การเก็บใบชาด้วยเครื่องจักร มักใช้กับการผลิตชาอุตสาหกรรมเพื่อเครื่องดื่มที่มีการเติมแต่งรส สำหรับการดื่มเป็นชาน้ำใสที่ให้กลิ่นรสละเมียดจะเก็บด้วยมือเท่านั้น
เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
ชาทุกจอกที่จิบดื่ม ไม่ว่าจะชื่อไหน มาจากใบอ่อนของต้นชา (tea) หนึ่งในสองสายพันธุ์นี้
ชาอัสสัม (Camellia sinensis var. assamica)
ชาจีน (Camellia sinensis var. sinensis)
ความต่างระหว่างสองสายพันธุ์
ชาอัสสัม (Assam tea) ต้นสูงกว่า มีรากแก้ว ใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบโปนเป็นคลื่นสีเขียวอ่อน ขอบจักฟันเลื่อย ปลายใบแหลม ยอดอ่อนมีขนคลุม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ขณะที่ชาจีน (Chinese tea) ลำต้นเป็นพุ่มเตี้ย ไม่มีรากแก้ว ใบเล็กยาวแคบ แผ่นใบหนา ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ขอบจักฟันเลื่อย ใบเรียงสลับ ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ
จากต้นชาในธรรมชาติที่คงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าต้นแรกอยู่ที่ไหน สู่เรือกสวนแทรกปะปนใต้เงาไม้ใหญ่ กระทั่งกลายเป็นแปลงไร่ในยุคป้อนสู่ระบบอุตสาหกรรม ชายังคงเป็นไม้ที่ต้องอยู่บนที่สูงและอากาศหนาวเย็น
บนบัญชรนี้ขอชวนผู้อ่านสู่ไร่ชาทั้งสองสายพันธุ์ จากต้นทางในธรรมชาติสู่ไร่สวน ให้ผลผลิตเป็นวัตถุดิบของเครื่องดื่ม-กิน คู่วิถีชีวิตผู้คน ผ่านกาลสมัยยาวนาน อย่างไม่เสื่อมคลายจากวัฒนธรรมการกินอยู่ของผู้คนในแทบทุกมุมโลก
ภูมิประเทศที่เป็นดอยสูง และอากาศที่หนาวเย็นแทบตลอดปี ทำให้ต้นชาอู่หลงเติบโตได้ดี และเป็นซิกเนเจอร์ของชาอู่หลงไทยด้วยกระบวนการผลิต
ไร่ชาแม่สลอง
อู่หลงแหล่งไทย
“ดอยแม่สลองเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศจากการปลูกชาอู่หลงคุณภาพดี”
คำกล่าว ศนิสา ลู ต่อผู้ใคร่รู้เรื่องชา
เธอเป็นคนแม่สลองโดยกำเนิด ทายาทรุ่นที่ ๓ ของไร่ชา 101 คำกล่าวเธอไม่ได้อวยบ้านเกิดแบบเกินจริง เพราะคอชาจนถึงคนที่รักท่องเที่ยวต่างรู้ว่าความจริงเป็นเช่นนั้น
ถ้าพูดเรื่องอู่หลงในเมืองไทย คนต้องนึกถึงดอยแม่สลอง
“แรกสุดคนมาดอยแม่สลองดูดอกพญาเสือโคร่งบาน มากินอาหารยูนนาน ตอนหลังมาดื่มชา ก่อนนั้นยังไม่มีที่ไหนเปิดท่องเที่ยวไร่ชา กลุ่มทหารจีนคณะชาติที่มาอยู่ดอยแม่สลองนำวัฒนธรรมการดื่มชาเข้ามา พื้นที่ภาคเหนือมีต้นชาที่โตตามธรรมชาติแต่ดั้งเดิม เป็นกลุ่มชาอัสสัมที่คนท้องถิ่นเรียกเมี่ยง ใช้เคี้ยวหรือทำอาหารบ้าง ไม่ได้นำมาชง”
ศนิสาเล่าย้อนช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าอายุเธอ คุณตาของเธอเป็นทหารนายหนึ่งในกองพล ๙๓ ที่ถอยทัพจากมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีนมาถึงดอยแม่สลอง กระทั่งปักหลักอาศัยเป็นพลเมืองไทย บางส่วนทำเกษตรกรรม รวมทั้งไร่ชา สืบต่อมายังรุ่นลูกหลาน บนพื้นที่ ๑.๕ หมื่นไร่ที่บรรพชนได้รับข้อตกลงจากทางการไทย