Image

เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพ : U.S. Nation Archives and Records Administration II,
พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี, สุเจน กรรพฤทธิ์,ฉลองรัฐ เพชรไพฑูรย์

Image

ล่วงเข้าทศวรรษ ๒๕๑๐ สงครามในอินโดจีนกลายเป็นฝันร้ายของอเมริกา

ชาวอเมริกันต่อต้านสงครามมากขึ้น ยอดทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ภาพเหตุการณ์ในสนามรบที่ส่งตรงถึงห้องรับแขกผ่านจอโทรทัศน์ทำให้ชาวอเมริกันเห็นความโหดร้ายและมองว่าการส่งคนหนุ่มไปรบในดินแดนห่างไกลไม่มีความจำเป็น สถานการณ์ในเวียดนามใต้ยังแย่ลงเมื่อ “แนวร่วมปลดปล่อยชาติเวียดนามใต้” (เวียดกง) ควบคุมเขตชนบทไว้ได้ ขณะที่รัฐบาลเวียดนามใต้ไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

ริชาร์ด นิกสัน ที่รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ ๓๗ ในปี ๒๕๑๒ พยายามเปลี่ยนสงครามให้เป็นของคนเวียดนาม (Vietnamization) โดยยังสนับสนุนชาติพันธมิตรด้านยุทธปัจจัย แต่ถอนจีไอจากสนามรบเพื่อลดแรงกดดัน เขายังอาศัยความแตกแยกระหว่างสหภาพโซเวียตกับจีนคอมมิวนิสต์ด้วยการไปเยือนจีนเพื่อ “แยกศัตรูออกจากกัน” ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก

มีการถอนกำลังจีไอที่ประจำอยู่ในไทยบางส่วนในปี ๒๕๑๔ แต่พอกลางปี ๒๕๑๕ สถานการณ์ในเวียดนามใต้แย่ลง รัฐบาลอเมริกันก็เปลี่ยนใจส่งกำลังทางอากาศกลับมาประจำการอีกครั้ง ทำให้กำลังจีไอในไทย ณ ปี ๒๕๑๕ จะอยู่ที่ราว ๔ หมื่นคน

หนังสือพิมพ์เขียนว่ากิจการค้าขาย บาร์ ไนต์คลับที่ตาคลีซึ่ง “ซบเซามานานถึงปีเศษต่างพากันไหวตัวคึกคัก เร่งปรับปรุงซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่จะรับบริการได้ในเร็ววัน”
(เดลินิวส์, ๒ พฤษภาคม ๒๕๑๕)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับอุดรธานีเช่นกันผู้อาวุโสชาวอุดรฯ และตาคลีส่วนมากจำได้ตรงกันว่า “จีไอมาสองรอบ” รอบแรกในปี ๒๕๐๗ รอบที่ ๒ ในปี ๒๕๑๕

กรณีของอุดรฯ ทหารอเมริกันที่เข้ามารอบที่ ๒ นี้ส่วนหนึ่งคือกำลังที่ถอนออกมาจากเวียดนามใต้ โดยมี ๘,๐๐๐ นายประจำที่อุดรธานีและขอนแก่น

ดำรง จันทร์นวล จำได้ว่ารอบที่ ๒ นี้ร้านตัดผมของเขาที่ตาคลีทำเงินได้น้อยลง “จีไอฉลาดขึ้น ต่างจากรอบแรกที่จ่ายแหลก รอบนี้รู้จักกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง ร้านตัดผมก็มีในค่ายด้วย คนไทยเข้าไปเปิดด้านใน เขาจ้างเป็นรายเดือน ลูกค้าผมเลยลดลงเยอะ” ทั้งนี้ภาพจีไอซดก๋วยเตี๋ยวที่ดำรงเห็นเป็นภาพเดียวกับที่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เห็นในปี ๒๕๑๕ แล้วเล่าว่า เพื่อนที่ตาคลีของเขาถึงกับสบถว่า “ห่า ! ผมไม่ชอบภาพนั้นเลย มันไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจของตาคลี มันน่าทุเรศ อเมริกันกินเส้นหมี่ลูกชิ้นจานละสามบาท”

การเมืองภายในของไทยยังส่งผลไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ปีเดียว (ปี ๒๕๑๔) จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) เพิ่งทำรัฐประหารตัวเอง ทำให้คณะปฏิวัติเข้มงวดกับสถานบันเทิง กำหนดนโยบายควบคุมให้เปิดปิดตามเวลา และพยายามจัด “สถานที่หย่อนใจ” ของจีไอให้อยู่ในเขตทหารเพื่ออำนวยความสะดวกแทน

