จีไอในฐานทัพอากาศตาคลีกำลังฟังวง New Christy Minstrels ในสนามหญ้าแห่งหนึ่งภายในฐานทัพอากาศตาคลีในเทศกาล Takhli Music Festival วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๒
[ภาพ : จ.ต. จอห์น เค. เกอร์เนอร์ (A1C John K. Gurner)]
“กำลังพลเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ
เครียดจัด แวะพักผ่อนพัทยา ๒-๖ กันยายน”
www.amarintv.com (๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๙)
ปลายเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ท่ามกลางข่าวความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน มีข่าวหนึ่งที่ดูเหมือนจะทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงบ้างสำหรับผู้เสพข่าวชาวไทยก็คือ การเทียบท่าของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะนำกำลังพลราว ๕,๐๐๐ นายมาเมืองพัทยาเพื่อพักจากการปฏิบัติภารกิจในภูมิภาคตะวันออกกลาง จนมีการแซวกันในสื่อสังคมออนไลน์ในทำนองว่า ทหารอเมริกันคงทำให้พัทยาคึกคักเป็นแน่
ในมุมหนึ่ง การเทียบท่าของเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกัน การมาใช้สถานที่ในเมืองไทยของจีไอ เป็นมรดกและความต่อเนื่องในมิติประวัติศาสตร์ ในกรณีพัทยา ที่นี่เปลี่ยนจากหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ เป็น “แนวหลัง” สำหรับพักผ่อนและ
ฟื้นฟูกำลัง (rest and recreation - R&R) ของทหารอเมริกันมาตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนามในช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐-๒๕๑๐ และยังคงทำหน้าที่นั้นมาจนปัจจุบัน
ทว่าในยุคก่อนไม่ได้มีแค่พัทยาเมืองเดียว จากชายฝั่งลึกเข้าไปในแผ่นดิน ในภาคกลางและภาคอีสานมีฐานทัพ สหรัฐอเมริกาตั้งอยู่อีกหกแห่ง
สองแห่งที่น่าสนใจ และ สารคดี มีโอกาสได้ไปสำรวจร่องรอยคือ “ฐานทัพอากาศอุดรธานี” และ “ฐานทัพอากาศตาคลี” จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเคยมีจีไอ (GI - government issue-ทหารเกณฑ์อเมริกัน) ประจำการอยู่จำนวนมาก
ถึงตรงนี้ คนจำนวนมากอาจนึกไม่ออก ว่าทำไมเราเลือกไปสำรวจสองที่นี้
แต่ถ้ายกบทสนทนาระหว่างแม่สามี-ลูกสะใภ้ ในละครโทรทัศน์ กรงกรรม ซึ่งออกอากาศทางช่อง ๓ ช่วงต้นปี ๒๕๖๒ ที่ ใหม่ เจริญปุระ, ราณี แคมเปน ฯลฯ แสดงนำ
คนคงจะร้องอ๋อและจำชื่อ “ตาคลี” ได้
ส่วนกรณีอุดรธานี ต้องถามผู้อาวุโสที่เกิดในช่วงรอยต่อระหว่างทศวรรษ ๒๔๙๐-๒๕๐๐ ด้วยอย่างน้อยเพลง “จดหมายรักจากเมียเช่า” ที่ประพันธ์โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์และสารคดีเชิงรายงาน ตาคลี น้ำตาไม่มีเสียงร้องไห้ ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็ยังอยู่ในความทรงจำ
แต่คำถามสำคัญคือ ทำไม “ภาพจำ” ของตาคลีและอุดรธานีถึงวนอยู่กับเรื่อง “โสเภณี-เมียเช่า” ?
เช่นเดียวกับกรณี “พัทยา” ที่ถูกมองเป็นเพียงแหล่งพักผ่อนด้วยเรื่องทำนองนี้ของจีไอเท่านั้น
เครื่องบินแบบ F-105 Thunderchief กองทัพอากาศสหรัฐฯ ในลานจอดฐานทัพอากาศตาคลี, ธันวาคม ๒๕๐๘
กองทัพอากาศสหรัฐฯ เข้ามาใช้ฐานทัพอากาศตาคลี ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ ทำให้อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ กลายเป็นเมืองที่ได้รับผลจากสถานการณ์สงครามเย็นมากที่สุดเมืองหนึ่งของไทย
ground controlled approach (GCA) unit ฐานทัพอากาศตาคลี (ซ้าย) และเครื่องบินแบบ F-100 กำลังลงจอด ในวันหนึ่งของเดือนพฤษภาคม ๒๕๐๕
พ.อ. ไมเคิล ซี. ฮอร์เกน (Col. Michael C. Horgen) ผู้บังคับฝูงบินขับไล่ ยุทธศาสตร์ที่ ๓๕๕ ได้รับการต้อนรับหลังจากเสร็จสิ้นเที่ยวบินที่ ๑๑๔ ซึ่งเป็นเที่ยวบินสุดท้ายของเขาในภารกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, มิถุนายน ๒๕๑๒
รถเทรลเลอร์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังลำเลียงสิ่งของออกจากเครื่องบินลำเลียงแบบ C-124 Globemaster ที่ฐานทัพอากาศตาคลี, พฤษภาคม ๒๕๐๕
เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดนานาชนิด ใช้ฐานทัพอากาศตาคลีเป็น “หัวหาด” ในการเข้าไปโจมตีเวียดนามเหนือ ซึ่งกำลังทำสงครามกับเวียดนามใต้ ที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน
เครื่องบินแบบ EB-66E ที่ฐานทัพอากาศตาคลี, ๒๕ ธันวาคม ๒๕๑๑
[ภาพ : จ.ต. วิลเลียม เอช. เมอร์ริตต์ (A1C William H. Merritt)]
น.ท. ฮาโรลด์ เอส. สน็อบ (Lt.Col. Harold S. Snob) ผู้บังคับการฝ่ายยุทธการ ฝูงบินยุทธศาสตร์ที่ ๓๕๕ ออกจากค็อกพิตเครื่องบินแบบ F-105 หลังทำการบินครบ ๑,๐๐๐ ชั่วโมง ฐานทัพอากาศตาคลี, ๒๒ สิงหาคม ๒๕๑๒
[ภาพ : จ.ต. สตีเวน เอ. วิลสัน (A1C Steven A. Wilson, USAF)]
(ล่าง) นักบินทั้งหกของเครื่องบินแบบ F-105 ของฝูงบินโจมตียุทธศาสตร์ที่ ๓๕๗ ฐานทัพอากาศตาคลี บินครบ ๒๓,๗๔๕ ชั่วโมง ได้แก่ (จากซ้ายไปขวา) น.ต. ลอว์เรนซ์ อาร์. เบรห์ม (Maj. Lawrence R. Brehm), น.ต. บอยด์ แอล. วาน ฮอร์น (Maj. Boyd L. Van Horn), น.ต. ชาร์ลส์ แอล. เทย์เลอร์ (Maj. Charles L. Taylor), ร.อ. เจมส์ เอ. คาลด์เวลล์ (Capt. James A. Caldwell), น.ต. วิลเลียม เอ็ม. พิว (Maj. William M. Pugh) และ น.ต. วิลลิส เอ็ม. ทอมสัน (Maj. Willis M. Thomson), ๒ เมษายน ๒๕๑๒
[ภาพ : จ.อ. วิลเลียม เอช. เมอร์ริตต์ที่ ๓ (Sgt. William H. Merritt III)]
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินกำลังนำทางเครื่องบินแบบ EB-66 ของฝูงบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ ๔๑ (41st Tactical Electronic Warfare Squadron) ออกจากจุดจอดเพื่อทำภารกิจสุดท้ายที่ฐานทัพอากาศตาคลี, ๒๙ สิงหาคม ๒๕๑๒
[ภาพ : จ.ต. จอห์น เค. เกอร์เนอร์ จูเนียร์
(A1C John K. Gurner, Jr.)]
