Image

Gimbocha กิมบ้อชา
ร้านชาคุณยาย
การเติบโตของเจ้าของร้านรุ่นหลาน

เรื่อง : อิทธิกร ศรีกุลวงศ์
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

ผู้เขียนเคยไปเยือนร้าน “Gimbocha กิมบ้อชา” ในซอยย่านหอศิลป์ กทม. ครั้งแรกราว ๔ ปีก่อน เมื่อน้องบัณฑิตจุฬาฯ จบใหม่ชวนไปคุยงานความประทับใจแรกคือคาเฟ่นี้เน้นเมนูชาจีนทั้งร้อน-เย็น ในบรรยากาศเหมือนบ้านที่มีคุณยายคอยดูแล  ลูกค้ามีตั้งแต่นิสิตนักศึกษาที่มานั่งเล่นพูดคุย อ่านหนังสือ จนถึงคนวัยทำงานที่หอบคอมพ์มาด้วย

ต่อมาจึงรู้ว่าร้านกิมบ้อชาเกิดจาก บอส-นภัสรพี พุทธรัตน์ และต้นน้ำ-วารีช กิจบูรณะ คนรุ่นใหม่ที่อยากเปิดร้านชาให้ทุกคนเข้าถึงได้  ปีนี้กิมบ้อชาเดินทางมาครึ่งทศวรรษและเปิดสาขา ๒ ย่านเสาชิงช้าแล้ว

วันนี้ผู้เขียนมาเยี่ยมเยียนกิมบ้อชาในบ้านหลังใหม่ ชวนบอสกับต้นน้ำทบทวนเรื่องราวการเติบโต

ร้านชาจากบทสนทนาของพ่อลูก

“ตอนโควิด-๑๙ ทุกคนโดนล็อกดาวน์ คุณพ่อผมชอบกินชา อยากทำร้านขายใบชาในวัยเกษียณ  ผมเพิ่งเรียนจบทางภาพยนตร์ก็ออกกองไม่ได้ เลยช่วยคุณพ่อศึกษา ไปเดินซื้อชาที่เยาวราช หอบกลับบ้านมาชิมด้วยกัน” บอสเล่าที่มา

สิ่งสะกิดใจในวันนั้นไม่ใช่รสชาติ แต่เป็นบทสนทนาที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ปรกติผมกับพ่อพูดกันน้อยมาก มีแต่เรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น หวัดดีครับ หนูกินข้าวรึยังลูก เดี๋ยวไปรับนะ ไปแล้วนะ แต่วันนั้นเรานั่งคุยกันเป็นชั่วโมง ๆ ผมได้ฟังสิ่งที่พ่อคิด รู้สึก เขาเล่าว่าเมื่อก่อนเป็นยังไง ผมเกิดมา ๒๐ กว่าปีไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็ประทับใจว่าชาสร้างบทสนทนาได้นะ”

ช่วงนั้นบ้านพักส่วนตัวย่านหนองแขมจึงเปิดเป็นหน้าร้านขายใบชา คุณพ่อนำชื่อ “เทพกิมบ้อ” ที่นับถือตั้งเป็นชื่อร้าน มีโลโก้เป็นภาพเขียนสไตล์จีนโบราณ  เมื่อมีลูกค้าเรียกหาชาพร้อมดื่ม บอสจึงลองขายชาที่หน้าบ้านและผ่านแอปพลิเคชันดิลิเวอรี พร้อมคิดว่าต้องออกแบบภาพจำของร้านให้เข้าถึงยุคปัจจุบันมากขึ้น จึงชวนต้นน้ำ รุ่นน้องจากคณะเดียวกันมาช่วย

“โจทย์แรกคือทำยังไงไม่ให้ดูยากสำหรับคนที่จะเดินเข้ามา เพราะแค่พูดชื่อชาภาษาจีนก็จริงจังมากแล้ว เลยคิดเปลี่ยนรูปเทพเจ้าผู้หญิงให้เป็นคุณยาย สร้างคาแรก-เตอร์ให้ลูกค้าเป็นหลาน ๆ

