เสียงจากวงสนทนาของเหล่า “รุ่นใหญ่” ว่าด้วยเรื่องราวสัพเพเหระ ท่ามกลางอวลไอเหนือถ้วยน้ำชาและแก้วกาแฟกรุ่นกลิ่นหอมของขนมปังที่กำลังปิ้งอยู่บนเตา เป็นบรรยากาศยามเช้าที่คุ้นตาในร้านกาแฟย่านชุมชนเก่า เช่น ร้านเฮี้ยะไถ่กี่ สี่แยกวิสุทธิกษัตริย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์ สิงหาคม ๒๕๕๔
จ๋อ เจี๊ยะเต๊
เชิญนั่ง รับประทานน้ำชา
รวบรวมและเรียบเรียง : ศรัณย์ ทองปาน
สิ่งหนึ่งที่แลเห็นได้ชัดเจน คือประวัติศาสตร์การดื่มชาในประเทศนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับคนจีนมาโดยตลอด
คนจีนโบราณดื่มน้ำชาที่นำใบชาผ่านกรรมวิธีชงด้วยน้ำร้อนมานับพันปี ธรรมเนียมนี้คงเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนสยามพร้อมกับการมาถึงของพ่อค้าจีน แต่จะเป็นเมื่อใดสมัยไหนยังไม่พบหลักฐานยืนยัน
กว่าจะปรากฏข้อมูลชัดเจนก็ล่วงเลยมาจนถึงช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓
รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ปี ๒๑๙๙-๒๒๓๑) แห่งกรุงศรีอยุธยา เพราะมีกล่าวถึงในจดหมายเหตุของพวกฝรั่งเศสหลายฉบับ
เหตุที่เรื่องนี้ได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเครื่องดื่มจากดินแดนห่างไกล อันได้แก่ กาแฟ ชา และช็อกโกแลต กำลังเป็นที่นิยมกันในแวดวงสมาคมชั้นสูงของยุโรป ชาวฝรั่งเศสทั้งนักบวชและนักการทูตที่เดินทางเข้ามายังสยามจึงอยากรายงานสิ่งที่ได้พบเห็น เพื่อให้ผู้อ่านทางบ้านร่วมรับรู้
กาน้ำชา พร้อมถ้วยน้ำชาชนิดมีหู จัดวางในกระบะสี่เหลี่ยม หนึ่งในภาพลายรดน้ำสมัยรัชกาลที่ ๓ ว่าด้วยเครื่องราชูปโภคและเครื่องประกอบพระอิสริยยศของพระเจ้าจักรพรรดิ เขียนไว้ที่บานแผละ (ซอกผนังข้างหน้าต่าง) พระอุโบสถวัดนางนอง กรุงเทพฯ
พระสุธารส
จากเมืองจีน
ใน Journal du voyage de Siam fait en 1685 & 1686 (ฉบับภาษาไทยแปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร ใช้ชื่อว่า จดหมายเหตุรายวัน การเดินทางไปสู่ประเทศสยาม ในปี
ค.ศ. ๑๖๘๕ และ ๑๖๘๖ ฉบับสมบูรณ์) ของบาทหลวงเดอ ชัวซีย์ (François-Timoléon de Choisy 1644-1724) ผู้ติดตามเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับคณะราชทูตอาแล็กซ็องดร์ เชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์ (Alexandre, Chevalier de Chaumont 1640-1710) กล่าวถึงใบชาจีนในสยามไว้หลายแห่ง เช่น ภายหลังจากเข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ต่อมาวันที่ ๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๖๘๕ (ตรงกับปี ๒๒๒๘) บาทหลวงเดอ ชัวซีย์ กับราชทูตเดอ โชมองต์ นั่งเรือไปเที่ยวกันตามลำคลอง ก่อนได้พบด้วยความแปลกใจว่า
“ในระหว่างสองแถวของเรือนไม้ยกพื้นสูง ซึ่งดูรุงรังภายนอก แต่ภายในแล้วสะอาดสะอ้านนัก. เราเข้าไปในเรือนหลังหนึ่งซึ่งคาดว่าจะได้พบชาวนาที่สกปรกเหลือทน กลับได้พบแต่ความสะอาดตา พื้นกระดานห้องปูลาดด้วยเสื่อ มีหีบกำปั่นของญี่ปุ่นฉากกั้น. พอเราเข้าไปถึง เขาก็นำน้ำชาในกากระเบื้องเคลือบมาเลี้ยงดู”
ในยุคนั้น สยามคือพ่อค้าคนกลางรายใหญ่ที่รับใบชาจากเมืองจีนแล้วส่งต่อเข้าสู่ตลาดยุโรป ท่านบาทหลวงจึงพยายามเสาะหาชาในท้องตลาดกรุงศรีอยุธยาเพื่อซื้อติดมือกลับบ้านด้วย ดังกล่าวไว้ในบันทึกประจำวันที่ ๒ พฤศจิกายน ว่า
“วันนี้ข้าพเจ้าซื้อชาดีเข้าไว้ แต่มีผู้ให้ชาแก่ข้าพเจ้าชนิดที่ดีกว่าขึ้นไปอีก เป็นพระสุธารสของพระเจ้าจักรพรรดิแห่งประเทศจีน ไม่มีขายในท้องตลาด”
เราไม่อาจรู้ได้ว่าใบชาอย่างดีที่คุณพ่อเดอ ชัวซีย์กล่าวย้ำว่าเป็น “พระสุธารสของพระเจ้าจักรพรรดิแห่งประเทศจีน” นี้คือชาชนิดใด รวมทั้งยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านี่เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงคำคุยโวตามผู้ที่มอบให้
สองปีต่อมา ในปี ๒๒๓๐ คณะราชทูตจากราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสอีกคณะหนึ่ง นำโดย ซิมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère 1642-1729) เดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง จดหมายเหตุ Description du royaume de Siam ของลา ลูแบร์ (ฉบับแปลภาษาไทยของ สันต์ ท. โกมลบุตร ใช้ชื่อ ราชอาณาจักรสยาม) ยิ่งใส่ใจกับใบชาจากเมืองจีนและการบริโภคน้ำชาในสยามมากขึ้นไปอีก ถึงกับตั้งเป็นหัวข้อแยกออกมาในบทที่ ๙ ของหนังสือ เพื่อบันทึกเรื่องนี้ ตามที่เขาสอบถามจากชาวสยามมาโดยเฉพาะ
จดหมายเหตุลา ลูแบร์ เล่าว่า “พวกชาวกรุงถือว่าเป็นมรรยาทผู้ดี อันจำเป็นที่จะต้องนำน้ำชามาเลี้ยงแขกผู้มาเยี่ยม (ถึงบ้าน) เขาเรียกมันว่า ฉ่า (Tcha) เหมือนอย่างคนจีน” ต่อจากนั้นจึงเริ่มแจกแจงชนิดของใบชาที่รู้จักกันในสยาม
“ชาวสยามนั้นถือว่าชามีอยู่สามชนิด ฉ่าบ๋วย (Tcha-boüi) หรือ เต๊บ๋วย (teh-boüi) ซึ่งชงออกน้ำสีค่อนข้างแดง กล่าวกันว่าทำให้อ้วนและทำให้ท้องผูก (ชาวสยามถือกันว่าเป็นยาคุม) แล้วก็ชา ซอมลู (somloo) ซึ่งตรงกันข้าม ทำให้มีการระบายอ่อน ๆ แล้วชาชนิดที่สามซึ่งไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ ตามที่ข้าพเจ้าทราบมาและไม่มีคุณสมบัติในทางระบายหรือคุมอะไรทั้งนั้น”
ท่านทูตยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า วิธีดื่มน้ำชาของชาวสยามแตกต่างจากคนฝรั่งเศส คือไม่ชงกับน้ำตาล หากแต่เคี้ยวน้ำตาลกรวดเป็นของแกล้มน้ำชาแทน
“เขาไม่ใส่น้ำตาลทรายลงในถ้วย เพราะเขาไม่มีน้ำตาลชนิดฟอกแล้วนอกจากน้ำตาลกรวดอย่างเดียวและน้ำตาลกรวดก็ละลายช้ามาก เขาจึงใช้วิธีใส่น้ำตาลกรวดก้อนเล็ก ๆ เข้าไว้ในปากแล้วใช้ฟันขบให้แหลกพลางดื่มน้ำชาไปพลาง”
กาน้ำชา ถ้วยชา และถ้ำใส่ใบชา ยังนับเป็นสิ่งของมงคลตามคติจีนสมควรแก่การแต่งตั้งจัดประดับบนชั้นวางเครื่องบูชา หรือที่เรียกว่า “เครื่องตั้ง” จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ ๓ วัดภคินีนาถ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก กรุงเทพฯ
เอาน้ำชามาประเคน
ให้พระสงฆ์
เมื่อถึงสมัยรัตนโกสินทร์หรือสมัยกรุงเทพฯ เราจึงเริ่มมีหลักฐานจากเอกสารภาษาไทย ราชสำนักสยามถือว่าใบชาจากเมืองจีนเป็นของดีมีราคา เป็นเครื่องขบฉันอันประณีต เหมาะควรแก่พระภิกษุ จึงชงน้ำชาประเคนถวายแด่พระสงฆ์ในการพระราชพิธีอยู่เป็นประจำ