หลังจากนั้นไม่นานปัจจัยที่ทำให้จีไอยุติการประจำการในไทยคือเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่มีส่วนทำให้รัฐบาลชุดใหม่ของไทยขอให้อเมริกันถอนทัพ หลังถูกขบวนการนักศึกษากดดันด้วยมองว่าละเมิดอธิปไตยและทำให้ไทยเป็นคู่กรณีกับเพื่อนบ้าน

อดิศักดิ์ ครสวรรค์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ ยังจำได้ว่าใกล้ค่ายรามสูร “มีนักศึกษาจากกรุงเทพฯ ๒๐-๓๐ คนมาประท้วง  การสื่อสารสมัยนั้นไม่ดี คนโนนสูงไม่รู้ว่านักศึกษามาทำอะไร ตอนหลังจีไอก็กลับไปหมดเพราะอเมริกาแพ้ในเวียดนาม”

เหตุการณ์ที่อดิศักดิ์เอ่ยถึงคือวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๑๘ ซึ่งกรุงไซ่ง่อน เมืองหลวงเวียดนามใต้ ตกอยู่ในมือกองทัพเวียดนามเหนือหลังรบโดยไม่มีการช่วยเหลือด้านกำลังทหารจากอเมริกามาหลายเดือน

สำหรับชาวบ้าน หลายคนมองว่าเรื่องที่อเมริกันมาละเมิดอธิปไตยไทยนั้นเป็นโฆษณาชวนเชื่อของนักศึกษา ชาวบ้านอาวุโสรายหนึ่งเปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า ความจริงนั้น “ทหารอเมริกันมามีแต่สร้างงาน ทำให้รายได้สะพัด เขายังทิ้งสนามบิน ทิ้งอาวุธไว้ให้รัฐบาลเราใช้อีก แต่ยุคนั้นการสื่อสารไม่ดีเท่ายุคนี้ มันต่างกับจีนเทามาก ลองเป็นยุคนี้สิ นักศึกษาที่มาต้านฐานทัพอเมริกันนั่นแหละจะโดนด่า”

การถอนจีไอจากฐานทัพต่าง ๆ ในไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ส่งผลอย่างมากกับเศรษฐกิจของตาคลีและอุดรธานี

Image

อดีตบ้านพักจีไอภายในฐานทัพอากาศตาคลีที่ถูกทิ้งร้าง

Image

“ผลกระทบของฐานทัพสหรัฐอเมริกาฯ” ระบุว่า ช่วงปี ๒๕๑๘-๒๕๑๙ การปิดฐานบินเกิดขึ้นเป็นระยะ

ในปี ๒๕๑๘ ปิดฐานบินอุบลราชธานี (มิถุนายน) นครพนม (ตุลาคม)  ในปี ๒๕๑๙ ปิดฐานบินอุดรธานี (มกราคม) นครราชสีมา (กุมภาพันธ์) หลังจากนั้นจึงถึงคิวของฐานบินตาคลี ดอนเมือง และอู่ตะเภา  จีไอในเมืองไทยจาก ๔ หมื่นกว่าคน ลดเหลือราว ๔,๕๐๐ คน ก่อนที่ปี ๒๕๑๙ ช่วงก่อนเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ รัฐบาลไทยขอให้เหลือเพียงที่ปรึกษาทางทหารเท่านั้น

กฤษณา ธีระวุฒิ เล่าว่า ตอนนั้นโรงแรมเจริญโฮเต็ลเดาไว้แล้วว่าในที่สุดจีไอต้องถอนตัว “คุณพ่อเห็นทหารอเมริกันถอนทีละหน่วย ๆ จึงต้องคิดแผนรับมือ  สมัยนั้นโรงแรมมีแต่
ห้องประชุมขนาดเล็ก เลยตัดสินใจสร้างห้องประชุมใหญ่เพื่อรับงานจัดเลี้ยง งานแต่งงาน เน้นลูกค้าในอุดรธานีมากขึ้น  ยุคนั้นคนไทยชอบแต่งงานที่บ้าน เราเลยโฆษณาว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวแค่มาแต่ตัว เราจัดการอาหารกับสถานที่ให้”

