เกิดก่อนเกิดหลัง
ชีวิตพังไม่เหมือนกัน
วิทย์คิดไม่ถึง
เรื่อง : ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ namchai4sci@gmail.com
ภาพประกอบ : นายดอกมา
น่าจะมีหลายคนเคยได้ยินว่าลำดับการเกิดในครอบครัว เช่น คนโต คนกลาง
คนเล็ก หรือแม้แต่การเป็นลูกคนเดียว
ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดและอุปนิสัยของแต่ละคน เช่น ลูกคนโตมักมีความรับผิดชอบสูง มีความเป็นผู้นำ และบ่อยครั้งคลั่งไคล้ความสมบูรณ์แบบ แต่ก็อาจมีความไม่มั่นคงทางจิตใจจากความรู้สึกว่าโดนน้อง ๆ แย่งความรักของพ่อแม่ไป
ขณะที่ลูกคนกลางมักมีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัวเก่ง และเข้ากับผู้อื่นได้ดี เพราะต้องพยายามทำตัวไม่ให้โดนข้ามหัว มองไม่เห็นความสำคัญ ท่ามกลางพี่คนโตที่คนทั้งบ้านเห่อลูกคนแรกและน้องคนเล็กที่คนในบ้านมองว่าต้องปกป้องเอาใจใส่เสมอ
ส่วนลูกคนสุดท้องก็อาจเป็นได้ทั้งคนน่ารัก มีเสน่ห์ เพราะได้รับความรักจากคนในครอบครัว ตลอดจนช่างจินตนาการและชอบเข้าสังคมมากกว่าพี่ ๆ ในทางกลับกันก็อาจมีนิสัยสุดขั้วอีกทางคือชอบเรียกร้องความสนใจหรือเอาแต่ใจได้เช่นกัน
กรณีของลูกคนเดียวล่ะ ?
แบบหนึ่งก็อาจมีความเป็นตัวของตัวเองสูง พึ่งพาตนเองเก่ง และเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย แต่ก็อาจเป็นคนเอาแต่ใจ เพราะมีแต่คนพะเน้าพะนอแต่เล็ก
การตั้งข้อสังเกตทำนองนี้มีมากว่าศตวรรษแล้ว โดยนักจิตวิเคราะห์ชาวออสเตรียชื่อ อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) เสนอไว้ตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ ๑๙๐๐ ว่าลูกที่เกิดลำดับต่างกันจะมีอุปนิสัยแตกต่างกัน โดยเขาเชื่อว่าลูกคนแรกจะได้รับความคาดหวังจากครอบครัวสูง จนกลายเป็นอุปนิสัยที่มีความรับผิดชอบและความทะเยอทะยานติดตัว ขณะที่ลูกคนต่อ ๆ มาจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างผ่อนปรนมากกว่า จึงเอาแต่ใจและเป็นตัวของตัวเองมากกว่า
อย่างไรก็ตามมีผู้ข้องใจสงสัยความถูกต้องของทฤษฎีแอดเลอร์ตลอดมา นักจิตวิทยายุคปัจจุบันจำนวนมากมองว่า ลำดับการออกจากครรภ์ไม่ได้ส่งต่อบุคลิกภาพและนิสัยใจคออย่างเห็นได้ชัดขนาดนั้น อันที่จริงแล้วมีปัจจัยอื่นมากมายที่ส่งผลต่ออุปนิสัยของแต่ละคน ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนรอบข้าง ระบบการศึกษา วัฒนธรรม ความเชื่อและบรรทัดฐานทางสังคม ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่พบเจอทุกวี่วันขณะเติบโตขึ้นต่างหากที่หล่อหลอมอุปนิสัย
กระนั้นก็ตามยังมีนักวิจัยที่ต้องการพิสูจน์ว่าลำดับการเกิดส่งผลเพียงใดอยู่ตลอดมา โดยใช้วิธีการและข้อมูลทันสมัยมากขึ้น น่าเชื่อถือมากขึ้น
ทีมนักวิจัยชาวเยอรมันตีพิมพ์งานการวิจัยที่ใช้ข้อมูลครอบคลุมคนจำนวนมาก (มากกว่า ๒ หมื่นคน) เมื่อ ค.ศ. ๒๐๑๕ ในวารสาร PNAS ทำให้ได้ข้อสรุปน่าสนใจมากว่า ผลการวิเคราะห์แทบไม่สามารถเชื่อมโยงลำดับการเกิดกับบุคลิกภาพได้เลย จะมีก็เพียงเล็กน้อยเรื่อง IQ คือลูกคนโตจะได้คะแนน IQ สูงกว่าน้อง ๆ ราว ๑-๒.๕ จุดเท่านั้น
ข้อมูลของผู้ร่วมงานวิจัยนี้ครอบคลุมทั้งคนอเมริกัน (๕,๒๔๐ คน) คนอังกฤษ (๔,๔๘๙ คน) และคนเยอรมัน (๑๐,๔๕๗ คน) ถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยด้านนี้ที่ครอบคลุมจำนวนคนมากที่สุด
ผลสรุปอีกอย่างที่น่าสนใจของงานวิจัยนี้ก็คือ นอกจากจะวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างพี่น้องในครอบครัวเดียวกันแล้ว พวกเขายังเปรียบเทียบข้ามครอบครัวด้วย เช่น ลูกคนโตในครอบครัว A กับลูกคนเล็กในครอบครัว B ซึ่งช่วยยืนยันผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้นเรื่องคะแนน IQ ข้างต้น โดยพบว่ายิ่งลำดับการเกิดห่างกันมากขึ้น ผลก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น อาจมีคะแนนห่างกันได้มากถึง ๑๐ จุดทีเดียว โดยตัดปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ออกแล้วด้วยวิธีการทางสถิติ