พิจารณาจากหลักฐาน ดูเหมือนว่าหากเป็นพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวัง เรื่องน้ำชาจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของขุนนางข้าราชการจีนจากกรมท่าซ้าย ผู้มีหน้าที่ประสานงานติดต่อค้าขายกับเมืองจีน เช่น ในหมายกำหนดการเรื่องฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จ.ศ. ๑๑๗๑ (ปี ๒๓๕๔) สมัยรัชกาลที่ ๑ ซึ่งพิมพ์รวมไว้ใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ระบุว่า มีการตั้งโรงต้มน้ำชา โดยให้กั้นฝาตีรั้วรอบศาลาหน้าประตูเทวาพิทักษ์ ประตูชั้นนอกของพระบรมมหาราชวัง สำหรับตั้งกองเลี้ยงน้ำชาของพระยาอภัยพิพิธ มีเจ้าหน้าที่คือข้าราชการกรมท่าซ้าย ประกอบด้วยหลวงท่องสื่อ หลวงแก้วอายัต หลวงเสนี หลวงสุนทร ขุนท่องสื่อ ขุนท่องสมุท ขุนเทพภักดี
ในบทละคร อิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ มีตอนหนึ่งกล่าวถึงการเตรียมการพระราชพิธีอภิเษกสมรสในพระราชวัง ว่า
“กรมท่า” ซึ่งในที่นี้ก็ควรหมายถึงกรมท่าซ้าย รับหน้าที่ต้มน้ำชากาแฟ เสิร์ฟพร้อมน้ำตาลกรวด ด้วยภาชนะคือถ้วยมีหู ลายริ้วทอง วางบนจานรอง อันคงเป็นสิ่งแปลกใหม่ในเวลานั้น ถึงขนาดต้องหยิบยกมากล่าวถึง
“กรมท่าต้มน้ำชาเร็วรวด
น้ำตาลกรวดลูกกาแฝ่แก้หิว
ใส่ถ้วยอย่างใหม่ลายริ้วริ้ว
มีหูหิ้วลายทองรองจาน”
ทั้งนี้การถวายน้ำชาแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ในงานพระราชพิธีของหลวงจะต้องประเคนเป็นลำดับสุดท้ายต่อจากภัตตาหารหวานคาว เช่นเดียวกับในงานพิธีชาวบ้าน หรือ “ประเพณีราษฎร์” เช่นในเสภา ขุนช้างขุนแผน ซึ่งแต่งขึ้นช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กวีบรรยายฉากพิธีแต่งงานระหว่างพลายแก้วกับนางพิมพิลาไลยไว้ว่า หลังจากพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พลาง “ซัดน้ำ” อวยชัยให้พรแก่คู่บ่าวสาวแล้ว จึงค่อยเอาน้ำชามาประเคน ฉันน้ำชาเสร็จแล้วพระสงฆ์ก็ลากลับวัด
“สวดมนต์จบพลันมิทันช้า
เอาน้ำชามาประเคนให้พระสงฆ์
ฉันแล้วลาไปดังใจจง
ลุกลงบันไดไปกุฎี ฯ”
แต่โบราณมา ไทยเราคงเห็นว่าการถวายน้ำชาแด่พระสงฆ์ไม่ติดข้อจำกัดจากพระวินัย คือการดื่มน้ำชาไม่นับเป็นอาหาร หรืออาจสงเคราะห์เข้าพวกเป็น “อัฐบาน” (คือน้ำผลไม้แปดชนิดที่คั้นและกรองกากแล้ว) ด้วยซ้ำ จึงมีธรรมเนียมให้ต้มน้ำชาประเคนถวายพระช่วงบ่ายหลังเพลด้วย เช่น จดหมายเหตุเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ครั้งรัชกาลที่ ๓ ของพระศรีภูมิปรีชา กล่าวว่า ในการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เมื่อปี ๒๓๗๔ มีการนิมนต์พระภิกษุสามเณรที่มีฝีมือด้านงานช่าง ขอแรงให้มาช่วย ผ่านไปตามลำดับชั้นการปกครองคณะสงฆ์
“ครั้งนั้นสมเด็จพระสังฆราช กับกรมหมื่นนุชิตชิโนรสศรีสุคตขัตติยวงศ์ทรงทราบความ จึงจัดแจงเลือกสรรบรรดาภิกษุแลสามเณรที่ชำนาญในวิชาช่างทั้งปวง ถวายเข้ามาช่วยประดับการกระจกแลปั้นเขียน ควรแก่สมณะสามเณรจะกระทำ จึงทรงพระกรุณาโปรดให้กรมวังสั่งวิเสศ ถวายสำรับเช้าเพน เวลาบ่ายถวายน้ำร้อนน้ำชาอัชบาลทุกวัน”
นั่นคือให้จัดสำรับเช้าและเพลถวายพระช่างที่นิมนต์มาช่วยงานการปฏิสังขรณ์ทุกวัน ส่วนตอนบ่ายให้จัดน้ำร้อนน้ำชาและอัฐบานถวาย
ตู้พระธรรมแฝดสี่ใบ สมบัติเดิมของหอพระสมุดวชิรญาณ ราวสมัยรัชกาลที่ ๔ เขียนภาพลายรดน้ำเรื่องการสังคายนาพระไตรปิฎก สะท้อนให้เห็นเรื่องว่าด้วยน้ำชาในชีวิตประจำวันของพระภิกษุสงฆ์ยุคต้นรัตนโกสินทร์ มีทั้งลูกศิษย์ที่กำลังพัดเตาต้มน้ำชงชาถวายอาจารย์ ผู้คนที่กำลังสาละวนต้มน้ำด้วยอุปกรณ์แปลกตา ดูเหมือนเป็นกาน้ำที่มีเตาอยู่ทางด้านล่างในตัว ส่วนตอนบนแลเห็นฝามีปุ่มจับ ภาพการจัดที่ชาถวายพระแบบต่าง ๆ มีทั้งที่เรียกว่า “ปั้นหน่วยถ้วยใบ” คือมี “ปั้น/ป้าน” (กาน้ำชา) ใบหนึ่ง กับถ้วยชาอีกใบจัดวางลงในจานรองพร้อมกระบะ แบบที่วางถ้วยคู่ และอย่างที่ตั้งถ้วยสามใบ ภาพพระสงฆ์นั่งฉันน้ำชา ฯลฯ (ตู้หมายเลข กท. ๗๙, ๗๙/๑, ๗๙/๒, ๗๙/๓ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ อาคารถาวรวัตถุ หรือ “ตึกแดง” ด้านข้างสนามหลวง กรุงเทพฯ)
ใบชาชาติจุหลัน
ชนชั้นสูงของกรุงเทพฯ ทั้งเจ้านายและขุนนางล้วนใกล้ชิดกับวัฒนธรรมจีน จึงย่อมดื่มน้ำชากันเป็นปรกติ ที่คงคุ้นเคยกันดีคือ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ อันเป็นการพรรณนาโภชนากระยาหารของกินนานาชาติที่ราชสำนักสยามนิยมชมชอบ ตั้งแต่สำรับอย่างแขกมุสลิมจนถึงน้ำปลาญี่ปุ่น มีบทหนึ่งกล่าวถึงใบชาว่า เมื่อเรือสำเภาแล่นเข้ามา (พร้อมกับ “ลมตะเภา”) ในเดือน ๓ ตามปฏิทินจันทรคติ หนึ่งในบรรดาสินค้านำเข้าคือ “ใบชาชาติจุหลัน” โดยแบ่งบรรจุมาใน “ถ้ำ” คือกล่องโลหะมีฝาปิดสำหรับเก็บใบชา
“เดือนสามสำเภามา
มีใบชาชาติจุหลัน
ถ้ำคู่อยู่เคียงกัน
กับให้เห็นเป็นปริศนา”
เรื่องใบชา “ชาติจุหลัน” เป็นปริศนาอย่างหนึ่งสำหรับคนรุ่นหลังว่าหมายถึงสิ่งใดกันแน่ เคยอ่านผ่านตาว่าบางท่านสงสัยว่า “จุหลัน” ในที่นี้อาจจะเป็นซีลอน (ศรีลังกา) ที่เรียกเพี้ยนไปตามสำเนียงจีน ซึ่งก็ยังไม่มีข้อยุติ แต่ที่มีหลักฐานแน่ชัดคือในสมัยรัชกาลที่ ๒ คงเป็นช่วงที่ “ชาจุหลัน” กำลังได้รับความนิยม เป็นที่ฮือฮากัน จึงไปปรากฏอยู่ในบทละคร รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ด้วย
ในฉากเมื่อพระรามพระลักษมณ์ไปกราบนมัสการพระฤๅษีวสิฐกับพระฤ ๅษีสวามิตร พระฤ ๅษีเรียกให้ลูกศิษย์ต้มน้ำร้อนมาชงชาจุหลันรับรองทั้งสองพระองค์พลางอธิบายว่าชาชนิดนี้ “หอมเหมือนใบเตย”
“แล้วเรียกศิษย์กระหัษฐพัดน้ำร้อน
เชิญภูธรทั้งสองลองเสวย
ชาจุหลันฉันหอมเหมือนใบเตย
อย่าถือเลยเสวยเล่นตามกันดาร”
คำว่า “จูหลัน” มาปรากฏอีกครั้งในบทละคร ขุนช้างขุนแผน พระบวรราชนิพนธ์ในกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๓ เมื่อขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างแล้วเที่ยวเดินดูต้นไม้ที่ขุนช้างปลูกไว้ที่นอกชาน พลางคิดค่อนขอดเหน็บแนมในใจ
“มันทำล่อวันทองแล้วเจ้ากรรม
ปลูกกระจับไหหลำน้อยฤ ๅเจียว
มียี่หุบจัมปาแขกไฝ่ฝ้า