เครื่องบินแบบ F-111 ติดลูกระเบิดแบบ MK-82 จอดอยู่ในจุดจอด ฐานทัพอากาศตาคลี, ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖
พ.อ.อ. รูบิน แอล. ออร์นส์บี (Tsgt. Rubin L. Ornsby) และ ส.อ. ฟรานซิส แอล. กีดิ (SSgt. Francis L. Guidi) กำลังตรวจเช็กกลไกปล่อยระเบิด (ejection rack) ของเครื่องบินแบบ F-105 เจ้าหน้าที่สองนายได้รับการบรรจุในหน่วยคลังอาวุธของฝูงบินโจมตีขับไล่ทางยุทธวิธีที่ ๓๕๕, ๒๐ มกราคม ๒๕๑๒
[ภาพ : จ.ต. เฮนรี ดับเบิลยู. ลิปกา (A1C Henry W. Lipka)]
เครื่องบินขับไล่แบบ F-5B Freedom Fighter ลำแรกจากสายการผลิตที่สหรัฐฯ ส่งมอบให้กองทัพอากาศไทยในเดือนเมษายน ๒๕๐๙ ในภาพสุภาพสตรีสูงวัยสองคนกำลังวาดลวดลายลงบนเครื่องบิน
จ.ต. ฮาโรลด์ ชาเชอเร (A1C Harold Chachere) (คนซ้าย) กับ ส.อ. เจมส์ ทอมลินสัน (SSgt. James Tomlinson) วาดรูปงูจงอางบนด้านหนึ่งของเครื่องบินขับไล่ลำหนึ่งในฝูงบินโจมตีทางยุทธศาสตร์ที่ ๕๗๘ ในฐานทัพอากาศตาคลี, มิถุนายน ๒๕๐๕
เจ้าหน้าที่สุภาพสตรีชาวไทยทำหน้าที่โอนสายโทรศัพท์จากภายนอกไปยังแผนกต่าง ๆ ในฐานทัพอากาศตาคลี ภายหลังกองทัพอากาศสหรัฐฯ เปิดใช้ฐานทัพอากาศตาคลีอีกครั้ง ในปี ๒๕๑๕ โดยนำฝูงบินขับไล่ F-4 เข้ามาประจำการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการโจมตีฝ่ายคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค, ๘-๒๒ พฤษภาคม ๒๕๑๕
[ภาพ : จ.อ. เกรกอรี พี. โบรเวอร์
(Sgt. Gregory P. Brower)]
เจ้าหน้าที่ทำการซ่อมบำรุงหอคอยสัญญาณสื่อสาร, ๘-๒๒ พฤษภาคม ๒๕๑๕
[ภาพ : จ.อ. เกรกอรี พี. โบรเวอร์
(Sgt. Gregory P. Brower)]
อาร์มของทหารอากาศอเมริกันในฝูงบิน ๓๕๕ แบบหนึ่ง ไม่มีข้อมูลว่าทำขึ้นในโอกาสอะไร แต่งูจงอางนั้นหมายถึงฐานทัพอากาศตาคลีที่เป็นดงงูจงอาง
กองทัพอากาศสหรัฐฯ สร้างสิ่งก่อสร้างจำนวนมากในฐานทัพอากาศตาคลีเพื่อรองรับจีไอจำนวนมากที่จะเข้ามาประจำการ
อาคารศูนย์สื่อสารในฐานทัพอากาศตาคลี, มิถุนายน ๒๕๐๙
พ.อ.ท. วิลเลียม เอ. อัตต์ (SMSgt. William A. Utt) (ซ้าย) และ ร.ท. วอร์เรน แอล. เพจ (1LT Warren L. Page) (กลาง) ของกองพันทหารช่างที่ ๓๕๕ (355th Civil Engineering Squadron) กำลังตรวจสอบพิมพ์เขียวกับเจ้าหน้าที่ไทยในพื้นที่ก่อสร้างของฐานทัพอากาศตาคลี, ๒๕ เมษายน ๒๕๑๒
[ภาพ : จ.ต. เฮนรี ดับเบิลยู. ลิปกา ที่ ๓ (A1C Henry W. Lipka III)]
จีไอในฐานทัพอากาศอเมริกันพยายามอย่างมากที่จะผูกมิตรกับคนท้องถิ่น มีการจัดหน่วยแพทย์และหน่วยนันทนาการไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในอำเภอตาคลีจนเป็นเรื่องปรกติ
หน่วยปฏิบัติการทางจิตวิทยา หน่วยแพทย์ ฯลฯ ไปเยือนหมู่บ้านต่าง ๆ ในอำเภอตาคลี ให้บริการทางการแพทย์และทำกิจกรรมกับคนท้องถิ่น
“จีไอ* (ทหารอเมริกัน) มา ตาคลีดีขึ้น ความเจริญมันมา จากคนไม่มีความรู้ก็มีความรู้ ญาติเราได้ทำงาน...”
วิเชียร แซ่ตั้ง
อดีตลูกจ้างประกอบอาวุธ กองบิน ๔
* จีไอ (GI - government issue เป็นคำเรียกทหารอเมริกันที่ถูกเกณฑ์มารบในสมัยที่สหรัฐฯ ใช้ระบบเกณฑ์ทหาร)
กลางปี ๒๕๖๘ เมื่อไปตาคลี แทนที่จะได้ยินเรื่อง “เมียเช่า” ผมกลับได้ฟังเรื่องอื่นจาก วิเชียร แซ่ตั้ง วัย ๗๙ ปี อดีตลูกจ้างกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่กองบิน ๔ ในทศวรรษ ๒๕๐๐
วิเชียรเล่าว่าเกิดปี ๒๔๙๐ ที่อำเภอตาคลี ซึ่ง “ในตลาดมีแต่ถนนลูกรัง ร่องสวน”
หลังย้ายตามพี่ชายซึ่งไปทำงานกับบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่จังหวัดพะเยา แม่เรียกเขากลับตาคลีในปี ๒๕๐๗ เพื่อมาทำงานที่กองบิน ๔ ในตำแหน่งลูกจ้างกองทัพอากาศสหรัฐฯ มีหน้าที่ประกอบลูกระเบิดที่ส่งมาแบบแยกชิ้นส่วนจากอเมริกาให้สมบูรณ์ “ใส่ปีก ติดครีบหาง ติดตั้งส่วนหัว ไขนอต ๑๐ กว่าตัว ทำระเบิดวันหนึ่งเป็นร้อยลูก แล้วรถยกก็เอาไปติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ตระกูล F นักบินก็จะเอาไปทิ้งในเวียดนามแต่ผมไม่เคยเห็นการติดตั้งเพราะเข้ารันเวย์ไม่ได้”
วิเชียรบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในคนงานนับพันคนที่มาทำงานที่นี่ “อเมริกันรับหลายสาขาผมอยู่แผนก Ammo มีร้อยกว่าคน มาจากหลายที่ อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี พิจิตร พิษณุโลก เข้างาน ๐๗.๐๐ น. กลับ ๑๗.๐๐ น. ถ้าทำงานล่วงเวลา (overtime - OT “โอที”) ก็จะอยู่จนถึง ๒๒.๐๐ น. วันธรรมดาได้วันละ ๗๐-๒๐๐ บาท ขึ้นกับจำนวนชั่วโมงทำงาน มีโอทีก็อาจถึง ๓๕๐ บาท เดือนหนึ่งได้ ๒,๐๐๐ กว่าบาท” ดังนั้นในยุคที่เงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อยไทยเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ ๗๐๐ บาท งานของวิเชียรจึงกลายเป็นงานรายได้สูงไปโดยปริยาย
“ผมจบ ม. ๓ แต่ได้เงินเดือน ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท อเมริกันไม่มาไม่มีทางได้งานแบบนี้ คนที่สอนผมเป็นจ่าอากาศยศนายสิบ ชื่อโจ (Joe) ผมคุยภาษาอังกฤษกับเขาได้บ้าง”
วิเชียรเล่าว่ายังมีคนงานไทยอีกมากที่ทำงานเป็นแม่บ้าน คนขับรถ ฯลฯ
ผู้คนตาคลียุคสงครามเย็น
คิวรถขนส่งในอำเภอตาคลียุคสงครามเย็น
ถนนพหลโยธินในทศวรรษ ๒๕๐๐
อาคารแห่งหนึ่งในฐานทัพอากาศตาคลี
เจนจิรา ตั้งสถิตย์ วัย ๗๘ ปี ภรรยาของวิเชียร ก็เคยทำงานในฐานทัพตาคลียุคนั้น เธอเล่าว่าเกิดในครอบครัวคนจีนแต่ฐานะไม่ดีต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ขายของตั้งแต่ ๙ ขวบ จนปี ๒๕๐๖ ชีวิตก็เปลี่ยนไป เมื่อเข้าไปทำงานในกองบิน ๔ ที่ทหารสหรัฐฯ เข้ามาประจำการ “เข้าทำงานกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างไทยที่รับงานจากกองทัพอากาศอเมริกัน เป็นคนงานก่อสร้าง ทีแรกเขาจะไม่รับเพราะอายุขาดไป ๑ ปี (อายุ ๑๕ ปี) เขาต้องการคนงานอายุ ๑๖ ปี แต่เราบอกว่าถ้าไม่ได้งานก็จะอดตาย เขาเลยรับ ได้เงินวันละ ๑๒ บาท ในขณะที่ผู้ชายได้ ๑๕ บาท”
