Image

ปั้นชา ถ้วยชา จานรอง และถาดรอง รวมเข้าเป็นชุดที่ชานับร้อย จัดแสดงในห้องที่ชา ภายในพิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

ว่าด้วย “ที่ชา”
วัดสุทัศน์

เรื่อง : นนท์พิเชษฐ์ชาญ ชัยหา
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

ที่ชา หรือชุดน้ำชา ตามศัพท์โบราณที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ในตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น เมื่อปี ๒๔๖๐ ถูกตั้งเป็นชื่อห้องจัดแสดงทางปีกตะวันตกของหมู่กุฏิสงฆ์คณะ ๖ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งปรับให้เป็นพิพิธภัณฑ์ใหม่ของวัดชื่อ “พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร)”

ในห้องนี้มีที่ชาหลายร้อยชุดวางเป็นระเบียบในตู้กระจกใสจัดแสงสวย ซึ่งล้วนเป็นสมบัติของวัดที่สะสมมานาน นับแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ตามความนิยมของชนชั้นนำสยาม ไม่ต่างจากเครื่องโต๊ะและเครื่องกระเบื้องจีน

“ก่อนเป็นพิพิธภัณฑ์ พบว่าที่ชาของวัดสุทัศน์มีมากกว่าที่คิด จึงต้องทำห้องเกี่ยวกับที่ชาโดยเฉพาะเดิมที่ชาเหล่านี้เคยอยู่ในคลัง เก็บซ้อนกัน ไม่ได้ใส่ในตู้ บางชิ้นถ้วยแยกกับจาน ส่วนปั้นก็อยู่ต่างหากถาดก็ไว้อีกที่ กว่าจะจัดมารวมกันได้ใช้เวลาเป็นปี”

กมล บูรณกุล ผู้เชี่ยวชาญและนักสะสมที่ชาของไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการจัดนิทรรศการภายในห้องที่ชา เท้าความเมื่อครั้งที่เขาและทีมเข้ามาร่วมทำงานจนวันนี้อาจเรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ชาซึ่งสมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศไทย 

กมลจึงอาสาพาไปทำความรู้จัก “ที่ชาสยาม” ผ่านชุดที่ชาในห้องนี้

Image

“ที่ชา” เมื่อมาที่ไทย

วัฒนธรรมบริโภคชาของชาวสยามมีมายาวนานพร้อมการรับนานาอารยะวัฒนธรรมจากแผ่นดินจีน ดังปรากฏหลักฐานที่ชาวสยามรู้จักกรรมวิธีชงชาผ่านภาชนะอย่างน้อยในสมัยอยุธยา จาก จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม ของ มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชในปี ๒๒๓๐-๒๒๓๑ ซึ่งบันทึกไว้ว่า

“…กาทำด้วยดินสีแดง ๆ ซึ่งไม่มีรสชาติและไม่ได้เคลือบ (เห็นจะเป็นป้าน) ในชั้นแรกชาวสยามรินน้ำราดป้านทั้งนอกทั้งในให้ป้านร้อน แล้วจึงบรรจุชาลงไปมากที่สุด แต่จะหยิบมือหนึ่ง แล้วก็รินน้ำที่ต้มแล้วโซกชาลงไปชง ทั้งรินน้ำร้อนหล่อข้างนอกป้านไม่ได้หยุด…”

ความนิยมดื่มชายังคงมีต่อมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ดังปรากฏในเอกสารของ จอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Crawfurd) เมื่อคราวเป็นทูตจากอังกฤษเดินทางเข้ามายังสยามในสมัยรัชกาลที่ ๒ ปี ๒๓๖๔ ว่า “...ฝ่ายสยามรับรองแขกด้วยน้ำชา ผลไม้สด ผลไม้กวน และฉาบน้ำตาลแบบจีน…”

รสนิยมในการสะสมที่ชาคงอยู่เคียงคู่วัฒนธรรมการดื่มชาของสยามเรื่อยมา โดยสมัยต้นกรุงเทพฯ อาจจัดที่ชาเข้าชุดอย่างเรียบง่าย ต่อมาจึงพัฒนาการจัดชุดที่ชาให้มีแบบแผนตายตัว

Image

ว่าด้วย “ปั้น”

“สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ใน ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น ว่า ก่อนคนไทยจะจัดชุดที่ชาต่าง ๆ มากมาย เริ่มต้นจากเล่นปั้นก่อน” กมลเล่า พลางชี้ไปในตู้ชวนให้ดูกลุ่มปั้นดินหรือภาชนะใบเล็กที่ใช้ชงชา ต่างสี ต่างทรง ต่างขนาด เพื่อเล่าจุดเริ่มต้นของความนิยมในการจัดชุดที่ชา

“คำว่าปั้นหรือป้าน เป็นศัพท์เฉพาะ ใช้เรียกภาชนะดินเผาที่ใช้เฉพาะชงชา สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า ฉาผิง (茶瓶) ในภาษาจีนกลาง ซึ่งในสำเนียงจีนแต้จิ๋วคือแต่ป๋าน ส่วนสำเนียงฮกเกี้ยนออกเสียงคล้ายกันว่าป๋านหรือปั๋น ซึ่งเมื่อจีนตอนใต้อพยพเข้ามา คนสยามคงใช้ต่อกันมาจนแปลงเป็นคำว่าปั้น”

เช่นเดียวกับในตำราเล่มเดิมของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่า การสะสมปั้นไทยได้รับความนิยมมาจากจีนตอนใต้ โดยเฉพาะจีนกลุ่มภาษาแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน ตั้งแต่สมัยอยุธยาและแพร่หลายมากในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อราชสำนักและขุนนางสยามสั่งให้ผลิตปั้น โดยปั้นหุ่นที่ไทยก่อนให้กรมท่าซ้ายส่งไปผลิตที่จีน เรียกว่าปั้นอย่าง

กล่าวกันว่าปั้นชั้นเลิศต้องมาจากเมืองอี๋ซิง มณฑลเจียงซู ทางภูมิภาคตะวันออกของจีน เพราะทำจากดินที่มีแร่จื่อซา (紫砂) ซึ่งเชื่อว่าเมื่อนำมาชงชาจะทำให้ชามีกลิ่นหอมและรสชาติกลมกล่อม โดยดินจื่อซายังจำแนกได้หลายสี หากนำไปเผาจะให้สีปั้นที่แตกต่าง เชื่อกันว่าปั้นแต่ละสีสามารถปรับรสและกลิ่นตามชนิดใบชา สร้างเสน่ห์ที่ทำให้สยามนิยม

ปั้นอย่าง ที่ชนชั้นนำสยามนิยม มีสองรูปแบบหลัก 

ปั้นชนิดแรก มีเอกลักษณ์อยู่ที่หูด้านข้างตัวเรียกว่าปั้นหู พร้อมกับเรียกวิธีชงชากับปั้นชนิดนี้ว่า กงฟูฉา (工夫茶) ซึ่งมีความประณีตพิถีพิถันตามศิลปะการชงชาอย่างต้นฉบับจีน 

“ปั้นหูที่สยามนิยมสะสมมีสามสี สามทรง สามขนาด”

สามสีนั้นแบ่งเป็นกลุ่มสีแดง สีตับหรือสีดำ และสีขาว สามทรงที่ราชสำนักนิยมมีทรงเท้าปุ่ม ทรงลูกแก้ว และทรงก้นช้อยคอช้อย ส่วนปั้นทรงอื่น ๆ ที่สะสมกัน เช่น ทรงงวงครุเดือยไก่ ทรงตะพาบ ทรงผลน้ำเต้า ทรงสาลี่  และสามขนาด คือ ปั้นเล็ก กลาง และใหญ่

“คนไทยนิยมสะสมปั้นหูไว้ใช้งานและโชว์ แต่ที่ใช้งานบ่อยในชีวิตประจำวันมักเป็นปั้นสาย เพราะคนไทยขี้เกียจชง” กมลชี้ปั้นใบใหญ่ที่อยู่ชั้นบนสุดของตู้จัดแสดง โดยเรียกชื่อตามลักษณะของปั้นที่มีสายหิ้วด้านบน เป็นปั้นอีกประเภทที่ชนชั้นนำสยามและบรรดาผู้มีอันจะกิน รวมถึงพระภิกษุสงฆ์นิยม เนื่องจากขั้นตอนชงชาไม่เน้นความประณีต เพียงแค่ใส่ใบชาลงปั้น เติมน้ำร้อน ก็ใช้ดื่มได้ตลอดวัน