จูหลันชาโปตั๋นห่ำเสี้ยว”
“ใบชาชาติจุหลัน” ใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ย่อมต้องหมายถึงใบชาสำหรับชงน้ำชาโดยไม่ต้องสงสัย ทว่าน่าแปลกใจว่าในกลอนบทละคร ขุนช้างขุนแผน ซึ่งออกนาม “ไม้จีน” นานาชนิดในกระถางที่ตั้งเรียงรายบนชานบ้านขุนช้าง “จูหลันชา” กลับเป็นหนึ่งในต้นไม้นำเข้าจากเมืองจีนที่ผู้ดีมีเงินนิยม “เล่น” กันในสมัยนั้น ทำนองเดียวกับกระจับไหหลำ ยี่หุบ และโบตั๋น ไม่ยักใช่ใบชาสำหรับชงน้ำร้อน
อย่างไรก็ดีการปลูก “ต้นชา” คงเป็นที่นิยมกันในยุคนั้นด้วย บทกวี รำพันพิลาป ของสุนทรภู่ ซึ่งสันนิษฐานว่าแต่งเมื่อปี ๒๓๘๕ สมัยรัชกาลที่ ๓ ขณะเมื่อกวียังบวชเป็นพระภิกษุ จำพรรษา ณ วัดเทพธิดาราม รำพึงรำพันว่าตนเองยากไร้ขัดสน ถึงขั้นต้องเด็ดใบชาที่ปลูกไว้หน้าบันไดกุฏิมาชงน้ำดื่มแก้ขัด เพราะไม่มีปัญญาซื้อหาใบชาจีนเหมือนคนอื่นเขา
“เห็นต้นชาหน้ากระไดใจเสียดาย
เคยแก้อายหลายครั้งประทังทน
ได้เก็บฉันวันละน้อยอร่อยรส
ด้วยยามอดอัตคัดแสนขัดสน
จะซื้อหาชาจีนทรัพย์สินจน
จะจากต้นชาให้อาลัยชา ฯ”
ต้นไม้ที่เรียกว่า “จุหลัน” ยังเป็นที่รู้จักติดปากชาวสยามต่อมาอีกนาน แต่ความหมายคงเคลื่อนไปแล้ว เช่นใน นิราศลอนดอน (ปี ๒๔๐๔) หม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูร) ล่ามประจำคณะทูต พรรณนาสวนพฤกษศาสตร์ที่กรุงไคโรไว้ตอนหนึ่งว่า “หางนกยูงกำมะหยี่หญ้าฝรั่น แจงจุหลันกุหลาบแลล้วนแต่หนาม” หรือพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ว่าด้วยการเสด็จประพาสทวีปยุโรปครั้งที่ ๒ ในปี ๒๔๕๐ ทรงแวะที่เกาะปีนังระหว่างเส้นทางขาไป แล้วเสด็จฯ ทอดพระเนตรวัดจีนที่อยู่บนเขานอกเมือง (วัดเก๊กลกซี) เมื่อจะเสด็จฯ กลับ ทรงเล่าถึงเจ้าอาวาสว่า “ขากลับลงมาแกเด็ดกิ่งจุหลันให้” ซึ่งตามธรรมเนียมจีน กิ่งไม้มงคลทำนองนี้น่าจะหมายถึงทับทิมมากกว่าอย่างอื่น
นั่งประชุม
ชวนกันฉันน้ำชา
นอกจากการชงน้ำชาประเคนถวายพระสงฆ์ในงานพระราชพิธีแล้ว ใบชายังเป็นเครื่องไทยธรรมอย่างหนึ่งที่นิยมถวายพระกันด้วย ในวรรณคดีไทยมักนับเอาพระฤๅษีให้เข้าพวกเป็นเหมือนพระภิกษุสงฆ์ไปด้วยกลาย ๆ เช่นในบทละคร รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ฉากต่อจากที่เคยอ้างถึงมาแล้ว ระหว่างเล่นหมากรุกกับลูกศิษย์ พระฤๅษีวสิฐก็ยังฉันน้ำชาจุหลันไปด้วย (ท่านอวดว่าสามารถฉันได้ถึงทีละสองป้าน คือชงมาทีละสองกาได้เลย) แต่มีคำบรรยายเพิ่มเติมอีกว่า ชาชนิดนี้ต้องรีบชงดื่มเสียตั้งแต่ตอนเพิ่งได้มาใหม่ ๆ เพราะหากเก็บไว้นานจะ “ไม่เอาการ” คือรสชาติแปลกเปลี่ยน รวมทั้งพระฤๅษียังคงฉันน้ำชาแกล้มน้ำตาล เหมือนกับที่ลา ลูแบร์ เคยเห็นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
“หัวร่อพลางทางเรียกน้ำชาฉัน
ใส่จุหลันมาลองสักสองป้าน
ดีแต่ใหม่ไว้เก่าไม่เอาการ
หยิบน้ำตาลใส่ลงก่งฅอซด
ชะชะอร่อยน้อยฤ ๅนั่น
แม้นมีสักสองขันฉันให้หมด
จนแน่นท้องต้องขยายราตคด
พระดาบศบ่นอยากมากไป”
ด้วยเหตุที่ใบชาเป็นเครื่องไทยธรรมสำหรับถวายพระดังกล่าวมาแล้ว และโดยปรกติญาติโยมย่อมคัดสรรแต่ของกินอย่างดี มีรสอร่อย และราคาแพงมาถวาย ดังนั้นพระสงฆ์ในกรุงตามพระอารามหลวงแต่ละรูปคงมีใบชาดีอยู่ในครอบครองกันมิใช่น้อย ๆ จนเป็นที่มาของการตั้งวงสนทนาไปพลางจิบน้ำชาไปพลาง เช่นในบทละคร รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ บรรยายบรรยากาศวงน้ำชาคณะพระฤๅษีไว้แล้วก็อดไม่ได้ที่ต้องมีผู้อวดอ้างความสามารถในด้าน “ฉันจุ” กว่าใครโดยเฉพาะหากมีชาดี ๆ
“๏ บัดนั้น
พระคณะฤ ๅษีชีป่า
นั่งประชุมชวนกันฉันน้ำชา
อยู่ที่บรรณศาลาไลย
บ้างอวดเพื่อนพนันฉันจุ
ถ้าชาดีสี่ครุก็รับได้”
จนถึงช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ ระหว่างที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงผนวช ก็ยังเคยร่วมวงฉันน้ำชาเวลาเย็น โดยมีของแกล้มเป็นน้ำผึ้งน้ำตาลเคี่ยว ดังที่ทรงเล่าไว้ในพระนิพนธ์ ความทรงจำ
“เวลาเย็นพระเณรที่ชอบอัธยาศัยอยู่ในคณะเดียวกันมักไปประชุมกันที่กุฏิองค์ใดองค์หนึ่ง ตรงนี้ควรชมในประเพณีการบวชในพระพุทธศาสนาที่ถือว่าเสมอกันหมด ไม่ต้องยำเกรงด้วยยศศักดิ์ นั่งสนทนาปราศรัยกันตามชอบใจ ในเวลาประชุมกันตอนเย็นนี้โดยเฉพาะผู้บวชใหม่เริ่มจะเกิดหิว จึงมักช่วยกันเคี่ยวน้ำตาลน้ำผึ้งสำหรับบริโภคกับน้ำชาในเวลาค่ำ การเคี่ยวน้ำตาลกับน้ำผึ้งที่ว่านี้ ค่าที่พระตามวัดเคยทำ
สืบต่อกันมาช้านาน อาจจะผสมส่วนทำได้แปลก ๆ น่ากินหลายอย่าง สนทนากันและกินน้ำชากับน้ำตาลน้ำผึ้งเป็นที่บันเทิงใจจนเวลาค่ำกลับขึ้นกุฏิ”
ขออย่าให้เป็น
คนต้มน้ำร้อน
ของพระยาศรี
น้ำชายังถือเป็นของรับรองแขกเหรื่อของคนไทยชั้นผู้ดี ดังเช่นที่เคยเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา พระสังฆราชปาลเลกัวซ์ (Jean-Baptiste Pallegoix 1805-1862) บาทหลวงคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ผู้เข้ามาเผยแผ่พระศาสนาโรมันคาทอลิกในสยามช่วงรัชกาลที่ ๓-๔ บันทึกไว้ในหนังสือ เล่าเรื่องกรุงสยาม (Description du Royaume
Thai ou Siam) ซึ่งแปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร ตอนหนึ่ง
ว่า “เมื่อมีการต้อนรับแขกเหรื่อ มีระเบียบอยู่ว่าต้องเชิญผู้มาหาให้เคี้ยวหมากพลู แล้วก็สูบบุหรี่ ในบ้านผู้ดี หลังจากเคี้ยวหมากแล้วก็จะเชิญไปดื่มชาจีน กล่าวคือดื่มในถ้วยเล็ก ๆ โดยไม่ต้องเติมน้ำตาล”
ในบ้านผู้ลากมากดีที่มีแขกเหรื่อไปมาหาสู่ชนิด “หัวกระไดไม่แห้ง” การต้มน้ำร้อนน้ำชารับแขกจึงกลายเป็นภาระอันหนักหน่วง เพราะต้องคอยติดเตากันไม่ได้หยุดหย่อน งานหน้าเตาที่ต้องผจญทั้งความร้อน ไอน้ำเดือด และฝุ่นถ่านควันไฟตลอดเวลา ถือเป็นความเหนื่อยยากแสนสาหัส ในพระอัยการลักษณะโจรของ กฎหมายตราสามดวง ถึงกับระบุว่าให้จับลูกเมียของโจรไปลงโทษโดยเอาตัวไปเป็น “คนน้ำร้อน” ของหลวง