“หลังทำโลโก้ใหม่ก็คิดว่าถ้ามีคุณยายตามจุดต่าง ๆ ในร้านก็น่ารักดี เช่น บนแก้ว ประตูรอต้อนรับ เลยเป็นที่มาของสติกเกอร์และสแตนดี้” ต้นน้ำเล่าที่มาของ “คุณยาย” ภาพจำที่ทำให้หลายคนเรียกที่นี่ว่า “ร้านชาคุณยาย”

Image

“คุณยายเป็นคนทันโลกนะ หลานไถติ๊กต็อกเรื่องอะไรรู้หมด แล้วก็อยากให้หลานมีความสุขกับชา พยายามเอาชาให้กิน เราตั้งเป้าตัวละครคุณยายไว้อย่างนั้นครับ”

มาตรฐานของร้านเปิดใหม่

สถานการณ์พลิกผันอีกครั้งเมื่อโควิด-๑๙ จากไป ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปรกติ

“ขายไม่ได้เหมือนเก่า เลยอยากมีร้านจริงจัง  วันหนึ่งไปทำธุระกับเพื่อนที่ซอยเกษมสันต์ ๑ พอดี เลยขอเช่าชั้นล่างที่ว่างอยู่” บอสย้อนถึงวันตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่

เจ้าของบ้านให้เช่าได้แค่ ๖ เดือน ทั้งคู่เห็นว่ากำลังพอดีกับเงินลงทุน จึงขอลองสักครั้ง ถ้าเจ๊งก็จะไปทำอย่างอื่น

“ครึ่งปีนั้นผลตอบรับดีมาก เดือนแรกมีเพื่อน ๆ รุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยมาช่วยซื้อ พอเทรนด์ติ๊กต็อกมามีคนมาถ่ายคลิปรีวิว วันต่อมาคนเต็มร้านโดยที่เรายังไม่มีมาตรฐานของร้าน ไม่มีพนักงาน วิ่งวุ่นกันทั้งวัน” บอสเล่า

“วันนั้นร้องไห้เลยนะ รู้สึกว่าจัดการอะไรไม่ได้ เราชงทีละแก้ว ไม่มีความพร้อม ลูกค้าต้องรอเป็นชั่วโมง ไม่เอาแล้ว สยอง เครียดมาก” ต้นน้ำย้อนความรู้สึก

คำว่า “มาตรฐาน” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ให้ทั้งคู่เริ่มวางระบบร้าน ทำเช็กลิสต์ว่าทุกวันต้องทำอะไร ปรับวิธีชงชาเพื่อให้พร้อมรองรับคนจำนวนมาก ทดลองว่าชงชาพร้อมกันได้กี่แก้ว ต้มชาพร้อมกันได้กี่กา

บอสบอกว่าทุกอย่างต้องลองผิดลองถูก เพราะช่วงนั้นยังไม่มีคาเฟ่ชามากนัก

“ปรับมาตรฐานเรื่อย ๆ มาลงตัวปีที่แล้วนี่เอง ทำชาต้องต้ม ต้องแช่ใบชา แต่จะแช่ยังไงให้พอดีกับลูกค้าใน ๑ วัน เพราะถ้าต้มชาหม้อใหญ่เกินก็ต้องเททิ้ง ค่อย ๆ ปรับมาตลอด”

ชื่อยาก ๆ แต่สั่งง่าย ๆ

ช่วงแรกร้านกิมบ้อชาขายชาจีนเป็นชุด เสิร์ฟพร้อมกาน้ำร้อนตามความตั้งใจเดิมของคุณพ่อบอสที่อยากขายใบชาจีน แต่ไม่ค่อยได้รับการตอบรับ จึงปรับใหม่ครั้งใหญ่ โดยมีชานมเย็นที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นตัวเลือกแรก ตามด้วยชาไทยและชาเขียวนม แล้วแทรกชาจีนอื่น ๆ