เจนจิราทำงานตั้งแต่ ๐๘.๐๐-๑๙.๐๐ น. เธอเริ่มจากใช้เครื่องจักรเจาะถนน ผลคือเลือดอาบมือ หัวหน้าคนงานเลยย้ายเธอไปผูกเหล็ก ผสมปูน คอยโยนถังปูนให้เพื่อนคนงานแทน ความขยันของเจนจิราทำให้นายจ้างเสี่ยงผิดกฎหมายด้วยการรับน้องสาวของเธอคนหนึ่งเข้าทำงานด้วย
เจนจิราจำได้ว่าสมัยนั้นกองบิน ๔ ยังเป็นป่าไผ่ ทหารช่างอเมริกันเข้ามาสร้างโรงเก็บเครื่องบินเอง แต่อาคารอื่นให้ผู้รับเหมาไทยก่อสร้าง “เราเอาปลาทูเค็มไปกินกับข้าวตอนกลางวัน ไปหาหน่อไม้เพิ่มเอาในสนามบิน” งานนี้ทำให้เธอเริ่มเก็บเงินได้เป็นครั้งแรกและได้เห็นการใช้ชีวิตของทหารอเมริกันทั้งผิวขาวและผิวสี
“แม่บ้านที่เข้าไปทำงานในที่พักทหารอเมริกันในกองบินก็คือภรรยาของทหารไทยที่รับจ็อบหารายได้ แต่เราไม่ทำงานนี้เพราะฝรั่งมันชอบนอนแก้ผ้า ไปเห็นไม่ไหว พวกแม่บ้านยังมาเล่าว่าเขาเอาผ้าปูที่นอนเก่าของฝรั่งที่คุณภาพดีมาขายข้างนอกได้ราคาถึงผืนละ ๑๐ บาท”
ปัญญาชนกรุงเทพฯ มักมองว่าตาคลีเต็มไปด้วย โสเภณี-เมียเช่า จนเกิดความเสื่อมทางศีลธรรม แต่ความจริงกลับมีรายละเอียดมากกว่านั้น
ในยุคสงครามเย็น สถานบันเทิงเกิดขึ้นในอำเภอตาคลีจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ ตลาด ร้านอาหาร หน่วยงานราชการที่ตั้งเพื่อรองรับความต้องการของประชาชน ฯลฯ
ตอนนั้นวิเชียรและเจนจิราไม่รู้เลยว่า “โอกาส” ที่ได้และสาเหตุที่จีไอมาประจำในตาคลี เกิดจากสถานการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒
หลังสงคราม สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจ เผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียตที่มีระบบการเมืองต่างกัน อเมริกาต้องการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบตลาดและการค้าเสรีซึ่งตอบสนองผลประโยชน์และความมั่นคงของตนรวมถึงระเบียบโลกหลังสงคราม ขณะที่สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีนส่งออกและสนับสนุนแนวทางการปฏิวัติสังคมแบบคอมมิวนิสต์
การเผชิญหน้าจึงเกิดขึ้นระหว่าง “ค่ายโลกเสรี” กับ “ค่ายคอมมิวนิสต์”
ขบวนการชาตินิยมในอินโดจีน (เวียดนาม ลาว และกัมพูชา) บางส่วนใช้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในการต่อสู้ แต่ละประเทศเกิดสงครามกลางเมืองที่มีมหาอำนาจสองค่ายหนุนหลัง เช่น สงครามระหว่างเวียดนามเหนือ (ฝ่ายคอมมิวนิสต์) กับเวียดนามใต้ (ฝ่ายโลกเสรี) ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘-๒๕๑๘ (ค.ศ. ๑๙๕๕-๑๙๗๕)
งานวันเด็กแห่งชาติในฐานทัพอากาศตาคลีปี ๒๕๖๗ เป็นวันเดียวที่ฐานทัพอากาศแห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าชมภายในได้
(ภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์)
สงครามในเวียดนามยังเกี่ยวพันกับสงครามกลางเมืองในลาวที่เพิ่งได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส ด้วยเกิดการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาลพระราช-อาณาจักร (ฝ่ายขวา) กับขบวนการปะเทดลาว (ฝ่ายซ้าย) แต่ละฝ่ายต่างมีมหาอำนาจสนับสนุน
อเมริกาที่ต้องการสกัดคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสนับสนุนรัฐบาลทหารไทยหลังรัฐประหารปี ๒๔๙๐ ที่มีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ ผลคือในปี ๒๔๙๓ ไทยส่งทหารเข้าร่วมกับองค์การสหประชาชาติทำสงครามในคาบสมุทรเกาหลี (สงครามเกาหลี) ร่วมกับฝ่ายโลกเสรี ต่อมาปี ๒๕๐๕ ยังทำ “แถลงการณ์ถนัด-รัสก์” เพื่อให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทหารป้องกันไทยในกรณีฉุกเฉินได้ ฐานทัพสหรัฐฯ จึงเกิดขึ้นในไทยเจ็ดแห่ง คือ ดอนเมือง (กรุงเทพฯ), ตาคลี (นครสวรรค์), นครราชสีมา, นครพนม, อุดรธานี, อู่ตะเภา (ชลบุรี) และอุบลราชธานี
กรณีตาคลี เว็บไซต์กองบิน ๔ ระบุว่า สหรัฐฯ นำฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ ๓๕๕ (355th Tactical Fighter Wing) เข้าประจำการในปี ๒๕๐๘ โดยปรับปรุงฐานบินเดิมที่กองบิน ๔ ไทยใช้อยู่ เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในเวียดนาม ลาว (อย่างไรก็ตามมีข้อมูลอีกชุดระบุว่าสหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาที่ตาคลีตั้งแต่ปี ๒๕๐๔)
มองจากบนอากาศจะพบว่า ฐานทัพตาคลีตั้งอยู่ฝั่งเหนือของถนนพหลโยธินที่วิ่งจากด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เฉียงขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ใจกลางฐานคือรันเวย์วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ด้านทิศตะวันตกของรันเวย์เป็นพื้นที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา (ทอ. สหรัฐฯ) ขณะที่ทางด้านตะวันออกเป็นพื้นที่ของกองทัพอากาศไทย (ทอ. ไทย)
พ.ท. ปีเตอร์ เอ. คุก (Lt.Col. Peter A. Cook) ผู้เคยประจำการที่ตาคลีระหว่างเดือนเมษายน-ธันวาคม ๒๕๑๑ ในฐานะนักบินที่ ๒ บนเครื่องบินทิ้งระเบิด F-105 Thunderchief เขียนเล่าถึงฐานทัพตาคลีไว้ใน Takhli in Color : Life on an F-105 base during the Vietnam War ว่า ทอ. สหรัฐฯ เข้ามาปรับปรุงสนามบินตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ ก่อนเริ่มปฏิบัติการทางอากาศในปี ๒๕๐๗ โดยฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ ๓๕๕ มีกองบินในควบคุมคือ ฝูง ๓๓๓, ๓๕๔ และ ๓๕๗ มี F-105 รวม ๗๒ ลำ และเครื่องแบบ B-66 อีกสองฝูง
CITY MAP OF AMPHOE TAKHLI ปี ๒๕๐๗ (ค.ศ. ๑๙๖๔) ซึ่งถูกเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติหมายเลข ๒ สหรัฐอเมริกา ทำให้เห็นภาพฐานทัพตาคลีชัดเจนว่าใช้รันเวย์แนวเหนือ-ใต้เป็นตัวแบ่ง ด้านทิศตะวันตกเป็นพื้นที่ของ ทอ. สหรัฐฯ ส่วนตะวันออกเป็นของ ทอ. ไทย โดยโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินฝั่งอเมริกันหนาแน่นกว่าฝั่งไทยอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุ สถานีเรดาร์ คลังอาวุธ บ้านพัก ฯลฯ
