Image

Image

สถานีเรดาร์ ค่ายรามสูร ปี ๒๕๖๙  ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ค่ายรามสูร” ไม่ไกลจากอำเภอเมืองอุดรธานี จะเห็นได้ว่าโครงสร้างอาคารและเสาเรดาร์ยังหลงเหลืออยู่ชัดเจน

เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพ : U.S. Nation Archives and Records Administration II,
พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี, สุเจน กรรพฤทธิ์,ฉลองรัฐ เพชรไพฑูรย์

Image

ภาพถ่ายทางอากาศ สถานีเรดาร์ค่ายรามสูรในยุคสงครามเย็น

ปี ๒๕๐๗ จีไอเริ่มเข้ามาประจำการในฐานทัพอากาศอุดรธานี พอปี ๒๕๐๘ ก็เริ่มเข้ามาประจำการในค่ายรามสูร สถานีเรดาร์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย 

Image
Image

ตัวอาคารปฏิบัติการและฐานเสาสัญญาณบางส่วนที่หลงเหลือมาจนถึงปี ๒๕๖๙

Image

ส่วนหนึ่งของเสาเรดาร์ ๔๘ ต้น ที่ล้อมรอบอาคารปฏิบัติการเป็นรูปวงกลมในลักษณะ “กรงช้าง” (elephant cage)

Image

ในปี ๒๕๖๙ ทางเข้าหลักของฐานทัพอากาศอุดรธานีสมัยสงครามเย็นกลายเป็น หนึ่งในสองประตูทางเข้าของกองบิน ๒๓ เดิมทีในยุคจีไอ ประตู ๑ เคยเป็นทางเข้าหลักที่มักจะมีทั้งจีไอ คนงาน พ่อค้าแม่ค้า แท็กซี่ สามล้อ พลุกพล่านตลอดเวลา

Image

อาคารหลบแดดหลบฝนหลังหนึ่งบริเวณด้านหน้าประตู ๑ ที่เสาและโครงหลังคาทำมาจากวัสดุจากยุคจีไอ 

Image

ประตู ๒ ทางเข้าหลักของกองบิน ๒๓ มีการนำเครื่องบินแบบ T-28 ที่เคยใช้งานในสมัยสงครามเย็นมาตั้งแสดงด้านหน้า 

scrollable-image

ภาพถ่ายทางอากาศฐานทัพอากาศอุดรธานี ในภาพจะเป็นพื้นที่ของ Air America และส่วนสโมสรนายทหาร โรงเรียนนานาชาติ ทางขวาของภาพจะเห็นเครื่องบินของ Air America จอดเรียงรายบนทางขับ

Image

ปี ๒๕๐๗ ห้วงเวลาเดียวกันกับที่จีไอหลั่งไหลไปตาคลี ห่างขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว ๔๐๐ กิโลเมตร “ฐานบินอุดร” (Udorn Royal Thai Air Force Base/Udorn RTAFB) ที่ได้รับการปรับปรุงรันเวย์มาแล้วในช่วงกึ่งพุทธกาลโดยความช่วยเหลือของสหรัฐ-อเมริกา ก็อ้าแขนรับฝูงบินขับไล่และจีไอนับพันคนที่เข้ามาใช้ที่นี่เป็นหัวหาดปฏิบัติการทางอากาศในลาวและเวียดนามเหนือ

ที่นี่เป็นที่ประจำการของฝูงบินขับไล่และลาดตระเวนทางยุทธวิธีหลายฝูง มีเครื่องบินทหารหลายแบบ เช่น F-4 Phantom ฯลฯ ด้วยฐานทัพนี้ห่างจากกรุงเวียงจันทน์เพียง ๕๓ กิโลเมตร ห่างเวียดนามเหนือไม่มากในทางอากาศ และมีพื้นที่ใช้สอยมากถึง ๓,๕๐๑ ไร่

Image

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ มายังฐานทัพอากาศอุดรธานีในทศวรรษ ๒๕๐๐

Image

เครื่องบินแบบ F4 Phantom กำลังบินขึ้นจากฐานทัพอากาศอุดรธานี ช่วงปลายสงครามเวียดนาม 
(ภาพ : นัวโรว์ อาร์ตสเปซ)

สายวันต้นปี ๒๕๖๙ ร.ต. ธรรมวัฒน์ รัตนวิจารณ์ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์กองบิน ๒๓ เล่าระหว่างพาชมด้านในพิพิธภัณฑ์ว่า ฐานบินอุดรช่วงปี ๒๕๐๔-๒๕๑๘ เรียกกันว่า “ฐานบินในช่วงสงครามเวียดนามและสงครามลาว”

นอกจากภาพถ่ายขาวดำเล่าเรื่องทหารอากาศไทยที่ปฏิบัติการอย่างลับ ๆ ในลาวด้วย “ฝูงบินหิ่งห้อย” (Firef lies Squadron) ยังมีบอร์ดกล่าวถึง “ปฏิบัติการปั๊มน้ำ” (Operation WATER PUMP) ของสหรัฐฯ ที่เสริมศักยภาพ
กองทัพอากาศลาวฝ่ายขวาด้วยการส่งนักบินลาวมาฝึกบินกับเครื่องบินแบบ “เต-ซาวแปด” (T-28) ที่ฐานบินอุดร โดยมีนักบินอเมริกันและไทยบางส่วนช่วยเหลือ

เมื่อนำข้อมูลนี้ประกอบกับบันทึกความทรงจำ ปากคำทหารเสือพราน (ทสพ.) กองกำลังอาสาสมัครรับจ้างที่เคยเข้าไปช่วยลาวฝ่ายขวารบกับทหารเวียดนามเหนือและขบวนการ
ปะเทดลาวใน “สงครามลับ” (Secret War) จะพบว่าฐานบินอุดรยังเป็นที่ตั้ง “กองบัญชาการ ๓๓๓” ของไทยใน “ตึกขาว” ที่ทำงานร่วมกับสำนักข่าวกรองกลางแห่งสหรัฐฯ (Central Intelligence Agency - CIA) บัญชาการการรบตามสมรภูมิต่าง ๆ ในลาว

ปัจจุบัน “ตึกขาว” ตั้งอยู่ติดปากทางเข้าค่ายประจักษ์ศิลปาคม ด้านถนนมิตรภาพ (ถนนทหาร/ถนนหมายเลข ๒) แต่แปรสภาพเป็นที่ทำการของศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ ๒๔ อาคารชั้นเดียววางตัวยาวตามแนวถนน ตัวอาคารทาสีขาว เต็มไปด้วยป้ายต่าง ๆ ไม่ได้มีลักษณะโดดเด่นแต่อย่างใด

ร้อยตรีธรรมวัฒน์เล่าให้ฟังว่า เขาเกิดในห้องแถวของกองทัพบกในซอยตรงข้ามกองบัญชาการ ๓๓๓ “คุณตาผมไปรบที่เวียดนาม พ่อเป็นทหารอากาศต้องไปทำงานจังหวัดอื่น
แม่ย้ายมาอยู่กับทหารบกที่รู้จักกันเพื่อช่วยกันช่วงใกล้คลอด  ตอนเด็กจำได้ว่าตรงตึกขาวมักมีลุงสองคนเดินเก็บของเก่า หิ้วถังใส่เศษอาหารไปทิ้ง มารู้ทีหลังว่านั่นคือทหารที่ทำงานในตึกขาว ดูลึกลับมาก”

Image

หน่วยบินไฟร์ฟลาย (Firef lies) ที่มีนักบินจากกองทัพอากาศไทยเข้าไปปฏิบัติการในพระราชอาณาจักรลาวอย่างลับ ๆ ในช่วงสงครามเวียดนาม ใช้ฐานทัพอากาศอุดรธานีเป็นฐานปฏิบัติการโดยได้รับการสนับสนุนจาก CIA

ร้อยตรีธรรมวัฒน์ยังพาผมเข้าไปดูพื้นที่ต่าง ๆ ในกองบิน ๒๓ (แต่ของดการถ่ายภาพ) ทำให้เห็นร่องรอย “ฐานบินอุดร” ยุคจีไอ ที่ยังคงหลงเหลือมาถึงปี ๒๕๖๙

สถานที่แรกคือที่ตั้งกองบัญชาการกองบิน ๒๓ ซึ่งในยุคจีไอเป็นสำนักงาน “Air America” ที่ฉากหน้าเป็นสายการบินปรกติ แต่ฉากหลังสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในลาว ส่งเสบียงชี้เป้าทางทหาร กู้ภัย ฯลฯ โดยเบื้องหลังคือ CIA