“ตั้งใจออกแบบรสชาติให้เข้าถึงง่าย อยากให้เป็นร้านที่ดื่มชาได้แบบไม่ต้องคิดเยอะ ลูกค้าไม่ต้องเครียดตอนสั่ง เราเอาชื่อชามาบวกกับดอกไม้หรือวัตถุดิบที่คนรู้จัก เช่น ‘สุ่ยเซียนคาโมมายล์บ๊วยหวาน’ คนที่ไม่รู้ว่าชาสุ่ยเซียนคืออะไร แต่บ๊วยกับคาโมมายล์ฉันรู้จัก ก็ดื่มได้ หรือ ‘ผู่เอ๋อร์เก๊กฮวย’ ชาผู่เอ๋อร์อาจไม่รู้จัก แต่เก๊กฮวยก็โอเคแล้ว  เราใช้โจทย์นี้ออกแบบเมนู” บอสเล่าแนวคิดให้ชาเข้าถึงลูกค้าหน้าใหม่

“จากนั้นเพิ่มเมนูที่มีแต่ชา สำหรับคนที่ดื่มแล้วสนใจคุยกันเรื่องเทสต์โน้ต ขั้นตอนการทำชา ว่าตัวนี้ให้รสชาติแบบนี้นะ รสที่ไม่ได้แต่งอะไรเลยเป็นแบบนี้นะ” ต้นน้ำช่วยเสริม

ทั้งคู่บอกว่าชาที่ขายดีรองจากชานมคือชาดอกไม้ ซึ่งพวกเขาทดลองผสมดอกไม้แปดชนิด ทำให้คนที่กลัวชากลัวความขม กล้าเปิดใจ  เมื่อดูจากสถิติการขาย ลูกค้าสั่งชาร้อนเป็นกามากขึ้นเรื่อย ๆ

“เมื่อเป็นคาเฟ่จริงจัง มีลูกค้ามานั่ง มาใช้เวลา เราก็เห็นว่าพื้นที่นี้ทำอะไรได้อีกมาก เลยปรับให้เป็นมิตรมากขึ้นกว่าเดิม พอเห็นว่ามีคนเอาหนังสือมาอ่าน เราก็หาหนังสือมาบริการ เห็นคนนั่งวาดรูป เราก็เตรียมสี กระดาษไว้ให้ คาเฟ่ชาของเราจึงไม่ได้มีแค่ชา แต่คือพื้นที่ที่ทุกคนมาทำกิจกรรมและรวมตัวกับเพื่อนได้ครับ”

ชุดชาร้อนของ Gimbocha พนักงานจะสาธิตการชงชาแบบ “กงฟูฉา” ให้ดูแล้วค่อยให้ลูกค้าลองชงด้วยตัวเอง 

คุณยายของหลาน ๆ

“คุณยาย” ของกิมบ้อชาโด่งดังมากในโซเชียลมีเดีย หลายคนอยากฝากตัวเป็นหลานคุณยายด้วยอีกคน

“เรามักได้รีวิวว่ามาที่ร้านแล้วนึกถึงคุณยายของตัวเอง นึกถึงความอบอุ่นในบ้าน พอสิ่งนี้ทำงานกับประสบการณ์ส่วนตัว ลูกค้าก็จะรู้สึกว่าแบรนด์นี้ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น” บอสสรุปเหตุที่ว่าทำไมคนถึงชอบ “คุณยาย” ก่อนเล่าถึงการโปรโมตร้านผ่านคอนเทนต์การ์ตูนสี่ช่อง ช่วงแรกให้คุณยายเล่าความรู้เรื่องชา มี “หลาน” ที่ถอดแบบจากบอสคอยตบมุก