บรรยากาศภายในสถานีเรดาร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีเรดาร์เก่าของจีไอ เจ้าหน้าที่ในภาพคือ ชัยยา ว่องการไถย
สถานีทวนสัญญาณที่เขาเรดาร์ (เนิน ๒๖๐) ใกล้ฐานทัพอากาศตาคลี สถานีนี้ดำเนินการโดยกองพันทหารอากาศสื่อสารที่ ๑๙๘๐ (U.S. Air Force’s 1980th Communications Squadron), ปี ๒๕๑๒
ในยุคสงครามเย็น สิ่งก่อสร้างทางทหารของอเมริกันพบเห็นได้ทั่วตาคลี โดยเฉพาะสถานีเรดาร์ สถานีสื่อสาร
บริเวณยอดเขาเรดาร์ มองไปจากอาคารของสถานีเรดาร์ตรวจอากาศของกรมฝนหลวง ขึ้นไปทางเหนือ จะเห็นแนวถนนไปยังตำแหน่งสถานีเรดาร์เก่าของทหารอเมริกัน โดยตัวเรดาร์ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว เหลือเพียงถังน้ำมันเก่าสมัยสงครามเย็นตั้งอยู่เป็นพยานเท่านั้น
อาคารที่พักของจีไอในอดีต ยังปรากฏอยู่ในฐานทัพอากาศตาคลี
พันโทปีเตอร์บันทึกว่า นักบินที่มาทำงานในฐานทัพตาคลีมีความเป็นอยู่ดีกว่านักบินในเวียดนามใต้ “อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศคล้ายกับอยู่ที่บ้าน” มีการจัดสถานที่
อำนวยความสะดวกเอาไว้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นลานโบว์ลิง ห้องฟังเพลง ห้องรับจดหมาย สโมสรร้านสวัสดิการทหาร (post exchange - PX) ฯลฯ
ปัจจุบันคนเฒ่าคนแก่ยังจำได้ว่ามีการแบ่งกองบิน ๔ เป็นสองโซนคือ ทอ. สหรัฐฯ กับ ทอ. ไทย ทางเข้ากองบินด้านถนนพหลโยธิน (ทิศใต้) ฝั่ง ทอ. สหรัฐฯ เรียกว่า “ประตูฝรั่ง/ดงพลับ” ขณะที่ทางเข้าพื้นที่ ทอ. ไทยที่อยู่ถัดมาไม่ไกลนักทางด้านตะวันออกเรียกว่า “ประตูไทย”
โครงสร้างพื้นฐานทางทหารของกองทัพอากาศอเมริกันนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในฐานทัพอากาศตาคลี
ห่างออกไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ด้านฝั่งใต้ของถนนพหลโยธิน บนยอด “เขาตาคลี” ที่สูงประมาณ ๒๖๕ เมตรจากระดับทะเลปานกลาง เป็นที่ตั้งของเรดาร์ทางทหารมีลักษณะเป็นตะแกรงหมุนได้คล้ายพัดลมขนาดยักษ์ จนคนท้องถิ่นพูดในเชิงขำขันเปรียบว่าเป็น “พัดลมอเมริกา” เรียกชื่อภูเขาลูกนี้ว่า “เขาเรดาร์” มากกว่าที่จะเรียกว่าเขาตาคลี
กลางปี ๒๕๖๘ ตอนที่ผมไปสำรวจเขาลูกนี้ ร่องรอยเดียวที่เหลืออยู่คือถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่สองถัง ตัวเรดาร์หายไปแล้ว ส่วนพื้นที่นั้นดูแลโดยหน่วยงานทหารของไทย ห่างไปไม่ไกล บนสันเขาเดียวกันมีสถานีเรดาร์ตรวจอากาศของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรตั้งอยู่
ชัยยา ว่องการไถย หัวหน้าสถานีเรดาร์ฝนหลวงตาคลี เล่าว่า คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าสถานีเรดาร์ตรวจอากาศปัจจุบันสวมทับตำแหน่งสถานีเรดาร์อเมริกันเมื่อมองจากระยะไกลขึ้นมาบนยอดเขา
ชัยยาบอกว่าเขามาประจำอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ บางครั้งก็พบชาวอเมริกันสูงอายุมาเที่ยวเขาเรดาร์พร้อมกับลูก พอสอบถามก็ทราบว่าเป็นอดีตจีไอที่เคยประจำอยู่บนสถานีเรดาร์เก่าและกลับมารำลึกความหลัง “บางทีถ้ามีเวลาผมก็พาเขาเดินดูรอบ ๆ ลูกเขาก็จำได้ลาง ๆ ว่าเคยวิ่งเล่นที่นี่สมัยเด็ก”
ความต่างคือ ในยุคสงครามเวียดนาม เรดาร์บนเขาทำหน้าที่นำทาง และสื่อสารกับเครื่องบินขับไล่ที่มีภารกิจออกไปโจมตีเป้าหมายในเวียดนามเหนือ แต่ตอนนี้เรดาร์ใหม่ที่อยู่บนเขานี้ทำหน้าที่พยากรณ์อากาศ
พันโทปีเตอร์ระบุว่า ถึงแม้ฐานทัพอากาศตาคลีจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกและทำให้รู้สึกเหมือนบ้านเพียงใด แต่ในช่วงที่สงครามเวียดนามรบกันรุนแรง นักบินขับไล่ที่ออกไปทำภารกิจ “อัตราเสียชีวิตมีถึงร้อยละ ๕๐”
พูดตรง ๆ คือ มีโอกาสตายเกินครึ่ง
ในเมื่อไม่รู้ว่า “วันพรุ่งนี้” จะมาถึงหรือไม่ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทั้งก่อนและหลังปฏิบัติภารกิจ นักบินจะใช้เวลาใน “แนวหลัง” ที่ตาคลีอย่างเต็มที่ในโรงภาพยนตร์ อาบอบนวด ผับ บาร์ ฯลฯ
การมาของจีไอนับพันนาย ทำให้เศรษฐกิจของเมืองตาคลีคึกคักเป็นประวัติการณ์
บ้านไม้เก่าในตลาดอำเภอตาคลี ใกล้สถานีรถไฟบ้านคลี (ปัจจุบันปิดใช้งานแล้ว ย้ายไปสถานีใหม่) อยู่ในสภาพทรุดโทรม ในยุคจีไอ บ้านไม้เหล่านี้คือร้านค้าที่ทำรายได้จากจีไอที่เข้ามาประจำการในฐานทัพอากาศตาคลี
สถานีรถไฟบ้านตาคลีแห่งเก่า (ปัจจุบันปิดใช้งานแล้วย้ายไปที่ตั้งใหม่) เป็นสถานที่แรก ๆ ในตาคลีที่ผู้คนจากทุกสารทิศเห็นเมื่อมาถึงเมืองที่เต็มไปด้วยจีไอในทศวรรษ ๒๕๐๐-๒๕๑๐
สถานีรถไฟบ้านตาคลีสมัยสงครามเย็น
ป้ายสถานีรถไฟบ้านตาคลีส่วนที่ติดกับชานชาลา จะสังเกตเห็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ คราวเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดเขื่อนเจ้าพระยาในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นระยะที่สงครามเวียดนามเริ่มรุนแรงมากขึ้น
สถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น จะพบได้ในตัวตลาดตาคลี อาคารที่มีสถาปัตยกรรมเหล่านี้ส่วนมากสร้างขึ้นในช่วงที่จีไอยังประจำการอยู่ในอำเภอตาคลี
อาคารแห่งหนึ่งใกล้กับวงเวียนพระสังข์ยุคปัจจุบันกับภาพอาคารเดียวกันในยุคสงครามเย็น
ฉากบังแดดของอาคารแห่งหนึ่งในตลาดตาคลี
อดีตอาคารสำนักงานของธนาคารแห่งหนึ่ง
“จีไอมาตาคลี ผมได้ใส่ทองหนัก ๘ บาท จาก ‘ไอ้แบน’ กลายเป็น ‘คุณแบน’”
ดำรง จันทร์นวล
เจ้าของร้านตัดผมในตาคล
นับตั้งแต่ถนนสายเอเชีย (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒) สร้างเสร็จในปี ๒๕๑๖ ตาคลีไม่ใช่อำเภอที่ “ต้องผ่าน” เมื่อขับรถยนต์ขึ้นสู่ภาคเหนือ ดังนั้นคนที่มาตาคลีต้องตั้งใจมา ยังไม่นับว่าหากเดินทางด้วยรถไฟซึ่งเป็นที่รู้กันว่าไม่ตรงเวลานัก กำหนดการถึงตาคลีช่วงเช้าหลายครั้งก็กลายเป็นบ่าย
ประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดที่ลดลง ผลคือทุกวันนี้ตาคลีเงียบเหงาลงมาก
ที่ร้านตัดผมในห้องแถวไม้เก่าแห่งหนึ่งห่างจากสถานีรถไฟบ้านตาคลีเก่า (ปัจจุบันเลิกใช้งาน มีการสร้างสถานีใหม่ห่างออกมาทางใต้) ไปไม่มากนัก ดำรง จันทร์นวล หรือที่คน
ในตลาดเรียกด้วยความคุ้นเคยว่า “ปู่แบน” ช่างตัดผมวัย ๘๓ ปี เล่าให้ฟังว่า ในยุคจีไอเต็มเมือง ภาพจะไม่เป็นแบบนี้ ถึงแม้ว่าตาคลีเป็นชนบท แต่คนจำนวนมากก็มุ่งหน้ามาขุดทองที่นี่ และถนนพหลโยธินก็ทำให้คนที่ขึ้นเหนือยุคก่อนต้องผ่านตาคลี
“คนเข้ามาจากจังหวัดรอบ ๆ มาซื้ออาหาร สินค้าเกษตร สมัยนั้นสถานีรถไฟบ้านตาคลีเป็นเหมือนจุดแวะพัก ในตัวตลาดบ้านเรือนไม่มาก เริ่มมีโรงแรมที่ทำด้วยไม้”
ช่วงต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ ในวัยเด็ก ปู่แบนมีฐานะยากจน “แม่ขายหัวหอม กระเทียม ผมเก็บกระป๋องขายใบละ ๑๐ สตางค์ ไปฝึกหัดตัดผมกับรุ่นพี่ที่รู้จักกันในตลาด” แต่ต่อมาก็มีเหตุให้ต้องออกจากร้าน ขณะที่แม่โดนโกงแชร์หมดตัว
เขากับแม่ตัดสินใจเอาพระที่มีอยู่ไปขายทุบกระปุกใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายเปิดร้านตัดผมเล็ก ๆ ในปี ๒๕๑๑ ผลคือ “คนเข้าตั้งแต่เช้ายันเย็น ฝรั่ง คนงาน คนขับสามล้อ โสเภณี ตัดผมทั้งวันจนข้าวปลาไม่ต้องกิน สมัยนั้นไม่มีภาพทรงผมให้เลือก คุยกับฝรั่งเป็นคำ ๆ แฮร์คัต (hair cut-ตัดผม) โอเค ค่าตัดหัวละ ๓ บาท ปรากฏฝรั่งให้ธนบัตร ๕ ดอลลาร์ สบาย (หัวเราะ) บางทีเมียเช่าก็พาฝรั่งมาตัด ตอนหลังต้องเพิ่มโต๊ะตัดเป็นสี่โต๊ะ เซ้งห้องแถวจากหนึ่งเป็นสองคูหา”
โรงภาพยนตร์รุ่งนภาและตลาดดวงนิมิตในปี ๒๕๖๙ กับในยุคสงครามเย็น ปัจจุบันโรงภาพยนตร์ถูกรื้อไปแล้ว
ในยุคสงครามเย็น ตาคลีเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่มีโรงภาพยนตร์ไม่ต่ำกว่าสี่แห่ง ฉายหนังทั้งช่วงกลางวันและช่วงค่ำ กลายเป็นแหล่งบันเทิงที่คนจากชัยนาทและอำเภอเล็ก ๆ โดยรอบ
เข้ามาจับจ่ายและท่องเที่ยว
จ.อ. จอห์น เคลลี (Tsgt. John Kelly) เจ้าหน้าที่ฉายภาพยนตร์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ให้เด็กชายชาวไทยคนหนึ่งมองวิวไฟน์เดอร์ อำเภอตาคลี ประเทศไทย, มิถุนายน ๒๕๐๕ และสถานที่เดียวกัน ในปี ๒๕๖๙
ส่วนรายได้นั้นบางครั้งสูงถึงวันละ ๑,๓๐๐ บาท (ในยุคที่ซื้อทองได้ในราคาบาทละ ๔๐๐ บาท)
“จะไม่รวยได้ยังไง อเมริกันนี่แหละมาพลิกฐานะของผม” ปู่แบนเล่า
ปู่แบนยังได้รู้จักผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “ครีมโกนหนวด” เป็นครั้งแรก เพราะจีไอที่มาตัดผมที่ร้านเอามาให้ลองใช้ “เดิมผมใช้น้ำสบู่โกนหนวดให้ลูกค้า แต่ฝรั่งควักครีมโกนหนวดมาให้ลองใช้ สรุปติดใจ เขายกให้ทั้งหลอด สุดท้ายต้องสั่งซื้อมาใช้ในร้านเพราะมันดีมาก” ยังไม่นับสินค้าอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้าตราจระเข้ (LACOSTE) กางเกงยีนยี่ห้อลีวายส์ (Levi’s) แรงเลอร์ (Wrangler) ที่ “พวกเราขอฝรั่งบ้าง บางคนก็ขโมยบ้าง แต่ยอมรับว่าสินค้ามันดี ติดใจ”
สมจิตร พีรศักดิ์โสภณ เจ้าของธุรกิจโรงงานเต้าหู้ในตาคลี วัย ๗๙ ปี เล่าให้ฟังว่าในยุคจีไอ เขาเป็นวัยรุ่นอายุราว ๑๗ ปี มีรายได้จากการช่วยฝรั่งที่มาถึงตาคลีหิ้วสัมภาระ “เขาจะเรียกเรา ยู ๆ เราช่วยถือเขาก็ให้เงินดอลลาร์ ไม่ต้องแลกเอาไปใช้ที่ไหนก็ได้ในตาคลี รับทั้งนั้น” ส่วนความทรงจำเรื่องบาร์ฝรั่งนั้นเขาจำได้ดีว่า “บาร์ที่ดังมากคือสตาร์ไลต์ (Starlight) บังกะโลวินนี่ส์ที่มีบ้านให้เช่าด้วย (Winnie’s Bungalow/บังกะโลสายสวรรค์) บางบาร์จะแยกกันระหว่างทหารผิวขาวกับทหารผิวสี บาร์คนไทยฝรั่งจะไม่เข้า บาร์ไหนฝรั่งเข้าคนไทยก็จะไม่เข้า สารวัตรทหาร (Military Police - MP/ สห.) อเมริกันกับไทยจะคอยขับรถตรวจตราตลอดเวลา พวกจีไอเขาจะไปเช่าบังกะโล (บ้าน) ที่อยู่หลังบาร์”
สมจิตรจำได้ว่าโดดเรียนไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ในตลาดที่มีหลายแห่ง ไม่ว่ารุ่งนภา, ราชารามา, วัฒนา, ศรีเทพ ซึ่งฉายหนังวันละสามรอบ “ผมเรียนอยู่โรงเรียนรังสรรค์ (รังสรรค์วิทยา) โรงเรียนเอกชนที่ดังที่สุดในตาคลี (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนพินิจอนุสรณ์) สมัยนั้นติดไปกับเพื่อน ติดบุหรี่ ของไทยก็กรุงทอง ของอเมริกันก็ลัคกี้”
ก่อนกระซิบว่าสมัยนั้นวัยรุ่นบางคนยังแอบไปขโมยกางเกงยีนที่ฝรั่งตากไว้ตามบังกะโลมาขาย ยังไม่นับบางคนมีวิชา “รูดนาฬิกาฝรั่ง” ออกจากข้อมือได้อย่างง่ายดาย
ในยุคนั้นถนนพหลโยธินเป็นถนนสองเลน สองฝั่งมีสถานบันเทิงเรียงรายตั้งแต่หน้าฐานทัพอากาศตาคลียาวเข้ามาเกือบถึงพื้นที่ตลาดตาคลีที่อยู่รอบสถานีรถไฟบ้านตาคลี
ในยุคสงครามเย็น มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนเกิดขึ้นจำนวนมาก หลายแห่งคนเก่าแก่ที่ผ่านยุคจีไอมา ยังจำชื่อได้ เช่น Villa Tropicana, Blue Danube
บำรุง แกว่นกสิกร วัย ๖๘ ปี อดีตนักดนตรียุคนั้นเล่าว่า บาร์เป็นที่ทำกินของคนจำนวนมากที่เข้ามาขุดทอง “อย่างผม เดิมเป็นคนอำเภอพยุหะคีรี ย้ายมาตาคลีประมาณปี ๒๕๑๐ หนแรกมาชั่วคราว ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟและชงกาแฟในร้าน Charn’s Steak House เพราะรายได้ดี ทิปมาก ร้านนี้กลางวันเป็นร้านอาหาร กลางคืนเป็นบาร์ ใกล้กันก็มีบาร์ที่มีชื่อเสียงอย่าง King Cobra, Mustang” แต่ไม่นาน เขาก็โดนตามตัวกลับไปเรียน ก่อนจะกลับมาอีกในปี ๒๕๑๓ ในฐานะครูสอนวิชาดุริยางค์ของโรงเรียนทหารอากาศบำรุงในกองบิน ๔ กลางวันสอนหนังสือ ตกค่ำก็เล่นดนตรีในบาร์ดลฤดีที่เป็นบาร์รำวง ได้เงินเดือนละ ๑,๒๐๐ บาท ขณะที่เงินเดือนครูได้เพียงเดือนละ ๗๐๐ บาท
บำรุงอธิบายว่าบาร์รำวงเป็นหนึ่งในบาร์สองประเภทที่เปิดให้บริการยุคนั้น มักถูกเรียกว่า “บาร์ไทย” จะตรวจบัตรก่อนเข้าร้าน ด้านในมีเวทีรำวง มีผู้หญิงนั่งบนอัฒจันทร์ให้ลูกค้าที่ซื้อตั๋วมาเลือกออกไปรำประกอบเพลงที่เปิดเป็นรอบ ใครพอใจจะไปเที่ยวต่อก็ตกลงกันส่วนตัว ส่วน “บาร์ฝรั่ง” ลูกค้าคือจีไอที่เข้าไปฟังดนตรี ดื่มแอลกอฮอล์ มีพาร์ตเนอร์คอยบริการชงเหล้าและพูดคุยเป็นเพื่อน
