ในซอยสุขุมวิท ๒๓ ย่านอโศก มีร้านชาแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ แม้ป้ายในร้านเกือบทั้งหมดจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ยังมีฉลากเล็ก ๆ บอกว่านี่คือชาจากประเทศไทย
Monsoon Tea
ชารักษาป่า
เรื่อง : อิทธิกร ศรีกุลวงศ์
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
“ประเทศไทยแสดงให้ผมเห็นว่าชาในธรรมชาติจริง ๆ ควรเป็นอย่างไร เป็นความประทับใจที่ไม่เคยลืม แต่พอเห็นว่าป่าไม้บนภูเขาทางภาคเหนือจำนวนมากกำลังถูกตัดโค่น ผมจึงกลับมาเมืองไทยเพื่อทำสิ่งที่เรียกว่า ชาที่เป็นมิตรกับผืนป่า (Forest Friendly Tea)”
เคนเน็ท ริมดาห์ล (Kenneth Rimdahl) ชาวสวีเดน วัย ๖๕ พูดคุยกับผมด้วยภาษาอังกฤษ
เขาตั้งบริษัทมอนซูน ที จำกัด ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ แต่บรรดาคอชาชาวไทยอาจไม่คุ้นชื่อมากนัก เขาเป็นพ่อค้าชามานานกว่า ๓๐ ปี ในฐานะหุ้นส่วนของบริษัทชารายใหญ่ในสเปนที่ปัจจุบันมีสาขากว่า ๑๐๐ แห่งทั่วโลก ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปในหลายประเทศเพื่อเสาะหาชากลับไปขาย เมื่อครั้งเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามหาแหล่งผลิตกาน้ำชาเซรามิก เขาได้พบเอก-วรการณ์ วงศ์ฟู เพื่อนใหม่ที่พาไปรู้จักชาดั้งเดิมของไทยและร่วมเป็นหุ้นส่วนสร้างแบรนด์ชาในเวลาต่อมา
“เอกบอกว่าเมืองไทยก็มีชา ผมตอบกลับว่างี่เง่ารึไง ผมซื้อขายชามานาน ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับแหล่งปลูกชาจากประเทศไทย เขาบอกว่าเอาเถอะ ๆ ตามมา แล้วก็พาผมไปตลาดวโรรสที่เชียงใหม่ก่อนจะยื่นเมี่ยงให้กิน ตอนนั้นผมได้แต่บอกว่านี่มันชาที่ไหนกัน นี่มันผักโขมชัด ๆ” เคนเน็ทย้อนอดีตอย่างติดตลก
เอกโกรธนิด ๆ แต่ก็พาเคนเน็ทเดินทางขึ้นเขาไปดูต้นเมี่ยงในป่า ดูต้นชาที่อยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของป่าจริง ๆ ตั้งตระหง่านยืนต้นสูง ไม่ได้เรียงรายเป็นไร่ เป็นต้นชาที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมานับร้อยนับพันปี รายล้อมด้วยวิถีชาวบ้านดั้งเดิมที่แปรรูปใบชาเป็นเมี่ยงและเคี้ยวกินมันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม
การรู้จักเมี่ยงครั้งนั้นทำให้เขาทราบด้วยว่าพื้นที่สวนป่าของชาวบ้านจำนวนไม่น้อยกำลังจะถูกถางเพื่อเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวโพดและสับปะรด เคนเน็ทกับเอกจึงตัดสินใจร่วมกันสร้าง Monsoon Tea ด้วยความตั้งใจว่าจะใช้ “ชา” เพื่อรักษาผืนป่าเอาไว้
เคนเน็ท ริมดาห์ล (Kenneth Rimdahl) ชาวสวีเดนวัย ๖๕ ปี กับเป้าหมายการใช้ “ชา” รักษาผืนป่าในภาคเหนือของประเทศไทย
ชาจากต้นเมี่ยง
ต้นชาทั้งหมดที่มีในโลกแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ Camellia sinensis var. sinensis ชาใบเล็ก พบมากใน
ประเทศจีน และ Camellia sinensis var. assamica ชา
ใบใหญ่ พบกระจายทางทิศตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ครอบคลุมประเทศอินเดีย จีน พม่า ไทย ลาว เวียดนาม ฯลฯ ต้นเมี่ยงในประเทศไทยคือต้นชาประเภทหลัง
แม้วงการพฤกษศาสตร์สากลจะรู้จักสายพันธุ์ sinensis
มายาวนานก่อนค้นพบ assamica จนตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่นี้ตามชื่อรัฐอัสสัมในประเทศอินเดียซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยในขณะนั้น แต่จากการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครโมโซมของชาทั้งสองสายพันธุ์ทำให้นักพฤกษศาสตร์และนักชีววิทยาสมัยใหม่คาดการณ์ว่า assamica น่าจะเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม ขณะที่ sinensis อาจเป็นชา assamica ที่มนุษย์นำไปปลูกและผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นเวลานานจนมีลักษณะแตกต่างออกไป
ต้นเมี่ยงจึงเป็นทั้งต้นไม้ดั้งเดิมของภูมิภาค เป็นรากดั้งเดิมของชาในฐานะพรรณพืช และวัฒนธรรมการอยู่กับธรรมชาติพื้นถิ่นที่มีร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์บนแนวเทือกเขาที่พาดผ่านประเทศแถบนี้ทั้งหมด
“วัฒนธรรมการผลิตเมี่ยงไม่ได้ทำลายป่าหรือฆ่าแมลงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม น่าจะดีถ้าเรารักษาความสัมพันธ์เดิมของชุมชนกับต้นเมี่ยงและกับภูเขาไว้ได้ด้วย นั่นคือการช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงชีพได้จากการอยู่กับชาป่า”
ประจวบเหมาะพอดีเมื่อวิธีทำเมี่ยงของชาวบ้านเน้นเก็บใบไม้ใบใหญ่มาหมักเป็นเมี่ยง ไม่ใช่ส่วนยอดอ่อน เขาจึงเริ่มพูดคุยเพื่อขอรับซื้อใบชาจากต้นเมี่ยงเหล่านี้
เคนเน็ทอธิบายว่าปรกติไร่ชาจะตัดแต่งต้นชาเป็นพุ่มสูงแค่ระดับเอวเพื่อให้เติบโตออกด้านข้าง ยิ่งแตกกิ่งก้านจำนวนยอดอ่อนสำหรับเก็บมาทำชาก็จะมากตามไปด้วย ส่วนต้นชาป่าตามธรรมชาติเติบโตเป็นไม้สูงขึ้น รับแดด มีใบเยอะ และมียอดอ่อนให้เด็ดน้อยกว่า แต่ก็มีรสชาติพิเศษเฉพาะตัว
“การเก็บยอดอ่อนจากต้นเมี่ยงมาทำชาเลยมีต้นทุนสูงกว่า เราอยากสร้างโมเดลธุรกิจที่จ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมให้เกษตรกรด้วย อย่างน้อยต้องมากพอที่จะจูงใจไม่ให้ตัดต้นชาทิ้งแล้วหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ชาของเราเลยถูกวางให้เป็นชาเกรดพรีเมียมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
เคนเน็ทนำประสบการณ์การขายชาในยุโรปมาผสมผสานกับเมี่ยง ใช้ใบชาจากต้นชาป่าในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อให้มีรสชาติเฉพาะตัวที่ต่างไปจากชาจีนแบบดั้งเดิม แล้วพัฒนาให้เป็นชาเบลนด์สูตรต่าง ๆ วางขายครั้งแรกที่โครงการจริงใจมาร์เก็ต เชียงใหม่ ในปี ๒๕๕๖ และเริ่มค้าส่งให้โรงแรมและร้านอาหารในปีต่อมา แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีมากนัก
“เอกและคุณแม่กินเมี่ยงมาทั้งชีวิตและรักการทำอาหารมาก ปี ๒๕๕๘ เราเปิดสาขา ๒ ใกล้วัดเกตการามแล้วทดลองขายอาหารที่มีเมี่ยงเป็นส่วนประกอบ อย่างไก่ผสมเมี่ยง แต่ก็ไม่ได้ใส่เมี่ยงลงไปในทุกเมนูนะครับ เพราะเดี๋ยวจะน่าเบื่อเกินไป”
ในฐานะชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจจากความเป็นไทยและล้านนา เคนเน็ทอยากชวนคนมาเริ่ม “กินชา” ตามวิถีไทยด้วย ไม่ใช่แค่ “ดื่มชา” ตามวิถีที่รับจากจีนหรือชาติตะวันตกอย่างเดียว ร้านอาหารของเขาจึงสอดแทรกเมี่ยงเข้าไป ควบคู่กับการพัฒนาชาสูตรใหม่ ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
“เราอยากสร้างโมเดลธุรกิจที่จ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมให้เกษตรกรด้วยอย่างน้อยต้องมากพอที่จะจูงใจ ไม่ให้ตัดต้นชาทิ้งแล้วหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นชาของเราเลยถูกวางให้เป็นชาเกรดพรีเมียมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
ยิ่งขายชา ยิ่งรักษาป่า
“ก่อนผมเริ่มทำสิ่งนี้คงมีเกษตรกรบนดอยหลายคนอยากทำชาของตัวเองออกขาย แต่คงมีข้อจำกัดต่าง ๆ เพราะคำถามจริง ๆ คือเมื่อผลิตชาออกมาแล้วจะเอาไปขายให้ใคร สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
ประสบการณ์การสร้างแบรนด์ชาขนาดใหญ่ในสเปนทำให้เคนเน็ทเข้าใจเรื่องการขายชาเป็นอย่างดี ทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์ การถ่ายทอดเรื่องราวที่ต้องเป็นเรื่องจริงส่งไปถึงลูกค้าได้ รวมถึงการพาร้านไปอยู่ในทำเลที่มีคนเห็น
ปี ๒๕๖๐ เขาเปิดร้านเพิ่มอีกสาขาที่วันนิมมาน ศูนย์การค้าแห่งใหม่ของเมืองเชียงใหม่ บนถนนที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่ง
“ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ทุกครั้งที่คณะทัวร์จีนมาเยือนเชียงใหม่จะแวะมาจนแน่นร้านเลยละ นอกจากนั้นมีชาวญี่ปุ่น เกาหลี แล้วก็ฝรั่งแบบผมด้วย แน่นอนว่าลูกค้าคนไทยเองก็แวะเวียนเข้ามาเหมือนกัน”
ชาส่วนมากของร้าน Monsoon Tea เป็นชาเบลนด์หรือชาผสมกับน้ำมันหอมระเหยต่าง ๆ เพื่อเสริมกลิ่นพิเศษ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับการผลิตชากลิ่นผลไม้ที่ขายกันทั่วโลก แต่เคนเน็ทก็พยายามใส่น้ำมันหอมระเหยให้น้อยกว่าสูตรที่เขาเคยทำขายในยุโรป เพื่อให้ชาของ Monsoon Tea ยังมีรสสัมผัสของใบชาอยู่
“เป็นกระบวนการเรียนรู้ครับ ถ้าวันนี้ให้คุณเอาชาจีนรสเข้มไปเข้าหาฝรั่งที่ไม่เคยกินชา พวกเขาอาจไม่สนใจเท่าไหร่ แต่ถ้าเอาชากลิ่นหอมเหมือนมะม่วงไปวางตรงหน้าแล้วบอกว่านี่คือชารสผลไม้ไทย เขาอาจอยากชิมนะ ถ้าเขาเปิดใจก็จะเริ่มหันมาดื่มชาแท้ ๆ เอง” นี่คือความรู้จากประสบการณ์การขายชาในตลาดโลก
เคนเน็ทเล่าถึงสาเหตุหนึ่งที่เขาเลือกวิธีขายเจาะตลาดกลุ่มนี้คือการทำให้ร้านขยายตัวเร็ว เพราะยิ่งมีคนอยากซื้อชามาก เขาก็จะขยายความร่วมมือไปยังเกษตรกรที่ปลูกเมี่ยงกลุ่มอื่น ๆ ได้มากขึ้น และปกป้องป่าบนภูเขาลูกอื่น ๆ ได้มากขึ้นด้วย
“จริง ๆ ในหมู่เกษตรกร ร้านเราน่าจะมีชื่อเสียงระดับหนึ่งเลย อาจเพราะรับซื้อใบชาป่าในราคาสูงกว่าราคาตลาด เรามีรายชื่อหมู่บ้านที่อยากร่วมงานด้วย เมื่อทำยอดขายได้สัก ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิต เราก็จะติดต่อชาวบ้านที่อยู่ในรายชื่อเหล่านี้เพื่อเตรียมขยายร้าน” เขาอธิบายหลักคิด