มุกในการ์ตูนส่วนมากพัฒนาจากสิ่งที่ทั้งคู่พบเจอระหว่างศึกษาเรื่องชา เช่น ตอนหัดชงชาจีนใหม่ ๆ ยังจับอุปกรณ์ไม่เป็นแล้วโดนลวก ก็กลายเป็นตอนยายสอนหลานชงชา หรือเมื่อรู้ว่ามีชาบางสายพันธุ์เป็นไม้ยืนต้นสูง ก็เอามาเขียนเป็นมุกยายปีนต้นไม้

“บางตอนหลานบอกว่าวันนี้ร้อนจังเลย คุณยายก็ตอบว่าชาเขียวมีฤทธิ์เย็นนะ แล้วชงชาเขียวให้กินแต่อากาศก็ยังร้อนอยู่ ช่องสุดท้ายยายเดินไปเปิดพัดลม กลายเป็นมุกตลก ๆ ดี” บอสเล่าถึงการ์ตูนตอนที่ชอบ

“เมื่อก่อนเป็นโจทย์ให้ความรู้เรื่องชา แต่หลัง ๆ ขยายไปเรื่องอื่น เล่านิสัยยาย มียายเล่นกับแมว การ์ตูนน่ารัก ๆ ก็มี เพราะลูกค้ามีหลายกลุ่ม บ้างอยากอ่านเรื่องเบา ๆ บ้างอยากอ่านเกร็ดความรู้” ต้นน้ำเล่า

“คุณยายเป็นคนทันโลกนะ หลานไถติ๊กต็อกเรื่องอะไรรู้หมด แล้วก็อยากให้หลานมีความสุขกับชา พยายามเอาชาให้กิน เราตั้งเป้าตัวละครคุณยายไว้อย่างนั้นครับ” บอสอธิบาย

“ส่วนหลานเป็นตัวแทนของคนที่สงสัย คนกินชาที่อาจไม่เคยสนใจชามาก่อน” ต้นน้ำเสริม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในตัวละครยาย-หลานมีตัวตนของบอสและต้นน้ำอยู่เต็มเปี่ยม ทั้งความขี้เล่น ความคิดอยากสร้างสรรค์ เมื่อได้รับความรักจากลูกค้าถึงขนาดมีคนตามเก็บสะสมสินค้าที่ระลึก ทั้งสองคนก็ดีใจและภูมิใจ

Image

ตลาดชาที่เปลี่ยนไป

“ก่อนมาทำร้านชา รู้สึกว่าชาไกลตัวไหม” ผู้เขียนถามบอส

“ไกลมาก ผมกินแต่ชาไข่มุก แม้ที่บ้านพ่อจะกินชาทุกวัน ชาไหว้เจ้านั่นแหละ  ช่วงแรกที่ศึกษาก็จำชื่อจีนไม่ได้เลย เรื่องชายากเพราะเจอกำแพงภาษาด้วย” บอสตอบ

“เดิมคนทั่วไปอาจไม่เคยได้ยินชื่อต้าหงเผาหรือทิกวนอิม แต่ช่วง ๒ ปีนี้มีร้านชาจากจีนมาเปิดในห้างเต็มไปหมด เทรนด์ชาทำให้คนเข้าถึงไม่ยากเท่าสมัยพวกเราเปิดร้านปีแรก  ผู้บริโภคคุ้นชื่อชนิด ชื่อพันธุ์มากขึ้น” ต้นน้ำแลกเปลี่ยนความเห็น

บอสเห็นว่าร้านชาจากจีนหลายแห่งใช้ชื่อเมนูภาษาจีน แต่หาซื้อง่าย เกิดการส่งต่อความรู้เรื่องชาในกลุ่มผู้บริโภค ทำให้ตลาดรู้จักชาจีนประเภทต่าง ๆ มากขึ้น แน่นอนว่ากิมบ้อชาที่เป็นร้านเล็ก ๆ ก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