บาร์เหล่านี้มีทั้งแบบที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานโดยเฉพาะ และดัดแปลงจากอาคารไม้หรือห้องแถว โดยบาร์ฝรั่งมักปิดเวลา ๐๑.๐๐ น. ขณะที่บาร์ไทยปิด ๐๒.๐๐ น. “บางทีผมกำลังเตรียมเครื่องดนตรี ราว ๑๙.๐๐ น. ลูกค้าเข้าร้านแล้วทั้งที่ยังหัวค่ำ ถามว่าเมื่อไรจะเล่น ส่วนมากเป็นคนงานในฐานทัพอากาศ ทำงานกับฝรั่ง พวกนี้กินเบียร์กินเหล้าเหมือนน้ำเปล่า ทั้งสิงห์ แม่โขง ผู้หญิงที่มาหาเงินก็มารออยู่หน้าบาร์ ถ้ามีตีกันส่วนมากจะเป็นพวกจิ๊กโก๋ที่เขม่นกัน ตีกันผมก็เล่นดนตรีประชดเลย ถ้าตีกับฝรั่งหรือฝรั่งตีกันเอง สักพักสารวัตรทหารก็จะมาจัดการ”
บำรุงเล่าว่านักดนตรีที่มาเล่นในบาร์ฝรั่งและบาร์รำวงส่วนมากมีฝีมือและประสบความสำเร็จในยุคต่อมา “ตัวอย่างเช่น ‘แหลม มอริสัน’ (รุ่งศักดิ์ อิศรางกูร มือกีตาร์ที่ได้รับฉายาว่า ‘กีตาร์คิง’) สมัยวัยรุ่นก็มาเล่นดนตรีอยู่ที่ตาคลี บาร์รุ่งฤดีตรงข้ามบาร์ดลฤดีที่ผมทำงาน ‘ยอดรัก สลักใจ’ (ส.ต.ท. นิพนธ์ ไพรวัลย์ นักร้องเพลงลูกทุ่ง-ลูกกรุงชื่อดัง) ก็มาร้องเพลง ผมเคยไปดูดนตรีในบาร์สตาร์ไลต์ว่าเขาเล่นกันยังไง เอาเทคนิคมาปรับใช้ ยิ่งกว่าแหลมก็มีนักกีตาร์ในตำนานอยู่คนหนึ่ง ตาบอด สูบกัญชามาจากไหนก็ไม่รู้ พวกมือกีตาร์เรียกแกว่าอาจารย์เล่นเก่งมาก ชื่อ ‘ดวงเนตร’”
สถานบันเทิงทำให้ตาคลีเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหลในยุคสงครามเย็น
บำรุง แกว่นกสิกร สมัยยังเล่นดนตรี
ภรรยาของบำรุง เป็นมือกลอง
(ภาพ : บำรุง แกว่นกสิกร)
ไม่เพียงแค่ผู้ชายที่ได้งานในบาร์ สุภาพสตรี อย่าง สมบัติ ธนะเสวี วัย ๗๗ ปี จำได้ว่าย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม ๒๕๑๑ ในวัย ๑๙ ปี หลังแต่งงานกับเจ้าของสตาร์ไลต์ เธอได้เห็นยุครุ่งเรืองของสถานบันเทิงในตาคลีอยู่ราว ๑ ทศวรรษ
“บาร์ฝรั่งของเราไม่ได้แยกสีผิว เปิดตั้งแต่ ๑๘.๐๐-๐๑.๐๐ น. กลางวันรับจัดเลี้ยง พนักงานไม่ได้เงินเดือนแต่อยู่ได้ด้วยทิปจากลูกค้า สามล้อที่มารับฝรั่งก็มีเยอะ รายได้วันละ ๑,๐๐๐ บาท ของสามล้อถีบในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องเกินความจริง ยังจำได้ว่าเราเองก็ต้องเอาเงินดอลลาร์เป็นกระเป๋าไปแลกเงินบาท”
ธุรกิจที่รุ่งเรืองไม่แพ้กันก็คือโรงแรม แผนที่อำเภอตาคลี ประเทศไทย ซึ่ง The Defense Topographic Center กองทัพสหรัฐฯ จัดทำร่วมกับกรมแผนที่ทหารของกองทัพไทย ผลิตในปี ๒๕๑๖ ปีสุดท้ายก่อนที่สหรัฐฯ จะถอนทหาร ให้รายชื่อโรงแรมสำคัญในตาคลีไว้ทั้งหมด ๑๒ แห่ง ในหมวดสถานที่เกี่ยวกับ “พาณิชย์และอุตสาหกรรม”
คนเก่าแก่ของตาคลียังจำได้ดีว่า “โรงแรมพรสวัสดิ์” ตึกเก่าห้าชั้นที่ปัจจุบันคนแทบไม่ค่อยสังเกตเวลาขับรถบนถนนพหลโยธินแล้วขึ้นสะพานยกระดับข้ามทางรถไฟ ในยุคจีไอคือโรงแรมทันสมัยที่สุดและเป็นโรงแรมเดียวของตาคลีที่มีเครื่องปรับอากาศ แต่ถ้าจีไอคนไหนไม่อยากพักในกองบิน ในโรงแรม ก็ต้องเช่า “บังกะโล” ที่มีหลากรูปแบบ ส่วนมากสร้างเป็นเรือนไม้ยกพื้น บ้างก็เป็นครึ่งปูนครึ่งไม้ เจ้าของอาจเก็บค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาทขึ้นไป ซึ่งจีไอก็จ่ายได้อย่างไม่เดือดร้อน
นอกจากจะเป็นสถานบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในตาคลีแล้ว วินนี่ส์บาร์ยังมีบังกะโลให้เช่าจำนวนมากในบริเวณเดียวกัน ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง เจ้าของใหม่มีโครงการปรับปรุงเป็นร้านกาแฟ
ปัจจุบันร่องรอยความรุ่งเรืองของผับบาร์ในตาคลีแทบไม่เหลือให้เห็นแล้ว วินนี่ส์กลายเป็นตึกร้าง บังกะโลใกล้ ๆ บางหลังมีคนไทยเช่าอยู่ อีกส่วนทิ้งร้าง
วีรวรรณ วิชิตนาถ ซึ่งแม่สามีของเธอซื้อบาร์แห่งนี้จากเจ้าของเก่าเล่าว่า หลังยุคจีไอ วินนี่ส์มีปัญหาทางการเงิน ธนาคารจึงนำบาร์ขายทอดตลาด ปี ๒๕๖๗ เมื่อแม่สามีถึง
แก่กรรมก็มีการแบ่งที่ดินในหมู่ลูกหลาน วินนี่ส์ก็อยู่ในพื้นที่ราว ๗ ไร่ที่เธอกับสามีครอบครอง โดยปัจจุบันถูกทิ้งเอาไว้ในสภาพเดิม
“คนตาคลีส่วนมากก็ยังจำที่นี่ได้ เรียกว่าหมู่บ้านวินนี่ส์ ไม่ต่างจากในอดีต” วีรวรรณเล่า
ส่วนบาร์และโรงแรมรุ่นเดียวกันแห่งอื่นบ้างเป็นตึกร้าง บ้างก็ถูกแทนที่ด้วยร้านรวงในยุคหลัง
ร่องรอยโรงภาพยนตร์ยังพบได้ในตลาดบนตาคลี (ฝั่งตะวันตกของทางรถไฟ) ถ้าเดินไปตามถนนตาคลีพัฒนา เลียบทางรถไฟลงทางใต้จะพบ “ราชา (ตาคลี) รามา” ที่เป็นอาคารร้างส่วน “โรงภาพยนตร์รุ่งนภา” ถูกทุบกลายเป็นลานจอดรถ เหลือเพียงซุ้มป้ายด้านหน้า ขณะที่โรงภาพยนตร์ “วัฒนา” กลายเป็นร้านสะดวกซื้อ
ส่วนย่านร้านเก่าในตลาดด้านที่อิงเนินเขาตาคลีด้านทิศตะวันตกแทบไม่มีคนอาศัยและใกล้พังลงทุกวันเนื่องจากเป็นอาคารไม้เก่า
ย่าน “ถนนแดง” ที่ปัจจุบันคือ “ซอยดอกไม้แดง” ของตาคลี สมัยสงครามเย็นเคยเป็นย่าน “โคมแดง” ที่มีสตรีขายบริการมาทำมาหากินจำนวนมาก อาคารบางแห่งยังคงเหลือร่องรอยจากอดีต ปัจจุบันกลายเป็นที่อยู่อาศัยปรกติไปแล้ว
“...นี่พามันมาจากที่ ไหน”
“ตาคลี”
“แน่ๆ เลย อยู่ตาคลี ทำงานรับแขกอยู่ในบาร์แน่ๆ”
บทที่ ๑ สะใภ้ที่มาจากตาคลี นิยาย กรงกรรม โดย “จุฬามณี” (ปี ๒๕๖๒)
ปฏิเสธยากว่าการมาของจีไอสร้าง “ภาพจำที่ไม่ดี” ให้คนตาคลี แต่ก็น่าสนใจว่ามุมมองนี้มาจากกรุงเทพฯ เป็นหลัก เช่น กรณีของสื่อสิ่งพิมพ์ยุคนั้นคือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๑๕ ที่ส่งทีมงานไปเก็บข้อมูลในตาคลี ๓ วัน นำเสนอบทความ “ตาคลี : ขยะสงคราม” และ “เด็กผมแดง : ลูกระเบิดที่อเมริกันทิ้งในไทย” เน้นเล่าเรื่องเมียเช่าและปัญหาลูกครึ่งจากการเข้ามาของจีไอ