ในแผนธุรกิจนี้ นอกจากการขายชาทั้งแบบค้าส่งและค้าปลีกแล้ว เคนเน็ทยังวางแผนจัดการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ จัดทัวร์เยี่ยมหมู่บ้านที่ปลูกเมี่ยงและเก็บชาป่าในฐานะห้องเรียน อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่าทำไมความหลากหลายทางชีวภาพถึงสำคัญกับตัวเรา รวมถึงเป็นรายได้เสริมให้ชาวบ้านด้วยอีกทางหนึ่ง
“เริ่มทำไปแล้วแต่ก็เจอโควิด-๑๙ เสียก่อน ตอนนี้เลยวางแผนกลับมาทำส่วนของการท่องเที่ยวใหม่อีกครั้งในปีหน้า ถ้าโมเดลนี้ประสบความสำเร็จมากพอ อาจกลายเป็นแนวทางใหม่ของธุรกิจชา ดีต่อผมด้วย คนปลูกชาด้วย ดีต่อโลกด้วย การขยายธุรกิจนี้จึงสำคัญมาก เพื่อที่เราจะได้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรมากขึ้น และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง”
เซนเซอร์พลังงานแสงอาทิตย์ถูกติดตั้งไว้ใกล้ต้นชาในป่าชุมชนคอยฟังเสียงของธรรมชาติ จำแนกจำนวนและชนิดสัตว์โดยรอบข้อมูลนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องธรรมชาติและเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมชาในอนาคต
ภาพ : Monsoon Tea
ฟังเสียง
ความอุดมสมบูรณ์
ของแหล่งปลูก
ตั้งแต่เริ่มทำ Monsoon Tea เคนเน็ทอยากติดตามความเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่เก็บชามาโดยตลอด เขาเคยประเมินหยาบ ๆ ด้วยสายตาว่าในป่าชุมชนของแต่ละหมู่บ้านหรือพื้นที่ที่เกษตรกรแต่ละคนดูแลมีสภาพใกล้เคียงกับป่าจริง ๆ แค่ไหน
ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เขาร่วมกับนักชีววิทยาชาวรัสเซีย Alexey Reshchikov ตั้งโครงการ Tea Fauna เพื่อเก็บตัวอย่างแมลงและศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพรอบ ๆ พื้นที่ปลูกชาในภาคเหนือของประเทศไทย จนกระทั่งปี ๒๕๖๗
Monsoon Tea เป็น ๑ ใน ๑๒ โปรเจกต์ทั่วโลกที่ได้ทุน
the GSMA Innovation Fund for Climate Resilience and Adaptation 2.0 เพื่อนำมาพัฒนาระบบติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ
“ตอนยื่นขอทุนผมมีความต้องการหลักสองอย่าง อย่างแรกคือระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยังที่มาของชา เพื่อให้รู้ว่าชาแต่ละกล่องนั้นเก็บจากที่ไหน อย่างที่ ๒ คือการวัดระดับความหลากหลายทางชีวภาพที่ต้นทุนต่ำและขยายผลได้จริง ต้องการดูแนวโน้มว่าความหลากหลายฯ ในพื้นที่กำลังลดลงคงที่ หรือเพิ่มขึ้นกันแน่”
หลังการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เกือบ ๒ ปี ก็ได้เครื่องวัดความหลากหลายฯ
โดยนำอุปกรณ์ไปติดตั้งในพื้นที่ปลูกชาและเคลื่อนย้ายไปยังจุดต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลเสียงในแต่ละพื้นที่ส่งเข้าสู่ระบบ AI เพื่อวิเคราะห์และคัดกรองเสียงรบกวนออก เช่น เสียงผู้คน รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ให้เหลือเพียงเสียงจากธรรมชาติอย่างนกและแมลง ระบบจะนับจำนวนประชากรสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นและประเมินเป็นเกรด A B C ตามเกณฑ์