“เดี๋ยวนี้ลูกค้ามีชนิดชาในใจ เขาถามว่าไม่มีทิกวนอิมเหรอคะ ยิ่งหลังมีกระแสมัตจะ คนยิ่งเปิดใจให้ชา มาอ่านเทสต์โน้ตชาแต่ละตัวเลย” ต้นน้ำเล่าสิ่งที่พบเจอจากการขายชาในปีนี้

บอสมองว่าร้านชาใหญ่ ๆ ช่วยผลักดันตลาด เช่น ชาตรามือทำแบรนด์ CTM นำเสนอชาจากภาคเหนือของไทย หรือชาตราสามม้าเปิดร้าน Chalong ลุยตลาดชานม เอาใบชาจีนมานำเสนอใหม่ให้เข้าถึงง่าย การปรับตัวเหล่านี้ช่วยให้คนรู้จักชามากขึ้น

“ยุคนี้ต้องให้ความรู้เป็นหลัก คนขายชาต้องเล่าได้ว่าชามีประวัติศาสตร์ยังไง ชานี้มาจากไหน ต้นชาอายุเท่าไหร่ ปลูกที่หมู่บ้านอะไร เก็บฤดูไหน เก็บยังไง ผ่านกระบวนการผลิตชาแบบไหน

“ในอนาคตวงการชาจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะยิ่งมีร้านชาเยอะก็มีคนนำเสนอข้อมูลมากขึ้น คนได้ลองได้ชิมชามากขึ้น ผู้บริโภคก็มีความรู้มากขึ้น หากใครขายเกินราคาผู้บริโภคก็จะเข้าใจได้เองว่าไม่ใช่ ความรู้จะค่อย ๆ ช่วยให้เลือกชาได้เก่งขึ้นด้วย สิ่งนี้ขาดไม่ได้ครับ ร้านชาต้องช่วยกันเล่า”

Image

บ้านใหม่ข้างวัด

“ความเป็นกิมบ้อชามีแก่นอยู่สามอย่าง คือ บ้านยาย แล้วก็ชา แต่การแสดงออกขึ้นอยู่กับย่านโดยรอบซึ่งจะช่วยวางกรอบสาขา” บอสเล่าแนวคิด

เดือนมกราคม Gimbocha สาขาเสาชิงช้าเปิดอย่างเป็นทางการ ใกล้วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร บรรยากาศแตกต่างจากสาขาแรกพอสมควร เด่นชัดที่สุดคือสีเขียวมะกอกและภาพคุณยายในชุดครึ่งจีนครึ่งไทย

“อยากให้ร้านกลมกลืนกับบรรยากาศรอบ ๆ เราชวนเพื่อนที่ทำฝ่ายศิลป์ของกองถ่ายมาช่วยออกแบบ เปลี่ยนตึกแถวให้ดูเป็นบ้านมากขึ้น สีสันต่าง ๆ ก็ดูจากในย่าน ร้านเราใกล้วัดก็จะใช้สีเดียวกับวัดเยอะหน่อย”

ร้านใหม่ห่างวัดแค่ถนนกั้น คนมาวัดแล้วก็เดินข้ามถนนมานั่งคาเฟ่ต่อได้

“สาขานี้ขายดีทุกวันพระ แถมมากันเป็นครอบครัวเลยนะ ลูกค้าไม่ได้อยู่แค่วัยรุ่นแล้ว” บอสเล่า

ต้นน้ำเสริมว่าร้านนี้อยู่ริมถนน มีลูกค้าขาจรที่เดินผ่านแวะเวียนเข้ามา อีกทั้งยังจอดรถยนต์ที่ลานคนเมืองได้ ซึ่งตอบโจทย์ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุมากขึ้น

