ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ฉ. น๑-๑๑๒๗ อนุสาวรีย์สยามรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม
อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ
แห่งแรกของสยาม ณ มหาสารคาม
: การสร้างสำนึกแห่งประชาธิปไตยผ่านสัญลักษณ์ให้คนท้องถิ่น
เรื่องและภาพ : จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
หากกล่าวถึงความเป็น “ประชาธิปไตย” ในเชิงสัญลักษณ์ของการเมืองไทยร่วมสมัย สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงน่าจะเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี ๒๔๘๒ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านทางการปกครองของไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย
ก่อนหน้านั้นนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ ๒๔๗๐ มีการนำสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญมาเผยแพร่เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชน ทั้งในพื้นที่ราชการ วัดวาอารามต่าง ๆ เช่น การนำสมุดไทยบนพานแว่นฟ้ามาประดับบนอาคารสถานที่ราชการ หน้าบันโบสถ์หรือวิหาร ตลอดจนการผลิตสินค้าซึ่งเป็นข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของราษฎรที่มีพานรัฐธรรมนูญเป็นลวดลาย วัตถุทางวัฒนธรรมเหล่านี้สะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองที่แพร่กระจายทั่วประเทศ
อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม นับเป็นส่วนหนึ่งของความตื่นตัวทางการเมืองใหม่ในรูปแบบอนุสาวรีย์ที่มีพานรัฐธรรมนูญแห่งแรกของประเทศ แต่แทบไม่มีใครรู้จัก
เมื่อความไม่สงบถูกสยบ
ด้วยสัญลักษณ์
อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม ในปัจจุบันถูกย้ายจากศาลากลางจังหวัดหลังเก่ามาตั้งอยู่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองมหาสารคาม ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
เดิมอนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๗ ก่อนการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินในกรุงเทพมหานครถึง ๕ ปี นำโดยหลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) ข้าหลวงประจำจังหวัดมหาสารคามในขณะนั้น ซึ่งมีพันธกิจหลักคือการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบการปกครองใหม่ คือ “ประชาธิปไตย”
การสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์กบฏบวรเดชที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม ๒๔๗๖ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สร้างความตื่นตัวทางการเมืองในช่วงเวลานั้นที่มีการสนับสนุนกลุ่มอำนาจเดิม และเป็นปรปักษ์กับกลุ่มอำนาจใหม่
ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามช่วงปี ๒๔๗๖-๒๔๗๗ เกิดเหตุการณ์กบฏผีบุญหลายหน ได้แก่
เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๔๗๖ เกิดกบฏหมอลำน้อยชาดา (นายคำสา สุมังกะเศษ) ที่ใช้กลอนลำสื่อสารกับชาวบ้านเกี่ยวกับการวิจารณ์เรื่องภาษี ค่ารัชชูปการพระสงฆ์ รวมถึงการศึกษา เป็นต้น
ช่วงเดือนพฤศจิกายน ๒๔๗๖ เกิดกบฏเกือกขาว อำเภอตลาด (อำเภอเมืองมหาสารคามในปัจจุบัน) โดยนายชาลี มหาวงศ์ นายบึ่ง ข่ายเพ็ชร์ กับพรรคพวกอีกจำนวน ๑๕ คน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการที่หมอลำน้อยชาดาถูกจับกุม
ปี ๒๔๗๗ เกิดความไม่สงบขึ้นที่ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย และเดือนมิถุนายน ๒๔๗๗ นายอำ นายบึ้ง นายโส นายแก้ว ถูกรัฐมองว่าอ้างตนเป็นผู้วิเศษและกระด้างกระเดื่อง
เมื่อรัฐมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นการชักจูงให้ราษฎรแข็งขืนและก่อความไม่สงบขึ้น ทางราชการจึงดำเนินมาตรการสร้างความเข้าใจและปลูกฝังอุดมการณ์เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยและความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญแก่ราษฎร ได้แก่ การสร้างอนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ การประกวดกลอนลำเทิดรัฐธรรมนูญ การประกวดขบวนแห่และรูปรัฐธรรมนูญ และการประกวดเรียงความว่าด้วยประวัติศาสตร์จังหวัดมหาสารคาม เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่เกี่ยวกับระบอบการปกครองแบบใหม่ โดยเผยแพร่ให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายด้วยวิธีการที่หลากหลาย
การก่อสร้างอนุสาวรีย์เป็นสัญลักษณ์ที่คงทนถาวร หลังจับกุมและปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
หลวงอังคณานุรักษ์
กับสำนึกประชาธิปไตย
ของชาวมหาสารคาม
ข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นตำแหน่งข้าราชการฝ่ายปกครองส่วนภูมิภาคของไทยในอดีต ที่ถูกส่งตัวมาจากรัฐส่วนกลาง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าการบริหารและปกครองระดับจังหวัด ซึ่งนับเป็นต้นแบบของตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน มีวาระการโยกย้ายตามแต่คำสั่งจากราชการ
หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) ดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดมหาสารคาม ในช่วงปี ๒๔๗๖-๒๔๘๒ นับว่าเป็นพ่อเมืองที่ปกครองจังหวัดมหาสารคามคนแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงฝักใฝ่ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองแบบใหม่ โดยผลักดันให้เกิดวิธีคิดแบบใหม่จากข้าราชการ ผู้นำชุมชน ลงมาสู่ชาวบ้าน
บันทึกของหลวงอังคณานุรักษ์ใน อนุสรณ์จากหลวงอังคณานุรักษ์ฯ (ปี ๒๕๑๓ หน้า ๔๒-๔๓) มีว่า