Image

ร้านหนังสือในพระนคร
ก่อนปี ๒๕๐๐

รวบรวมและเรียบเรียง : ศรัณย์ ทองปาน 

ความเฟื่องฟูของสิ่งพิมพ์

การพิมพ์ในสยามมีที่มาจากความต้องการเผยแผ่คริสต์ศาสนาให้แก่คนไทย

เริ่มต้นที่ฝ่ายคาทอลิก มีหลักฐานเก่าที่สุดคือหนังสือ คำสอนคริสตัง ภาคต้น เป็นภาษาไทย แต่สะกดด้วยอักษรโรมัน พิมพ์ที่วัดซางตาครู้ส กุฎีจีน เมื่อปี ๒๓๓๙ สมัยรัชกาลที่ ๑

ส่วนการพิมพ์ด้วยอักษรไทย เริ่มโดยคณะมิชชันนารีโปรเตสแตนต์ชาวอเมริกันในยุครัชกาลที่ ๓ หนังสือเล่มแรกที่จัดพิมพ์ขึ้นคือ บัญญัติสิบประการ เมื่อปี ๒๓๗๙

เมื่อแลเห็นว่าการพิมพ์มีประโยชน์สำหรับผลิตเอกสารข้อความเดียวกันจำนวนมาก ทางรัฐบาลสยามจึงว่าจ้างโรงพิมพ์คณะมิชชันนารีให้พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น จำนวน ๙,๐๐๐ ฉบับ เมื่อปี ๒๓๘๒ ถือเป็นสิ่งพิมพ์ของทางราชการชิ้นแรก

ความเฟื่องฟูของสิ่งพิมพ์ในสยามเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ช่วงทศวรรษ ๒๔๐๐ เมื่อโรงพิมพ์ที่ดำเนินการโดยคณะมิชชันนารีโปรเตสแตนต์ ทั้งโรงพิมพ์ของ “หมอบรัดเลย์” (Dan Beach Bradley แดน บีช แบรดเลย์ ปี ๒๓๔๗-๒๔๑๖) ที่ปากคลองบางหลวง (คลองบางกอกใหญ่)
และโรงพิมพ์ของ “หมอสมิท” หรือ “ครูสมิท” (Samuel
John Smith ซามูเอล จอห์น สมิท ปี ๒๓๖๓-๒๔๕๒)
ที่ถนนตก ต่างมองเห็นช่องทางหารายได้จากการพิมพ์หนังสือซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาออกจำหน่าย จึงเป็นเหตุให้ต้องเสาะหาต้นฉบับเพื่อนำไปตีพิมพ์ ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ใน ตำนานหนังสือสามก๊ก (ปี ๒๔๗๑) ตอนหนึ่งว่า

“ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ หมอบรัดเลมิชชันนารีอเมริกันย้ายโรงพิมพ์มาตั้งที่ปากคลองบางกอกใหญ่ เริ่มพิมพ์หนังสือไทยเรื่องต่าง ๆ ขาย ได้ต้นฉะบับหนังสือเรื่องสามก๊กของผู้อื่นมา ๒ ฉะบับ แล้วไปยืมต้นฉะบับของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ เมื่อยังเปนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ ที่สมุหพระกลาโหมมาสอบกันเปน ๓ ฉะบับ พิมพ์หนังสือสามก๊กขึ้นเปนสมุดพิมพ์ ๔ เล่มตลอดเรื่อง สำเร็จเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๐๘ ขายราคาฉะบับละ ๒๐ บาท พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับซื้อช่วยหมอบรัดเลเห็นจะราวสัก ๕๐ ฉะบับ พระราชทานพระราชโอรสธิดาพระองค์ละฉะบับทั่วกัน”

ความนิยมในหนังสือฉบับพิมพ์ยังนำไปสู่การซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือ นิราศลอนดอน ระหว่างหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูร) กับหมอบรัดเลย์ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๔๐๔ ด้วยราคาถึง ๔๐๐ บาท ซึ่งนับเป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์ครั้งแรกในสยาม

นิราศลอนดอน ตีพิมพ์เสร็จและวางจำหน่ายครั้งแรกในอีก ๕ เดือนต่อมา คือวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๔๐๔

ผู้ซื้อมีกำไรมาก

ในกรุงเทพฯ ยุคที่ยังไม่มีร้านขายหนังสือโดยเฉพาะ โรงพิมพ์ล้วนทำหน้าที่ “หน้าร้าน” ขายสมุดหนังสือไปด้วยในตัว เช่นที่หมอบรัดเลย์ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ บางกอกรีคอร์เดอร์ (The Bangkok Recorder) เล่ม ๑ ใบ ๖ (ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๖) วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๖๕ (ปี ๒๔๐๘) ว่า

“๏ อนึ่งที่โรงพิมพ์นั้นมีหนังสือขายต่าง ๆ, คือหนังสือหัดพูดคำอังกฤษ จบละ ๖ สลึง. แลหนังสือจินดามะณีนั้น เล่มละบาท. หนังสือกฎหมายไทย ๕๕ เล่มสมุทไทย ผูกเปนหนังสืออังกฤษสองเล่ม, ขายเปนราคาจบละ ๑๓ บาทสลึง, แลหนังสือพระราชพงษาวดารไทย ๔๒ เล่มสมุดไทย, ทำเปนสองเล่มอังกฤษ, ขายจบละ ๑๐ บาทสองสลึง. แลพงษาวดารฝรั่งเศศย่อ, ขายเล่มละสองสลึง. แลมีกระดาดสมุดเปล่าต่าง ๆ ขายเล่มละบาทบ้าง, เล่มละสองสลึงบ้าง, เฟื้องหนึ่งบ้าง, หลายอย่างต่าง ๆ. เชิญท่านทั้งหลายมาหาข้าพเจ้าที่โรงพิมพ์ ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่า, ดี.บี. ปรัศเล นั้นเทอญ.”

Image

หน้าปกหนังสือ สุวรรณลอยล่อง ของโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญหรือ “โรงพิมพ์วัดเกาะ” ในยุคต่อมา เมื่อเปลี่ยนคำกลอนวรรคแรกจาก “เล่มสลึงพึงรู้ท่านผู้ซื้อ” เป็น “ยี่สิบห้าสตางค์ต่างรู้ท่านผู้ซื้อ” แล้ว

Image

0