Rimdahl Scale ที่คิดค้นขึ้น ไล่เรียงจากพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากไปหาน้อย
เมื่อใช้ระบบนี้คู่กับแอปพลิเคชันที่เกษตรกรใช้บันทึกตำแหน่งที่เก็บชาได้อย่างแม่นยำ ก็ทำให้ทราบว่าพื้นที่ปลูกชาที่แต่ละคนดูแลอยู่มีความหลากหลายทางชีวภาพขั้นไหน
“ถึงสิ้นปีเราพิจารณาจ่ายโบนัสให้เกษตรกรตามความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ตั้งชื่อว่า Biodiversity Bonus
program ถ้าใครยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดเราจะให้คำแนะนำว่าต้องปรับปรุงหรือทำอย่างไรบ้างเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในปีถัดไป เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่เพราะเราซื้อชาจากพวกเขาเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาสามารถเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ด้วย”
เกษตรกรที่ไม่สนใจดูแลความหลากหลายฯ ในพื้นที่ปลูกชาของตัวเอง หรือปรับเปลี่ยนพื้นที่จนสูญเสียความเป็นป่าและกลายเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว เคนเน็ทก็จะตัดออกจากระบบ ไม่รับซื้อชาอีก
“ความหลากหลายทางชีวภาพไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรอกครับ สิ่งสำคัญคือการที่มันเพิ่มขึ้น”
“ถึงสิ้นปีเราพิจารณาจ่ายโบนัส
ให้เกษตรกรตามความ
หลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่
ตั้งชื่อว่า Biodiversity
Bonus program
ถ้าใครยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
เราจะให้คำแนะนำว่า
ต้องปรับปรุงหรือทำอย่างไรบ้าง
เพื่อเพิ่มความหลากหลาย
ทางชีวภาพในปีถัดไป”
ชาแบบไทย ๆ
“ชาคุณภาพเยี่ยมมักมาจากพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง อย่างชาผู่เอ๋อร์ชั้นเลิศจากจีน เราคงจะไม่พูดว่ามันดีที่สุด แต่ผมยืนยันได้ว่าชามีรสชาติลุ่มลึกและเข้มข้นกว่าหากปลูกในสภาพแวดล้อมแบบนี้ต้นชาป่าจะเติบโตช้ากว่าเนื่องจากมีร่มเงาและปัจจัยอื่น ๆ เกิดรสชาติเข้มข้นและมีมิติ”
ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ปลูกชาไม่ได้สำคัญแค่เรื่องรสชาติอย่างเดียว แต่เพราะไร่ชาส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมโลกนั้นปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยวเพื่อรองรับปริมาณความต้องการใบชามหาศาล
“ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีคนดื่มมากเป็นอันดับ ๒ รองเพียงแค่น้ำเปล่า มีการผลิตใบชาทั่วโลกถึง ๓ พันล้านตันต่อปี และมีการดื่มชาถึง ๒ พันล้านแก้วในทุก ๆ วัน แต่ชาส่วนมากในตลาดโลกโดยเฉพาะโลกตะวันตกที่ขายดีจริง ๆ คือชาเอิร์ลเกรย์และชาพีชสำเร็จรูป ชาคุณภาพสูงสำหรับคอชาตัวยงนั้นถือว่ายังเป็นตลาดเล็กมาก ๆ หากไม่นับจีนและญี่ปุ่น”