ปั้นประเภทนี้มีหลากรูปทรงไม่ต่างจากปั้นหู เช่น ทรงลูกแก้ว ทรงก้นช้อยคอช้อย ทรงตะพาบ ทรงโคมจีน ทรงแมงดา ทรงผลมะตูม ทรงไข่มุก ทรงผลมะขวิด

นอกจากปั้นอย่าง ยังมีปั้นตลกที่สยามนิยม เป็นปั้นชาจีนที่มีรูปทรงและหน้าตาแปลกจากปั้นอย่าง ส่วนมากมีขนาดใหญ่ เช่น ทรงไข่มังกร ทรงกลีบดอกกระจับ ทรงกลีบดอกเบญจมาศ ทรงตอไม้

Image

ว่าด้วย “ถ้วยชา”

“ถ้วยและถาดชาเดิมเป็นแต่เครื่องประดับปั้น ต่อชั้นหลังมาจึงเล่นถ้วยชาด้วย”

ความในตำรา ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้นไม่ต่างจากที่กมลกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของชุดที่ชา ว่าเกิดจากความนิยมสะสมปั้น จากนั้นจึงพัฒนาสู่การสะสมถ้วยชาตามด้วยจานและถาดรอง ก่อนรวมเข้าชุด

“หากปั้นที่ดีมาจากเมืองอี๋ซิง ถ้วยก็ต้องมาจากเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น เพราะที่นี่คือแหล่งผลิตเครื่องกระเบื้องซึ่งดีสุดในโลก” กมลเปรียบ

จิ่งเต๋อเจิ้นเป็นแหล่งเตาผลิตเครื่องกระเบื้องของจีนมานานหลายร้อยปี ตั้งอยู่ในเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นทางตอนเหนือในมณฑลเจียงซี หรือที่คนไทยรู้จักตามสำเนียงแต้จิ๋วว่าเมืองกังไส เป็นที่มาให้คนไทยใช้เรียกเครื่องกระเบื้องชั้นดีจากจีนว่าเครื่องกังไส ด้วยคุณสมบัติของดินที่มีคำเปรียบว่าสามารถทำให้ “ถ้วยขาวเหมือนหยก บางเหมือนกระดาษเสียงเหมือนกระดิ่ง”

แหล่งเตาแห่งนี้ผลิตเครื่องกระเบื้องส่งเข้าไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงถ้วยชาที่ชนชั้นนำสยามสมัยรัตนโกสินทร์
นิยม โดยผลิตรูปทรงถ้วยชาที่เรียกตามการเปรียบเทียบกับข้าวของเครื่องใช้ เช่น ถ้วยทรงฝักบัวหรือทรงถ้วยน้ำพริก ทรงมะนาวตัด ทรงจีโบ ทรงกระบุง ทรงกระจาด ทรงโอ

ส่วนลวดลายของถ้วยในชุดที่ชาจำแนกได้เป็นลายไทยและลายจีน ทว่าในสมัยรัชกาลที่ ๔ นับแต่ราชสำนักสยามยกเลิกการจิ้มก้องกับแผ่นดินจีน เนื่องจากในปี ๒๓๙๕ มีเหตุที่ราชทูตสยามถูกปล้น ทำให้สยามเลิกสั่งเครื่องกระเบื้องผ่านราชทูตเช่นแต่ก่อน รวมถึงเกิดกบฏไท่ผิงในสมัยราชวงศ์ชิงจนมีการยึดและเผาทำลายเตาเผาในเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นจนมีการย้ายฐานการผลิตเครื่องกระเบื้องเขียนสีส่วนใหญ่ไปที่เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ราชสำนักสยามจึงสั่งเครื่องกระเบื้อง รวมถึงปั้นและถ้วยชา ผ่านพ่อค้าจีนที่เข้ามาตั้งห้างร้านในพระนคร ซึ่งมีส่วนให้บรรดาเครื่องถ้วยในชุดชามีความหลากหลายขึ้น