แต่ก็ไม่ทุกที่จะปรับตัวได้เหมือนเจริญโฮเต็ล สถิติบอกชัดเจนว่าในปี ๒๕๑๙ มีโรงแรมในอุดรธานี ๒๕ แห่ง พอปี ๒๕๒๐ ปรากฏว่าปิดไป ๘ แห่ง เช่นเดียวกับผับบาร์ต่าง ๆ ที่ลูกค้าฝรั่งหายไป ต้องหันมาเน้นรับลูกค้าไทย แต่ในแง่ปริมาณก็มีน้อยกว่ามาก หลายแห่งจึงค่อย ๆ เลิกกิจการในที่สุด

ส่วนพนักงานมีทักษะในกองบินซึ่งทำงานกับ ทอ. สหรัฐฯ และ Air America พวกเขารู้ล่วงหน้าประมาณ ๒-๓ เดือน โดยได้รับเงินชดเชย บางส่วนก็ได้รับข้อเสนอให้ไปทำงานต่อในประเทศอื่น

วิสิษฐ์ บุญเรือง เล่าให้ผมฟังว่า ในปี ๒๕๑๗ เมื่อ Air America จะปิดตัวในไทย เขาถูกโอนย้ายไปอยู่ “บริษัทไทยแอม” (Thai Airways Aircraft Maintenance Company Ltd.) บริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับอเมริกัน (คล้ายรัฐวิสาหกิจ) ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนอะไหล่อากาศยานให้ Air America ก่อนจะถูกโอนมาที่บริษัทการบินไทย ซึ่งเส้นทางของแรงงานมีทักษะส่วนมากก็มักจะหาช่องทางไปทำงานอื่นต่อ แม้ว่ารายได้จะไม่ดีเท่าเดิมก็ตาม

“เขามีทางให้เราไป ขึ้นกับว่าจะไปต่อไหม ผมได้รับข้อเสนอให้ไปทำงานต่อในแคนาดาแต่ไม่อยากไป  นอกจากข้อเสนอเขามีใบประกาศนียบัตรรับรองให้ว่าเราทำงานได้ มีข้อมูลว่างานแบบเดียวกันมีที่ไหนบ้าง มีข้อเสนอจากบริษัทรถยนต์อย่างวอลโว่ให้ไปทำงานที่สวีเดนก็มี แต่สุดท้ายผมเลือกทำงานกับการบินไทย”

ในกรณีของรถรับจ้าง พิทักษ์ เชิดพาณิชย์ เล่าว่า เมื่อจีไอหายไป คนถีบสามล้อหลายคนก็กลับบ้านเกิด เช่นเดียวกับชะตากรรมเมียเช่า “บางคนนี่ผมเห็นร้องไห้เพราะแฟนจีไอต้องกลับ เด็กผู้หญิงลูกครึ่งคนหนึ่งพี่สาวผมก็รับเลี้ยงเมียเช่าบางคนโชคดีสามีจีไอกลับมารับ ต่อมามีมูลนิธิเพิร์ล เอส บัค เข้ามาทำทะเบียนลูกครึ่งในเมืองไทย ที่อุดรฯ ก็มา แล้วเขาก็ให้เงินช่วยเหลือ บางคนตามหาพ่อจนเจอ บางทีพ่อก็กลับมาตามหา”

คนที่ทำงานกับจีไอแยกย้ายกันไป บางส่วนกลับบ้าน บางส่วน “ไปต่อ” ด้วยการไปทำงานในตะวันออกกลาง

Image

ในปีนั้นลูกครึ่งที่คนเรียกกันว่า “ข้าวนอกนา” “เด็กหัวแดง” ทางการไทยสำรวจพบว่ามีในอุดรธานีอย่างน้อย ๓๐๐ คน ส่วนทั่วประเทศมีถึง ๓,๕๖๒ คน

ที่ตาคลีก็แทบไม่ต่างกัน วีรวรรณ วิชิตนาถ ซึ่งดูแลพื้นที่ที่เคยเป็นวินนี่ส์บาร์เล่าถึง “เจ๊วินนี่” ที่เป็นเจ้าของ “แกเป็นคนไทย ฝรั่งรู้จักแกดี เจ๊เขาช็อตเงินเลยเอาเข้าธนาคาร คุณแม่ (แม่ของสามี) ไปซื้อต่อมา ตอนแรกเปลี่ยนเป็นโรงงานเล็ก ๆ ถึงตอนนี้พี่ยังปล่อยร้างไว้ คิดว่าอาจจะทำเป็นร้านกาแฟและรอบ ๆ ทำเป็นพื้นที่ตามพระราชดำริโคกหนองนารัชกาลที่ ๑๐”

