Image

เล่ากี่ ผู้พ้นโทษที่เลือกใช้ความผิดพลาดในอดีตมาเป็นจุดขายของธุรกิจโรตีผ่านการโฆษณาบนป้ายชื่อ ร้าน “เล่ากี่ โรตีบางขวาง สูตรนี้ ได้จาก ‘คุก’”

คนผ่านคุก :
เสียงจากผู้มีตราบาป

THE OTHER
เสียงของความหลากหลาย

เรื่อง : ทิวารัตน์ ทองแฉล้ม
ภาพ : ภูมิพัฒน์ ศรีตัมภวา

“กว่าจะมีวันนี้ได้ไม่ง่ายเลย ผมต้องพยายาม อดทน หลายครั้งที่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้” ชาญวิทย์ เล่าวิริยะธนชัย หรือเล่ากี่ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

“ผมเป็นนักโทษรอประหาร ไม่รู้ว่าวันไหนคือวันของผมเพื่อนบางคนซื้อโรตีผมไปแต่ไม่มีโอกาสได้กิน เพราะถึงวันของเขา ผมมีเพื่อนสนิทเป็นความหวังและความสิ้นหวัง” น้ำเสียงของเล่ากี่รุนแรงขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องราวในอดีต ฉันรับรู้ได้ถึงความกดดันที่ถ่ายทอดผ่านน้ำเสียง เหมือนถูกพาไปอยู่ด้วยกันกับเขาในห้วงเวลาแห่งฝันร้าย

สำหรับผู้ต้องขังแล้ว เมื่อประตูเหล็กปิดลงหนทางชีวิตที่เคยมั่นคงก็หายไป กำแพงเรือนจำสูงเฉียดฟ้าไม่เพียงกักขังร่างกาย แต่ยังคุมขังอิสระทางใจ

แม้ก้มหน้ารับโทษทางกฎหมายจนหมดสิ้นและพร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่โลกภายนอกกลับมีสายตาแห่งอคติและการไม่ยอมรับ

คำว่า “อดีตนักโทษ” กลายเป็นตราบาปฉุดรั้ง...

ห้องขังหมายเลข ๑ 
ประกายหวังข้างประตู
สู่แดนประหาร

ถุงขยะล้นตกข้างถังขยะเป็นจุดเริ่มต้นของเล่ากี่ มือที่หยิบขยะเตรียมปล่อยลงถังหยุดชะงัก สายตาจดจ่อกับสูตรทำโรตีด้านหลังถุง จากที่มันควรกลับลงถังขยะ เขาเก็บถุงขยะนี้ไว้ราวสมบัติประจำตัว

แป้งสำเร็จรูปถุงแรกที่ซื้อมาลองทำไม่ได้ให้ผลลัพธ์ตามที่คิด วันเวลาผ่านไป แป้งสำเร็จรูปจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม จนลืมนับไปแล้วว่านี่คือแป้งถุงที่เท่าไร

เล่ากี่มีนักชิมมากมายเป็นเหล่าเพื่อนนักโทษแดนประหารด้วยกัน

“เพื่อนเล่าให้ฟังว่าตั้งใจจะซื้อโรตีไปกินกลางดึกพอกัดทีฟันแทบหลุด ทั้งแข็งทั้งเหนียว ผมปรับสูตรแล้วปรับสูตรอีก” เล่ากี่หลับตาพริ้ม รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเมื่อนึกถึงความหลังครั้งอยู่แดนประหาร

“ผมใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำโรตีที่เหนียว นุ่ม อร่อยได้ เวลาครูอรสมมีงานอะไรที่จัดขึ้นในเรือนจำก็ให้โอกาสผมทำโรตีให้คนอื่นชิม ทำให้โรตีของผมเริ่มมีคนรู้จัก ครูเป็นผู้พยุงผมมาโดยตลอด ไม่รู้ว่าตอนนี้ครูยังจำผมได้ไหม เพราะผมไม่ใช่ลูกศิษย์โดดเด่น ทุกวันผมขอบคุณครูอรสมอยู่เสมอ ถ้าไม่มีครูผมคงมาไม่ถึงวันนี้” น้ำเสียงของเล่ากี่สั่นเครืออีกครั้ง

“เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันได้คุยกับครูอรสม ทุกครั้งที่เธอเอ่ยถึงชื่อคุณ ฉันสัมผัสได้ถึงความภาคภูมิใจ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ เหมือนพูดถึงลูกชายอันเป็นที่รัก แววตาอบอุ่น และพูดเสมอว่าเชื่อมั่นในตัวคุณแค่ไหน”

“ครูอรสม” ที่เหล่าลูกศิษย์หลังลูกกรงพร้อมใจกันเรียกขาน หมายถึง อรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดี ผู้ซึ่งไม่ได้รับราชการครูแต่อย่างใด หากคำว่าครูได้มาจากการอุทิศตนให้แก่กลุ่มคนผู้ก้าวพลาดให้มีทางเลือกใหม่

ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ คนนี้ เชื่อว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เธอจึงเริ่มต้นโครงการสอนวิชาการเขียนแก่ผู้ต้องขังต่อเนื่องหลายปี ต่อมามีโครงการอบรมนักโทษเขียนนิทานสำหรับเด็กและโครงการปั้นพระพุทธรูป เปิดทางเลือกเส้นใหม่ให้ใครหลายคนได้เลือกเดิน

เล่ากี่มองหน้าฉัน ฉันไม่เคยเห็นใครยิ้มมีความสุขเท่านี้มาก่อน น้ำตาของเล่ากี่ไหลทะลัก แต่รอยยิ้มยังคงปรากฏ เสียงสะอื้นไห้ดังขึ้นเป็นระยะ ฉันเห็นละอองสีชมพูแทนความสุขฟุ้งไปทั่วทั้งบรรยากาศ

โรตีของเล่ากี่ไม่ได้อาศัยโชค หากแต่เป็นหยาดเหงื่อและไฟแห่งความหวัง  นักโทษประหารคนนี้ไม่ได้นอนแห้งเหี่ยวรอวันตาย เรือนจำกลางบางขวางไม่ใช่ป้ายคล้องคอแห่งตราบาป “เล่ากี่ โรตีบางขวาง สูตรนี้ ได้จาก ‘คุก’” คือ ความหวัง ความฝัน และความสำเร็จของเขาในวันนี้

“ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะรอดไหม แต่ผมไม่รอความหวัง ผมเตรียมตัวพร้อมสำหรับความหวัง”

สาธิต อดีตนักโทษประหาร ผู้ตัดสินใจเรียนปั้นพระพุทธรูปกับโครงการ “ปั้นดินให้เป็นบุญ” ที่ช่วยจุดประกายความเป็นศิลปินและชี้ทางสว่างให้ชีวิต หลังได้รับการปล่อยตัวเขาก็เปิดโรงหล่อพระ “พุทธสาธิต”

ห้องขังหมายเลข ๒ 
มือเปื้อนบาปสู่มือปั้นบุญ

“ตอนที่ครูอรสมบอกผมว่าจะให้เรียนปั้นพระ สิ่งแรกที่ผมคิดเลยก็คือให้นักโทษมาปั้นพระเดี๋ยวพระก็กลายเป็นโจรหมดแต่พอครูเขาแสดงความตั้งใจ เลยคิดว่าแม้บุญเราไม่น่าถึงศิลปะไม่เคยเรียน ก็ลองดูวะ

“ตอนติดคุกใหม่ ๆ ผมนึกโกรธนะ ผมทำความดีมาเยอะ ช่วยคนมาก็แยะ แต่ทำผิดแค่สามครั้งก็โดนจับแล้ว ถือว่าเร็วมาก ๆ  เงินที่หามาก็ไม่ได้ใช้ ไม่ได้มองด้วยว่าเราทำผิดอะไร ผมเคยพูดกับพ่อว่าความฝันของผมคือการได้เป็นเจ้าพ่อใหญ่ในเมืองสิงห์บุรี ต่อให้สุดท้ายโดนยิงตายก็ไม่เสียดายชีวิต”