ห้างร้านที่ขึ้นชื่อ เช่น โปจูลี่กี่ ซึ่งพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น แซ่กอ) เป็นนายห้าง โดยมีลวดลายชุดถ้วยชาที่โดดเด่น อย่างลายพระราชวังจันทรเกษม เกาะเมืองอยุธยาและลายเขาวัง เมืองเพชรบุรี, กิมตึ๋งฮกกี่ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก) เป็นเจ้าของ ลวดลายโดดเด่นคือการประดิษฐ์ลายวรรณคดี ยังมียี่ห้อกิมตึ๋งฮวดกี่ ของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฮวด) และยี่ห้อสุนหลีคุงกี่ ของจีนสุ่น ฯลฯ

บรรดาปั้น ถ้วยชา จานรอง และถาดรอง จัดเข้าเป็นชุดเดียวกันเรียกว่าที่ชา ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ มีการกำหนดชื่อเรียกตามรูปแบบอย่างเป็นระบบ และได้รับความนิยมสะสมจากชนชั้นนำและขุนนางสยามกระทั่งนำมาอวดประชันกันเสมอ

Image

Image

นานา “ที่ชาสยาม”

ในพิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราชฯ จัดแสดงที่ชาเข้าชุดตามแบบฉบับที่ราชสำนักและขุนนางสยามนิยม

“เหตุที่มีที่ชาอยู่แทบทุกวัดในกรุงเทพฯ เพราะเชื้อพระวงศ์ชอบสะสมที่ชา พอสะสมเข้าชุดก็นำมาถวายวัดเป็นพุทธบูชา รวมถึงเวลาเจ้านายสิ้นพระชนม์ แต่ละวังมีชุดน้ำชาจำนวนมาก ก็มักถวายวัดเป็นการบำเพ็ญกุศล เนื่องจากสมัยก่อนถือว่าที่ชาเป็นของใช้งานสำหรับพระสงฆ์เพราะพระสงฆ์สามารถฉันชาได้” กมลเล่าที่มาของที่ชาในตู้ ก่อนลำดับพัฒนาการไล่ตามตู้จัดแสดงจากปากประตูทางเข้าห้อง

“สังเกตชุดที่ชาข้างบนสุด ประกอบด้วยถ้วยสี่ใบไม่มีฝา วางอยู่ในถาด ส่วนปั้นอยู่นอกถาด นี่คือการจัดชุดที่ชาแบบจีนแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน” กมลกล่าวเอกลักษณ์ของที่ชาจีนอันต่างจากที่ชาไทย

“เอกลักษณ์ของที่ชาสยาม คือ ถ้วยชามีฝา ปั้นมีจานรองและอยู่ในถาดเดียวกัน ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

เหตุที่จีนใช้ถ้วยชาไม่มีฝา เพราะชงบนโต๊ะแล้วดื่มเลย ยิ่งร้อนยิ่งดี แต่ของไทยชงชาจากใต้ถุนเรือน กว่าจะได้รับแขกบนเรือนอาจมีพวกแมลงจึงทำฝาปิด และต้องยกไปเสิร์ฟแขกจึงจำเป็นต้องมีถาด ของจีนไม่ได้ยกไปเสิร์ฟไม่ต้องมีถาด

ของไทยเมื่อชงชาแล้วจึงแทบไม่ได้ใช้ปั้นเลย ไว้ประกอบเพื่อความสวยงามเท่านั้น เพราะรสนิยมคนไทยสมัยก่อนชอบโชว์ปั้น เหมือนอวดว่าเป็นของสะสมเพื่อบ่งบอกสถานะ”

Image

Image

Image

ใช้เวลาหลายปีศึกษาเรื่องที่ชาจนเชี่ยวชาญ ทำให้เขาจัดประเภทที่ชาสยามของวัดสุทัศน์เป็นเก้าแบบนิยมซึ่งมีให้ชมในห้องจัดแสดง

ที่ชาชุดปั้นหน่วยถ้วยใบ มีตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยจัดปั้นหนึ่งใบอยู่ในจานหรืออ่างรอง เคียงคู่ถ้วยชาที่มีฝาปิดหนึ่งใบวางบนถาดโลหะ ลายที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เช่น ลายลักษณวงศ์ ลายผักกาด