ลานซีเมนต์กว้างด้านหน้ากองบัญชาการเคยเป็นส่วนหนึ่งของแท็กซี่เวย์ขนาดใหญ่ ส่วนโรงเก็บเครื่องบินเก่าของบริษัทกลายเป็นที่ทำการหน่วยสรรพาวุธ ใกล้กันมีกลุ่มอาคาร ซึ่งหลังหนึ่งเป็นอดีต “โรงเรียนนานาชาติ” อีกหลังเป็นอดีตอาคารสโมสร มีร่องรอย “สระว่ายน้ำ” ที่เพิ่งถมไป

ถัดมาไม่ไกลคือสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย ในอดีตเป็นแท็กซี่เวย์และพื้นที่ที่ ทอ. ไทยให้กองทัพอากาศลาวฝ่ายพระราชอาณาจักรใช้งานเพื่อฝึกนักบินเครื่องบินแบบ T-28  ส่วน
อาคารที่ติดรันเวย์หลัก ในอดีตคือพื้นที่ที่ ทอ. สหรัฐฯ ใช้งาน โดยตอนนี้ ทอ. ไทยใช้เป็นที่ทำงาน ขณะที่ตัวรันเวย์นั้นใช้ร่วมกับท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี

อีกด้านหนึ่งของฐานบินซึ่งค่อนข้างรกร้าง มีวัชพืชขึ้นหนาแน่น ร้อยตรีธรรมวัฒน์เล่าว่าในยุคจีไอเคยมีบ้านพักทหารอเมริกันตั้งอยู่เต็มไปหมด  ในฐานบินยังมีอาคารสถานีเรดาร์ร้าง กลุ่มอาคารที่พักของทหารแบบเดียวกันสี่หลังซึ่งยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน ร่องรอยอดีตโรงภาพยนตร์กลางแจ้งที่จีไอเคยมาดูหนังซึ่งส่งตรงจากอเมริกา

Image

The American Beauties คณะการแสดงสุภาพสตรีที่เดินทางมาพร้อมกับ บ็อบ โฮป นักร้องอเมริกันชื่อดังที่ออกเดินทางไปจัด the Bob Hope Show ตามฐานทัพอเมริกันทั่วโลก ทำการแสดงเนื่องในงานวันคริสต์มาส ๒๒ ธันวาคม ๒๕๑๕
[ภาพ : จ.อ. เจอร์รี บราวน์สัน (Sgt. Jerry Brownson)]

Image

บ็อบ โฮป ออกจากอาคารผู้โดยสารโดยนั่งมากับยานเกราะลำเลียงพลเพื่อเตรียมเปิดการแสดง the Bob Hope Christmas Show, ๒๒ ธันวาคม ๒๕๑๕
[ภาพ : จ.อ. เจอร์รี บราวน์สัน (Sgt. Jerry Brownson)]

Image

นอกจากฐานบินอุดร ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ยังเกิดขึ้นที่ตำบลโนนสูง ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีลงไปทางใต้ ๑๐ กิโลเมตร เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ทำสัญญากับรัฐบาลไทยในปี ๒๕๐๘ ขอใช้พื้นที่ ๘๐๐ ไร่ “ค้นคว้าและพัฒนาการสื่อสารทางวิทยุ” ในนาม “สถานีวิจัยวิทยุภาคสนามแห่งที่ ๗” ดำเนินการโดยสำนักงานความมั่นคงกองทัพบกสหรัฐฯ

คนไทยเรียกที่นี่ว่า “ค่ายรามสูร”

ค่ายนี้ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของถนนมิตรภาพ  ในยุคนั้นมองจากทางอากาศจะพบว่าแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน คือส่วนสถานีเรดาร์ (รวมพื้นที่อาคารปฏิบัติการ) ที่อยู่โซนเหนือและบริเวณที่พักอาศัยในโซนใต้

ข้อสำคัญคือรัฐบาลไทยอนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ประโยชน์พื้นที่ในค่ายรามสูรได้เต็มที่ตามขอบเขตที่ตกลงกันในเงื่อนไขและอำนาจอธิปไตยของไทย

ค่ายรามสูรมีชื่อเรียกในหมู่ทหารอเมริกันว่า “pepper grinder” ตัวเรดาร์เรียกกันว่า “elephant cage” สหรัฐฯ ส่งนาวิกโยธินเข้ามาประจำที่นี่ทั้งหมด ๓,๐๐๐ นาย สถานีเรดาร์มีขนาดใหญ่และโครงสร้างโดดเด่น คือมีสถานีตรงกลางและมีเสาเรดาร์ทั้งหมด ๔๘ ต้นล้อมรอบคล้ายกับกรงทรงกลม จุดประสงค์ที่ทราบในภายหลังคือเพื่อดักฟังความเคลื่อนไหวของประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ ว่ากันว่าระบบเรดาร์ของที่นี่เป็นรองเพียงสถานีเรดาร์ของอเมริกันอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในเมืองเอาก์สบวร์ค  (Augsburg) ประเทศเยอรมนีเท่านั้น

Image

ซากอาคารส่วนหนึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของสถานีเรดาร์ค่ายรามสูร 

อดิศักดิ์ ครสวรรค์ วัย ๖๘ ปี อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ ผู้อาวุโสและนักการเมืองท้องถิ่นเล่าให้ผมฟังว่า ตอนอายุ ๘ ขวบ เขาได้เห็น “ฝรั่งอเมริกันซื้อที่ดิน ๘๐๐ ไร่ เจ้าของที่ชื่อ ‘ยายถั่น’ ตอนนั้นราคาไร่ละไม่กี่พันบาท มีการจ้างคนท้องถิ่นเข้าไปจัดการพื้นที่ ปี ๒๕๐๙ ค่ายก็เสร็จ จีไอก็มา”

อย่างไรก็ตามมีข้อมูลระบุว่า เจ้าของที่ดินดั้งเดิมมีชื่อแตกต่างกันไป เช่น ยายสา ยายถำ

ในวันที่ผมเจออดิศักดิ์ ค่ายรามสูรกลายเป็น “ค่ายพระยาสุนทรธรรมธาดา” ที่ตั้งของกองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๓ บริเวณสถานีเรดาร์เหลือเพียงโครงสร้างภายนอก ภายในถูกถอดเครื่องมือออกไปแล้วทั้งหมดเมื่อกองทัพสหรัฐฯ ถอนตัวไปในปี ๒๕๑๙

พื้นที่ส่วนนี้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์ประวัติ-ศาสตร์ค่ายรามสูร” เปิดให้ประชาชนเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ค่ายรามสูรเป็นสถานที่จัดงานนิทรรศการศิลปะของกลุ่มศิลปินท้องถิ่น นำโดย นัวโรว์ อาร์ตสเปซ (NOIR ROW ART SPACE) ที่ก่อตั้งโดย ปณชัย ชัยจิรรัตน์ และปุญญิศา ศิลปรัศมี เพื่อเปิดพื้นที่และนำงานศิลปะมาเชื่อมกับชีวิตประจำวัน ความสนใจประวัติศาสตร์เมืองอุดรธานียุคสงครามเย็นเป็นพิเศษทำให้พวกเขารวบรวมสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับยุคจีไอเอาไว้จำนวนมาก  สำรวจและตีความประวัติศาสตร์สมัยสงครามเย็นของอุดรธานีในแง่ศิลปะผ่านงานที่จัดขึ้นสองครั้งคือในปี ๒๕๖๒ ในงาน PARALLEL : The Ramasun Station Art Trail และปี ๒๕๖๘ ในงาน PARALLEL II : INTERZONE

การมาชมงานทั้งสองครั้งทำให้ผมเห็นว่าจีไอสร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาลซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้ง “คน” และ “กายภาพ” ของจังหวัดอุดรธานี

อุโมงค์ใต้สถานีเรดาร์ค่ายรามสูร ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมและส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะของศิลปินในท้องถิ่น ในภาพเป็นภาพวาดจีไอยืนถือปลาน้ำลึกชนิดหนึ่ง วาดลงบนกำแพงอุโมงค์ ผลงานของ สุรสิทธิ์ มั่นคง แต่ในภาพเป็นทหารที่นำนักท่องเที่ยวเดินชมสถานที่