ยังมีวรรคหนึ่งของคำอธิษฐาน (แกมเยาะเย้ย) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นฝีปากคุณพุ่ม กวีสตรีผู้มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ ๓ กล่าวว่า “ขออย่าให้เป็นคนต้มน้ำร้อนของพระยาศรี” สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานคำอธิบายในลายพระหัตถ์ฉบับวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๔๘๑ (ภายหลังพิมพ์รวมใน สาส์นสมเด็จ เล่ม ๑๓) ว่าเวลานั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) สมุหนายก ออกไปตั้งทัพอยู่เมืองเขมร ส่วนทางกรุงเทพฯ พระยาศรีสหเทพ (เพ็ง) จึงเหมือนเป็นราชเลขานุการกระทรวงมหาดไทย “มีคนยำเกรงไปหาสู่มากทั้งกลางวันกลางคืน ต้องต้มน้ำร้อนเลี้ยงแขกตั้งวันละ ๒ กระถาง คนต้มไม่มีเวลาหยุดมือเลย” คุณพุ่มจึงค่อนเอาว่า เกิดชาติหน้าฉันใดขออย่าให้ต้องเป็นคนต้มน้ำร้อนของพระยาศรีสหเทพเลย เพราะเหนื่อยยากตรากตรำเหลือเกิน
ต่อมาเมื่อมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อุปกรณ์สำหรับชงชาในสยามก็มีวิวัฒนาการไปด้วย ตามบ้านผู้ดียุคปลายรัชกาลที่ ๕ ที่ “กาญจนาคพันธุ์” (ขุนวิจิตรมาตรา สง่า กาญจนาคพันธุ์ ปี ๒๔๔๐-๒๕๒๓) เติบโตขึ้นมา แม้ยังคงต้องตระเตรียมน้ำร้อนน้ำชาไว้ให้พร้อมสำหรับรับรองแขกผู้มาเยือน แต่ก็ไม่ต้องมาคอยติดเตากันตลอดเวลาอีกต่อไปแล้ว เพราะมีเตาตะเกียงลานที่ใช้ได้สะดวกรวดเร็ว ดังที่ท่านเล่าไว้ในหนังสือ เด็กคลองบางหลวง ว่า
“ที่ระเบียงมีของสำคัญอีกอย่างหนึ่งตั้งรวม ๆ อยู่กับเชี่ยนหมาก นั่นคือที่ชา ที่ชานี้มีกระบวนมากเหมือนกัน ว่าตามที่เห็นในบ้านข้าพเจ้ามีกาชงชาบางทีก็เรียกกันว่า ‘ปั้น’ ขนาดโตเท่ากับผลส้มโอย่อม ๆ สีสวาด มีไหมพรมหุ้มวางบนถาดเล็ก ๆ พอดีกับก้นกา กานี้ว่ามีราคามาก เวลาเช้าก็ชงชาไว้เสมอว่าให้น้ำชาจับข้างในจึงจะดี ถ้าเป็นของใหม่เกลี้ยงสะอาดแล้วกินน้ำชาไม่อร่อย มีการขัดภายนอกให้ขึ้นมันทุกวัน ถ้ำชานั้นสำหรับใส่ใบชา ซึ่งอย่างหนึ่งเป็นชากินแล้วหอม เรียกว่า ‘ชากลิ่น’ กับชากินแล้วชุ่มคอ เรียกว่า ‘ชาคอ’ แล้วแต่ชอบ กาสีสวาดนี้ชงชาทิ้งไว้ทั้งวัน ใหม่ ๆ ก็ร้อนแล้วเย็น
“นอกจากปั้นสีสวาดแล้ว ยังมีที่ชาอีกอย่างหนึ่งเป็นถาดรูปรี ทำด้วยเงินเป็นลายปรุ มีเท้าเล็ก ๆ ขนาดยาวสัก ๘-๙ นิ้วฟุต กว้างราว ๕-๖ นิ้วฟุต ในถาดวางถ้วยปากผายเท่ากันสี่ใบ กับวางถ้วยใหญ่อีกใบหนึ่งมีฝาปิด เรียกว่า ‘ถ้วยชง’ ที่ชาแบบนี้เข้าใจว่าเป็นของจีน ถ้วยทุกใบมีลายต่าง ๆ เป็นชุดกัน (ลางทีเป็นของเล่นอวดกันอย่างเครื่องลายคราม)
“เครื่องประกอบที่ชานี้ต้องมีตะเกียงลาน คือตะเกียงชนิดหนึ่ง มีที่ไขลานให้เครื่องจักรเดินอยู่ข้างก้นภายใน...มีของอย่างหนึ่งเป็นแบบขาหยั่งสามขาฐานเป็นวงกลมโตเท่ากับคิ้วตะเกียงลาน ข้างบนก็เป็นวงกลมย่อม ๆ ขาหยั่งนี้สำหรับต้มน้ำ คือถอดโป๊ะตะเกียงออกสวมขาหยั่งลงไปแทน เอากาต้มน้ำย่อม ๆ วาง ใช้ไฟตะเกียงลานนั้นเผาลนก้นกา ไม่ช้าน้ำเดือดเอาใบชาใส่ลงในถ้วยชา ปิดฝาสักครู่ก็รินน้ำชาลงใส่ในถ้วยอีกสี่ใบ วิธีนี้ได้กินน้ำชาร้อน ๆ เสมอ นึกจะกินเวลาใด ก็จุดตะเกียงลานต้มน้ำชากินได้เมื่อนั้น”
โฆษณาห้างใบชานิ้มฮงจั๋ว “รับรองผิดเพี้ยน เปลี่ยนคืนได้ รับส่งที่ทำการรัฐบาลทุกแห่ง” (หนังสือพิมพ์ ไทยหนุ่ม ๒๐ มกราคม ๒๔๗๐)
อันโคย บู๋อี๋ ล่ำก๋อง
“กาญจนาคพันธุ์” ยังเล่าเรื่องของคนจีนกลุ่มภาษาต่าง ๆ ในเมืองไทยยุครัชกาลที่ ๕ ที่เคยพบเห็นไว้ในหนังสือ คอคิดขอเขียน ตอนหนึ่งว่า
“ถ้าว่ากันถึงส่วนใหญ่กันแล้ว กล่าวกว้าง ๆ พวกแต้จิ๋วจับทางโรงสีไฟ ค้าข้าว ร้านทอง โรงรับจำนำ ฯลฯ พวกไหหลำจับทางโรงเลื่อย ค้าไม้ รับเหมาก่อสร้าง ช่างทองเงิน ฯลฯ พวกกวางตุ้งจับทางช่างทอง ช่างไม้ ช่างตัดเสื้อ ค้าแพร ฯลฯ พวกแคะเป็นช่างเงินทอง ช่างหนัง ช่างตัดเสื้อ ฯลฯ พวกฮกเกี้ยนมีชื่อทางเป็นพ่อค้าชา จีนมีสินค้ามาแต่โบราณ ๒ อย่าง คือแพรกับใบชา ชาที่ถือมาแต่โบราณว่าดีที่สุดเป็นชาที่ปลูกในฮกเกี้ยน มียี่ห้อว่าบู๋อี๋ พวกฮกเกี้ยนจึงเป็นพ่อค้าใบชามาก”
ชาบู๋อี๋นี้คงเป็นชนิดเดียวกับที่ลา ลูแบร์ เคยจดชื่อไว้ว่า Tcha-boüi นั่นเอง
ด้วยเหตุที่เป็นที่นิยมกันมาแต่โบราณ ชาบู๋อี๋จึงมักปรากฏอยู่ในโฆษณาของห้างใบชาในกรุงเทพฯ ยุครัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ เป็นประจำ คู่กับชา “ตัวทอป” อีกสองชนิด คือ อันโคย และล่ำก๋อง เช่นโฆษณา “ยี่ห้อนิ้มฮงจั้ว” ย่านหัวเม็ด สะพานหัน
“จำหน่ายชา ๓ พันธ์ชนิด คือพันธ์อันโคย, บู๋อี๋, ล่ำก๋อง เมื่อท่านต้องการพันธ์ชนิดไหน โปรดบอกความประสงค์ ถ้ากลิ่นรศผิดประสงค์ ขอรับใบชาคืน” (จีนโนสยามวารศัพท์, ๒๒ ตุลาคม ๒๔๖๑)
ในโฆษณาชิ้นอื่นๆ ของนิ้มฮงจั้ว บรรยายกลิ่นรสไว้ว่า “ชาล่ำก๋องฤดูชิ่ว หอมรศมัน ตกมาแล้ว อันโคย หอมคอกลืน มีพร้อมทุกชนิด” (จีนโนสยามวารศัพท์, ๑๖ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๙ / ปี ๒๔๕๓) หรือบางครั้งยังระบุสีสันของน้ำชาไว้ด้วย “ล่ำก๋อง สีน้ำเหลืองอ่อน ใบเหลือง โอชะหอมชื่น รศมันชวนซด บู๋อี๋ (ลัยซัน) สีน้ำเขียวใบเขียว โอชะหอมเย็น รศชื่น มันแลเกลี้ยง ชวนซด” (กรุงเทพฯ เดลิเมล์, ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๕๖)
สันนิษฐานว่าชื่อเรียกเหล่านี้น่าจะเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนและคงเป็นชื่อแหล่งปลูกชาของมณฑลฮกเกี้ยนนั่นเอง
เมื่อใบชาทั้งสามชนิดนี้ คือ อันโคย (หรืออันเคย) บู๋อี๋ และล่ำก๋อง (หรือน่ำก๋อง) ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดกรุงเทพฯ ดังนั้นห้างใบชายี่ห้ออื่น ๆ จึงสั่งชาสามชนิดนี้ เข้ามาจำหน่ายเช่นกัน เช่น ยี่ห้อตั้นหง้วนกี่ ถนนพาหุรัด
“ใบชาน่ำก๋อง บู๋อี๋, อันเคย ตกเข้ามาเที่ยวเมล์นี้ใหม่ ๆ มีรศกลิ่นหอมชุ่มคอทั้งกลิ่นทั้งรศ ราคาห่อละ ๘, ๔, ๒, ๑ บาท ๖๒ สตางค์ ๕๐ สตางค์ ๒๕ สตางค์ มีหลายราคาตามท่านจะประสงค์ชนิดไหน ใบชาที่ห้างนี้มีชื่อเสียงมานานแล้ว ชั้นเจ้านายข้าราชการชั้นสูง ๆ ตลอดถึงพลเรือนได้ใช้ชาของข้าพเจ้ามาแล้วท่านที่ไม่เคยใช้เชิญมาทดลองดู ข้าพเจ้ายินดีจะให้ชิมรศเสียก่อนด้วย” (กรุงเทพฯ เดลิเมล์, ๒ มิถุนายน ๒๔๖๕)
รวมถึงหนึ่งในร้านชาเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ที่ยังคงสืบทอดกิจการมาจนทุกวันนี้ คืออ๋องอิวกี่ สี่กั๊กเสาชิงช้า ในอดีตก็เคยสั่งชาสามชนิดนี้มาขายเช่นกัน แต่ออกเสียงต่างไปเล็กน้อยเป็น “กู่อี๋, ก๋อง, คันเคย”