ที่ชาชุดอานม้า พัฒนาจากชุดปั้นหน่วยถ้วยใบ โดยกำหนดว่าให้จัดถ้วยชงทรงฝักบัวหรือทรงถ้วยน้ำพริกหนึ่งใบไร้จานรอง เคียงกับถ้วยตวงใบเล็กหนึ่งใบ พร้อมปั้นในอ่างรองทรงมะนาวตัด จัดรวมในถาดโลหะรูปอานม้าซึ่งเป็นที่มาของชื่อชุด บ้างก็ว่ามีรูปทรงอย่างเงินจีนโบราณที่เรียกหยวนเป่า 

ที่ชาชุดถ้วยสี่อย่างจีน เป็นชุดที่ชาสยามจัดตามแบบจีน โดยใช้ถ้วยตวงไม่มีฝาจำนวนสี่ใบวางบนจานรอง ส่วนปั้นตั้งแยกไม่ร่วมถาดเดียวกัน 

ที่ชาชุดถ้วยสี่อย่างสยาม หรือชุดถ้วยสี่ ซึ่งกมลเรียกให้แตกต่างจากชุดถ้วยสี่อย่างจีน ขณะนักสะสมนิยมเรียกสั้น ๆ ว่าชุดไทย มีเอกลักษณ์ที่การวางถ้วยตวงมีฝาจำนวนสี่ใบในถาดทรงรีร่วมกับปั้นที่มีจานรอง

“ถ้วยสี่อย่างสยามแท้ ๆ ต้องมีจานรองปั้นและถ้วยชาต้องมีฝา”

ที่วัดสุทัศน์มีชุดถ้วยชาอย่างสยามที่น่าชม เขียนสีเป็นลายสัตว์น้ำเล่นคลื่นหรือลายกุ้งหอยปูปลา ว่ากันว่าเป็นเครื่องถ้วยที่กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) ทรงสั่งเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ ๑ รวมถึงลายพระอภัยมณีที่สั่งผลิตโดยพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (พุก)

ที่ชาชุดปั้นคู่ถ้วยสี่ เริ่มแพร่หลายตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยจัดเข้าชุดคล้ายที่ชาชุดถ้วยสี่ หากแต่เพิ่มปั้นและจานรองอีกหนึ่งชุดจัดรวมไว้ในถาดทรงกลม

“การนำปั้นจัดเป็นคู่ เพื่ออวดประชันว่ามีปั้นดีถึงสองใบ เพราะการจะหาปั้นสวย ๆ สักใบก็ว่ายากแล้ว ยิ่งสวยเหมือนกันถึงสองใบยิ่งยากกว่า” กมลเล่าเสริม

ที่ชาชุดเครื่องโถคู่ พัฒนาจากชุดปั้นคู่ถ้วยสี่ ที่มีถ้วยชงสี่ใบและปั้นคู่มีจานรอง ต่างกันตรงเพิ่มถ้วยชงมีฝาจำนวนสองใบ ตั้งร่วมในถาดทรงกลมด้วย

Image
Image

ที่ชาชุดดาวล้อมเดือน เกิดจากการคุมหรือกำหนดรูปแบบชุดที่ชาอย่างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยให้ตั้งปั้นสายใบใหญ่มีจานรองวางอยู่กลางถาดทรงกลม ล้อมรอบด้วยถ้วยตวงเล็กมีฝาจำนวนแปดใบ ให้มีลักษณะตามชื่อชุด

ที่ชาชุดจีน เป็นหนึ่งในชุดที่ชาอย่างสยามแท้ ซึ่งไม่ได้เป็นแบบแผนอย่างจีนเช่นชื่อชุด แต่เรียกเช่นนี้เชื่อว่าพ่อค้าจีนเห็นชาวสยามชอบสะสมชุดน้ำชา จึงสั่งเข้ามาขายจนเป็นที่นิยม โดยประกอบด้วย ถ้วยชงมีฝามีจานรองถ้วยตวงไม่มีฝาสองใบซ้อนกันสองแถว พร้อมตั้งปั้นในอ่างรอง จัดรวมทั้งหมดไว้ในถาดทรงรี

ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่า หากมีถ้วยชงอยู่ในชุด ให้ชงชาในถ้วยชง ส่วนปั้นใช้เข้าชุดเพื่อความสวยงาม