Image

วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่อง “ผลกระทบของฐานทัพสหรัฐอเมริกาต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเมืองอุดรธานี พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๒๐” ระบุว่า จีไอที่มาประจำในอุดรธานีเริ่มจาก ๘,๕๐๐ นายในปี ๒๕๐๗ ก่อนจะเพิ่มขึ้นถึงหลักหมื่นในช่วงปลายสงครามเวียดนาม

ข่าวความต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการทำงานด้านต่าง ๆ ในฐานบินและฐานเรดาร์กระจายจากอุดรธานีไปทั่วภาคอีสาน

ส่วนที่เกี่ยวกับฐานบินอุดร ผมได้พบผู้เกี่ยวข้องคือ ณรงค์ หลอดเงิน วัย ๗๗ ปี อดีตวิศวกรซ่อมเครื่องบินบริษัท Air America ที่เล่าว่าเขาก็มาตามกระแสนี้ “ผมมาจากจังหวัดสกลนคร ตามพี่สาวที่ทำงานกับ Air America ในร้าน PX มาเรียนต่อที่โรงเรียนอุดรพิทยาคมพอจบ ม.ศ. ๕ ปี ๒๕๑๑ อายุ ๑๙ ปี Air America ต้องการคนเพิ่ม ผมก็ไปสมัคร ช่วงแรกเขา ‘จ้าง’ ให้เรียนเป็นช่างซ่อมเครื่องบิน รุ่นผมอบรมกัน ๒๐ คน ได้เงินเดือน ๑,๔๐๐ บาท เทียบกับคนจบปริญญาตรียุคนั้นเต็มที่ได้ ๑,๒๐๐ บาท”

ครูที่สอนณรงค์มีทั้งคนไทยและอเมริกันเขาต้องอ่านตำราภาษาอังกฤษ  เมื่อจบหลักสูตร ๑ ปี ก็เทียบเท่ากับจบปริญญาตรีวิศวกรรมการบินที่ใช้เวลาเรียน ๔ ปี  ณรงค์อธิบายว่า “ผมเรียนวิศวกรรมโครงสร้างของเครื่องบิน ขั้นต่ำต้องผลิตอะไหล่เร่งด่วนสำหรับเครื่องบินรบได้แบบไม่ต้องสั่งโรงงาน ต้องเสริมสมรรถนะวัสดุได้ ต้องจำชิ้นส่วนเครื่องบินที่ต้องดูแลทุกชิ้น ซ่อมเครื่องที่โดนยิงได้”

ยังมีกรณีของคุณปู่วิสิษฐ์ บุญเรือง วัย ๘๐ ปี ซึ่งมีพื้นเพจากร้อยเอ็ด แต่เข้ามาเรียนชั้นมัธยมศึกษาในอุดรธานี ถึงปี ๒๕๐๖ ก็ลาออกขณะเรียน ม.ศ. ๕ คุณปู่เล่าให้ผมฟังว่า “แถวบ้านมีเมียเช่ามาเช่าบ้านอยู่ใกล้ ๆ เขาให้ผมช่วยเขียนจดหมายภาษาอังกฤษให้ ผมอยากทำงานในฐานบินเลยถามเขา ก็เลยสมัครทำงานก่อสร้างบังเกอร์ในฐานบินส่วนที่ ทอ. สหรัฐฯ รับผิดชอบ ทำงานวันละ ๘ ชั่วโมง ได้เงินชั่วโมงละ ๗ บาท เขาจ่ายเป็นรายสัปดาห์” ต่อมาวิสิษฐ์สมัครทำงานในหน่วยรักษาความปลอดภัย (Air Police) “ฝรั่งมาสัมภาษณ์ ให้เขียนเรียงความภาษาอังกฤษเรื่องชีวิตตัวเอง” ถึงตอนนี้เงินเดือนเขาก็ขึ้นไปถึง ๒,๐๒๐ บาท จนเมื่อ Air America เปิดรับ Aircraft Mechanic วิสิษฐ์ยอมลดเงินเดือนเหลือ ๑,๙๐๐ บาทแล้วสมัครเข้าอบรมเพื่อเป็นช่าง “เรียนอยู่ ๑ ปี ในหลักสูตรขององค์การบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) อเมริกา ถูกสอนให้ซ่อมเครื่องบิน T-28 ที่ใช้ปฏิบัติการในลาวโดยเฉพาะ”

เขาจำได้ว่าการเรียนนี้เหมือนเปิดโลก เขายังได้ดูถ่ายทอดสดการลงพื้นดวงจันทร์ของยาน อะพอลโล ๑๑

เมื่อเรียนจบก็ต้องทำงานกับเพื่อนต่างชาติ ไม่ว่าไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฯลฯ “บางคนเอาครอบครัวมาด้วย ในฐานบินมีโรงเรียนสำหรับบุตรพนักงาน มีสโมสรให้พักผ่อนแทบไม่ต้องออกไปไหน”

แต่หลายครั้งวิสิษฐ์ต้องเสี่ยงภัยเพราะมีงานนอกสถานที่ “เช่นเวลาไปกู้เครื่องบิน Air America ที่ตกในพื้นที่ห่างไกลในลาว ผมกับทีมต้องบินไปลงที่ท่าอากาศยานวัดไต กรุงเวียงจันทน์ แล้วนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปที่จุดตก วางแผนหาทางกู้เครื่อง จะยกเครื่องยนต์กลับมาหรือจะให้เฮลิคอปเตอร์สกายเครนไปยกซาก ถ้ากู้ไม่ได้ก็ต้องทำลายทิ้งเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้เทคโนโลยีไป”

วิสิษฐ์จำได้ว่าระหว่างทำงานในฐานบินเขาเห็นบุคคลสำคัญบางคน เช่น นายพลวังเปา แม่ทัพชาวม้งของภูมิภาคทหารที่ ๒ ลาว ที่ดูแลพื้นที่ทุ่งไหหิน เชียงขวาง สนามรบที่กองพันทหารเสือพรานไทยหลายกองพันเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างลับ ๆ โดยนายพลวังเปามักบินมาที่ฐานบินอุดรเพื่อประชุมกับฝ่ายอเมริกัน

Image

บัตรประจำตัวพนักงานบริษัท Air America ของ วิสิษฐ์ บุญเรือง

Image

บรรยากาศการทำงานใน Air America

งานในฐานบินยังทำให้ผู้หญิงอย่าง “พี่หมู” (ขอสงวนนาม) เข้ามาทำงานในฝ่ายบุคคลของ Air America โดย “เงินเดือนเริ่มต้นที่ ๑,๔๔๐ บาท มากที่สุดที่ได้ก่อนลาออกคือ ๔,๗๐๐ บาท คิดดูว่าสมัยนั้นแฟนพี่เป็นทหารบกยศร้อยเอกที่เคยไปประจำที่เวียดนามใต้ก็เงินเดือนแค่ ๑,๗๘๐ บาท”

พี่หมูเล่าว่าเธอเป็นคนอุดรธานี เรียนจบจากโรงเรียนการช่างสตรีพระนครใต้ในกรุงเทพฯ ก่อนที่แม่จะขอให้กลับมาทำงานที่อุดรฯ  ในปี ๒๕๐๘ ญาติที่เป็นนายทหารอากาศฝากเข้าทำงานกับฝ่ายบุคคล Air America “ตอนนั้นภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เลยไปเรียนพิมพ์ดีดจ้างครูมาสอนภาษาอังกฤษ เข้าไปทำงานฝ่ายบุคคล (Personnel Management) มีหน้าที่รับสมัครพนักงาน เลยรู้จักคนแทบทั้งบริษัท”

พี่หมูอธิบายว่าเธอต้องพิมพ์จดหมายสองภาษาให้คนจากทุกสารทิศที่มาหางานทำ “มีตั้งแต่ ป. ๔ มาสมัครเป็นกรรมกร ปริญญาตรีมาสมัครงานแผนกต่าง ๆ โดยนโยบาย Air America รับแต่คนสุขภาพดี ตรวจสุขภาพแล้วผ่านอ่านออกเขียนได้ ส่วนงานอื่นก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างไป แพทย์ที่ตรวจนักบินก็จะต้องมีใบอนุญาตในการทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ”