ชาจากป่าชุมชนในประเทศไทยนำเสนอในภาพลักษณ์ใหม่ เตรียมพร้อมเดินทางไกลสู่นักดื่มชาทั่วโลกและพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมชาก็เป็นมิตรต่อผืนป่าได้เช่นกัน
เคนเน็ทเล่าว่าทุกวันนี้แม้แต่ในจีนเองก็มีการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าเดิม ต้นชาป่าเก่าแก่ถูกรักษาไว้ แต่ต้นไม้อื่นเริ่มถูกตัดทิ้งไปเพื่อความสะดวกในการเก็บใบชา ลดต้นทุนลง เพื่อจะแข่งขันได้มากขึ้น
หลังทดลองใช้อุปกรณ์ติดตามตรวจสอบความหลากหลายทางชีวภาพและระบบ Biodiversity Bonus program กับเกษตรกร ๔๘ คนจากหมู่บ้านสองแห่งเมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้ พวกเขาก็เตรียมขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ และมีแผนจะพัฒนาเป็นมาตรฐานที่มีการรับรองอย่างเป็นระบบในระดับสากล
“เราจะติดฉลากให้ว่า ‘ชาที่เป็นมิตรกับผืนป่า’ (Forest Friendly Tea) แต่ยังอยู่ระหว่างพูดคุยและออกแบบ อาจต้องเพิ่มการตรวจสอบด้านสุขอนามัยของแหล่งปลูกและแหล่งเก็บด้วย ผมอยากให้สอดรับกับวิถีชาวบ้านที่ทำมาดั้งเดิมและเรียบง่าย ไม่ใช่ผลักให้ต้องเปลี่ยนเป็นระบบโรงงาน”
ช่วงไม่กี่เดือนหลังจากนี้ เคนเน็ทต้องไปพูดคุยเรื่องนี้ในหลายประเทศ ด้วยหวังว่านวัตกรรมและโมเดลธุรกิจที่เขาพัฒนาจะนำไปปรับใช้ในประเทศผู้ผลิตชาอื่น ๆ ได้เช่นกัน
“สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันสื่อสาร โดยเฉพาะในวงการชา ให้คุณค่ากับสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากรสชาติ ชวนผู้คนที่ดื่มชาอยู่แล้วให้ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ด้วย ถ้าฉลากของเราได้รับการยอมรับ เกษตรกรทั่วโลกก็จะหันมาดูแลความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น และน่าจะเป็นภาพที่ดีของชาไทย”
เคนเน็ทอธิบายว่า เช่นเดียวกับที่ในอดีตเขาไม่ทราบว่ามีแหล่งปลูกชาในประเทศไทย หากพูดคำว่า “ชาไทย” ในตลาดโลกผู้คนจะนึกถึงชานมสีส้มแต่งกลิ่นวานิลลา อาจไม่รู้เลยว่าใบชาอัสสัมหรือชาอู่หลงที่ได้กินนั้นจริง ๆ แล้วปลูกจากที่นี่
“ผมพยายามสื่อสารรากความเป็นไทยเสมอเวลาเล่าเรื่อง Monsoon Tea ให้คนอื่นฟัง ไม่ใช่แค่ว่าเป็นชาที่เป็นมิตร
ต่อผืนป่า แต่ต้องเป็นชาจากประเทศไทยเท่านั้น ต่อให้ในอนาคตเราจะทำโมเดลเดียวกันนี้ที่ประเทศอื่น ก็จะยังคงเรียกแนวทางนี้ว่าชาแบบไทย ๆ”
ในร้าน Monsoon Tea มีใบชามากมายให้เลือกสรร ทั้งชาเบลนด์ดื่มง่าย ชาป่ารสดั้งเดิมไปจนถึงชาสำหรับวาระพิเศษอย่าง Rainbow Blend ที่ผสมผสานชาหลายชนิดเข้าด้วยกันเพื่อระลึกถึงความหลากหลายของผู้คนบนโลกใบนี้
ชาในแบบของเรา
“ผมไม่อยากนำเข้าชาที่อื่นมาขายในไทย อยากให้ชาท้องถิ่นขายในตลาดท้องถิ่นมากกว่า ไม่ต้องขนส่งไกล ๆ ไม่สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมด้วย ในทางกลับกันสมมุติเพื่อนผมในศรีลังกาอยากทำชาที่เป็นมิตรต่อป่าของเขาเอง เราก็จะไม่ส่งชาจากไทยไปขาย เขาสามารถผลักดันชาท้องถิ่นโดยเกษตรกรท้องถิ่นได้ แต่สำหรับตลาดในยุโรปหรืออเมริกาที่ไม่มีการปลูกชา เราก็จะขายชาจากทั้งศรีลังกาและไทยควบคู่กันไปเลย”