“พอเปิดในย่านเมืองเก่า เราอยากนำเสนอความเป็นไทยมากขึ้น พยายามใช้วัตถุดิบไทยออกแบบเมนูใหม่ แต่มาตรฐานยังไม่ได้นัก ยังมีเมนูพิเศษไม่เยอะ  เดือนแรก ๆ ลองทำทาร์ตขนมเปียกปูนไว้กินคู่กับชา แต่แช่เย็นวันเดียวแข็งปั๊กเลยหยุดทำก่อน อีกเมนูที่ยังมีอยู่คือชาแดงวาวีจากเชียงรายผสมกับส้มจี๊ดจันทบุรี ในอนาคตจะค่อย ๆ เพิ่มเมนูอีก”

วงชาเชื่อมสัมพันธ์

“ที่เพิ่งลองทำปีนี้คือ Random Tea Session เป็นกิจกรรมชิมชาร้อนที่ไม่มีในเมนู อาจเป็นชาที่พี่บอสซื้อไว้กินเอง หรือซื้อมาชิมเพื่อเรียนรู้ เราตั้งเป็นวงชาให้ลูกค้ามาชิมด้วยกัน” ต้นน้ำเล่าถึงกิจกรรมที่กำลังทดลอง

บอสอธิบายว่าเดิมร้านมีระบบสะสมแต้มให้ลูกค้าแลกเครื่องดื่ม แต่ลูกค้าประจำที่มาบ่อยมาก มีแต้มเหลือจนไม่รู้จะแลกอะไร ชาในร้านก็เคยกินหมดแล้ว เลยต้องหาความแปลกใหม่มาลองไปพร้อม ๆ กัน

“เหมือนเวิร์กช็อปเล็ก ๆ ชั่วโมงหนึ่ง สมมุติผมจัดชาจีนสี่ชนิดจากสี่พื้นที่มาชวนชิม เล่าเรื่องราวของชาที่เลือกมา ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นคอชาจีน สนใจเรื่องชาจริง ๆ เลยได้เปิดประสบการณ์ ได้ศึกษาชาด้วยกัน บางคนมาร่วมแบบเดือนเว้นเดือนเลยก็มี”

Random Tea Session พาให้เกิดบทสนทนาได้ไม่ต่างจากวงชาที่บอสเคยมีกับคุณพ่อ บอสกับต้นน้ำได้รู้จักลูกค้าประจำมากกว่าเก่า หลายคนได้พูดคุยมากขึ้นจนสนิทกัน

“เราเพิ่งลองแต่รู้สึกว่าเวิร์กมาก เดี๋ยวนี้คนชงชาหน้าร้านเป็นน้อง ๆ พนักงาน เราทำงานหลังบ้าน ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า พอทำกิจกรรมนี้ก็รู้สึกดี” ต้นน้ำสะท้อน

ทั้งคู่ยังเล่าถึงกิจกรรม Tea Appreciation Workshop
ที่จัดต่อเนื่องยาวนาน เป็นการเรียนรู้เรื่องชาสำหรับมือใหม่ แนะนำจุดเริ่มต้นของชา สายพันธุ์ กระบวนการผลิต ลองชิมชาร่วมกัน เพื่อให้เข้าใจภาพรวม ทั้งความตั้งใจของร้าน คนชง และธรรมชาติตั้งต้นของคนปลูกชา

“ปีที่แล้วมีคนมาร่วมกิจกรรมนี้เยอะมาก ส่วนใหญ่ดื่มมัตจะมาก่อนแล้วเริ่มอยากรู้จักชาจีน ทุกวันนี้ก็ยังมีลูกค้ามาเรียนรู้เรื่องนี้เรื่อย ๆ เราก็พยายามจัดทุกเดือนครับ” บอสบอกความตั้งใจ

ทั้งสองคนลองผิดลองถูกมาไม่น้อย เคยออกบูทในงานต่าง ๆ พา “คุณยาย” ไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ ๆ รวมถึงรับจัดเวิร์กช็อปให้องค์กรและบริษัท