ปีแรกที่มาทำงานในอุดรธานีเกิดน้ำท่วมใหญ่ รถวิ่งไม่ได้ บริษัทต้องส่ง “เฮลิคอปเตอร์มารับพนักงาน ลงจอดที่ทุ่งศรีเมือง เราก็ไปขึ้น ฮ. ที่นั่น เขาก็ไปส่งในฐานบินแล้วเราก็เดินเข้าสำนักงานไปทำงาน”

สุภาพสตรีที่เข้าไปทำงานในฐานบินบางคนพบรักกับทหารอากาศอเมริกัน เช่น กรณี บุญศรี ศรีพิมพ์สอ สมิธ (Smith) เสมียนแผนกคลังสินค้าของกองทัพอากาศอเมริกันที่ทำงานในฐานบินตั้งแต่ปี ๒๕๐๘

บุญศรี วัย ๘๒ ปี จำได้ว่า “ได้เข้าไปทำงานจนรู้จักคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเป็นครั้งแรกใช้รีโมตขนาดเท่าจักรเย็บผ้าควบคุม ทำหน้าที่สั่งของจากคลัง ตอนนั้นเป็นวัสดุก่อสร้าง ของก็มาจากในอุดรธานีนี่เอง นอกจากนั้นก็เป็นพวกอะไหล่เครื่องบินขับไล่” โดยยุคนั้น “เงินเดือนเดือนละ ๔,๐๐๐ กว่าบาท ทองตอนนั้นบาทละ ๔๐๐ มันทำให้เราตั้งตัวได้ จริง ๆ เขาจะให้มากกว่านี้ แต่ทางการไทยบอกมันเยอะไป เลยได้เท่านี้”

ช่วงนี้เองที่เธอพบ ทอมัส สมิธ (Thomas Smith) จ่าทหารอากาศอเมริกันที่มาสั่งอะไหล่เครื่องบิน “เขาเป็นจ่าห้าขีด บ้านอยู่รัฐโอไฮโอ คุยอยู่นาน แต่งงานกันในอุดรฯ ก่อนเขาเกษียณ” บุญศรียอมรับว่าการคบหากับจีไอในยุคที่สังคมมีมุมมองไม่ดีนักกับ “เมียเช่า” ทำให้มีปัญหาไม่น้อย “พ่อแม่ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงาน เขาบอกว่านึกยังไงแต่งกับฝรั่ง เหมือนผู้หญิงหาเงิน ผู้หญิงไทยด้วยกันบางคนก็ดูถูกเรา เราก็ปล่อยเขาไม่ได้ไปเถียงอะไร ลุงทอม (สามี) ก็รู้แต่เขาก็ไม่ได้ไปเถียงด้วย”

รอบค่ายรามสูรก็มีความเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ คุณปู่ทราย มนทา ชาวตำบลโนนสูงวัย ๘๐ กว่า ยังจำได้ว่า ยุคจีไอเคยเข้าไปทำงานเดินเอกสารในค่ายรามสูรที่ “รายได้ดีมาก เดือนละ ๒,๐๐๐ กว่าบาท” หรือคุณยายรอง (ขอสงวนนาม) ซึ่งเคยเข้าไปทำงานในค่ายรามสูรก็เล่าว่า เธอมีรายได้จากการเข้าไปปรุงอาหารให้แม่บ้านที่ทำงานในค่าย โดย
น้องสาวของคุณยายรองก็เป็นแม่บ้านที่ทำงานในค่ายรามสูรด้วย

Image

สุริยา ศรีนา ประธานชุมชนดงวัด ชี้ให้ดูจุดที่ฝังพระเครื่องซึ่งนำออกมาจากร่างของทหารไทยที่ ไปรบในลาวภายในวัดโยธานิมิตร

Image

เรื่องน่าสนใจคือการมาของจีไอส่งผลต่อชุมชนใกล้เคียงฐานบินอุดรอย่างมาก

สุริยา ศรีนา วัย ๖๘ ปี ประธานชุมชนดงวัด ซึ่งมีประชากรประมาณ ๓๐๐ หลังคาเรือน เล่าว่าในยุคสงครามเย็น ชุมชนของเขาที่อยู่ด้านหลังวัดโยธานิมิตรมีรายได้จากการ “รับซักผ้า” ให้จีไอกันทั้งหมู่บ้าน

ฟังดูน่าเหลือเชื่อว่าคนทั้งหมู่บ้านรับจ้างซักผ้าให้จีไอ แต่เมื่อสุริยาเฉลยว่า “ทำงานแบบเป็นทีม” ผมก็ถึงบางอ้อ

“ภรรยาทหารไทยหลายคนรับเสื้อผ้าของจีไอในฐานบินอุดรมาซัก เช่น คนหนึ่งรับมาเป็นถุงทะเลขนาดใหญ่ วางใส่หลังรถจักรยานมาส่งในชุมชน แจกงานต่อ จ่ายค่าซักชุดละ ๑ บาท วิธีซักรีดถือเป็นเรื่องใหม่ ซักแล้วก็ต้องตากให้แห้ง วันแดดดีจะเห็นราวไม้ไผ่ตากผ้าเต็มพรืดไปหมด ถ้าฝนตกติดต่อกันหลายวันก็เอามาผิงไฟ ใช้สุ่มไก่นี่แหละวาง เอากองถ่านสุมไฟไว้ข้างใต้ เอาใบตองวางก่อนแล้วตาก คอยดูไฟไม่ให้ไหม้ผ้า เตรียมต้มแป้งข้าวเหนียวไว้ เอาเสื้อผ้ามาชุบก่อนรีดตอนหมาด ๆ ในยุคนั้นเตารีดก็ยังใช้ถ่านแดง ๆ หนักมาก แต่รายได้ก็คุ้มเหนื่อย” สุริยาเล่า ก่อนจะเสริมว่า กางเกงทหารบางตัวมีธนบัตรดอลลาร์สหรัฐหลงอยู่ในกระเป๋าก็กลายเป็นรายได้พิเศษคนซักไป “เหรียญ ๑ หรือ ๕ เซนต์ก็เจอบ่อย”

ชุมชนดงวัดยังซื้อเศษอาหารจากฐานบินอุดรในราคาหาบละ ๑ บาท เพื่อนำมาเลี้ยงหมู “เศษอาหารมันเป็นอาหารดี ขนมปังที่ยังไม่โดนกิน ยังมีของเหลือใช้อย่างช้อนส้อม มีด สภาพดีมาก ๆ”

สุริยาจำได้ว่าในวัย ๗ ขวบ เขาหาบมะพร้าวจากสวนไปขายในเมือง “ลูกค้าก็คนไทย คือเมียฝรั่งที่เขามีเงิน ใช้ดอลลาร์ซื้อ ต้นทางเงินก็มาจากจีไอ ขายมะพร้าวได้ลูกละ ๒ บาท กำไรมหาศาล”

คนในชุมชนยังรับอิทธิพลแฟชั่นอเมริกัน “เรามีคำสแลงเรียกว่า ‘เด็กสเตต’ คือเลิศกว่าคนอื่น ใส่เสื้อมีแบรนด์อเมริกันตรงคอเสื้อ ใส่ยีน ใส่แว่นตา Ray-Ban รองเท้าคอมแบตอเมริกัน”

อีกเรื่องที่คนต่างถิ่นอาจนึกไม่ถึงคือโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายจากฐานทัพ ทำให้ชนบทอย่างอุดรธานีเจริญรวดเร็ว “ฐานทัพอเมริกันทำงาน ๒๔ ชั่วโมง เปิดไฟสว่างไสว มีรถรับส่งจีไอตามเส้นทางต่าง ๆ  จีไอบางคนก็เช่าบ้านในชุมชนดงวัด ทั้งเมืองดูสว่างและคึกคัก”

สำหรับคนดงวัด ในยุคนั้นฐานบินอุดรเป็น “บ่อเงินบ่อทอง” อย่างไม่ต้องสงสัย

มีเรื่องที่คนรุ่นหลังแทบไม่รู้คือ วัดโยธา-นิมิตรเป็นที่เก็บศพทหารไทยที่ไปรบในลาวเพื่อยืนยันเรื่องนี้ สุริยาพาผมไปที่ “บริเวณเก็บศพ” ที่ถูกทิ้งร้างในป่า พาไปดู “กระทะต้มศพ” ในอาคารแห่งหนึ่งหลังวัด เขาเล่าว่า กระทะสองใบนี้คนไม่กล้ายุ่งเพราะกลัวผี “สมัยก่อนเขาต้มศพเพื่อรูดเอาเนื้อและอวัยวะภายในออกจนเหลือแต่กระดูกก่อนจะเผา”