ผศ.ดร. มรกตวงศ์ ภูมิพลับ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ทำวิจัยเรื่อง “สงครามเย็น ฐานทัพอเมริกัน และการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์” มองว่า ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ บทความในวารสารฉบับนี้เป็นงานเขียนชิ้นแรก ๆ ที่สร้างภาพจำว่าตาคลีมีแต่เรื่อง “เมียเช่า” และความเสื่อมเสียทางศีลธรรม
ด้วยเมื่อเปิดอ่านจะพบประโยคที่ว่าอาชีพเมียเช่าทำง่าย “ไม่ต้องลงทุนลงแรง” ผู้หญิงที่ทำยัง “ขาดการศึกษาและอยู่ตามชนบท...ไม่ฉลาดพอที่จะรู้จักการวางแผนการใช้ชีวิต” ยังมีงานของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เรื่อง ตาคลี น้ำตาไม่มีเสียงร้องไห้ สารคดีเชิงข่าวที่ลงหนังสือพิมพ์รายวัน สยาม ในปี ๒๕๑๕ รายงานเรื่องเมียเช่าและชีวิตผู้คนในตาคลี แต่ก็ยังคงตัดสินตาคลีผ่าน “มุมมองแบบส่วนกลาง (กรุงเทพฯ)”
เพลินพิศ ศรีภพ นายกเทศมนตรีเมืองตาคลีคนปัจจุบัน เล่าในวงเสวนา “ตาคลียุคจีไอ ในมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ” วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ว่าภาพจำนี้ติดตัวคนตาคลีมานาน โดยยกตัวอย่างว่าตนเกิดในปี ๒๔๙๘ เมื่อไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ “ก็ไม่กล้าบอกใครว่ามาจากตาคลี เรื่องเมียเช่าดังมาก บอกก็จะถูกคนอื่นมองด้วยสายตาที่ไม่ดี”
ช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ภาพจำนี้ยังถูกย้ำด้วยละครโทรทัศน์ที่สร้างจากนิยาย กรงกรรม ออกฉายครั้งแรกในปี ๒๕๖๒ ทางช่อง ๓ ซึ่งจริง ๆ แล้วความเป็นจริงในพื้นที่เป็นอีกแบบและซับซ้อนกว่า
น่าเสียดายว่า โสเภณี-เมียเช่า กลายเป็น “ภาพจำ” ที่ปัญญาชนจากเมืองหลวงยัดเยียดให้ตาคลี โดยละเลยรายละเอียดอื่นไป
ทั้งนี้ยังมีนิยาย บุษบาตาคลี ที่มีจุดร่วมกับ กรงกรรม คือ ทั้งสองเรื่องวางตัวละครเอกให้เป็นผลผลิตของจีไอในตาคลีที่ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากสังคมรอบด้านอย่างหนักหน่วง
อนงค์ อนุรัตน์ อดีตครูโรงเรียนตาคลี-ประชาสรรค์ ย้ายมาอยู่ตาคลีในปี ๒๕๐๗ เพราะพ่อถูกว่าจ้างให้มารับเหมาสร้างอาคารเรียนหลังแรกให้โรงเรียนวัดสว่างวงษ์คณะกิจ [โรงเรียนวัดสว่างวงษ์ (ตาคลีประชานุกูล)] เล่าว่า ครอบครัวย้ายมาอยู่หลังวัดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นห้องแถวแบ่งเช่า โดยมีเมียเช่าจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในย่านเดียวกัน
อนงค์ยืนยันว่าเมียเช่าเหล่านี้แทบไม่มีคนตาคลี ส่วนมากอายุมากกว่า ๒๕ ปี บางครั้งสามียังมาดูแลและยินยอมให้ภรรยาทำงานนี้เพื่อเงิน
อนงค์จำได้ว่าสมัยนั้นระบบประปายังมีไม่ทั่วถึง คนตาคลีต้องหาบน้ำมาใช้ ยิ่งย่านที่ตั้งบ้านของอนงค์หลังวัดสว่างฯ เป็นเนินติดเขาเรดาร์ การหาบน้ำจึงยาก แต่เรื่องนี้ก็ทำให้อนงค์ในวัยเด็กมีรายได้ เพราะเมียเช่ามักว่าจ้างให้เธอหาบน้ำและซื้ออาหารให้ “ได้เงิน ๑ บาทต่อ ๔ หาบ มากกว่าอัตราปรกติที่จ้างทั่วไปสามเท่า ไปตักจากสระน้ำของวัดที่ตั้งอยู่ปลายเนิน บางทีก็ซื้อข้าวผัดให้เขารอบละ ๒๕ สตางค์” ถ้าได้เงินดอลลาร์สหรัฐจะเก็บเหรียญซ่อนไว้ในช่องใส่ถ่านวิทยุ แต่ธนบัตรจะนำไปให้พ่อแม่
ช่วงกลางวันเมียเช่าจะเก็บตัวอยู่ในบ้าน กลางคืนอาจออกไปเที่ยวกับแฟนจีไอ
เรื่องเดียวที่บิดาห้ามอนงค์คืออย่ารับจ้างซักผ้าเพราะกลัวจะติดโรค “ห้องแถวคูหาหนึ่งเมียเช่าอาจอยู่รวมกันสามคน ผลัดกันพาฝรั่งมา บางทีเขาป่วยเป็นกามโรค ก็เอาด่างทับทิมใส่ลงไปในถังปูนสำหรับตักน้ำชำระในห้องน้ำ ปรากฏว่าแสบก็ร้องกันจนได้ยินไปสามบ้าน บางทีพวกนี้ก็มีอะไรกันฝ่าไฟแดง เอาประจำเดือนมาเททิ้งหน้าบ้านก็มี”
อนงค์ยังรับจ้างเป็นลูกมือร้านก๋วยเตี๋ยวที่เข็นไปขายช่วงสถานบันเทิงปิดทำการ “ไปหมดหน้าบาร์ดิงดอง สตาร์ไลต์ บัวหลวง ฯลฯ ลูกค้าที่มากินก็คนไทย พนักงานร้าน เมียเช่า”
ดังนั้นแหล่งรายได้ของอนงค์จึงมาจากอาชีพที่คนภายนอกเหยียดหยามและส่วนมากไม่ใช่คนในท้องถิ่น
บำรุง แกว่นกสิกร อดีตนักดนตรีก็ยืนยันว่าสตรีในซ่องในตาคลีมาจากทั่วประเทศ “โดน ‘ตกเขียว’ มาจากภาคเหนือก็มี อยากใช้บริการก็ให้พนักงานเสิร์ฟในบาร์หาให้ได้บอก ‘จะไปกินข้าวต้ม’ เป็นอันรู้ บังกะโลที่ควงกันไปหาความสุขผมรู้จักแทบร้อยละ ๗๐ (หัวเราะ) ปรกติบาร์ฝรั่งเลิกตี ๑ บาร์ไทยเลิกตี ๒ สาวที่หาฝรั่งไม่ได้ก็มารอหน้าบาร์ไทย มีเกร็ดคือนักดนตรีไม่ต้องจ่ายเงิน บางทีได้บุหรี่มาสูบได้ค่ารถกลับ บางทีผมแค่เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวและค่าโรงแรมเท่านั้น”
บำรุงยังขยายความว่า “กะหรี่” กับ “เมียเช่า” ต่างกัน “กะหรี่ก็จะหาผู้ชายเป็นครั้ง ๆ เมียเช่าเขาจะอยู่กับสามีที่เช่าคนเดียว มีเงินเดือน ส่วนมากหน้าตาดี ที่เป็นลูกตำรวจมาหาเงินกับฝรั่งก็มี บางทีเมียฝรั่งมาติดใจคนไทยก็มี เรียก ‘พี่ชาย’ เพื่อที่สามีเขาจะได้ไม่รู้ มีทุกแบบ”
ชีวิตกลางคืนในตาคลี
(ภาพ : สุมนตรี ศรีเจริญ)
สำหรับคนไทยยุคสงครามเย็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐบาลกลางไม่เคยหยิบยื่นให้กลับพบได้ที่ตาคลี และเมืองที่มีฐานทัพ
ในตาคลียังมีเขตสำหรับค้าบริการโดยเฉพาะเรียกว่า “ถนนแดง” อยู่ฝั่งเหนือของถนนพหลโยธิน เยื้องโรงแรมพรสวัสดิ์เพียงถนนคั่น ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “ถนนดอกไม้แดง” โดยยึดโยงวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง (มีตำนานหนึ่งว่าชื่อ “ตาคลี” มาจากการตีคลีของพระสังข์ ชื่อถนนในเมืองนี้จึงยึดโยงกับวรรณคดีดังกล่าว) ร่องรอยเดียวที่เหลือคืออาคารซีเมนต์บางแห่งที่มีลักษณะคล้ายสถานบันเทิงอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีซุ้มโค้งและด้านในแบ่งเป็นห้องเล็ก ๆ
บำรุงเล่าว่าสถานบริการในถนนแดงนั้นส่วนมากเป็นอาคารไม้ บางหลังใต้บ้านก็มีน้ำสกปรกขังอยู่ ด้านหน้ามีโต๊ะสำหรับผู้หญิงออกมานั่งรอรับแขก