“ทุก ๆ ท่านย่อมแสวงหาความศุขมิใช่หรือ เมื่อท่านต้องการเช่นนี้แล้ว ควรหาใบชาที่ดีรับประทานร่างกายของท่านก็จะบริบูรณ์ดี ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน เพราะชาที่ดีแล้ว เมื่อได้รับประทานอยู่เสมอ ๆ ย่อมทำให้ร่างกายของท่านสบายบริบูรณ์ จะรับประทานอาหารก็ได้มาก นอนก็สบายหลับสนิท ทั้งเกิดกำลังวังชาด้วย ข้าพเจ้าได้ตั้งร้านจำหน่ายใบชามากว่า ๒๐ ปีแล้ว มีมหาชนแลท่านผู้ดีโดยมากชอบรับประทานใบชาที่ร้านข้าพเจ้าเสมอ เพราะราคาที่ขายก็ถูกกว่าร้านอื่น ๆ แลรสชาดของชาก็มิได้สับเปลี่ยนเหมือนร้านอื่น ๆ ถ้าท่านต้องการใบชาที่มีรสชาดอันดีแท้ รับประทานเพื่อให้ร่างกายของท่านบริบูรณ์ภูลศุขแล้ว ขอเชิญท่านตรงไปซื้อใบชาที่ยี่ห้ออ้องอิ๋วกี่ ตำบลสี่กั๊กเสาชิงช้า ตึกหมายเลข ๑๗ เบอร์ห้องที่ ๖๗๗-๖๗๙ แล้วท่านจะได้รับใบชาที่ดี ทั้งราคาก็ย่อมเยาว์ ไม่แพงกว่าที่อื่น ๆ เลย แม้ท่านจะต้องการใบชาชนิดใดราคาเท่าใด ห้างข้าพเจ้าจะมีให้ท่านตามประสงค์ทุก ๆ อย่าง โดยมิได้สับเปลี่ยน จะเปนชนิดกู่อี๋, ก๋อง, คันเคย, อย่างใดก็ได้ ข้าพเจ้ารับรองว่า ชาที่ร้านข้าพเจ้านั้นเปนใบชาที่ได้ส่งมาจากเมืองจีนใหม่ ๆ มีรสชาดอันดีทั้งนั้น เพราะที่ร้านข้าพเจ้าได้มีใบชาที่ส่งมาจากเมืองจีนทุก ๆ เที่ยวเมล์มิได้ขาด ข้าพเจ้าจะไม่เอาใบชาที่เก่าแก่เหม็นสาบขายให้แก่ท่านเลยทีเดียว” (จีนโนสยามวารศัพท์, ๑๓ มีนาคม ๒๔๖๔)
มื้อกลางวันพร้อมน้ำชาถือเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของภัตตาคารจีนในกรุงเทพฯ จนถึงยุค ๒๕๐๐ เช่นโฆษณาภัตตาคารสวนกุหลาบ ธนบุรี และภัตตาคารเล่งหงษ์ ถนนสีลม (ภาพจากหนังสือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ และกฎ ก.พ. ฯลฯ ๒๕๐๗ และ อนุสรณ์งานวันสารทสหภูมิภาคทักษิณ ๒๕๑๐)
เหตุเกิดในโรงน้ำชา
“กาญจนาคพันธุ์” (ขุนวิจิตรมาตรา) บรรยายบรรยากาศเงียบเหงายามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ตอนปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่เคยพบเห็นว่า
“ตกเวลากลางคืนถนนหนทางไม่ค่อยจะมีคนเดินราว ๓-๔ ทุ่ม กลับจากดูยี่เกดูหนังญี่ปุ่น มีแต่รถเจ๊กเดินอยู่บ้าง ร้านค้าปิดเงียบ คงมีแต่ร้านเขียนหวยของจีนตั้งโต๊ะจุดโคมอยู่เป็นแห่ง ๆ เป็นเพื่อนพออุ่นใจหายว้าเหว่ นอกจากร้านเขียนหวยก็มีร้านน้ำชาขายน้ำชาจีนชงใส่กา มีถ้วยชา ๒-๓ ใบ กินกับเครื่องจันอับพวกเต้าลั่ว ตังกวยแช่ะ ฯลฯ เปิดอยู่จนดึก มีคนจีนนั่งกินอยู่ไม่ขาด ร้านน้ำชานี้ขายเครื่องดื่มเช่นน้ำมะเน็ด น้ำขิง ฯลฯ และกาแฟด้วยก็มี”
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตามริมถนนในพระนครคงเคยมีร้านน้ำชาของคนจีนตั้งอยู่ชุกชุม อาจเพราะเป็นกิจการเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องอาศัยสถานที่หรือมีทุนรอนอะไรมากมาย เช่นที่มีผู้รวบรวมสถิติ “ร้านค้าขายถนนบำรุงเมือง” พิมพ์อยู่ใน วชิรญาณ เล่ม ๒ แผ่น ๓ วันพุธ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๒๔๘ (ตรงกับปี ๒๔๒๙) ระบุว่า บนถนนบำรุงเมืองเวลานั้น มีร้านช่างตัดผมช่างโกนผม ๖ ร้าน (เป็นของจำเป็นเพราะชายจีนสมัยราชวงศ์ชิงต้องโกนศีรษะไว้หางเปียตามธรรมเนียมแมนจู) ร้านขายเครื่องยา ๙ ร้าน ร้านขายข้าวแกง ๓ ร้าน ร้านรับจำนำ ๒๙ ร้าน ขณะที่มีร้านชำ ร้านขายน้ำชากาแฟหมากพลูบุหรี่ถึง ๔๙ ร้าน
แต่ต่อมาในยุครัชกาลที่ ๖ ความหมายของร้านน้ำชาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ฉบับวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๔๖๕ รายงานข่าวเรื่องเหตุวิวาทในร้านน้ำชา ระหว่างลูกค้าแต้จิ๋วกับกวางตุ้ง โดยมีต้นเหตุมาจากหญิงสาวกวางตุ้งที่ทางร้านว่าจ้างให้มาช่วยส่งเสริมการขาย
“ยุคนี้พวกเจ้าของร้านขายน้ำชาแลซาละเปาได้บำรุงร้านโดยวิธีจ้างผู้หญิงจีนกวางตุ้งไว้บำรุงพวกที่เข้าไปกินน้ำชา พวกที่เข้าไปกินน้ำชานี้จึงเกิดหึงหวงกันขึ้น นางบำเรอนี้แหละจึงเปนชนวนแห่งการวิวาทต่อไป แลคงมีเหตุวิวาทกันอยู่เสมอไม่ใคร่เว้นวัน เช่นเมื่อวันที่ ๑ เดือนนี้ เวลา ๙ ล.ท. เศษ นายกว๋องนางยี่โส นางเช้าโหง ชาวกวางตุ้งฝ่ายหนึ่ง กับนายกุ๊กเจี๋ยบ นายซังเอี่ยม ชาวแต้จิ๋วพวกหนึ่ง ได้เกิดวิวาทต่อสู้กันด้วยถ้วยน้ำชาแลไม้ถือจนมีบาทเจ็บทั้งสองฝ่าย เหตุเกิดในร้านน้ำชาในเวิ้งท่านเลื่อนฤทธิ์ถนนเยาวราช ตำรวจทราบเหตุไปจับตัวได้มาไต่สวนแล้วส่งสำนวนฟ้องหาว่าทั้งสองฝ่ายได้ก่อการวิวาทขึ้น”
น่าสนใจว่าผู้ก่อเหตุมีทั้งหญิงและชาย ส่วนอาวุธที่ใช้ก็ดูราวกับอยู่ในนิยายจีนกำลังภายในคือ “ต่อสู้กันด้วยถ้วยน้ำชา” และดูจากข้อความในข่าวที่ว่า “มีเหตุวิวาทกันอยู่เสมอไม่ใคร่เว้นวัน” แสดงว่าคดีทำนองนี้น่าจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
แม้ว่าในชั้นต้น “นางบำเรอ” สาวกวางตุ้ง อาจมีภารกิจหลักเป็นเพียง “สาวเชียร์ขนมจีบซาละเปา” แต่ไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นการ “ขายบริการ” ที่อาศัยร้านน้ำชาเป็นเครื่องบังหน้า
“ยุธิษเฐียร” (ยศ วัชรเสถียร ปี ๒๔๕๑-๒๕๒๒) นักเขียนสารคดี เคยเล่าประสบการณ์สมัยเป็นหนุ่มไปเที่ยว “หยำฉ่า” หรือโรงน้ำชา เมื่อปี ๒๔๗๓ สมัยรัชกาลที่ ๗ ไว้ในข้อเขียน “หยำฉ่า ร้านน้ำชาจีนใต้ฟ้าเมืองไทย” (อยู่ในหนังสือ เกล็ดจากอดีต พิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๓) ว่า คำว่า “หยำฉ่า” เป็นภาษาจีนกวางตุ้งหมายถึงร้านน้ำชา แต่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีกิจการแฝงเป็นซ่องโสเภณีสาวกวางตุ้ง ส่วนมากอยู่ตามตรอกซอกซอยของย่านพลับพลาชัยและจักรวรรดิในพระนคร ที่ซึ่ง
“พอตกค่ำลงก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟฟ้า ห้องแถวและตึกแถวเหล่านั้นก็เปิดประตูหน้า ซึ่งตามปกติกลางวันไม่เปิด...มีแต่แม่สาวจีนชาวกวางตุ้ง ซึ่งเป็นผู้หญิงจีนพวกที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความสวย แต่งตัวกันอย่างที่เจ้าหล่อนแต่ละคนมั่นใจว่าเช้งวับที่สุด นั่งกันอยู่บนเก้าอี้บ้าง ม้านั่งบ้าง แลสลอนไปหมด...แม่สาวเหล่านั้นต่างก็แข่งกันร้องเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วอยู่เซ็งแซ่ว่า ‘เจี๊ยะเต้จ๋อไล้ ๆ’ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยก็ได้ ‘เชิญมานั่งดื่มน้ำชาสิคะคุณขา’...”