ยังมีเรื่องเล่าว่า ป่ารกหลังเมรุเป็นที่ฝัง “พระเครื่อง” ที่ถอดจากศพทหารเสือพรานไทยก่อนฌาปนกิจ จนถึงตอนนี้ก็แทบไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งหรือขุดขโมย

“คนนอนเฝ้าเมรุเคยได้ยินทหารสวนสนามแว่ว ๆ ตรงนี้มาแล้ว” สุริยาทิ้งท้ายเรียบ ๆ แต่เล่นเอาผมขนลุก

Image

โรงภาพยนตร์วิสต้าที่สร้างในยุคจีไอ เป็นหมุดหมายหลักของเมืองอุดรธานี  ในปี ๒๕๖๙ ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมเพียงแต่เลิกให้บริการแล้วและอยู่ในสภาพทรุดโทรม จะเปิดในบางครั้งที่มีการจัดงานในวาระพิเศษ

ในทศวรรษ ๒๕๐๐-๒๕๑๐ จีไอที่มาประจำการในอุดรฯ นับพันคน ทำให้เศรษฐกิจคึกคักมากที่สุดในประวัติศาสตร์

scrollable-image

Image

โรงภาพยนตร์เฉลิมธานี ปัจจุบันกลายเป็นคลังสินค้าของบริษัทเอกชน

Image

วิทยานิพนธ์เรื่อง “ผลกระทบของฐานทัพสหรัฐอเมริกาฯ” ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลอเมริกันลงเงินสร้างโครงสร้างทางทหารในอุดรธานีระหว่างปี ๒๕๐๖-๒๕๑๒ กว่า ๒๗.๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมกับถนนมิตรภาพที่ตัดมาถึงอุดรธานีในปี ๒๕๐๕ (ต่อมาสร้างต่อจนถึงหนองคาย) การตัดถนนเชื่อมนครราชสีมากับอำเภอสัตหีบ (ชลบุรี) โดยไม่ผ่านภาคกลาง ฯลฯ อุดรธานีจึงเปลี่ยนโฉมอย่างรวดเร็ว

หน่วยงานท้องถิ่นรายงานสำนักนายกรัฐมนตรีหลังปี ๒๔๗๕ ว่าถนนจากขอนแก่นมาอุดรธานี “เป็นพื้นทราย” ช่วงที่เป็นหลุมก็ต้องใช้ “แกระ” คือกิ่งไม้รองพื้น ส่วนถนนเส้นอื่นที่เชื่อมอุดรธานีกับจังหวัดโดยรอบก็โรยด้วยหินและถมดินตามสภาพ ภาพเหล่านี้กลายเป็นอดีต คุณภาพของถนนที่สร้างโดยทหารช่างอเมริกันดีจนเกิดคำร่ำลือว่า ถนนมิตรภาพเรียบกริบ “วางแก้วกาแฟไว้ในรถก็จะไม่กระฉอกเลยเวลารถวิ่ง”

มีข้อมูลอีกว่า จีไอแต่ละนายใช้เงินรายได้ร้อยละ ๔๙ ไปกับความบันเทิง ซื้อเสื้อผ้า เช่าบ้าน ฯลฯ การที่กองทัพสหรัฐฯ จ้างงานคนงานไทยในฐานบินอุดรและค่ายรามสูรนับหมื่นคน ทำให้ธุรกิจการค้าเติบโตอย่างรวดเร็ว

Image

โรงแรมเจริญโฮเต็ลในสมัยสงครามเย็นมีรายได้หลักจากจีไอ  บริเวณสระน้ำของโรงแรมเคยเป็นพื้นที่ที่จีไอมาพักผ่อนและสังสรรค์ ตัวอาคารที่เห็นก็สร้างขึ้นในยุคนั้นและยังคงใช้งานมาจนถึงยุคปัจจุบัน

Image

สถาปัตยกรรมบางส่วนของเจริญโฮเต็ล ที่หลงเหลือจากยุคสงครามเย็น บริเวณเคาน์เตอร์เคยเป็นที่ตั้งสถานบันเทิง Yellow Bird มาก่อน

ช่วงที่สำรวจเมือง ผมได้แผนที่เก่าฉบับหนึ่งจากนัวโรว์ อาร์ตสเปซ ซึ่งน่าจะวาดโดยจีไอที่เคยมาประจำที่นี่ ความน่าสนใจคือมันระบุตำแหน่งโรงแรม ภัตตาคาร อาบอบนวด (bath
houses) ไนต์คลับ บาร์ ลานโบว์ลิง โรงภาพยนตร์สถานที่สังสรรค์มื้อค่ำ (supper clubs) ทั้งหมดในตัวเมืองอุดรธานี ซึ่งหมายความว่าจีไอสมัยนั้นส่งต่อข้อมูลเรื่องนี้กัน 

สถานที่ท่องเที่ยวในแผนที่ เช่น บาร์ (bars) บลูเฮฟเว่น (Blue Heaven) เครซี ฮอร์ส (Crazy Horse) โรงภาพยนตร์ (theaters) วิสต้ารามา (Vista Rama) ฯลฯ ล้วนถูกเอ่ยถึงในบันทึกของจีไอหลายคน รวมถึงในคำบอกเล่าของผู้อาวุโสชาวอุดรธานีที่ผมมีโอกาสพูดคุยด้วย

ปณชัยและปุญญิศายังพาไปชี้ตำแหน่งเดิมของสถานที่ในแผนที่สองสามแห่ง ก่อนที่ผมจะตามแผนที่ไปเจออีกหลายแห่ง บางแห่งยังทำกิจการเดิม บางแห่งกลายเป็นอาคารร้าง

อาคารจากยุคนั้นที่สมบูรณ์ที่สุดหลังหนึ่งคือโรงภาพยนตร์วิสต้ารามา บนจุดตัดของถนนพันพร้าวกับถนนประจักษ์ศิลปาคม  ผมมีโอกาสชมด้านในจากการไปร่วมงานนิทรรศการ ศิลปะ PARALLEL II : INTERZONE ระหว่าง ๑๘-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘  เพราะผู้จัดนำงานศิลปะส่วนหนึ่งเข้าไปจัดวางและมีกิจกรรมเสวนา ทำให้ผมได้สัมผัสโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ที่นั่ง ซึ่งเคยฉายหนังยุคจีไอ  จากคำบอกเล่าคนรุ่นเก่า ที่นี่ยังเคยจัดคอนเสิร์ตด้วย

อาคารอีกหลังที่รักษาสภาพเดิมไว้ได้แม้กิจการโรยรา คือ “ไทยแลนด์โฮเต็ล” บนถนนสุรการ ในตึกแถวขนาดสองคูหา สูงห้าชั้น ด้านหน้ามีโครงสร้างกันสาดรูปตัว W เป็นเอกลักษณ์สอบถามจึงได้ทราบว่า ราคาห้องพักพัดลม ๒๐๐ บาท ห้องแอร์ ๓๐๐ บาท แต่ตอนนี้เปิดให้บริการห้องพักชั้นล่างเท่านั้น ส่วนชั้นบนทรุดโทรมเกินไปและลิฟต์เสียมาหลายปีแล้ว ผู้จัดการโรงแรมเล่าว่านาน ๆ จะมีนักท่องเที่ยวสายแบกเป้มาพัก สิ่งที่เหลือจากยุคจีไอคือเคาน์เตอร์ต้อนรับทำด้วยไม้และช่องวางกุญแจ

บรรยากาศจะต่างออกไปในกรณี “เจริญโฮเต็ล” ที่ยังเป็นโรงแรมดังของจังหวัด สร้างในปี ๒๕๑๐ เพื่อจับตลาดนายทหารจีไอและนักธุรกิจที่มาทำงานในอุดรธานี

กฤษณา ธีระวุฒิ ประธานกรรมการบริหารเจริญโฮเต็ล เล่าว่า ผู้ริเริ่มกิจการคือถาวร คุณะปุระ ซึ่งเป็นคุณพ่อ โดยก่อนปี ๒๕๑๐ บริเวณนี้เป็นโรงสีข้าว “พอเมืองขยายมากขึ้น ทางการอยากให้ย้ายโรงสีไปนอกเมือง คุณพ่อก็คิดว่ามันใช้เงินมาก ตอนนั้นจีไอเข้ามาเลยมองว่าสร้างโรงแรมดีกว่า ไปขอการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแล้วก็สร้างตึกแรกของโรงแรม มีห้องพักทั้งหมด ๑๕๐ ห้อง”