บาร์จำนวนมากในตาคลีชะตากรรมไม่ต่างจากวินนี่ส์ แต่หลายแห่งอยู่รอดมาได้  บำรุง แกว่นกสิกร ซึ่งภายหลังตั้งวง “แสตนบำรุงโชว์” เล่นดนตรีตามบาร์รำวง ทำธุรกิจให้เช่าเครื่องดนตรี บอกว่าความโรยราของสถานบันเทิงไม่ได้มาแบบปุ๊บปั๊บ “บาร์ไทยยังอยู่ได้เพราะยังหากินกับคนไทย จำนวนลดลงเพราะหลายคนทำงานกับฝรั่ง ผมคิดว่าที่มาซบเซาจริงคือเมื่อทีวีแพร่หลายมากขึ้นและมีรายการดนตรีดี ๆ ถ่ายทอดทางทีวีเยอะขึ้น คนก็ไม่เข้าร้านมากเท่าสมัยก่อน”

ที่ชัดเจนก็คงเป็นโรงภาพยนตร์ โรงแรม ที่ทยอยปิดกิจการ

อนงค์ อนุรัตน์ เล่าว่า เมื่อเริ่มทำงานเป็นครูในปี ๒๕๑๙ มีลูกศิษย์หลายคนเป็นลูกครึ่ง “ที่เจอมา ภาพจะตรงข้ามกับในละครที่บอกว่าลูกครึ่งจะโดนเด็กไทยรังแก เขาจะดื้อกว่าเด็กไทย ไม่มีหรอกตัวละครแบบ ‘เรณู’ ในเรื่อง บุษบาตาคลี ที่ต้องอดทน บางคนติดยาเพราะปัญหาทางบ้าน ตอนหลังก็มีมูลนิธิเพิร์ล เอสบัค เข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายและดูแล”

อนงค์ยืนยันว่าไม่ได้มีแต่โศกนาฏกรรม เพราะ “ผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับฝรั่งแล้วได้ดีก็มี หลายคนทำงานในกองบินก็พบรักแต่งงานกับสามี มีครอบครัวไป เพียงแต่การแต่งงานกับฝรั่งสมัยก่อนเป็นเรื่องที่สังคมมองไม่ดี น่าอับอาย เอาไปเทียบกับผู้หญิงหากิน”

ผู้อาวุโสในอุดรธานีและตาคลียืนยันตรงกันว่าคนวัยทำงานเพื่อรักษารายได้เอาไว้ ส่วนมาก “ไปต่อ” ด้วยการทำงานที่อื่น หรือไปต่างประเทศโดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งธุรกิจน้ำมันกำลังเติบโต

ส่วนเรื่องราวของจีไอกับ “ตาคลี” และ “อุดรธานี” ก็ค่อย ๆ ถูกละเลยไป

ที่ตาคลี อาคารเก่าทรุดโทรม เมืองไม่กลับมาคึกคักเท่าเดิมหลังมีถนนสายเอเชียในทศวรรษ ๒๕๒๐ จนทำให้การขึ้นเหนือไม่จำเป็นต้องผ่านตาคลีอีกต่อไป ต่างจากพัทยาหรือ
อู่ตะเภาที่ยังมีชีวิตชีวาอยู่ เพราะยังคงเป็นเมืองตากอากาศและฐานทัพที่อเมริกันยังเข้ามาใช้

ส่วนอุดรธานีก็กลายเป็นแค่เมืองสำคัญของอีสานเหนือ และไม่เคยกลับมาคึกคักเท่าสมัยอเมริกันครองเมือง

สังคมไทยคงจำเรื่องของสองเมืองนี้แบบผิวเผิน คือสนใจแค่ “เมียเช่า” ส่วนเรื่องราว “คนธรรมดา” ที่พยายามปากกัดตีนถีบกับโอกาสที่เข้ามา กลายเป็น “ความทรงจำส่วนตัว” ที่รอเวลาจางหาย

พร้อมกับเจ้าของความทรงจำที่แก่ชราขึ้นทุกวัน  

“ถ้ามองตาคลีและอุดรธานีผ่านกรอบเดิมจะเห็นแค่ ‘ฐานทัพอเมริกัน’ และ ‘เมียเช่า’ ”