เมื่อลูกค้าชายตกลงปลงใจกับสาวนางไหนแล้ว เธอก็จะพาเข้าไปภายในห้องด้านหลัง ซึ่งตั้งโต๊ะกลมพร้อมม้านั่งสองสามตัว ในห้องตั้งโต๊ะเครื่องแป้งและที่นอนหมอนมุ้งเสร็จสรรพ แต่กิจกรรมในที่รโหฐานจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะตามธรรมเนียมต้องเริ่มด้วยน้ำชากันก่อน
“หล่อนออกไปสักครู่จึงกลับมา ถือถาดใส่สิ่งของมาด้วย แล้วเอาของในถาดวางลงบนโต๊ะ ของเหล่านั้น มีถ้วยรูปร่างประหลาด ที่ประหลาดก็เพราะมันเป็นถ้วยขนาดย่อม ๆ ทรงสูง ปากถ้วยบาน มีฝาบิดสนิท ถ้วยสำหรับน้ำชาจีนใบเล็กๆ ใส่มาในขันแช่ด้วยน้ำร้อนควันขึ้นฉุย กาน้ำร้อนทำด้วยทองเหลือง (กาน้ำร้อนนี้หล่อนตั้งไว้ที่พื้น ไม่ตั้งบนโต๊ะ) จานเล็ก ๆ ใส่เม็ดแตงโม ๑ จาน ใส่บุหรี่ ๕ มวน ๑ จาน แล้วหล่อนก็เปิดฝาถ้วยรูปร่างประหลาดหงายไว้ในถ้วยโดยตั้งมันเอียง ๆ ในถ้วยนั้นมีใบชาจีนทุกถ้วย แล้วจึงหยิบเอากาน้ำร้อนมารินน้ำร้อนลงไปในถ้วยแล้วปิดฝาดังเดิม ผมจึงได้รู้ว่าไอ้ถ้วยรูปประหลาดนี่ เขาใช้ชงใบชาแทนกาหรือปั้นที่ตามบ้านคนไทยและตามวัดที่เจ้าของบ้านและพระเจ้าของกุฏินิยมดื่มน้ำชาจีนใช้กัน
“หล่อนหยิบถ้วยสำหรับกินน้ำชาด้วยการจิบ ออกจากขัน ตั้งตรงหน้าเรา แล้วจับถ้วยชงชาโดยวิธีคร่อมใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อยจับปากถ้วยนิ้วชี้กดฝาถ้วยให้แน่นกับถ้วย รินน้ำชาใส่ถ้วยเล็กนั้นให้เราจิบ...”
ในเวลาต่อมา “โรงน้ำชา” จึงได้รับความหมายใหม่ว่าเป็นแหล่งหนึ่งที่มีการค้าประเวณีแอบแฝง ถึงขนาดที่ทางราชการไทยต้องออกกฎหมายควบคุม “สถานบันเทิง” ต่าง ๆ อันได้แก่ สถานเต้นรําที่มีหญิงเต้นรําหรือหญิงบริการ ไนต์คลับ บาร์ สถานบริการอาบน้ำที่มีหญิงบริการ โรงนวด และ “โรงน้ำชา”
ห้องจัดแสดง “คนสุพรรณ” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรีนำเสนอฉากร้านกาแฟในฐานะตัวแทนกลุ่มคนเชื้อสายจีนแต้จิ๋วในจังหวัดสุพรรณบุรี
ภาพ : มงคลสวัสดิ์ เหลืองวรพันธ์
ชาไทย
: จากไหหลำสู่แต้จิ๋ว
ทุกวันนี้ “ชาเย็น” ใบชาสีส้มชงกับนมข้นหวานเติมน้ำแข็ง หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ชาไทย” แทบจะกลายเป็น “เอกลักษณ์ไทย” ไปแล้ว แต่ประวัติความเป็นมาของเครื่องดื่มยอดนิยมชนิดนี้ยังคลุมเครือ ต่อไปนี้จะทดลองเสนอข้อมูลที่ค้นมาได้ โดยอาศัยเทียบเคียงจากความเป็นมาของเครื่องดื่มประเภทใกล้เคียงกันคือ “กาแฟเย็น” และ “โอเลี้ยง” ซึ่งมีหลักฐานมากกว่า
ในหนังสือ เกล็ดจากอดีต “ยุธิษเฐียร” ยังบันทึกประวัติศาสตร์การเกิดร้านกาแฟที่เคยรับรู้มาไว้ในบทความ
“คอฟฟี่ช็อปใต้ฟ้าเมืองไทย” ว่า ราวยุครัชกาลที่ ๖ พวกฝรั่งในกรุงเทพฯ นิยมจ้าง “บ๋อย” คือคนรับใช้ตามบ้าน เป็นชาวจีนไหหลำ (จากเกาะไหหลำหรือไหหนาน ตามสำเนียงภาษาจีนกลาง) รวมทั้งคนครัวหรือ “กุ๊ก” และลูกมือตามโฮเต็ลใหญ่ ๆ ของพระนคร ก็ล้วนแต่เป็นคนไหหลำ
“ชาวจีนพวกนี้ เป็นพวกแรกที่ตั้งร้านขายน้ำเมล็ดกาแฟชง ซึ่งเรียกกันว่า ‘ร้านกาแฟ’ ขึ้นก่อนในเมื่อเบื่อการเป็นลูกจ้างฝรั่งตำแหน่งคนรับใช้หรือคนครัวขึ้นมา เพราะมันได้แต่เงินเดือนไม่มีทางจะร่ำรวยได้จึงหันมาตั้งร้านค้าขาย และการตั้งร้านกาแฟ มันลงทุนน้อยแต่ได้กำไรงาม”
เมื่อหันมาเปิดกิจการของตนเอง คนจีนไหหลำกลุ่มนี้จึงนำเอาความคุ้นชินตั้งแต่สมัยทำงานกับ “นายฝรั่ง” ติดตัวมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นชนิดของเครื่องดื่มหรือถ้วยชามที่ใช้ ดังที่ “ยุธิษเฐียร” เล่าว่า ในร้านกาแฟของคนจีนไหหลำนั้น
“นอกจากน้ำชงเมล็ดกาแฟแล้ว ยังมีน้ำชาชงแบบฝรั่ง โดยเฉพาะฝรั่งอังกฤษขายด้วย น้ำชาชงแบบนี้ผิดกับน้ำชาที่คนไทยรู้จักกันมาแต่ก่อน ซึ่งใบชาที่นำมาชงด้วยน้ำร้อนนั้นเป็นใบชาพันธุ์ของจีน และพระสงฆ์องคเจ้าชอบฉัน เพราะมันชุ่มคอดี...แต่น้ำชาชงแบบฝรั่งนั้น ใบชาที่ใช้ไม่ใช่พันธุ์ของจีน เป็นพันธุ์ของแขก มีกำเนิดที่เกาะลังกาหรือซีลอน เมื่อจะกินก็ต้องผสมน้ำนมและน้ำตาลด้วย ไม่กินเปล่า ๆ อย่างชาจีน ...ภาชนะที่ใช้ใส่กาแฟชงและชาชงตามแบบแผนของฝรั่งนั่นคือ ถ้วยกระเบื้องมีหู อันผิดกับถ้วยกระเบื้องสำหรับชาจีน ตรงที่สำหรับชาจีนเป็นถ้วยไม่มีหูสำหรับจับ และมีขนาดเล็กกว่าสำหรับชาแบบฝรั่งมาก เพราะไม่ต้องเผื่อสำหรับน้ำนมและน้ำตาล”
โฆษณานมกระป๋องยี่ห้อ “แหม่มทูนหัว” (Milkmaid Sterilized Natural Milk) ที่ลงในหนังสือพิมพ์สมัยรัชกาลที่ ๖ ยังกล่าวว่าสินค้าชนิดนี้เหมาะสำหรับรับประทานกับน้ำชากาแฟ
“น้ำนมมิลค์เมดมิลค์ซึ่งมีตราแหม่มทูนกระป๋องน้ำนมบนศีร์ษะนี้เปนน้ำนมที่ดีที่หนึ่งในโลกย์ เชิญท่านรับประทานน้ำนมนี้ ตามคำแนะนำของแพทย์ทั้งหลาย น้ำนมนี้เปนน้ำนมอย่างดีที่หนึ่ง เชิญท่านลองชิมน้ำนมตราแหม่มทูนกระป๋องน้ำนมชนิดกลั่นเพราะนมชนิดนี้ไม่หวานนัก แลเปนนมอย่างดีสำหรับรับประทานกับน้ำชา หรือกาแฟ หรือน้ำต่าง ๆ” (กรุงเทพฯ เดลิเมล์, ๑๐ มิถุนายน ๒๔๕๖)
เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ ความนิยมในการดื่มกาแฟของคนไทยขยายตัวมากขึ้น ดึงดูด “ผู้เล่น” หน้าใหม่เข้าสู่วงการ นั่นคือกลุ่มคนจีนแต้จิ๋ว อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งส่วนผสมของเครื่องดื่มและภาชนะบรรจุ ได้แก่การปรากฏตัวของ “หางนม” หรือนมข้นหวาน และการเสิร์ฟในถ้วยแก้วเนื้อใส เพื่อให้ลูกค้าแลเห็นชั้นของนมที่เทลงไป ถือเป็นจุดขายของยุคสมัย
“เมื่อพวกจีนแต้จิ๋วเข้ามามีบทบาทในการตั้งร้านขายน้ำชงเมล็ดกาแฟ กรรมวิธีในการผสมน้ำกาแฟก็ผันแปรไปอย่างที่ฝรั่งซึ่งเป็นผู้ริเริ่มเห็นเข้าแล้วงงแน่ทีเดียว คือรสหวานเลิกพึ่งน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลก้อนเด็ดขาด ไปอาศัยรสหวานจากน้ำตาลที่มีอยู่มากมายในนมข้นชนิดหางนมที่มีประเดเข้ามา
มากมายหลายยี่ห้อ...ภาชนะที่ใช้ซึ่งเดิมเป็นถ้วยกระเบื้องมีหู ก็เปลี่ยนเป็นถ้วยแก้วใส จุดประสงค์ก็เพื่อให้เห็นว่าได้ประเดนมข้นลงไปตั้งครึ่งแก้วหรือเกือบไป แล้วนำมาตั้งให้คนซื้อโดยไม่คนให้นมละลาย”
ป้ายรายการอาหารของเก่า จากร้านเลี้ยงพานิช อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ราวปลายทศวรรษ ๒๕๑๐ ต่อต้นทศวรรษ ๒๕๒๐ ยุคเมื่อราคาชาร้อนคือ ๑.๕๐ บาท ชาเย็น ๒ บาท และชาดำเย็น ๑.๕๐ บาท
ภาพ : ศรัณย์ ทองปาน
ชาไทย
: คณะปฏิวัติในร้านกาแฟ
ร้านกาแฟของคนจีนแต้จิ๋วค่อย ๆ ขยายตัวเบียดขับร้านกาแฟคนไหหลำ มีทั้งร้านรวงบนบกและ “เรือกาแฟ” ที่เข้าถึงได้ทุกหนทุกแห่ง พร้อมเสียงสัญญาณเรียกลูกค้าอันเป็นเอกลักษณ์ ดังที่ “ยุธิษเฐียร” เล่าว่า