Image

กฤษณาจำได้ตั้งแต่เด็กว่า ลูกค้ากลุ่มแรกคือนายทหารอเมริกันชั้นสัญญาบัตร “ในค่ายทหารที่พักเขาไม่พอ ชั้นยศสูงเขาออกมาพักข้างนอกได้  คนเหล่านี้ผ่านความลำบากมาเยอะไม่เรื่องมาก ใช้เงินเต็มที่  ชั้น ๑ ของโรงแรมมีร้านทุกแบบ ร้านตัดเสื้อที่คนฮ่องกงมาเปิด ร้านตัดรองเท้าที่คนอุดรฯ เปิดเอง สั่งตัดเช้าต้องได้เย็นเพราะคนสั่งไม่รู้ว่าออกไปรบจะตายเมื่อไร” ผู้ใช้บริการหลักเป็นนายทหารจีไอ ไปจนถึงปีที่สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากอินโดจีน “พูดได้ว่าจีไอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กิจการเรายืนได้”

สมุดสถิติรายปีจังหวัดอุดรธานี ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าปี ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นช่วงหลังจีไอเข้ามาระลอกแรก ในอุดรธานีมีโรงแรม ๓๗ แห่ง ๗๙๒ ห้อง มียอดคนพัก ๔๖,๐๖๘ คน ตัวเลขนี้มากกว่าตัวเลขของจังหวัดอื่นในภาคอีสาน โดยโรงแรมนั้นมีทั้งแบบเรือนไม้สองชั้น ตึกสามถึงสี่ชั้น ราคาห้องพักมีตั้งแต่คืนละ ๑๕ บาทไปจนถึง ๕๐ บาท แพงที่สุดอยู่ที่เจริญโฮเต็ลด้วยราคาคืนละ ๖,๐๐๐ บาท

ในโรงแรมยังเคยเป็นที่ตั้งของเยลโลว์เบิร์ด (Yellow Bird) บาร์ดิสโก้เทคซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่จีไอ และผับฟลามิงโก (Flamingo) ที่จีไอชอบมานั่งดื่มแอลกอฮอล์ฟังเพลงจากวงดนตรีสัญชาติฟิลิปปินส์  ปัจจุบันตำแหน่งบาร์เยลโลว์เบิร์ดกลายเป็นสำนักงานหลังเคาน์เตอร์รับแขกชั้น ๑ ตัวบาร์ย้ายไปตึกใหม่ด้านหลัง (ปัจจุบันปิดปรับปรุง)  ส่วนฟลามิงโกนั้นกลายเป็นห้องรับประทานอาหาร “ศรีชมชื่น” 

“ผลกระทบของฐานทัพสหรัฐอเมริกาฯ” ให้ข้อมูลว่า ช่วงนั้นหน้าฐานบินอุดรมีสถานบันเทิงไม่น้อยกว่า ๓๐ แห่ง โดยวัฒนธรรมการเที่ยวของทหารอเมริกันนั้น “...มักถือเหล้าของตนเองไปกินที่บาร์ ไม่ชอบนั่งดื่มกินเป็นโต๊ะใหญ่ แต่จะกินแบบนั่งเคาน์เตอร์ ไม่เกี่ยวกับใคร กินดื่มเสร็จก็จ่ายในส่วนของตนเองหรือเรียกบรรดาพาร์ตเนอร์มานั่งกอดจูบเพียงเท่านั้น”  จีไอยังนิยมไปเที่ยวร้านอาหารหรือบาร์ที่มีสระว่ายน้ำเพื่อคลายร้อน สั่งเหล้าเบียร์มาดื่มด้วยกันกับเพื่อน คนท้องถิ่นเชื่อกันว่าเป็นที่มาของคำว่า “อเมริกันแชร์” คือหารค่าเหล้าเท่ากัน ที่คนไทยเอามาใช้

สระว่ายน้ำของเจริญโฮเต็ลยังมีร่องรอยบาร์เหล้าและสปริงบอร์ดกระโดดน้ำหลงเหลืออยู่จนตอนนี้

Image

บังกะโลแบบห้องแถวในเมืองที่จีไอเคยมาเช่า ปัจจุบันกลายเป็นร้านค้าของคนไทย

เจ้าของสถานบันเทิงยุคนั้นมักทำธุรกิจบ้านเช่าที่เรียกว่า “บังกะโล” ควบคู่ไปด้วย โดยสร้างไว้หลังผับบาร์ กิจการบ้านเช่าทำเงินให้เจ้าของรายย่อยเช่นในตัวเมือง อย่างที่ชุมชนสะพานเหลือง สะพานดำ ก็มีบังกะโลให้เช่าในราคา ๑,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน 

น่าสนใจว่าที่หน้าค่ายรามสูรแม้จะเป็นโซนนอกเมืองแต่จะมีผับบาร์มากกว่าในเมืองสองเท่า ส่วนมากเป็นอาคารขนาดเล็กชั้นเดียว ทำด้วยไม้  อดิศักดิ์ ครสวรรค์ ผู้อาวุโสและนักการเมืองท้องถิ่นเล่าบรรยากาศสมัยผับบาร์เต็มหน้าค่ายรามสูรว่า “ตอนกลางคืนฝรั่งออกมาเที่ยวบาร์สองฝั่งถนนเต็มไปหมด บาร์ที่ชื่อติดหูก็พวก Bamboo และ King Cobra คนไทยเป็นเจ้าของ กัญชาก็มีขาย ฝรั่งชอบสูบ ตำรวจก็ไม่มายุ่ง ผมตอนวัยรุ่นก็ริไปลองกับพวกเขานี่แหละ (หัวเราะ)  แม่ยายผมยุคนั้นจากขายของชำก็ทำบังกะโลให้เช่าเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท คิดดูว่าสมัยนั้นทองบาทละไม่กี่ร้อย”

อดิศักดิ์ยืนยันว่าจีไอเข้ามาเปลี่ยนตำบลโนนสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายรามสูรไปอย่างสิ้นเชิง “เศรษฐกิจดีมาก คนขายส้มตำ ทอดเนื้อ แหนม ทั้งวันได้อย่างน้อย ๕๐๐ บาท สามล้อรับเงินเป็นดอลลาร์ ฝรั่งหยิบผิดให้ใบละ ๑๐ ดอลลาร์ก็มี พวกขับรถแท็กซี่คิดราคาจากค่ายรามสูร เข้าเมืองอุดรฯ ๒๐ บาท ตั้งตัวกันได้หลายคน”

ดัชนีชี้วัดความคึกคักทางเศรษฐกิจอีกอย่างคือในปี ๒๕๑๖ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ในจังหวัดอุดรธานีมีถึง ๑๑,๐๓๔ คัน เป็นการแตะหลักหมื่นครั้งแรกจากเดิมที่มีแค่หลักพันคัน ในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้า

ในเมืองยังมีตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลต อีซูซุ โตโยต้า เจ้าของเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ยังไม่นับว่ายอดเงินฝากในธนาคารพาณิชย์จังหวัดอุดรฯ แตะหลักร้อยล้าน (๑๑๘.๑๖๗ ล้านบาท) ในปี ๒๕๐๙ 

Image

สถานีรถไฟ อำเภอเมืองอุดรธานีในทศวรรษ ๒๕๐๐

คริสตจักรเมืองอุดรธานี ครั้งหนึ่งที่นี่เป็นสถานรับเลี้ยง “ลูกครึ่ง” ที่เกิดจากจีไอกับเมียเช่า ของมูลนิธิเพิร์ล เอส บัค ที่เข้ามาทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้เยาวชนเหล่านี้

ร่องรอยการมาของจีไอ การเข้าร่วมสงครามเย็นกับค่ายโลกเสรี ยังคงปรากฏอยู่ตามซอกมุมต่าง ๆ ของอุดรธานี

Image

บริเวณที่เก็บร่างทหารอาสาไทยที่ไปรบใน “สงครามลับ” ในพระราชอาณาจักรลาวในฐานะกองพันทหารเสือพราน ยังคงเหลือร่องรอยอยู่ในป่าช้าวัดโยธานิมิตร จังหวัดอุดรธานี

Image

Image

แรงงานไร้ทักษะในยุคจีไอ นอกจากเป็นคนงานในฐานบิน งานที่ให้อิสระพอสมควรคือ “ถีบสามล้อ” 