ลักษณะบุคลิกภาพที่ตรวจสอบครอบคลุมทั้งความสามารถเข้าสังคม ความมั่นคงทางอารมณ์ ความเข้ากันได้กับผู้อื่น ความรับผิดชอบ และจินตนาการ ทั้งนี้ควรตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ด้วยว่าพื้นฐานข้อมูลเบื้องต้นมาจากการกรอกแบบสอบถามของอาสาสมัครแต่ละคนเอง
คณะนักวิจัยสรุปในท้ายที่สุดว่าลำดับการเกิดไม่ได้ส่งผลยืดยาวจนเห็นได้ในเรื่องอุปนิสัยใจคอ นอกเหนือไปจากในแง่ของระดับสติปัญญาเท่านั้น
แต่นี่อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ปีนี้ (ค.ศ. ๒๐๒๖) มีงานวิจัยที่ลงในวารสารระดับทอปอย่าง Nature Health ระบุการวิเคราะห์ของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกและมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทำให้รู้ว่าในครอบครัวที่มีเด็กสองคน (ซึ่งปัจจุบันครอบครัวจำนวนมากมักมีลูกแค่เพียงสองคน) การเกิดก่อนหรือหลังเป็นตัวกำหนดสภาวะที่แตกต่างกันกว่า ๑๕๐ แบบที่เด็กทั้งคู่จะเป็น โดยในงานนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนพี่น้องมากกว่า ๑๐ ล้านคน และพบว่าเกี่ยวข้องเรื่องลำดับการเกิดกับอีกสารพัดเรื่อง ตั้งแต่การป่วยเป็นออทิสติก การเป็นคนขี้กังวล ไปจนถึงการเป็นไข้ละอองฟาง (hay fever)
ทำไมผลถึงกลับตาลปัตรกับงานวิจัยก่อนหน้า ?
ก่อนอื่นคงต้องอธิบายธรรมชาติของงานวิจัยว่า การเลือกตัวอย่าง จำนวนตัวอย่าง วิธีการในการวิเคราะห์หรือตีความ และข้อสรุปจากการวิจัย ล้วนแล้วแต่อยู่ในบริบทที่มีขอบเขตชัดเจน และบางครั้งก็อาจได้ผลขัดแย้งกันเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น ใช้กลุ่มตัวอย่างแตกต่างกันทั้งจำนวนและคุณภาพมากขึ้น ใช้วิธีการแตกต่างหรือใหม่มากขึ้น ดีมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะสะท้อนความจริงมากขึ้น ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อถือข้อมูลตรงหน้าเป็นหลัก ตราบใดที่ยังไม่มีข้อมูลใหม่กว่า รัดกุมกว่ามาหักล้าง แต่ปรกติแล้วผลที่ได้มักไม่ต่างกันเป็นตรงข้าม ดังในกรณีนี้ นี่จึงเป็นตัวอย่างชนิด “ข้อยกเว้น”
กลับมาที่งานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกและมหาวิทยาลัยโคลัมเบียอีกครั้ง
ในงานวิจัยนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะดูความเกี่ยวข้องของลำดับการเกิดกับความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ โดยนำข้อมูลขนาดใหญ่เกี่ยวกับพี่น้องที่มีอยู่มาวิเคราะห์
การวิเคราะห์ทำทั้งแบบเปรียบเทียบระหว่างเด็กในครอบครัวต่างกัน (๑.๖ ล้านคู่) และในครอบครัวเดียวกัน (๕.๑ ล้านคู่) โดยพุ่งเป้าอย่างจำเพาะเจาะจงไปที่โรครวม ๕๖๙ โรค และเพื่อลดผลกระทบในกรณีตัวแปรต่างกันจึงจับคู่เฉพาะเพศเดียวกัน เกิดปีเดียวกัน พ่อแม่อายุไล่เลี่ยกัน และมีอายุห่างระหว่างพี่และน้องเท่า ๆ กัน เมื่อทำเช่นนี้ก็จะลดผลกระทบเรื่องการเลี้ยงดูต่างกันของพ่อแม่ไปได้ในระดับหนึ่ง
ผลลัพธ์คือจากจำนวน ๕๖๙ โรคที่ตั้งใจจะทำ มีอยู่ ๔๑๘ โรคที่ข้อมูลพี่น้องเพียงพอให้วิเคราะห์ พบว่าลำดับการเกิดเป็นลูกคนแรกหรือคนที่ ๒ “มีผล” อยู่ราว ๑๕๐ โรค ลูกคนโตเสี่ยงเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เช่น โรคออทิสติก สมาธิสั้น โรควิตกกังวล เป็นสิว โรคภูมิแพ้ต่าง ๆ รวมทั้งแพ้อาหารมากกว่า ขณะที่ลูกคนที่ ๒ เสี่ยงติดยา งูสวัด นิ่ว โรคทางเดินอาหาร และไมเกรน โดยพบโรคที่เสี่ยงสูงกว่าในพี่คนโตมี ๗๙ โรค ขณะที่น้องคนเล็กพบ ๗๑ โรค
ผลสรุปเป็นจริงทั้งที่เปรียบเทียบระหว่างพี่น้องต่างครอบครัวและในครอบครัวเดียวกัน
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ลำดับการเกิดสัมพันธ์กับสุขภาพกว้างขวางลึกซึ้งโดยครอบคลุมตั้งแต่เรื่องระดับสติปัญญาจนถึงแนวโน้มความแข็งแรงหรือเจ็บป่วยต่าง ๆ