“ฝ่าย HR ของบริษัทแห่งหนึ่งอยากให้พนักงานมีกิจกรรมร่วมกัน ได้ผ่อนคลาย ก็ชวนเราไปสอนชงชาเป็นคลาสใหญ่ ๗๐ คน ต้องแบ่งหลายกลุ่ม เราก็สอนเขาชง นั่งดื่มชาด้วยกัน คุยกัน สนุกมาก”

แน่นอนว่าหลังจากนี้ทั้งสองคนก็ยังคงจะทดลองต่อไป

“พนักงานต้องมีปฏิสัมพันธ์ ความเป็นมนุษย์สำคัญมากนะ ไม่ว่าโลกจะไปทางไหน สุดท้ายเราเป็นมนุษย์ มีสังคม ต้องคุยกัน ต้องเข้าใจกัน”

Image

“แพสชัน” ปะทะธุรกิจ

“ห้าปีมานี้ยังไม่ค่อยรู้สึกว่าเติบโตขึ้นนัก ยังทำสิ่งเดิม ๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีนะ เราค่อนข้างชอบงานตัวเอง ได้ออกแบบสินค้าเยอะแยะ ทำกาชาปอง พวงกุญแจ ฮาโลวีนปีสองปีก่อนทำของแล้วเอาไปซ่อนในร้านให้ลูกค้าตามหา สนุกมาก เวลาตกแต่งร้านตามเทศกาลก็ชอบซื้อกระดาษสีมาตัดแปะบนกระจกร้าน ชอบมาก แต่พองานเยอะก็ได้ทำน้อยลง”

ต้นน้ำชี้รูปปั้นคุณยายบนเคาน์เตอร์พร้อมเล่าว่าอยากทำมาหลายปีแล้ว แต่เพิ่งได้ทำจริงตอนเปิดสาขาใหม่เพื่อรับเทศกาลสงกรานต์

“ความสนุกคือเราไม่เคยวาดคุณยาย ๓ มิติ ตอนออกแบบก็คิดกันนาน อยากให้ใส่ชุดไทยแต่กลัวคนจำไม่ได้ สุดท้ายออกมาเป็นคุณยายใส่ชุดจีนครึ่งตัวไทยครึ่งตัว แล้วมีสไบทับ”

ทั้งคู่มีไอเดียอีกมากมายที่อยากสร้างสรรค์ แม้แพสชันกับธุรกิจจะไปในทิศทางเดียวกัน แต่เรียกร้องการลงแรงและเวลาด้วยกันทั้งคู่ หลายไอเดียที่เป็นความชอบส่วนตัวจึงต้องเลื่อนอย่างไม่มีกำหนด เพราะต้องรับมือสิ่งตรงหน้าก่อน

บอสอธิบายว่าในเชิงธุรกิจ กิจการคาเฟ่คือแฟชั่น เป็นกระแสที่มีเกิดขึ้น ลดลง แล้วก็หายไป ซึ่งพวกเขามองว่าร้านกิมบ้อชาผ่านช่วงที่กระแสดีที่สุดมาแล้ว แม้วันนี้มีลูกค้าประจำไม่น้อย แต่ยังต้องแบกรับค่าเช่าที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ การเปิดสาขาใหม่จึงรวมถึงเป้าหมายกระจายความเสี่ยงและวางแผนช่องทางรายได้เพิ่มเพื่อรับมืออนาคต

“ผมไม่ถนัดบริหารธุรกิจนัก แต่ก็ต้องทำเพื่อให้ร้านเดินหน้าต่อ แล้วมีความสุขกับเรื่องเล็ก ๆ  สิ่งสำคัญคือรู้ว่าตื่นมาวันนี้ฉันมีอะไรทำ” บอสตกตะกอนความคิดเรื่องการเติบโต