พิทักษ์ เชิดพาณิชย์ ประธานชุมชนรถไฟ จังหวัดอุดรธานี เติบโตมาในบ้านที่พ่อเป็น “เถ้าแก่สามล้อ” เล่าว่า คุณพ่อเคยเป็นตำรวจตระเวนชายแดนแล้วมีปัญหากับผู้บังคับบัญชา จึงลาออกมาลองอาชีพอื่น ก่อนทำกิจการให้เช่ารถสามล้อถีบ “สมัยนั้นคนขับสามล้อบางคนมาจากจังหวัดอื่น พ่อผมชวนญาติมาจากร้อยเอ็ดก็หลายคน ค่าเช่าสามล้อ ๒๕ บาท
ต่อวัน จะมาเช่าเยอะเวลามีงานประจำปีที่ทุ่งศรีเมือง ได้รอบละ ๗-๒๕ บาท ถ้าจะได้จากฝรั่งคือเขามาเช่าไปเล่นน้ำช่วงสงกรานต์ทั้งวัน” อย่างไรก็ตามเขามองว่าสามล้อในอุดรฯ ไม่ได้รายได้ดีเท่ากับที่ตาคลี เพราะมีรถแท็กซี่จำนวนมากซึ่งตอบสนองเรื่องความเร็วได้ดีกว่า

พิทักษ์ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งขณะกินข้าวกับแม่ “บนฟ้า เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบชีนุกสองลำ บินใกล้กันแล้วใบพัดมันชนกัน เศษใบพัดปลิวลงมาบาดมือแม่จนเลือดออก ลำหนึ่งไปลงที่วัดป่าหนองแก้ว อีกลำไปลงที่ทุ่งศรีเมือง ผม ๙ ขวบ วิ่งตามไปที่วัด ฝรั่งเอาใบพัดใหม่มาใส่แล้วบินกลับฐาน โยนลูกระเบิดลงไปในคลอง ไอ้เราไม่รู้ ไปแบกขึ้นมาแล้วเอาไปขายร้านขายของเก่า ร้านบอกว่าลื้อเอามาทำไม ผมเลยยกกลับบ้าน พยายามแยกชิ้นส่วนจะเอาเหล็กไปขาย แงะไม่ได้เลยเอาไปทิ้งไว้ใต้ต้นยางคนถีบสามล้อหาที่อุจจาระไปเจอก็ตกใจ ลงท้ายพวกอเมริกันต้องมากู้ระเบิดกันวุ่นวาย เพื่อนผมยังบอกว่าถ้าที่เอามานี่ระเบิดจะหายไปทั้งชุมชนเลย ผมก็ยังคิดย้อนหลังว่าตัวเองทำไปได้ยังไง”

กิจการรถสามล้อถีบยังเกี่ยวพันกับชีวิตเมียเช่าหลายคน พิทักษ์เล่าว่าที่อู่ของคุณพ่อรับเลี้ยง “ลูกฝรั่ง” หรือ “ลูกครึ่ง” โดย “แม่ผมคิดเดือนละ ๖๐๐ บาท”

ช่วงหนึ่งแม่ของพิทักษ์รับเลี้ยงลูกครึ่งสี่คน เขารำลึกความหลังว่า “พวกนี้เก่งนะครับ ฉลาด” ยังไม่นับว่าเมียเช่าที่มาใช้บริการบังกะโล “บางคนก็มีสามีเป็นคนไทย แต่บอกฝรั่งที่มาเช่าว่าสามีเป็น ‘พี่ชาย’” บางวันเขาก็พบว่า “เมียเช่าออกไปรับฝรั่ง เป็นคนผิวสีคืนนั้นเสียงดังตึงตัง ๆ ทั้งคืน (หัวเราะ)”

“ผลกระทบของฐานทัพสหรัฐอเมริกาฯ” ให้ข้อมูลว่า ในยุคจีไอ อุดรธานีมีเมียเช่ากว่า ๕,๐๐๐ คน ร้อยละ ๒๓.๙ เป็นคนอุดรธานี ร้อยละ ๓๓.๗ มาจากจังหวัดในภาคอีสาน ร้อยละ ๑๓ มาจากกรุงเทพฯ ร้อยละ ๑๔.๑ มาจากจังหวัดในภาคกลาง ร้อยละ ๑๕.๒ มาจากจังหวัดในภาคเหนือ

เมียเช่าเหล่านี้มีรายได้เดือนละ ๑,๘๐๐-๒,๐๐๐ บาท 

“ผมอยากมองสงครามเย็นแบบคนข้างล่าง”

Image

สุรสิทธิ์ มั่นคง
ศิลปินชาวอุดรธานี
ผู้พยายามนิยาม “อุดรธานียุคสงครามเย็น”
ผ่านงานศิลปะบนกำแพงใต้ฐานเรดาร์
ค่ายรามสูร

“สงครามเย็นเป็นเรื่องเล่าที่ฟังจากคุณตาเคยได้ยินแต่ไม่รู้รายละเอียด ตอนเด็กไม่เข้าใจว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร  คุณตาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านกุดค้า อำเภอบ้านดุง หน้าที่คือสอดส่องความเคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์ เป็นอาสาสาธารณสุขด้วยเพราะฉีดยาได้ สอดสายน้ำเกลือเป็น คอยแจกยาตามพื้นที่ต่าง ๆ บางทีขับมอเตอร์ไซค์ก็จำได้ว่าตรงไหนเคยมีคนโดนเอามานั่งยางเผา  สำหรับคุณตาคอมมิวนิสต์เป็นคนเลว ชอบดักปล้น มาทำร้าย คุณตาเคยโดนปล้นยา บางครั้งแกก็ยิงสวนกลับ คุณตาคงไม่ผิดที่คิดแบบนั้น

ตอนร่วมแสดงงาน PARALLEL หนแรกผม
ปะติดปะต่อเรื่อง จำได้ว่ามีภาพทหารอเมริกันเป็นกลุ่มยืนถือปลาน้ำลึกตัวยาวมาก ภาพนี้คนในภาคอีสานชอบคิดว่าเป็นพญานาค มีผลต่อความคิดคนอีสานมาก ตอนมาร่วมงานเป็นยุครัฐบาล พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา พอจะวาดภาพบนกำแพงอุโมงค์ใต้สถานีฐานเรดาร์ค่ายรามสูรจึงคิดถึงจำนวนวุฒิสมาชิกที่โหวตนายกฯ ผมวาดคนและทำให้คล้ายขีดเส้นเพื่อนับจำนวน เอาลำตัวปลาเป็นตัวขีดทุก ๕ คะแนน วาดด้วยดินสอชาโคลและเกรยอง เพราะเป็นสถานที่ราชการ เขาจะได้ลบได้ และตอนให้ลบจะได้งานศิลปะอีกแบบด้วย แต่เขาให้ปล่อยเอาไว้

หลังงานคราวนั้นผมคิดว่าคนอุดรธานีสนใจสงครามเย็นมากขึ้น ผมได้คุยกับทางนัวโรว์ฯ มากขึ้น 
เปิดหูเปิดตามากขึ้น จากเดิมเคยสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ช่วงปี ๒๕๖๒-๒๕๖๓ มัวแต่ยุ่งกับงานสอน บริการสังคม อย่างทำอนุสาวรีย์ให้ค่ายสุรนารี นิทรรศการเรื่องพระนเรศวรแต่ชีวิตมันนิ่งเกินไป อยากรู้อยากเห็นน้อยลง ก็เลยออกมาเป็นศิลปินอิสระ

งาน PARALLEL ครั้งที่ ๒ ผมเลือกแคน
มาแสดง เพราะมองว่าประวัติศาสตร์เน้นเรื่องความขัดแย้ง โจมตีคนอีกฝ่าย กลายเป็นสงครามอีกแบบ เลยหาวัตถุที่เป็นกลางคือแคนมาใช้ ผมไปในที่ที่คุณตาเคยไป ลงชุมชนนาแกที่เคยมีคนผลิตแคน ปรากฏว่าคนอพยพไปนาหว้า ผมเลยตามไปอยู่บ้านชาวบ้านอยู่กับคุณตาคุณยายที่ทำแคน เอากระสุนที่เจอไปให้แกช่วยหลอมทำเป็นลิ้นแคน ตอนจัดแสดงก็เอาเสียงลุงตัวเองที่พูดถึงคุณตามาใช้เปิดประกอบด้วยเป็นการเยียวยาเพราะลุงมาหาคุณตาตอนใกล้เสียชีวิตไม่ทันเวลา ประกอบกับให้น้องที่รู้จักเป่าแคน ใช้เสียงแคนที่บรรเลงในพิธีกรรมมาเปิดสลับกัน นี่คือแคนที่ถูกส่งจากบ้านนาแกมาบ้านนาหว้าและโลหะที่มาจากยุคนั้น