ที่ชาชุดญวน เกิดขึ้นช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓-๔ น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากชุดที่ชาจากราชสำนักเมืองเว้ โดยเอกลักษณ์คือจัดถ้วยชาสี่ใบ ซึ่งใบหนึ่งมีขนาดใหญ่กว่าใบอื่น ไทยเรียกถ้วยข่ม วางในจานเดียวกัน ข้างกันตั้งปั้นตลกมีจานรอง วางร่วมกันในถาดยกขอบแบบญวน

การใช้ถ้วยข่ม บ้างนิยมใส่น้ำเปล่าหรือน้ำชา บ้างไว้ให้เจ้าของบ้านใช้รับแขก 

“ตามจริงแล้ว ถ้วยข่มคือกงเต้าเป้ยหรือถ้วยพักชา” กมลขยายความต่อว่า เมื่อชงในปั้น ถ้วยพักชาจะทำหน้าที่พักน้ำชาจากปั้น ก่อนรินใส่ถ้วยชาแต่ละใบเพื่อให้ชามีรสชาติเหมือนกัน

กมลยังชี้ชวนให้รู้จักก้ายหว่านหรือถ้วยจิบ ซึ่งเป็นเครื่องชาอีกชนิดที่อยู่นอกชุดที่ชา นิยมสั่งผ่านห้างร้านจีนในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยใส่ใบชาลงไปแล้วจิบชาจากในถ้วยหรือชงชาจากที่อื่นแล้วนำมาใส่ถ้วยจิบ

“รูปแบบของที่ชาเป็นการนำวัฒนธรรมการดื่มชาจากจีนมาประยุกต์ โดยใช้เวลาตกผลึกตั้งแต่สมัยอยุธยาสืบมารัตนโกสินทร์ จนเป็นชุดที่ชาในรูปแบบและลวดลายต่าง ๆ กลายเป็นเอกลักษณ์ของไทย”

แม้ความนิยมบริโภคชาและการสะสมที่ชาของสยามจะลดน้อยลงในสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา หลังจากศูนย์กลางของโลกเบนเข็มไปทางฟากตะวันตกพร้อมการล่มสลายของราชวงศ์จีนแปรเปลี่ยนสู่ยุคสาธารณรัฐ ทำให้ความนิยมในเครื่องกระเบื้องจากโลกตะวันตกเข้ามาแทนที่ แต่คุณค่าของที่ชาสยามยังคงถูกส่งต่อผ่านการเป็นของสะสมมาถึงรุ่นปัจจุบัน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีกมลเป็นผู้ร่วมดำเนินแนวทาง

“เหมือนการสะสมนาฬิกา กระเป๋า และรองเท้าแบรนด์เนม แต่ผมสะสมชุดน้ำชา” จากความรักในการสะสม พัฒนาเป็นความรู้ และเผยแพร่ผ่านห้องนิทรรศการที่กมลมีส่วนจัดแสดงในพระอารามหลวงแห่งนี้ ซึ่งว่าด้วยเรื่อง “ที่ชาสยาม”  

Image

อ้างอิง
กมล บูรณกุล. (๒๕๖๗). ที่ชาวัดสุทัศน์ สมบัติชาวสยาม [จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในการเปิดพิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร)]. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ คอร์เปอเรชั่นส์.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. (๒๔๗๙). ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๗๙).

นพพร ภาสะพงศ์. (๒๕๔๘). ปั้นชา เสน่หางานศิลป์แห่งดินปั้น. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร. (๒๕๖๐). “ความรู้จากเศษกระเบื้องจีน” ใน เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ ๒๕๐ ปี เสียกรุงศรีอยุธยา - สถาปนากรุงธนบุรี ๒๓๑๐-๒๕๖๐. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

มัตตัญญู. (๒๕๒๕). ปั้นชาและถ้วยชาจีน [พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางดรุณกูลวิเทศ (เมี้ยน สมิตะเกษตริน)]. กรุงเทพฯ : ไทยเขษม.

วรินทราศรม. (๒๕๔๐). กังไสลายคราม. กรุงเทพฯ : พี.วาทินพับลิเคชั่น.

เว็บไซต์ https://www.yuteapot.com/Articles004.html