เคนเน็ทเล่าว่ารสเฉพาะตัวของชาท้องถิ่นเป็นสิ่งพิเศษ สิ่งนี้เป็นผลรวมของทั้งพื้นที่ วิถี และรสนิยมของผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
“ตอนที่ทำชาอู่หลง ซึ่งปรกติต้องหมัก (oxidation) ในระยะเวลาที่กำหนด แต่คนของเราอาจหมักไม่พอดีหรือหมักนานเกินไป รสที่ได้ไม่ใช่แบบที่ตั้งใจไว้ แต่ผมกลับชอบ แล้วเราก็ทำสูตรตามนั้นมาเรื่อย ๆ มันไม่เหมือนชาทั่วไปที่มีขายอยู่แล้วในตลาด”
ย้อนกลับไป ๓๐-๔๐ ปีก่อน สมัยที่เคนเน็ทยังดูแลธุรกิจที่สเปน เขามีประสบการณ์ขายไวน์อยู่บ้าง ยุคนั้นคนในยุโรปมักยึดติดว่าไวน์ที่ดีต้องมีรสชาติแบบไวน์ Bordeaux ในฝรั่งเศส เมื่อประเทศอื่น ๆ ในยุโรปเริ่มผลิตไวน์ของตัวเองที่รสต่างออกไปก็มักจะได้รับคำวิจารณ์ในทางลบ ก่อนเป็นที่ยอมรับในภายหลัง
ประสบการณ์การทำไวน์สำคัญกับใจของเคนเน็ทมากเพราะช่วงเริ่มต้นของ Monsoon Tea ก็มีนักดื่มชาตัวยง มาบอกว่าชาของเขาไม่อร่อยเช่นกัน แต่เคนเน็ทก็ยังมั่นใจและเดินหน้าต่อ จนตอนนี้ชาป่าที่ไม่ผ่านการแต่งกลิ่นของ Monsoon Tea กลายเป็นชาขายดีสำหรับเหล่าคอชาตัวยงแล้ว
“ผมเคยมีภาพจำว่าชาซีลอนที่ดี ที่คนสเปนชอบ รสชาติแบบไหน แต่พอย้ายมาอยู่เมืองไทยผมต้องล้างภาพจำนั้นออก และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ค้นหารสชาติของชาจากจุดเริ่มต้นจริง ๆ ซึ่งคือต้นชาป่าและเมี่ยง เพื่อพัฒนาเป็นชาในแบบของเรา”
ระหว่างการเดินทางสำรวจพื้นที่ปลูกชา เคนเน็ททราบว่ามีชาวบ้านในหมู่บ้านบนเขาปลูกชาพันธุ์ญี่ปุ่นที่ได้มาจากงานแสดงสินค้าตั้งแต่เมื่อ ๑๕ ปีก่อน ต้นชาเติบโตตามธรรมชาติ ปะปนกับชาพันธุ์อัสสัมและต้นไม้อื่น ๆ ในยุคที่มัตจะกำลังเป็นกระแสนิยมเขาก็อยากจะนำใบชานี้มาพัฒนาดูสักตั้ง
“สภาพเปลี่ยนไปจากพันธุ์ญี่ปุ่นเดิมมาก เราลองเอามาทำชาเขียวผง แต่ผมไม่เรียกว่ามัตจะ เพราะไม่ได้มีรากวัฒนธรรมหรือทำตามกระบวนการที่ซับซ้อนของมัตจะแท้แบบญี่ปุ่น ชานี้ยังไม่มีชื่อแน่นอน แต่คนในบริษัทเราเรียกด้วยชื่อเล่นว่า ‘ไทยจะ’”
เมนูไทยจะสูตรแรกเบลนด์เป็นรสเมลอน มีกลิ่นหอมวานิลลาหรือคาราเมล คล้ายคลึงกับชาสีส้มที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติคุ้นชิน โดยจะนำไปวางทดสอบให้ลูกค้าชิมที่ร้านบางสาขาในกรุงเทพฯ เพื่อนำข้อคิดเห็นติชมกลับไปพัฒนา
“ไม่ใช่มัตจะ เราไม่อยากเลียนแบบ ไม่ยุติธรรมต่อคนญี่ปุ่นที่สั่งสมธรรมเนียมปฏิบัติและกรรมวิธีการผลิตมานาน แล้วจู่ ๆ ก็จะมีคนอื่นมาเอาชื่อไป ผมหวังให้รสชาติของชาเขียวผงจากไทยแตกต่าง แทนที่จะเป็นของเลียนแบบ เราควรสร้างเอกลักษณ์”
เตรียมแนะนำชาไทย
ให้คนไทย
“ผมคิดว่าคนกรุงเทพฯ น้อยมากที่รู้จัก ‘เมี่ยง’ อาจรู้จักแต่ ‘เมี่ยงคำ’ เมี่ยงมันยอดเยี่ยมมากเลยนะ แถมยังดีต่อสุขภาพสุด ๆ”
เคนเน็ทและเอกพยายามส่งต่ออาหารที่มีส่วนประกอบของเมี่ยงไปยังแวดวงกว้างขึ้น