คำว่า ‘สงครามเย็น’ เป็นชุดความคิด ชุดคำอธิบาย ผมอยากมองสงครามเย็นแบบคนข้างล่าง นอกจากเมียเช่ายังมีเรื่องคนถีบสามล้อ เสียงดนตรี
มองแต่เมียเช่าก็จะมีอคติกับผู้หญิงอุดรธานีมากเกินไป”

“เราอยากกระตุ้น
ให้คนอุดรธานี
ตั้งคำถามกับเรื่องเล่า”

Image

ปณชัย ชัยจิรรัตน์ 
ปุญญิศา ศิลปรัศมี 
ผู้ก่อตั้ง NOIR ROW ART SPACE พื้นที่ศิลปะที่นำเสนอเรื่องราวของ “อุดรธานียุคสงครามเย็น”

“เราก่อตั้ง ‘นัวโรว์ อาร์ตสเปช’ ในปี ๒๕๖๐ เพราะอยากทำงานศิลปะต่อ หลังจากกลับมาอยู่อุดรธานีแล้วรับช่วงธุรกิจที่บ้าน  เราสนใจตัวตนและพื้นที่รอบตัว จริง ๆ แล้วมีการรวมตัวกับเพื่อนที่ทำงานในสายงานอื่น ๆ มาตั้งแต่ต้นปี
๒๕๖๐ เราตั้งคำถามกับเรื่องเล็ก ๆ อย่างทำไมคนไทยพูดภาษาอังกฤษบางครั้งติดคำอเมริกันอย่าง What’s up man ?

การเริ่มอยากรู้เรื่องยุคสงครามเย็นที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่
ทำให้เราเริ่มถามจากคนใกล้ตัวอย่างแม่เรา คุณแม่เคยทำร้านขายของชำบริเวณใจกลางเมืองสมัยนั้น เส้นถนนโพศรี แม่เล่าว่า ทหารอเมริกันชอบมาเดินเล่นในเมืองแล้วมาโปรยช็อกโกแลตให้เด็ก ๆ และชอบมาซื้อ ‘ผ้าใยบัว’ ที่ร้าน แม่เล่าว่าเขาซื้อเอาไปให้พาร์ตเนอร์ (เมียเช่า) ทหารบางคนก็ชอบเช่ารถสามล้อมาปั่นรอบ ๆ บริเวณนั้น

คำว่า ‘นัว’ เป็นภาษาอีสาน ที่แปลให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า 
‘อร่อย กลมกล่อม’ คำนี้มันยังทำให้นึกถึงความหมายเชิงหนึ่งที่สื่อถึงการรวมกลุ่มกัน ส่วนคำว่า ‘โรว์’ มาจากคำว่า row หมายถึงตึกแถวที่ตั้งสำนักงาน  ก่อนเป็น NOIR ROW เราเคยรวมกลุ่มกับเพื่อนทำกิจกรรม pop up ตอนต้นปี ๒๕๖๐ ภายใต้ชื่อ NOIR ART COLLECTIVE หลังจากนั้นเราก็คิดต่อว่าอยากมีสตูดิโอทำงานศิลปะต่อ อยากมีพื้นที่แสดงงานและมองเรื่องการรวมตัวกับเพื่อนเพื่อทำงานศิลปะในระยะยาว ซึ่งกลายมาเป็น NOIR ROW ART SPACE ในปัจจุบัน

ในช่วงก่อตั้งเราพยายามทดลองสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อ
การทำงานศิลปะขึ้นมา มีคอร์สสอน จัดเวิร์กช็อป ฉายหนัง จัดเสวนา มีการลองทำของที่ระลึกขาย ทดลองจัดนิทรรศการในพื้นที่และนอกพื้นที่ พยายามทำเท่าที่ทำได้

ภาพจำว่านัวโรว์สนใจเรื่องสงครามเย็นน่าจะมาจากการ
จัดนิทรรศการศิลปะ PARALLEL : THE RAMASUN STATION
ART TRAIL ในปี ๒๕๖๒ ที่ใช้ค่ายรามสูรเป็นที่แสดงงาน เริ่มจากที่เราตั้งคำถามว่าอัตลักษณ์ของพื้นที่คืออะไร ตั้งแต่การสนใจว่าแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงสร้างความเป็นอุดรธานีอย่างไร และเชื่อมโยงอย่างไรในแง่มุมของสงครามเย็น ไปจน
ถึงเรื่องราวว่าอเมริกันเคยตั้งฐานทัพในเมืองและสร้างสถานีเรดาร์ที่ชื่อว่าค่ายรามสูร ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยังเหลือให้เห็น
ในปัจจุบัน พื้นที่นี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายตั้งแต่
มีทหารอเมริกันใช้งาน ถูกทิ้งให้รกร้าง รวมไปถึงมีคนในพื้นที่เข้ามารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ตอนหลังพอเป็นพื้นที่ของกองทัพไทยก็ยิ่งเกิดสิ่งซ้อนทับคือสิ่งก่อสร้างใหม่ ๆ ของทหารไทย เราจึงมองว่ามีใครเข้าไปทำอะไรกับตรงนั้นในห้วงเวลาต่าง ๆ พอเอางานศิลปะเข้าไปเชื่อมก็เกิดเป็นอีกโลกคู่ขนานหนึ่งขึ้นมา

เราอยากให้คนเข้าใจว่า การจัดงานนิทรรศการศิลปะแบบนี้ในอุดรธานีสามารถเกิดขึ้นได้ นั่นคือการกลับมามอง
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นว่าเคยเป็นพื้นที่ที่ถูกยึดครอง มุมมอง
ดังกล่าวอาจจะช่วยพลิกแพลงความคิดเรื่องการทำงานสร้างสรรค์ได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยคิดว่าอุดรธานีไม่มีวัตถุดิบ
เราอยากกระตุ้นให้คนตั้งคำถามกับเรื่องเล่ารายรอบ เพราะที่ผ่านมาอุดรฯ ไปคว้าอะไรมาเล่าโดยบางเรื่องก็ไม่ได้มีที่มาที่ไปชัดเจน การกระตุ้นของเราอาจจุดประกายอะไรบางอย่างได้ ส่วนงาน PARALLEL II : INTERZONE ในปี ๒๕๖๘ นิทรรศการที่ต่อเนื่องจากครั้งแรกที่เคยจัดในค่ายรามสูร เรามองกลับเข้าไปในเมืองอุดรฯ มันยังมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกมากมายครั้งนี้เราเลยจัดที่ค่ายรามสูรอีกครั้ง และเพิ่มสถานที่สำคัญที่เชื่อมโยงกันเข้าไปด้วย คือ โรงหนังวิสต้ารามา คริสตจักรเมืองอุดรธานี และที่นัวโรว์ฯ ของเรา งานในครั้งนี้จึงมีมิติรอบด้านมากขึ้น และเรื่องราวเข้าถึงทุกคนมากยิ่งขึ้น

เรายังคงสนใจเรื่องสงครามเย็น ยังเก็บข้อมูลต่อ รวม
ไปถึงมีคนนอกพื้นที่เข้ามาร่วมงานกับเรามากขึ้น นอกจากนี้ เรายังทำนิทรรศการเดี่ยวและกลุ่มของศิลปินหลายคน ยังฉายหนัง รวมไปถึงจัดแสดงวัตถุสะสมของเราที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ที่เราสนใจ และในบางครั้งก็ถูกเชิญไปจัดแสดงในที่อื่น ๆ  การทำงานศิลปะในอุดรธานีไม่ยากและไม่ง่าย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลาย ๆ คนก็เริ่มสนุกกับการดูงานศิลปะนอกแกลเลอรี รวมไปถึงเกิดงานศิลปะในพื้นที่เฉพาะมากขึ้น ทำให้การดูงานไม่ได้เข้าถึงยากอีกต่อไป และในอนาคตเรื่องราวที่เราสนใจยังคงขยายขอบเขตออกไปได้อีกไม่รู้จบ”