Image

เมื่อคนและช้างหมู่บ้านรวมมิตร ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายไม่สามารถลงแม่น้ำกกได้อีกต่อไป

สายน้ำพัง ฝั่งน้ำป่วย :
เสียงร้องทุกข์จากคนลุ่มน้ำกก

THE OTHER
เสียงของความหลากหลาย

เรื่อง : สิริกร เย็นเพ็ชร
ภาพ : อารียา เลยไธสง

“เมื่อก่อนผมโดดน้ำแม่กก หาปูหาปลา แต่วันนี้ทำได้แค่รอ”

คำพูดของชาวบ้านริมน้ำกกสะท้อนความจริงในปัจจุบันว่าสายน้ำแห่งนี้กำลังถูกสารพิษพรากความอุดมสมบูรณ์ไปทีละน้อย แม่น้ำที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตนานาพึ่งพาอาศัย ตอนนี้แทบร้างไร้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณเดิม

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า

น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง

สุภาษิตเหล่านี้บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตกับสายน้ำ แต่ในเวลานี้แค่สัมผัสน้ำยังเป็นแผลผื่นคัน แม่น้ำที่คนพึ่งพาไม่ได้คงกำลังร่ำไห้

สายน้ำ (เคย) ขับขาน

ยามเย็น ณ ปางช้างบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร อำเภอแม่ยาว จังหวัดเชียงราย บรรยากาศรอบบ้านปูนสองชั้นของ น้อยคำ เรืองกิจสกุล หรือ “ลุงน้อยดา” วัย ๔๘ ปี มีเสียงสนทนาของผู้คนที่แวะเวียนไปมาหาสู่กันตามปรกติ เมื่อเสียงเห่าของจูลี่ สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนดังขึ้นที่หน้าบ้านก็เป็นสัญญาณบอกเจ้าของว่ามีคนมาหา ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนไกล ศรีมล เฉลิมเลี่ยมทอง หรือ “ลุงศรีมล” วัย ๕๙ ปี

ทั้งคู่เป็น “คนเลี้ยงช้าง” มานานกว่า ๓๐ ปี ควบคู่กับอาชีพเกษตรกรรม  กิจวัตรของคนเลี้ยงช้างคือตื่นเช้าขึ้นภูเขาสูงไปพาช้างจากป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารให้ช้างได้กินตามใจชอบมาอาบน้ำที่ลำห้วยเล็ก ๆ หรืออาบจากประปาภูเขา เสร็จแล้วเตรียมรอรับนักท่องเที่ยว พอราวบ่าย ๓ ถึงบ่าย ๔ ไม่มีนักท่องเที่ยวมาแล้วก็ส่งช้างกลับเข้าป่าเช่นเดิม เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน  เว้นแต่เมื่อถึงหน้าทำการเกษตร ปลูกข้าว ข้าวโพด สับปะรด อ้อย พวกเขาลางานไปทำนาทำสวนในที่ดินของตน  วันหยุดประจำสัปดาห์คือวันอาทิตย์ แต่ละครอบครัวพากันไปโบสถ์ตั้งแต่ ๖ โมงเช้าเพื่อนมัสการพระเจ้า ช่วง ๙ โมงเช้าเป็นเวลาสำหรับสตรี พอถึง ๑๐ โมงเช้าคนเกือบทั้งหมู่บ้านก็เข้าร่วมฟังคำสอนจากพระคัมภีร์ โบสถ์นับเป็นสถานที่แจ้งข่าวสารสำคัญให้ชุมชนรับทราบทั่วกันด้วย

เมื่อได้ยินเสียงจูลี่และรถจักรยานยนต์จอดหน้าบ้าน ฉันก็ขยับเตรียมให้ลุงศรีมลนั่งในตำแหน่งมุมโต๊ะกินข้าวแทน ลุงน้อยดาและป้าพรผู้เป็นภรรยาทักทายผู้มาเยือนเป็นภาษากะเหรี่ยง

“เอาะเม ๆ” (กินข้าว)

