คนพื้นเมืองเหนือบริโภคชาผ่านการเคี้ยวใบที่เรียกว่า “เมี่ยง” มาแต่ครั้งโบราณซึ่งมีกรรมวิธีในการผลิตและเก็บรักษาที่สืบทอดเป็นวิถีภูมิปัญญามาจนปัจจุบัน ในภาพเป็นใบชาที่ผ่านการนึ่ง พักรอลงหมักในกระบอกเมี่ยง
เมี่ยง
ชาที่ไม่ต้องชง
ไร่ชา Story
เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
เมี่ยง ในภาษิตที่ว่า “เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม” นั้นคือชา
เป็นชาที่ไม่ต้องชง แต่ใช้อม เคี้ยว เติมความสดชื่นตื่นตัวเหมือนกินหมากหรือหมากฝรั่ง
ที่ชุมชนบ้านศรีนาป่าน-ตาแวน แทบทุกหลังเรือนมีสวนเมี่ยงของตนและยังเป็นแหล่งใหญ่ในภาคเหนือที่ผลิตเมี่ยงหมักขายส่งให้คนนิยมอมเมี่ยงนำไปปรุงเป็นคำกินเอง ไม่ต้องเอาเมี่ยงใครมาอมให้ขมขื่นในความไม่ได้ดังใจ
ในหมู่ชาวล้านนาถ้าจะนับว่าเมี่ยงเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการกินอยู่ก็คงได้ ด้วยเป็นของกินเล่นขบเคี้ยวหลังอาหาร อมแก้ง่วงได้ดีไม่แพ้กาแฟและไม่เสพติดอย่างบุหรี่
เมี่ยงทำจากใบชาชนิดเดียวกับที่ใช้ชงน้ำดื่ม ต่างที่การเก็บและกรรมวิธี
หากทำชา แต่ละยอดจะเก็บเพียงสามใบอ่อนแล้วทำให้แห้ง
ส่วนที่จะทำเมี่ยง เก็บให้ติดห้าใบในแต่ละยอด นำมานึ่งหมักเก็บ ยามจะกินแผ่ใส่ไส้ให้ได้รสกลิ่นด้วยมะนาว เกลือ น้ำตาล หมี่ กระเทียมดอง ขิงดอง มะขาม ตามต้องการ แล้วพัน (มวน) พอดีคำ อมเคี้ยวเป็นของว่าง หรือจะกินยามไหนก็ได้
การถวายหมากเมี่ยง กินหมากพลูอมเมี่ยง เป็นวัฒนธรรมที่มีในประวัติศาสตร์ล้านนา ตามหลักฐาน “อูปเมี่ยงทองคำ” ที่กษัตริย์พม่าเคยมอบเป็นเครื่องยศแก่เจ้าฟ้าหัวเมืองเชียงแสน “หมากเมี่ยง” ยังปรากฏตามบทสวดในพิธีสู่ขวัญข้าว สู่ขวัญควาย และในบท “คร่าว” ที่เล่าเรื่องเมืองเชียงแสน
ย่านล้านนาตะวันออก เมี่ยงจากบ้านศรีนาป่าน-ตาแวน เคยเป็นเครื่องบรรณาการเจ้าผู้ครองนครน่านติดต่อกันหลายร้อยปี กระทั่งทุกวันนี้ พ่อค้าแม่ค้าเมี่ยงเจ้าใหญ่ ๆ ในตลาดเมืองน่านก็ล้วนเป็นคนจากหมู่บ้านนี้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใบเมี่ยงส่งตลาดต่าง ๆ จนถึงเมืองแพร่ด้วย