Image

ภาพถ่ายสัตว์ป่าภาพแรกของเมืองไทยคือภาพอะไร และใครคือช่างภาพ

เป็นคำถามที่บางคนอาจสงสัยว่าสำคัญอย่างไร

ประวัติศาสตร์การถ่ายภาพสัตว์ป่าและช่างภาพสัตว์ป่าของเมืองไทยนั้นยังไม่มีผู้ศึกษาวิจัยจริงจัง รวมถึงความเข้าใจในพัฒนาการ บทบาทต่อสังคม วงการศิลปะ และการอนุรักษ์ธรรมชาติ


หากลองย้อนไล่เรียงเท่าที่พอมีข้อมูล ก็อาจเริ่มต้นจากครั้งสยามแรกมีกล้องถ่ายรูปในสมัยรัชกาลที่ ๕


เราจะพบภาพถ่ายฟิล์มกระจกอันน่าตื่นตาตื่นใจของฝูงช้างป่านับร้อยตัวที่กำลังถูกต้อนเข้าเพนียด เป็นหลักฐานบ่งบอกว่าช้างป่าบ้านเราในอดีตชุกชุมเพียงใด


[จะสันนิษฐานได้ไหมว่านี่เป็นภาพถ่ายสัตว์ป่าภาพแรก หรือยังมีภาพอื่น ๆ อีก]

หมุนเข็มนาฬิกาเร็ว ๆ ล่วงมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดกระแส “นิยมไพร” ในกลุ่มคนเมืองผู้มีฐานะ คือการค้างแรมใช้ชีวิตผจญไพรในป่ารกชัฏ ชื่นชมความงามธรรมชาติและสัตว์ป่านานาชนิด โดยสมัยนั้นยังไม่มีถนนต้องอาศัยนั่งเกวียน

หนึ่งในกิจกรรมคือการล่าสัตว์ ซึ่งนักนิยมไพรรุ่นแรกยึดถือ “ธรรมเนียมพราน” เช่น ยิงเฉพาะสัตว์ตัวผู้ที่โตไม่เต็มที่หรือสัตว์บาดเจ็บ ไม่ยิงสัตว์ตัวเมีย เมื่อเลือกแกะรอยตามล่าสัตว์ตัวใดแล้วต้องติดตามให้ถึงที่สุด จะไม่ล่าสัตว์อื่นที่พบรอยระหว่างทาง

แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดการตัดถนนใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น และมีอาวุธเหลือใช้หลังสงครามตกถึงมือคนทั่วไป เกมกีฬาล่าสัตว์แบบ “นิยมไพร” กลายเป็นการล่าอย่างไร้กฎกติกา บ้างก็หารายได้จากซากเขาสัตว์ เนื้อและหนัง

นักนิยมไพรรุ่นบุกเบิกซึ่งมองเห็นหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ นพ. บุญส่ง เลขะกุล เขียนเล่าไว้ในหนังสือ เที่ยวป่า ว่า

“สัตว์ป่าของเราในสมัยก่อนโน้นมีอยู่ชุกชุมมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แต่พอหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เราได้รับรถจี๊ปและรถทหารที่เหลือใช้ในสงครามเข้ามาใช้กันมาก พวกนักล่าสัตว์บางพวกก็ใช้รถจี๊ปส่องไฟด้วยสปอตไลท์ ไล่ยิงสัตว์ป่าหมดสิ้นลงไปวันละมาก ๆ ภายในไม่กี่ปี ทรัพยากรของชาติชิ้นนี้ก็ทำท่าจะวอดวายหายสูญไปเลย...”

Image

การต้อนช้างป่าเข้าเพนียดที่อยุธยา สมัยรัชกาลที่ ๕

ช่วงนั้นภาพซากสัตว์ป่าถูกมัดขาห้อยบนหลังรถจี๊ป ภาพพรานเคียงคู่เขาสัตว์ซากสัตว์ที่ล่าได้ถูกบันทึกภาพไว้จำนวนมากเพื่ออวดฝีมือของพรานเมือง

[จะนับภาพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติ
ศาสตร์การถ่ายภาพสัตว์ป่าหรือไม่]

บรรดานักนิยมไพรเริ่มตื่นตัวว่าป่าดงพงไพรที่เคยเข้าไปดื่มด่ำความงามความบริสุทธิ์กำลังเปลี่ยนจนอาจถึงวันสูญสิ้น จึงร่วมก่อตั้งองค์กรเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติชื่อ “นิยมไพรสมาคม” ในปี ๒๔๙๖ โดยหมอบุญส่งคือผู้ริเริ่มและเป็นหัวเรือใหญ่ พร้อมใช้บ้านตนเองเป็นที่ทำการสมาคม มีวัตถุประสงค์ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพืชพันธุ์และสัตว์ป่าเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้และหวงแหน

หมอบุญส่ง เลขะกุล กับกล้อง SLR ที่ยกเล็ง และกล้อง twin-lens reflex ที่คล้องไว้กับแขน

Image

Image