“ถ้ามีน้อง ๆ จบใหม่อยากเปิดร้านชา เชียร์ไหม” ผู้เขียนถาม

“เชียร์สิ แน่นอน” ทั้งคู่ตอบทันควัน

“ถ้าอยากเปิดพรุ่งนี้ วันนี้ออกไปเดินหาทำเลเลย เลือกชาว่าจะเอารสไหน ลองชงเป็นแก้วดูว่าหน้าตาเป็นยังไง หรือเริ่มขายในออนไลน์ก่อนก็ได้ เราอาจชอบชาแต่พอทำจริงจะเจอเรื่องอื่นอีก สุดท้ายต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบด้วย ลองทำสักปีก็จะรู้แล้วว่าอยู่กับมันได้หรือเปล่า” บอสตอบ

“ถ้าชอบชามาก เน้นขายชาอย่างเดียวได้ก็ดี ประสบการณ์อื่น ๆ จะขึ้นมาได้เพราะมีความเป็นมนุษย์ ผมโฟกัสเรื่องคน ให้พนักงานมีพื้นที่ความคิด มีความสุขในการถ่ายทอด ลูกค้าก็มีความสุขที่ได้รับ ผมคิดแบบนี้นะ”

ทั้งสองคนย้ำอีกว่า แม้พวกเขาอายุน้อยเกินกว่าจะพูดได้เต็มปากว่าธุรกิจนี้ต้องทำอย่างไร แต่หากมัวแต่คิด ร้านชาในฝันก็ไม่เกิดขึ้น จึงขอเป็นกำลังใจให้ร้านชาในอนาคตทุกร้านด้วย

ซองใบชาสำหรับชงกินเองที่บ้าน สีและภาพจะสะท้อนรสชาติของชาแต่ละชนิด โดยมียายและแมวซ่อนอยู่บนซอง

ความเป็นมนุษย์ในทุกแก้ว

“ความตั้งใจคืออยากให้ทุกคนเพลิดเพลินกับชาและชีวิตตัวเอง เอาจริง ๆ เราไม่ได้ร่าง business model หรอกครับ ในใจคิดแค่ว่าอยากให้ชาจีนเข้าถึงง่าย ลูกค้ามีปัญหาอะไรก็แก้ ปรับให้มีมาตรฐาน ให้พร้อมรับลูกค้า”

ทั้งคู่ยังบอกอีกว่าโลกเปลี่ยนเร็วมาก แม้อยากวางแผนเผื่ออนาคต แต่ก็คาดเดาทิศทางยาก

“เรื่องพื้นที่ก็สำคัญนะ เราเคยคุยกันว่าจะเปิดเป็น kiosk ในห้าง แต่ก็ชอบสเปซประมาณนี้ เพราะทำให้เกิดคอมมูนิตี เกิดอะไรหลาย ๆ อย่างได้” ต้นน้ำหันหน้าไปมองชั้นวางสิ่งพิมพ์อิสระหน้าร้านที่ชักชวนเพื่อน ๆ นักวาดให้นำผลงานมาตั้งไว้ให้คนสนใจลองเปิดอ่าน

“พนักงานต้องมีปฏิสัมพันธ์ ความเป็นมนุษย์สำคัญมากนะ ไม่ว่าโลกจะไปทางไหน สุดท้ายเราเป็นมนุษย์ มีสังคม ต้องคุยกัน ต้องเข้าใจกัน  แก่นของร้านนี้ไม่มีทางเปลี่ยน เราจะสร้างมาตรฐานให้พนักงานให้ความรู้และเข้าถึงลูกค้า ทัชพอยต์ในร้านทุกอย่างลูกค้าต้องรู้สึกว่ามีความเป็นมนุษย์ จะไม่เรียบง่ายจนลูกค้ารู้สึกว่าแค่กดชาออกมาเสิร์ฟแล้วจบ ผมจะไม่ทำอย่างนั้น

“สุดท้ายแล้ว ถ้าการมี kiosk เป็นทางเลือกเพื่อให้ร้านไปต่อได้ เราก็อาจต้องทำ แต่จะทำอย่างไรให้มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น เป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อ”