ฉันมองดู สาธิต หลิ่มจ่าง คลึงยาเส้นในมือขณะเล่าเรื่องราวชีวิต ละสายตาจากสาธิต ฉันมองไปรอบ ๆ เห็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสีขาวเรียงรายเต็มไปหมด

“พระพุทธรูปที่สาธิตหล่อไม่เหมือนที่ไหน มีแต่คนพูดว่าพอได้มองหัวใจก็สงบ ร่มเย็น” คำพูดที่ครูอรสมเคยพูดกับฉันเห็นจะจริง ตอนนี้ใจของฉันนิ่งสงบ เย็นสบาย หูยังแว่วเสียงสาธิตเล่าเรื่องราวชีวิตด้วยท่าทีเป็นเอกลักษณ์

“ตอนเข้าคุกแรก ๆ มีคนถามผมว่ารู้ไหมคนเก่งที่สุดในคุกคือใคร ผมตอบอย่างมั่นใจเลยว่าคนที่ต่อสู้เก่งที่สุดไง หัวโจก ขาใหญ่ แต่คำตอบที่ได้ทำผมงงเลย” สาธิตว่าพลางหัวเราะชอบใจ

“คนที่ยอมและปล่อยวางจากอารมณ์ได้” จากเสียงหัวเราะแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง

ควันยาสูบพุ่งออกจากปากสาธิต “พอมาตอนนี้ ผมไม่คิดโทษชะตาที่เคยติดคุก กลับรู้สึกขอบคุณจากใจ เพราะคุกทำให้ความคิดเปลี่ยน คำตอบที่ผมไม่เข้าใจในตอนนั้นวันนี้ผมเข้าใจแล้ว อะไรที่ยอมได้ผมก็ยอม ทำทุกอย่างให้อยู่บนความถูกต้องตั้งแต่แรก

“ผมเคยคิดนะว่าความดีทำยาก ความชั่วทำง่าย แต่พอได้ผ่านเรื่องราวทุกอย่างมาถึงรู้ว่าการจะทำชั่วแต่ละทีคิดหัวแทบแตก กลัวโดนจับได้ กลัวคนรู้ ต้องวางแผนมากมาย ส่วนการทำดี แค่เดินไปหยิบเปลือกลูกอมจากพื้นทิ้งถังขยะก็เป็นความดีแล้ว” ท่าทีของสาธิตดูผ่อนคลายอยู่เสมอ

ฉันถามถึงที่ไปที่มาของพุทธสาธิต หรือโรงหล่อพระที่ซึ่งเรากำลังนั่งสนทนากันขณะนี้ด้วยความสงสัยว่าทำไมเจ้าตัวถึงมาลงเอยที่อาชีพนี้ได้

“ตอนออกมาแรก ๆ ผมไม่ได้สนใจทำโรงหล่อหรอกมีเพื่อนชวนไปทำงานที่สวน ผมเป็นคนไม่ปกปิด ไม่อยากให้เขามารู้อดีตเราทีหลัง เลยบอกเขาตามตรงว่าผมเคยเป็นอดีตนักโทษประหารนะ พอรู้อย่างนั้นเขาก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย” สาธิตเล่าด้วยน้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย

Image

รอยสักชีวิต เป็นผลงานของนักเขียนนามปากกา “ส. แม่ปิง” ชายผู้มีการศึกษาแต่ก้าวพลาดจนถูกตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เขาทำคุณประโยชน์ให้เรือนจำโดยสอนหนังสือให้เหล่าผู้ต้องขังคนอื่น ๆ จนได้รับการลดโทษหลายครั้ง ผู้ต้องขังคนอื่น ๆ พากันยกย่องให้เขาเป็นอาจารย์

Image

0