Image

เอาช้างผ่านป่ายางพารา เพื่อพาไปหาอาหารในที่สูง กิจวัตรประจำวันของลุงน้อยดา ควาญช้างประจำปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตร นำเรโพเข้าป่าพึ่งพาอาหารและน้ำจากภูเขา

ประกาศห้ามลงน้ำมีใจความสำคัญว่าในน้ำมีสารปนเปื้อน ก่อนหน้านั้นไม่นานคนในชุมชนและช้างเริ่มมีแผลพุพองและผื่นคันขึ้นตามตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ต่าพอเผาะหรือข้าวเบอะเป็นอาหารพิเศษของชาวกะเหรี่ยง คล้ายข้าวต้มแต่ใส่เครื่องมากกว่า นิยมทำเมื่อมีแขกมาบ้าน ข้าวเบอะใส่หน่อไม้ฝีมือลุงน้อยดาและเนื้อควายทอดฝีมือป้าพรอร่อยจนฉันกินข้าวไปสามจาน

นอกจากอาหารรสชาติเยี่ยมแล้ว มื้อนี้ยังเปี่ยมรสจากเรื่องเล่าของลุงน้อยดาและลุงศรีมลที่หวนคะนึงถึงวันวาน วันที่สายน้ำขับขานเสียงแห่งความสุขสนุกสนาน สะท้อนผ่านภาพที่เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือและความทรงจำ…

วันวาน หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรครึกครื้นจากนักท่องเที่ยวหนาตา แต่ความโชคร้ายซ้ำซ้อนจากโรคระบาดโควิด-๑๙ น้ำท่วม และสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป “ไม่กี่ปีก่อนน้ำยังใส…พาช้าง พานักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำได้ แต่ช่วง ๒-๓ ปีหลังมานี้น้ำขุ่นตลอดทั้งปี” ลุงน้อยดาเอ่ย

“ทุกวันที่ ๑๓ มีนาคม เป็นวันช้างไทย มีกีฬา ปีนเสาน้ำมัน เลี้ยงบุฟเฟต์ช้าง จัดงานใหญ่โตสนุกสนานกันมาก…ทั้งคนทั้งช้างพากันลงเล่นแม่น้ำกก แต่มาปีนี้จัดได้แค่ริมน้ำ เขาบอกว่าลงน้ำไม่ได้แล้ว”

ประกาศห้ามลงน้ำมีใจความสำคัญว่าในน้ำมีสารปนเปื้อน ก่อนหน้านั้นไม่นานคนในชุมชนและช้างเริ่มมีแผลพุพองและผื่นคันขึ้นตามตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ “รู้สึกผิดที่ทำช้างเป็นแผล พาลงไปเล่นน้ำ กินน้ำแม่กก โดยที่เราไม่รู้เลยว่ามีสารที่ทำให้ช้างป่วย” คำแสดงความในใจของลุงน้อยดา

“วันสงกรานต์เราเคยเล่นสนุกกัน ในอดีตมีดารามาถ่ายแบบ ถ่ายรูปกับช้างที่แม่น้ำกก แม่น้ำดูมีชีวิต ไม่ใช่แม่น้ำร้างเหมือนตอนนี้” ฉันดูภาพในโทรศัพท์เห็นรอยยิ้มผู้คนกลางแม่น้ำกก คนและช้างเล่นกันสนุกสนาน แม่น้ำกกดูมีชีวิตชีวาจริง ๆ

“สามสิบกว่าปีมาแล้วตอนเดินเท้าหลายวันไปเอาช้างตัวใหม่ถึงเชียงใหม่ แม่น้ำกกใสมาก ดื่มกินได้เลย” ประโยคของลุงศรีมลทำเอาฉันทึ่งว่าแม่น้ำที่เห็นเป็นสีขุ่นในวันนี้เคยใสจนกินได้มาก่อน

ชีวิตของชาวกะเหรี่ยงอยู่กับผืนป่า เติบโตมากับผืนป่า

น้ำกับผืนป่าคู่กัน หากน้ำใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้วอะไรจะหล่อเลี้ยงผืนป่า

หากไม่มีผืนป่า ชาวกะเหรี่ยงจะอยู่อย่างไร

Image

0