“เมื่อชาวจีนแต้จิ๋วเข้ามามีบทบาทในการขายน้ำชงเมล็ดกาแฟ การขายไอ้น้ำนี่ก็แพร่หลายกว้างขวางออกไปและอย่างรวดเร็ว ตามเรือกสวนไร่นา มีร้านขายเกิดขึ้น ที่ไม่ตั้งร้านเป็นหลักแหล่งถาวร ก็ตั้งมันบนเรือสำปั้น พายเร่ขายตามแม่น้ำลำคลอง เรียกว่า ‘เรือกาแฟ’ มีมากมายทั่วทุกลำคลอง เรือขายกาแฟนี้ใช้เสียงแตรซึ่งเป่าลมให้เกิดเสียงดัง ปู๊ด-ปู๊ด ด้วยลูกยาง ซึ่งเดิมทีเป็นแตรสำหรับรถยนต์ เป็นเสียงสัญญาณบอกให้รู้ว่าเรือกาแฟมาแล้ว พวกชาวเรือก ชาวสวน ชาวนา ต่างก็นิยมซดกันทั้งผู้ใหญ่และเด็ก”
พร้อมกันนั้น รสนิยมเครื่องดื่มเย็นชนิดที่ใส่น้ำแข็งยังให้กำเนิดกาแฟอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งยังคงรู้จักกันดีจนทุกวันนี้
“ใต้ฟ้าเมืองไทยเป็นดินแดนที่ตามปกติมีดินฟ้าอากาศร้อนอบอ้าวเกือบตลอดทั้งปี...ฉะนั้นเครื่องดื่มไม่ว่าจะเป็นน้ำเมล็ดกาแฟชงหรืออะไร จึงนิยมชนิดเย็นกันเป็นส่วนใหญ่ แต่กาแฟเย็นที่เป็นกาแฟใส่นมแล้วใส่น้ำแข็งให้เย็นนั้น มันโอชารสแต่ตอนกิน ครั้นกินแล้วมันชักจะเกิดอาการคลื่นไส้ จึงดัดแปลงเป็นไม่ผสมนมทั้งนมข้นและนมสด อาศัยรสหวานจากน้ำตาลล้วน ๆ เรียกเป็นภาษาไทยว่า ‘กาแฟดำเย็น’ ภาษาจีนแต้จิ๋วว่า ‘โอเลี้ยง’...”
น้ำชาที่ชงด้วยชาซีลอน จากที่เคยเป็นเครื่องดื่มร้อน จึงน่าจะถูกนำมาเสิร์ฟในร้านคนแต้จิ๋วโดยการเติมน้ำแข็งเช่นกัน จึงกลายเป็น “น้ำแข็งเปล่าใส่น้ำชา” หรือหากผสมนมข้นหวานก็จะกลายเป็น “ชาเย็น” ในช่วงนี้เอง หรือถ้าจะให้ประมาณเป็นปีพุทธศักราช คงตกอยู่ในช่วงทศวรรษ ๒๔๗๐ สมัยรัชกาลที่ ๗
หลังจากสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลงในปี ๒๔๘๘ ราคาสินค้ายิ่งแพงขึ้นโดยไม่เคยย้อนกลับสู่ราคาดั้งเดิมได้อีกเลย ติดตามมาด้วยความวุ่นวายทางการเมืองและกรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ อันเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ล้วนสร้างเงื่อนไขนำไปสู่การยึดอำนาจโดย “คณะทหาร” เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๐ ถัดมาอีกเพียง ๖ เดือน นายทหารหน้าเดิม ๆ ก็ยึดอำนาจซ้ำอีกครั้งในเดือนเมษายน ๒๔๙๑
ช่วงเดือนแรก ๆ หลังยึดอำนาจ ภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งเพื่อเรียกคะแนนนิยมคือการประกาศควบคุมราคาชา กาแฟ และน้ำแข็งเปล่าที่จำหน่ายในร้านกาแฟ ดังมี “ประกาศคณะกรรมการส่วนจังหวัดป้องกันการค้ากำไรเกินควร จังหวัดพระนคร ฉะบับที่ ๑๕ เรื่องกำหนดราคาสูงสุดของน้ำแข็งและเครื่องดื่มบางชนิด” ในเดือนกรกฎาคม ๒๔๙๑
“๓. ห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มเกินกว่าราคาที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(๑) น้ำแข็งเปล่าใส่น้ำชาหรือน้ำ ห้ามขายเกินราคา ถ้วยละ ๒๐ สตางค์
(๒) กาแฟดำร้อน ห้ามขายเกินราคา ถ้วยละ ๔๐ สตางค์
(๓) ชาดำร้อน ห้ามขายเกินราคา ถ้วยละ ๔๐ สตางค์
(๔) กาแฟร้อนใส่นม ห้ามขายเกินราคา ถ้วยละ ๗๐ สตางค์
(๕) ชาร้อนใส่นม ห้ามขายเกินราคา ถ้วยละ ๗๐ สตางค์
(๖) กาแฟดำเย็น ห้ามขายเกินราคา ถ้วยละ ๗๐ สตางค์
(๗) ชาดำเย็น ห้ามขายเกินราคา ถ้วยละ ๗๐ สตางค์
(๘) กาแฟใส่นมเย็น ห้ามขายเกินราคา ถ้วยละ ๑.๐๐ บาท
(๙) ชาใส่นมเย็น ห้ามขายเกินราคา ถ้วยละ ๑.๐๐ บาท”
ประกาศฉบับนี้เป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เราเห็นว่าเมื่อถึงยุคทศวรรษ ๒๔๙๐ ต้นสมัยรัชกาลที่ ๙ เครื่องดื่มร้อนเย็นอย่างที่เรารู้จักกัน ทั้งกาแฟดำร้อน (โอยัวะ), กาแฟดำเย็น (โอเลี้ยง), ชาร้อน, ชาดำเย็น, กาแฟ (ใส่นม) เย็น และชา (ใส่นม) เย็น มีขายแพร่หลายทั่วไปจนกลายเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันแล้ว และยังทำให้ได้เห็นราคาค่าครองชีพในยุคนั้นว่า ชาหรือกาแฟ เมื่อเติมนม (ข้น) ทางการอนุญาตให้บวกราคาขึ้นอีก ๓๐ สตางค์ หากเป็นแบบ “เย็น” คือใส่น้ำแข็ง ก็บวกเพิ่มเข้าไปได้อีก ๓๐ สตางค์
ชาใส่นมเย็น หรือ “ชาไทย” เมื่อปี ๒๔๙๑ จึงมีราคาอยู่ที่ถ้วยละ ๑ บาท
ต่อมาในเดือนกันยายน ๒๕๐๐ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ทำรัฐประหารอีก คล้อยหลังเพียงปีเดียว เดือนตุลาคม ๒๕๐๑ จอมพลคนเดิมก็ยึดอำนาจซ้ำในนาม “คณะปฏิวัติ” เรื่องชวนหัวซ้ำซากเช่นนี้ยังคงติดตามมาด้วยมุกเดิม ๆ ที่ว่าคณะรัฐประหารได้ดูแลสอดส่องบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ด้วยการควบคุมราคาโอเลี้ยงชาดำเย็น (ตามเคย)
ในเดือนธันวาคม ๒๕๐๑ มีการออก “ประกาศคณะกรรมการส่วนจังหวัดป้องกันการค้ากำไรเกินควร จังหวัดพระนคร ฉบับที่ ๔๘ เรื่องควบคุมและกำหนดราคาสูงสุดของน้ำแข็งและเครื่องดื่มบางชนิด” ที่กำหนดให้ผู้ค้าต้องขายน้ำแข็งและเครื่องดื่มเย็นในราคาถูกกว่าที่เคยประกาศไว้เมื่อ ๑๐ ปีก่อน นั่นคือน้ำแข็งเปล่าใส่น้ำชาหรือน้ำ จากเดิม ๒๐ สตางค์ ให้ขายไม่เกินถ้วยละ ๑๕ สตางค์ กาแฟดำเย็นและชาดำเย็น เดิม ๗๐ สตางค์ กำหนดราคาใหม่ไม่เกินถ้วยละ ๖๐ สตางค์ ส่วนกาแฟเย็นใส่นมและชาเย็นใส่นม ก็ให้ลดราคาจากเดิมคือ ๑ บาท เหลือไม่เกินถ้วยละ ๙๐ สตางค์
เรือขายกาแฟ ตลาดน้ำวัดตะเคียน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
ภาพ : ศรัณย์ ทองปาน กรกฎาคม ๒๕๖๓
ต้นชาในสยาม
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เริ่มมีความรู้ว่า อันที่จริงต้นชาก็มีขึ้นงอกงามอยู่ในสยาม และนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตใบชาได้ในคุณภาพดีทัดเทียมกับชาอันโคยจากเมืองจีน ดังเนื้อหาของข่าว “ใบชาที่มณฑลพายัพ”
“ด้วยที่อำเภอแม่ฮ่องสอน มณฑลพายัพนั้น มีต้นชาขึ้นมาก และเปนใบชาที่ถ้าทำถูกตำแบบแผนก็ชงน้ำรับประทานได้เท่ากับชาดีชนิด ๑ เวลานี้มีบางคนเก็บชาที่แม่ฮ่องสอนตากขั้วส่งลงมาให้ผู้ชำนาญทางกินชาทดลองชงรับประทานดู เขาว่ามีกลิ่นและรสไม่ผิดอะไรกับชาอันโคยที่ส่งมาจากประเทศจีน เพราะฉนั้นผู้เริ่มคิดทดลองจะลงทุนขออนุญาตรัฐบาลเก็บใบชาในแม่ฮ่องสอนกับตำบลอื่นแห่งมณฑลพายัพทำขาย น่าจะเปนผลสำเร็จถ้ารัฐบาลอนุญาต เมื่อเปนผล รัฐบาลก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย” (จีนโนสยามวารศัพท์, ๒๘ กันยายน ๒๔๖๓)
