เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์
งานรวมตัวนักเรียนสยาม สมาชิก “สามัคยานุเคราะห์สมาคม” ในปี ๒๔๖๘ ที่ปรีดี (แถวยืน คนที่ ๘ จากซ้าย) ได้รับเลือกเป็นสภานายก นริศ จรัสจรรยาวงศ์ อ่านภาพนี้แล้วสันนิษฐานว่าคนที่อยู่ทางซ้ายมือของปรีดีคือ ตั้ว ลพานุกรม ด้านหน้าจะเห็นร้อยโทแปลก (นั่งยอง) กอดคอ ควง อภัยวงศ์ คนที่ใส่เสื้อขาวนั่งใกล้แปลกคือ ทัศนัย มิตรภักดี ส่วน ประยูร ภมรมนตรี อาจอยู่ด้านมุมซ้ายของภาพ (คนยืนที่ ๓ จากซ้าย หน้าตาลูกครึ่ง)
ห้วงที่ผู้ก่อการคณะราษฎรเจ็ดคนไปเรียนในยุโรป ฝรั่งเศสเพิ่งชนะสงครามโลกครั้งที่ ๑ กรุงปารีสกลายเป็นศูนย์กลางด้านศิลปวัฒนธรรม การปกครอง ฯลฯ ทั้งเป็นเมืองท่องเที่ยว คึกคักไปด้วยผู้คน
ขณะนั้นนักเรียนไทยในฝรั่งเศสมีอยู่ประมาณ ๕๐ คน ไม่นับในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และเดนมาร์กอีกจำนวนหนึ่ง
เฉพาะ “เจ็ดผู้ก่อการ” ผู้เดินทางถึงทวีปยุโรปตามลำดับคือ ตั้ว (ราวปี ๒๔๕๓-๒๔๕๗), จรูญ สิงหเสนี (ปี ๒๔๕๙), ปรีดี พนมยงค์ (ปี ๒๔๖๓), ประยูร ภมรมนตรี ถึงเยอรมนีปี ๒๔๖๔ และมาเรียนภาษาฝรั่งเศสในกรุงปารีส (ปี ๒๔๖๘) ส่วน แปลก ขีตตะสังคะ และ ทัศนัย มิตรภักดี มาถึงฝรั่งเศสในปี ๒๔๖๗ และ แนบ พหลโยธิน น่าจะถึงอังกฤษในปี ๒๔๖๔ และศึกษาต่อในฝรั่งเศสในปี ๒๔๖๘
ดังนั้นทั้งเจ็ดคนต้องพบปะรู้จักกันครบตัวไม่ช้าไปกว่าปี ๒๔๖๘
ปรีดีเขียนใน บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย ว่า ก่อนประชุมครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ เขากับเพื่อนอีกหกคน “มีจิตสำนึก
ที่ต้องการเปลี่ยนระบอบสมบูรณาฯ มาก่อนแล้ว”
เมื่อปรีดีพบประยูร เขาได้ฟังเรื่อง “ความเสื่อมโทรมของระบอบสมบูรณาฯ และเสียงเรียกร้องของราษฎรในสยามที่ต้องการให้เปลี่ยนระบอบนั้น” ส่วนประยูรเล่าใน บันทึกเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ว่า ตอนเขาพบปรีดีนั้นปรีดีมาอยู่ปารีสนานแล้ว และ “มีบุคลิกที่น่าเลื่อมใส มีนักเรียนไทยในฝรั่งเศสนับถืออยู่มาก” ทั้งยังช่วยหาที่พักให้เขาไปอยู่ในย่านการ์ตีเยลาแต็ง
หนึ่งศตวรรษต่อมา--ในปี ๒๕๖๙ ย่านนี้เป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวว่าคือพื้นที่เขต ๕ และเขต ๖ ของกรุงปารีส อยู่ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำแซนที่ไหลจากต้นน้ำทางด้านทิศตะวันออกผ่านกรุงปารีสไปลงทะเลด้านทิศตะวันตก เป็นย่านรวมสถานศึกษาหลายแห่ง เต็มไปด้วยร้านหนังสือ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ อาคารที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม เช่นที่จัตุรัสแพนทีออน (Place du Panthéon) วิหารแพนทีออนที่ฝังศพบุคคลสำคัญ เช่น วอลแตร์ รุสโซ, ห้องสมุดเซนต์เจเนวีฟ (Sainte Geneviève) ที่สร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗, อาคารหลักของมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์บนถนนเซนต์ฌาคส์ (Rue Saint-Jacques)
ในย่านนี้ราวปี ๒๔๖๘ ปรีดีเดินเล่นกับประยูรหลายครั้ง ด้วยเป็นผู้จัดหาที่พักให้มาอยู่ในย่านเดียวกัน ประยูรบันทึกว่าช่วงหลังมื้อค่ำเขากับปรีดี “คุยสนทนาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง” กันอยู่หลายเดือน ปรีดีเขียนเล่าว่า หนหนึ่ง ระหว่างเดินที่ถนนอองรีมาร์แตง (Henri Martin) ระหว่างพูดคุย ประยูร “เป็นผู้ยื่นแผ่นกระดาษโน้ตให้ข้าพเจ้า” ในนั้นเขียนว่า “รู้ว่ากำลังคิดทำการอะไรอยู่ขอร่วมด้วย” เขาจึงถามว่า “เอาจริงหรือ” ประยูรตอบว่า “เอาจริง” เขาจึงกำชับว่า “อย่าเอาไปพูด” เมื่อประยูรสัญญาตามนั้น ปรีดีจึงจับมือแสดงความยินดี ก่อนทั้งสองคนจะปรารภว่าได้ยินว่ามีคนต้องการเปลี่ยนแปลงมาหลายคน “แต่ยังไม่มีการเอาจริง”
ส่วนประยูรบันทึกไปอีกทางว่า เหตุเกิดในมื้อกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาชวนปรีดีว่า “พูดเรื่องการเมืองกันมามากแล้ว ถึงเวลาลงมือกันเสียที” ปรีดีอึ้งครู่หนึ่งแล้ว “ลุกขึ้นจับ ๒ มือ บีบแน่นว่า เอากันจริงหรือ ข้าพเจ้าก็ตอบรับ ให้คำมั่นว่า เอาจริง เอาแน่” โดยหลังจากนั้น ๒-๓ วันต้องปรับความเข้าใจกัน เพราะปรีดีเกิดระแวงว่าประยูรเป็นมหาดเล็กของรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเขาได้ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำหรับเขาไม่ใช่กบฏ การมีรัฐธรรมนูญกลับเป็นการ “แบ่งเบาภาระหน้าที่ของพระเจ้าอยู่หัว ความดีทั้งหลายก็เทิดทูนส่งเสริมพระบารมี ฉะนั้น พระมหากษัตริย์ย่อมรุ่งโรจน์ตลอดไป” จนทั้งคู่ไว้ใจกันมั่นคง