Image

ผศ.ดร. มรกตวงศ์ ภูมิพลับ
อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ทำวิจัยเรื่อง “สงครามเย็น ฐานทัพอเมริกัน และการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางสังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจของอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์” และ “นครแห่ง จี.ไอ.อเมริกาภิวัตน์กับความเป็นเมืองและวิถีชีวิตในอุดรธานียุคสงครามเย็น”

“ถ้ามองตาคลีและอุดรธานีผ่านกรอบเดิมจะเห็นแค่ ‘ฐานทัพอากาศอเมริกัน’ และ ‘เมียเช่า’ แต่ไม่เห็นว่าสงครามเวียดนามเปลี่ยนชีวิตคนไทยในชนบทอย่างไร ทั้งสองพื้นที่นี้
ไม่ควรถูกมองแค่ในฐานะพื้นที่ทหาร แต่ควรถูกมองในฐานะพื้นที่สงครามเย็นที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่น 

ตาคลีเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ขณะที่อุดรธานีเป็นเมืองชายขอบในภาคอีสานที่เชื่อมกับสถานการณ์สงครามในลาวและเวียดนามมากกว่า ความต่างของที่ตั้ง
เศรษฐกิจ โครงสร้างสังคมทำให้พื้นที่สองแห่งนี้มีประสบการณ์ที่เหมือนและต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายฐานทัพอเมริกัน ในเรื่องเงิน การย้ายถิ่นฐาน การทำมาหากิน การบริโภคในรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับจีไอ

เราจะเห็นกระบวนการทำให้เป็นอเมริกัน (Americanization) ที่แตกต่างกันในสองพื้นที่ คำถามจะเปลี่ยนจากทหารอเมริกันทำอะไรกับประเทศไทยไปสู่คำถามที่ว่า ผู้คนรับมือ ต่อรอง
สร้างความหมายจากสถานการณ์สงครามเวียดนามอย่างไร 

เราจะได้เห็นสงครามเย็นจากมุมมอง
ของคนข้างล่าง ความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าในสนามรบ เครือข่ายผู้คน แรงงาน ทุน ความทันสมัยที่เชื่อมพื้นที่ต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ในยุคนั้นเข้าด้วยกัน”

ข้อมูลประกอบการเขียน
ภาษาไทย
จุฬามณี. (๒๕๖๐). กรงกรรม. กรุงเทพฯ : แสงดาว.. (๒๕๖๕). บุษบาตาคลี. กรุงเทพฯ : แสงดาว.

พงษ์ศักดิ์ ปัตถา. (๒๕๕๐). “ผลกระทบของฐานทัพสหรัฐอเมริกาต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเมืองอุดรธานี พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๒๐”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

พวงทอง ภวัครพันธุ์. (๒๕๖๑). การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม). (๒๕๒๒). ตาคลี น้ำตาไม่มีเสียงร้องไห้. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : สามัญชน.

วีรประวัติ วงศ์พัวพันธุ์. “ตาคลี : ขยะสงคราม” ในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๕.

สำนักข่าวสารอเมริกัน. เสรีภาพ. ฉบับที่ ๑๐๕

อนันต์ วิริยะพินิจ. “เด็กผมแดง : ลูกระเบิดที่อเมริกันทิ้งในไทย” ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๕.

เอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ก/ป5/2510/10

ภาษาอังกฤษ
Peter A. Cook, USAF (Ret). (2015). Takhi in Color : Life on an F-105 base during the Vietnam War. N. C. : The Lulu Enterprises Inc.

เว็บไซต์
https://wing4.rtaf.mi.th/prawatikhwaamepnmaa

ขอขอบคุณ
หอสมุดแห่งรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Library of Congress - LOC), หอจดหมายเหตุแห่งชาติหมายเลข ๒ สหรัฐอเมริกา (NARA II), หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (ไทย), พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี, กองบิน ๔ ตาคลี, กองบิน ๒๓ อุดรธานี, นัวโรว์ อาร์ตสเปซ, Mr. Ryan Wolfson-Ford, คุณณัฐนันท์ พิระศักดิ์โสภน, คุณศรัณย์ ทองปาน, คุณพิษณุ เคนถาวร, คุณนิชนันท์ กลางวิชัย คุณอรรถพล สุทิวงศ์, คุณจารุกมล บุญเรือง, พ.อ. จบทิศ บุญเรือง รอง ผอ.สง.ปรมน.ยก. ทหาร