“ทุกวันนี้ผมส่งเมี่ยงให้ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์หลายแห่งในไทย จริง ๆ อยากส่งออกแต่ยังติดเงื่อนไขว่าเป็นของหมักดองที่มีจุลินทรีย์ เลยทำได้แค่หิ้วขึ้นเครื่องบินไปฝากเพื่อนที่ยุโรปในฐานะข้าวของส่วนตัว”
ตอนกลับบ้านเกิดที่สวีเดน เคนเน็ทเอาเมี่ยงไปให้เชฟร้านอาหารดังหลายคนลองชิม คนที่นั่นชอบมาก หรืออีกครั้งเขานำเมี่ยงไปร่วมงาน Slow Food ที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี เชฟปรุงเมี่ยงด้วยน้ำมันมะกอก ถั่วลิสง แล้วก็เกลือดี ๆ ให้คนรับประทาน ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากเช่นกัน หากมีโอกาสเขาก็เอาเมี่ยงไปให้เชฟที่รู้จักทั่วโลกได้ลองชิมอยู่เสมอ ๆ
“เราเคยจะเปิดบริษัทในสวีเดนเพื่อเจาะตลาดยุโรป ขายทั้งชาและเมี่ยงจากประเทศไทย แต่ก็ติดปัญหาเรื่องเงินทุนซึ่งตอนนั้นมีไม่เพียงพอ ถึงอย่างนั้นเราก็ขายส่งให้บริษัทอื่น ๆ ทุกวันนี้ทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกาสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องแนวทางการผลิตที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม มีลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์อย่าง Prada ในมิลานหรือ Louis Vuitton ติดต่อสอบถาม ทำให้มั่นใจขึ้นว่าคุณภาพสินค้าของเราก็ดีพอสมควรเลย”
ฐานลูกค้าชาวต่างชาติและเครือข่ายทั่วโลกของ Monsoon Tea เพิ่มมากขึ้นตลอด ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา แต่การรับรู้ของคนไทยโดยเฉพาะนอกจังหวัดเชียงใหม่ยังไม่มากมาย นี่เป็นโจทย์ที่เขาอยากทำในปีหน้า
“ผมอยากให้คนไทยรู้มากขึ้นว่ากำลังเกิดอะไรที่ภูเขาทางภาคเหนือ และแนวทางการผลิตชาแบบนี้จะช่วยป่าไว้ได้ยังไง ผ่านการขยายสาขาเพิ่มอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ พัทยาหรือพื้นที่อื่น ๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นลูกค้าหลักเดิมด้วย”
พวกเขาวางขายชาในซูเปอร์มาร์เกตและร้านขายสินค้าพรีเมียม รวมถึงร้านอาหารเฉพาะทาง เพื่อเข้าหาผู้บริโภคชาวไทยที่สนใจซื้อชากลับไปต้มดื่มที่บ้าน
“ในตลาดเมืองไทย ผมคิดว่าจำเป็นต้องขายชาเป็นแก้วพร้อมดื่ม แบบที่มีร้านอยู่ทั่วไปในห้างสรรพสินค้า เราวางรากฐานเพื่อรองรับการเติบโตครั้งใหญ่ในปี ๒๕๗๐ ไว้แล้ว ปีที่ผ่านมาถือว่ายอดเยี่ยมมาก ฟื้นตัวจากช่วงโควิด-๑๙ อย่างสมบูรณ์ หวังว่าจากนี้เราจะเติบโตมากขึ้น และรักษาป่าได้มากขึ้นไปพร้อม ๆ กัน”
เคนเน็ททิ้งท้ายว่าขอบคุณประเทศไทยมากที่ทำให้ได้รู้จักแนวทางการอยู่ร่วมกับต้นชาอย่างที่ควรจะเป็นวันนี้เขาไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่ “คนทำชา” แต่เป็นคนที่ลุกขึ้นมาสื่อสารเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งต่อแนวทางการใช้ชาเป็นเครื่องมือปกป้องผืนป่าให้คนทำชาทั่วโลก
“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดขึ้นเอง แต่เป็นประเทศไทยที่แสดงให้ผมได้เห็น”