ท้ายครัว
เรื่องและภาพ : กฤช เหลือลมัย
ตั้งแต่เดือนกันยายนไปจนถึงธันวาคม เราจะพบเห็นผลไม้รสเปรี้ยวอีกชนิดหนึ่งออกผลเต็มต้น แล้วหล่นร่วงให้คนเก็บไปกิน นั่นก็คือ “มะสัง” หรือ “กะสัง” ก็เรียก...มะสังสูงใหญ่ได้ร่วม ๑๐ เมตร มักขึ้นตามป่าโปร่ง ริมนา โดยเฉพาะตามโบราณสถานปราสาทหินทั้งในเขมรและภาคอีสาน
ในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมกินลูกมะสัง ก็จะมีวางขายตามตลาดสดในราคาถูก คนจะทุบเปลือกแข็งๆ ให้แตก ตักควักเนื้อเปรี้ยวๆ หอมๆ เมล็ดสีเหลืองกรุบกรอบเอาไปตำน้ำพริก ตำส้มมะละกอ ต้มยำ ได้รสเปรี้ยวอร่อยแปลกลิ้นชวนกินมากครับ
ยอดและใบอ่อนมะสังหอมฉุนจางๆ แถมมีกลิ่นขมลึกๆ ผัดกับเนื้อวัวสับก็อร่อยที่แปลกก็คือคนครัวแถบสิงหนคร สงขลา จะเอาใบอ่อนนี้โรยหน้าจานยำหัวโหนดทำให้ยำมีกลิ่นหอมชื่นใจ
ผมพบคนเอาลูกมะสังมาขายที่ตลาดสดหลายแห่งในอำเภอไพศาลี นครสวรรค์ เรียกว่าแถบนั้นเป็น “แดนมะสัง” เลยทีเดียว เลยซื้อมาหลายลูก เมื่อกลับถึงบ้านก็แบ่งตำน้ำพริกกะปิหอมๆ ปรุงส้มตำปลาร้ากินแซ่บๆ หลายมื้อ
ลูกมะสังยังเหลืออีกสามลูก ขณะที่ผมผ่าแตงโมอินทรีย์เปลือกหนา พลางนึกขึ้นมาว่านานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้กินแกงส้มเปลือกแตงโมแบบที่แม่เคยแกงให้กินตอนเด็กๆ
ดังนั้นผมปอกผิวนอกเขียวๆ ของแตงโมเปลือกหนาฉ่ำนั้นออก หั่นเป็นชิ้นสำหรับแกง เตรียมน้ำพริกแกงส้ม น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ แกะเปลือกกุ้งขาว ไว้หางและมันหัวกุ้ง ผ่าหลังผ่าท้องชักเส้นดำออกให้เรียบร้อย ฉีกใบมะกรูดเตรียมไว้
ทุบลูกมะสัง ตักควักเนื้อและเมล็ดใส่ถ้วย
ละลายพริกแกงส้มในหม้อน้ำ ตั้งไฟจนเดือดหอม ใส่เปลือกแตงโมต้มจนเริ่มสุกนุ่ม เติมน้ำปลา น้ำตาล ใบมะกรูด และเนื้อลูกมะสัง ชิมรสชาติจัดดีแล้วจึงใส่กุ้ง พอกุ้งสุก ก็จะได้แกงส้มน้ำสีแดงๆ แบบแกงภาคกลาง หวานเนื้อและมันหัวกุ้งกลิ่นเปรี้ยวเจือหอมที่ลอยอยู่เหนือหม้อมีเสน่ห์แปลกกว่าที่เราเคยกินมา
ถึงไม่มีลูกมะสัง...ถ้าได้แตงโมเปลือกหนาๆ มา ก็ลองแกงส้มกินดูครับ
ทุกวันนี้ จะมีใครได้กินแกงเปลือกแตงโมฉ่ำๆ สักกี่คนกัน?