ในปี ๒๔๖๘ ประสิทธิ์ พุ่มชูศรี (ปี ๒๔๔๘-๒๕๑๒) นักเรียนเก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ เริ่มต้นชีวิตการทำงานกับบริษัทยาสูบอังกฤษอเมริกัน (British-American Tobacco - BAT) ผู้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่ฝรั่งในเมืองไทย ทางบริษัทเคยส่งเขาไปดูงานการค้ายาสูบไกลถึงศรีลังกา ชวา สุมาตรา และออสเตรเลีย ในคราวนั้นเอง เขาเกิดสนใจกิจการไร่ชาและโรงงานผลิตใบชาที่ได้พบเห็น จนเริ่มซื้อหาตำราเรื่องใบชาติดตัวกลับมาเมืองไทยด้วย หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ทางบริษัทให้รับผิดชอบขยายงานไปสู่การคัดเลือกพันธุ์ การเพาะปลูก และการบ่มใบยาสูบที่จังหวัดเชียงราย เพื่อมาป้อนโรงงาน จากนั้นในปี ๒๔๗๘ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากบริษัท หันมาเป็นเจ้าของไร่ยาสูบและโรงบ่มใบยาในจังหวัดเชียงใหม่
ปีเดียวกัน คือปี ๒๔๗๘ หลังจากประสิทธิ์พบว่าใบชาและต้นเมี่ยงนั้น แท้ที่จริงแล้วคือสิ่งเดียวกัน จึงเริ่มออกสำรวจแหล่งต้นเมี่ยงและเก็บเมล็ดพันธุ์ ในการนี้เขาเดินทางเข้าไปไกลถึงมณฑลยูนนานของจีน เพื่อศึกษาวิธีการปลูกต้นชาและการทำใบชา เมื่อมีความรู้พอสมควรแล้วจึงเริ่มลงมือทดลองปลูกชา ด้วยความเชื่อมั่นว่าแม้ขณะนั้นคนไทยยังไม่ค่อยสนใจเรื่องชา และยังไม่นิยมดื่มน้ำชากันนัก แต่ต่อไปเมื่อบ้านเมืองเจริญมากกว่านี้ คนไทยจะหันมานิยมดื่มน้ำชากันมากขึ้นแน่นอน
ในทศวรรษ ๒๔๘๐ ประสิทธิ์เริ่มทำไร่ชาในสวนเมี่ยงร้างที่แก่งปันเต๊า อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผลผลิตในระยะแรกคือการผลิตใบชาจีน ทั้งจากในไร่ของเขาและรับซื้อใบเมี่ยงดิบจากชาวสวนโดยรอบ แต่ต้องประสบปัญหาหลายอย่าง ดังที่เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์กับ สมพร ม่วงเนตร์ แห่งนิตยสาร สารประชาชน เมื่อปี ๒๕๐๘ ว่า ชาวไร่เก็บใบเมี่ยงรวมกันมาทั้งอ่อนแก่มาขาย ทำให้ได้ชาคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น
“การค้าใบชาในตลาดกรุงเทพฯ ตกอยู่ในกำมือของคนจีนทั้งสิ้น สามารถบันดาลให้ราคาดีและเลวได้ตามใจชอบ พ่อค้าใบชาที่กรุงเทพฯ ต่างก็สั่งใบชาต่างประเทศผสมกับใบชาเหนือ แล้วโมเมเป็นชาจีนขายราคาสูง เมื่อพ่อค้าสั่งใบชาต่างประเทศได้น้อยความต้องการใบชาต่างประเทศก็เพิ่มมากขึ้น ราคาชาเหนือก็สูงขึ้น ถ้าชาต่างประเทศสั่งได้มาก พ่อค้าจีนจะกดราคาทันที ผู้ผลิตชาไทยภาคเหนือก็จะขาดทุนกันทุกทีไป”
ภายหลังประสิทธิ์จึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ในปี ๒๕๐๖ เขาขอสัมปทานจากกรมป่าไม้ เช่าที่ดินที่ห้วยตาด อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ ๒,๐๐๐ ไร่ เป็นระยะเวลา ๕๐ ปี เพื่อดำเนินการผลิตใบชาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ไร่ชาจนถึงการแปรรูปในโรงงานของตนเอง เพื่อผลิตชาฝรั่งสำเร็จรูปในซองสำหรับชง ช่วงแรกใช้ชื่อว่า “ชาตราภูเขา” ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น “ชาระมิงค์”
ต้นปี ๒๕๑๒ ประสิทธิ์ พุ่มชูศรี ถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจวายระหว่างผ่าตัดกระเพาะอาหาร ขณะมีอายุได้ ๖๔ ปี หลังจากชาระมิงค์เพิ่งออกวางตลาดเพียงไม่กี่เดือน กิจการของเขาจึงสืบทอดสู่ทายาทรุ่นต่อมา
อ้างอิง
กฎหมายตราสามดวง เล่ม ๓. (๒๕๐๖). พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา.
กาญจนาคพันธุ์. (๒๕๑๔). คอคิดขอเขียน (ชุดที่ ๔). พระนคร : บำรุงสาส์น.
-------. (๒๕๔๐). เด็กคลองบางหลวง เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : สารคดี.
จดหมายเหตุเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ครั้งรัชกาลที่ ๓. (๒๔๖๕). สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษี สว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช โปรดให้พิมพ์. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๔๙๗). ไกลบ้าน เล่ม ๑-๒. พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา.
ชาระมิงค์. (๒๕๑๓). เสรีภาพ. ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๕.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. (๒๕๑๗). ความทรงจำ. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา.
ไต้เงี้ยบ. (๒๔๕๕). แบบหัดพูดภาษาเตี้ยจิว (แต้จิ๋ว). โรงพิมพ์อักษรนิติ์, ร.ศ. ๑๓๑.
ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. (๒๕๔๕). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๗ กรุงเทพฯ : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.
นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยา และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (๒๕๐๔). สาส์นสมเด็จ เล่ม ๑๓. พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา.
บทละครเรื่องอิเหนา เล่ม ๕ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒. (๒๕๑๐). พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา.
ประกาศคณะกรรมการส่วนจังหวัดป้องกันการค้ากำไรเกินควรจังหวัดพระนคร ฉะบับที่ ๑๕ เรื่องกำหนดราคาสูงสุดของน้ำแข็งและเครื่องดื่มบางชะนิด. ราชกิจจานุเบกษา. ตอนที่ ๓๙ เล่มที่ ๖๕ (๖ กรกฎาคม ๒๔๙๑) : ๒๐๓๐-๒๐๓๒.
ประกาศคณะกรรมการส่วนจังหวัดป้องกันการค้ากำไรเกินควร จังหวัดพระนคร ฉบับที่ ๔๘ พ.ศ. ๒๕๐๑ เรื่องควบคุมและกำหนดราคาสูงสุดของน้ำแข็งและเครื่องดื่มบางชนิด. ราชกิจจานุเบกษา. ตอนที่ ๑๑๒ เล่มที่ ๗๕ (๓๐ ธันวาคม ๒๕๐๑) : ๓๔๔๓-๓๔๔๕.
ประสิทธิ์รำลึก. (๒๕๑๒). อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายประสิทธิ์ พุ่มชูศรี. พระนคร : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์.
มหาศักดิพลเสพย์, สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวร. (๒๔๖๗). บทลครเรื่องขุนช้างขุนแผน. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
ยุธิษเฐียร. (๒๕๑๓). เกล็ดจากอดีต. พระนคร : รวมสาส์น.
ราโชทัย, หม่อม. (๒๕๐๔). นิราศลอนดอน. พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา.
ร้านค้าขายถนนบำรุงเมือง. วชิรญาณ. เล่ม ๒ แผ่น ๓ (วันพุธ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๒๔๘) : ๑๘.
สันต์ ท. โกมลบุตร (แปล). (๒๕๑๖). จดหมายเหตุรายวันการเดินทางไปสู่ประเทศสยาม ในปี ค.ศ. ๑๖๘๕ และ ๑๖๘๖ ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า.
------. (๒๕๑๐). ราชอาณาจักรสยาม. พระนคร : ก้าวหน้า.
------. (๒๕๒๐). เล่าเรื่องกรุงสยาม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า.