์หลายพันปีของชาจีน พร้อมบอกให้พนักงานในร้านเตรียมต้มน้ำร้อน

ในแผ่นดินจีนมีการดื่มชาก่อนยุคของการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นระบบมายาวนานเช่นกัน

คัมภีร์ ฉาจิง บันทึกเทวตำนานไว้ว่า จุดกำเนิดชาเริ่มขึ้นในยุคสามราชาห้าจักรพรรดิ ราว ๕,๐๐๐ ปีก่อน เมื่อ เสินหนง เทพเจ้าแห่งการกสิกรรมอยากรู้สรรพคุณพืชแต่ละชนิดบนโลก จึงชิมพืชนับร้อยชนิดจนมีพิษมากมายสะสมอยู่ในร่าง แต่พอได้เคี้ยวกินใบชาที่หล่นเข้าปาก พิษร้ายก็หายสิ้น

“อีกตำนานหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายเซนเล่ากันว่า ใบชาเกิดจากท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ หรือพระโพธิธรรมครั้งที่ท่านจะนั่งสมาธิ ๙ ปีติดต่อกันแต่ง่วงนอน เลยตัดเปลือกตาตัวเองทิ้งตกลงมาบนโลกกลายเป็นใบชา” นพพรบอกว่ายังมีเรื่องเล่าปรัมปราเกี่ยวกับชาอีกหลายเรื่อง แตกต่างกันไปตามกลุ่มชนต่าง ๆ

เรื่องเล่าของชากระจัดกระจายและสูญหายไปก็มาก ที่ค้นพบอยู่บ้าง เช่น มีมื้ออาหารที่มีใบชาสดเป็นส่วนประกอบในสมัยราชวงศ์โจว หรือคำสั่งให้ส่งชาจากดินแดนเสฉวนเข้าวังเป็นเครื่องบรรณาการจักรพรรดิ

Image

0