อาปาชอบถ่ายรูป ภาพประกอบขาวดำในเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของอาปา ภาพนี้คือเรือขายแป้งหอม ลำของน้องชายอาปา จอดที่บ้านในคลองบางลำภู
เรือแป้งหอม
ชีวิตพ่อค้าบนเส้นทางน้ำที่เลือนหาย
เรื่อง : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
ร่วมสัมภาษณ์ : ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ
“หัวเรือตัดแบบสำปั้น ท้ายแบบเรือเมล์”
สมเกียรติ ธนบุญสมบัติ หรือที่ลูก ๆ เรียก “อาปา” อธิบายเรือในภาพถ่ายขาวดำที่จอดหน้าบ้านริมคลองบางลำภู
ภาพดังกล่าวน่าจะอายุราว ๖๐ ปี ส่วนอาปาปีนี้ย่าง ๘๗
สมัยนั้น “บางลำพู” ยังสะกด “บางลำภู” ในเรื่องนี้จึงขอสะกด บางลำภู ตามความคุ้นเคยของอาปา
“อาปา” สมเกียรติ ธนบุญสมบัติ
(ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์)
อาปาเล่าว่าเรือต่อลูกผสมมีใช้กันทั่วไป เครื่องยนต์ดีเซลแบบเผาหัวใช้น้ำมันขี้โล้หรือน้ำมันดีเซลหมุนช้า (ต่างจากน้ำมันรถยนต์ที่เป็นประเภทดีเซลหมุนเร็ว)
บนหลังคาเรือจะเห็นป้ายโฆษณาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ พื้นสีแดง เขียนตัวอักษรขาวสวยงามว่า “แป้งหอม รำนำสมัย และสุดที่รัก”
“รำนำสมัย” ใช้แบบตัวอักษรหรือสมัยนี้เรียกฟอนต์ ลักษณะตัวสี่เหลี่ยม ส่วน “สุดที่รัก” ใช้ฟอนต์ลายมืออ่อนช้อย ช่วยให้ชื่อแป้งหอมต่างยี่ห้อต่างกลิ่นแยกกันเด่นชัด แสดงถึงชั้นเชิงการตลาดจากเจ้าของสินค้าคนเดียวกัน
แป้งหอมเป็นหนึ่งในสินค้าที่ครอบครัวพี่น้องอาปาผลิตเอง ทั้งช่วยกันล่องเรือไปส่งขายตามตลาดและแพร้านค้าในลุ่มน้ำต่าง ๆ หลายพื้นที่ของภาคกลาง
“เรือเราไปจอดตลาดไหนคนแถวนั้นบอกตอนกลางคืนจะได้กลิ่นหอม เพราะทั้งลำเรือมีแต่ของหอม”
อาปาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงแจ่มชัดจากความทรงจำ
ภาพชีวิตพ่อค้าและเส้นทางล่องเรือที่วันนี้คงไม่มีใครรู้จัก ค่อย ๆ เผยอดีตอันรุ่งโรจน์ตามความคดเคี้ยวของลำน้ำ ก่อนถนนและรถยนต์จะเข้าแทนที่...
เด็กเรือฝึกหัด
“ตั่วเฮียสอนเดินเรือ ตั่วซ้อสอนดีดลูกคิด” อาปาย้อนความหลังด้วยรอยยิ้ม
ตั่วเฮียหมายถึงพี่ชายคนโตของอาปา และตั่วซ้อก็คือพี่สะใภ้ ภรรยาของพี่ชายคนโต
อาปามีพี่น้องทั้งหมดแปดคน พี่ชายสามคน พี่สาวสองคน และน้องชายอีกสองคน พ่ออาปาเป็นคนจีนโพ้นทะเล แซ่เต็ง สร้างครอบครัวที่จังหวัดอ่างทอง ก่อนย้ายมากรุงเทพฯ แถวบางลำภู เพราะมีญาติแซ่เดียวกันอาศัยอยู่
อาปาเรียนจบ ป. ๔ ที่โรงเรียนวัดชนะสงคราม เริ่มทำงานที่โรงงานมุ้งในเยาวราช ใกล้ศาลเจ้าเก่า (เล่าปุน-เถ้ากง) เข้าตรอกโต๊ะกัง และขยับมาทำอาชีพช่างเย็บเสื้อผ้าที่ร้านมิตรชาย บางลำภู ร้านตัดเสื้อผ้าชายที่มีชื่อเสียงสมัยนั้น
ช่วงปี ๒๔๙๔ ตั่วเฮียเข้ามากรุงเทพฯ ได้งานเป็นหลงจู๊ร้านขายยาอารยะโอสถ ตรามือ ตรงข้ามวัดสามปลื้ม ทำหน้าที่ฉายหนังขายยาโดยล่องเรือไปตามที่ต่าง ๆ พร้อมจัดฉายหนังเพื่อรวมตัวชาวบ้าน แล้วแทรกโฆษณาขายยาคั่น ถึงราวปี ๒๕๐๐ ก็ลาออกมาทำการค้าร่วมกับหยี่เฮีย (พี่ชายคนที่ ๒) ซึ่งช่วยผลิตแป้งหอม “สุดที่รัก” ก่อนจากนั้นก็ผลิตสินค้าเครื่องสำอางอื่น ๆ ตามมา เช่น แป้งหอม “รำนำสมัย” และน้ำมันใส่ผมยี่ห้อ “ยามาดะ”