ยังมีเรื่องเล่าของกลุ่ม LGBTQ คือกรณีของ สุมนตรี ศรีเจริญ ที่ติดตามพี่ชายมาขายโรตีในช่วงก่อนอเมริกันถอนทหารไม่นาน “ประมาณปี ๒๕๑๖ เราอายุ ๑๔ ปี มาขายโรตีที่นี่ ปรกติโรตีธรรมดาขายแผ่นละ ๑ บาท ใส่ไข่ ๒ บาท มาขายตาคลีฝรั่งให้อันละ ๑ ดอลลาร์ (๒๐ บาท) หรือ ๑๐ ดอลลาร์ (๒๐๐ บาท)”
สุมนตรีเล่าว่าสาวประเภทสองก็มาหาเงินในตาคลี “ส่วนมากเช่าบ้านอยู่ตรงเกาะกะเทย (ด้านทิศใต้ของถนนพหลโยธิน ไม่ไกลจากฐานทัพอากาศตาคลี) แถบนั้นมีบาร์ Phantom, King Cobra ตกค่ำก็แต่งตัว นุ่งสั้น ไปนั่งกันตรงนั้น กะเทยสมัยนั้นกินกวาวเครือ กินยาคุมให้มีหน้าอก ลูกน้องก็มีไปโชว์คาบาเรต์ เล่นตลก ร้องเพลงลูกทุ่ง ทำงานกับผู้หญิงปรกติ แต่ฝรั่งชอบที่เราใส่รองเท้าบูต ทาตาสีส้ม บางคนเก่งซ่อนมิดชิด จีไอบางคนก็ไม่รู้ นึกว่าผู้หญิงจริง”
สุมนตรีเล่าว่าสาวประเภทสองมีทั้งคนดีและไม่ดี “บางคนไปล้วงกระเป๋าโดนสารวัตรทหารอเมริกันเล่นงานเอาก็มี คนที่ดีเขาก็สวย จีไอเลี้ยงดูก็มี ทำงานคืนหนึ่งอาจได้ถึง ๕๐๐ ดอลลาร์ ยุคนั้นใส่สร้อยคอทองคำนั่งสามล้อกันหน้าตาเฉยด้วยซ้ำ เงินมันสะพัดจริง บางทีจีไอนั่งสามล้อระยะทางสองป้าย จ่าย ๕๐ ดอลลาร์ก็มีมาแล้ว”
เรื่องเหล่านี้อยู่ในสายตาของกองทัพสหรัฐฯ และทางการไทยตลอด แม้ไม่ได้อนุญาตอย่างเปิดเผยแต่ก็แกล้งปิดตาข้างเดียว โดยหาทางป้องกันโรคด้วยการจัดให้ตรวจรักษาหญิงบริการทุกสัปดาห์ ใครอยากให้บริการจีไอต่อต้องรับการตรวจสุขภาพที่อนามัยอำเภอ หากปลอดโรคก็จะมีบัตรกระดาษที่เรียกว่า V.C. Card แสดงว่าผ่านตรวจโรคแล้ว
บางครั้งจีไอก็ถามพวกเธอตรง ๆ ก่อนจะใช้บริการว่า “มีบัตร (ตรวจโรค) หรือยัง”
ผู้อาวุโสในตาคลีส่วนมากให้ข้อมูลตรงกันว่า จีไอเข้ามาในตาคลีสองระลอก เป็นผลโดยตรงจากสถานการณ์สงครามในอินโดจีนและสถานการณ์ภายในประเทศของสหรัฐอเมริกา
ด้วยตั้งแต่ตัดสินใจส่งทหารเข้ามารบในสงครามเวียดนามตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ (ค.ศ. ๑๙๖๕) สถานการณ์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เวียดนามใต้ยังคงเต็มไปด้วยปัญหาคอร์รัปชัน เกิดรัฐประหารบ่อยครั้ง รัฐบาลเวียดนามใต้ไม่สามารถควบคุมชนบทได้ เสียเปรียบในการทำสงครามกับเวียดกงทุกแนวรบ
เช่นเดียวกับในลาวที่รัฐบาลลาวฝ่ายขวาก็ตกอยู่ในสภาพตั้งรับ ความพยายามตั้งรัฐบาลผสมจากทุกฝ่ายไม่ประสบความสำเร็จ กำลังทหารเสือพรานไทยที่ส่งเข้าไปช่วยรบตั้งแต่
ปี ๒๕๑๔ ก็ทำได้เพียงชะลอไม่ให้สถานการณ์แย่ลง
กระแสต่อต้านสงครามในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นทำให้ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เริ่มการถอนทหารในปี ๒๕๑๔ ทำให้จีไอเริ่มถูกถอนกลับ ส่งผลให้การค้าขายและกิจการต่าง ๆ ในตาคลีซบเซาลง
แต่พอถึงกลางปี ๒๕๑๕ ก็มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าจีไอจะกลับมาที่ตาคลีอีกครั้งพร้อมกับเครื่องบินขับไล่ ๗๒ เครื่อง กำลังทหารอีกกว่า ๑ หมื่นคน เพื่อเสริมกำลังทางอากาศ ผลที่ตามมาก็คือ “บาร์-ไนต์คลับ กลับมีชีวิตชีวาที่ตาคลี” (เดลินิวส์, ๑ พฤษภาคม ๒๕๑๕)
เหตุการณ์นี้เกิดคู่ขนานกับเรื่องราวที่อุดรธานีซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยกิโลเมตร
“ไม่อยากให้
มองตาคลี
ในมุมเดียว”
เพลินพิศ ศรีภพ
นายกเทศมนตรีเมืองตาคลี
อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
“ในยุคจีไอ ตาคลียังเชื่อมกับเมืองอื่นด้วยเส้นทางรถไฟเป็นชุมทางเล็ก ๆ คล้ายกับชุมทางบ้านภาชีที่พระนครศรีอยุธยา สินค้าเกษตรมารวมกันที่นี่ พวกสินค้าประมงอย่างปลาน้ำจืดจะใส่รถสีส้มมาตรงนี้ก่อนขนส่งไปจังหวัดอื่น คนชัยนาทถ้าไม่นั่งเรือลงกรุงเทพฯ ก็ต้องมาขึ้นรถไฟที่นี่ต่อมาเศรษฐกิจตาคลีเงียบลงเมื่อมีถนนสายเอเชียคนขับรถขึ้นเหนือไม่ต้องผ่านตาคลีอีก นับแต่นั้นตาคลีจึงเป็นเมืองที่ต้องตั้งใจมา
คนรุ่นหลังรู้จักตาคลีผ่านนิยาย กรงกรรม นางเอกคือเรณู มาจากตาคลี เคยทำงานในบาร์ ทุกอย่างจบเลย เราไม่อยากให้มองตาคลีในมุมเดียว เรื่องเมียเช่า หลายคนสามีก็รับกลับไปอยู่ด้วยกันที่อเมริกา อเมริกันบางคนก็กลับมาตามหาภรรยา ลูก เรื่องนี้มีหลายมุม
เทศบาลเคยจัดงานท่องเที่ยวตาคลี วางแผนออกจากกรุงเทพฯ เช้า ให้มาทานข้าวเที่ยงที่ตาคลี ปรากฏว่ารถไฟออกช้า มาถึงตาคลีบ่าย ๓ เลยต้องเลิกจัดเพราะสงสารนักท่องเที่ยว
ในอนาคตอยากให้ตาคลีเป็นเมืองที่คนตั้งใจมา ไม่ใช่แค่ทางผ่าน โครงการรถไฟทางคู่เสร็จรถไฟเดินตรงเวลา คงมีโอกาสเรื่องการท่องเที่ยวมากขึ้น”
“จีไอมา
ผลดีคือเรื่อง
เศรษฐกิจ”
สมจิตร พีรศักดิ์โสภณ
เจ้าของโรงงานเต้าหู้
อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
“ยุคอเมริกันมาเกิดโรงภาพยนตร์หลายแห่งในตาคลี สมัยเรียนหนังสือผมเกเร โดดเรียน รู้จักคนเก็บตั๋วหนังในโรงภาพยนตร์เลยได้ดูหนังฟรีทั้งไทยทั้งอเมริกัน
ยุคนั้นบ้านเช่าที่เป็นบังกะโลคนอยู่เต็มตลอด มีการขยายฐานทัพ มีคนงานเข้าไปทำงานจำนวนมาก ก็มาจากหลายที่ หลายจังหวัด ลำพังคนท้องถิ่นไม่พอแน่นอนกับงานที่มี
ย่านโคมแดง คือถนนแดง ตรงนั้นเป็นที่ของวัดแห่งหนึ่งให้เช่า วัดเองก็ไม่รู้จะห้ามยังไงเพราะสมัยก่อนคนมีที่ดินมากก็มักจะถวายวัดพอวัดให้เช่า คนเช่าเอาไปทำอะไรก็อีกเรื่อง ภาพในนิยายที่บอกว่ามี ‘อเมริกันทาวน์’ เมืองอเมริกันไม่มีหรอก เมียเช่าฝรั่งก็อยู่ในบังกะโลเล็ก ๆ หลังบาร์แค่นั้น
จีไอมา ผลดีคือเรื่องเศรษฐกิจ พอกลับไปมันก็ไม่ได้ถึงกับทรุด คนงานบางคนก็ตั้งรกรากอยู่ต่อ มีคนตกงาน แต่มียุคไปทำงานในตะวันออกกลางมารับช่วง คนไปทำงานต่างประเทศก็ไป ส่วนชาวบ้านที่ค้าขายก็ยังทำงานเดิม คนก็ยังทำไร่เพราะตาคลีคือแหล่งปลูกถั่วลิสง ข้าวโพด หลังจากนั้นถึงปลูกอ้อย มันสำปะหลัง
ที่บอกเรื่องศีลธรรมเสื่อมโทรม ผมมองว่ามันเป็นเรื่องส่วนบุคคล ภาพจำเรื่องผู้หญิงบริการน่าจะมาจากนิยายมากกว่า”
“ยุคจีไอ คนมาตาคลี
ขามาใส่รองเท้าฟองน้ำ
ขากลับใส่ทอง ใส่เพชร”
สุมนตรี ศรีเจริญ
(ชื่อในวงการ มนตรี กฤษดา)
เจ้าของแผงขายโรตี ใกล้วงเวียนพระสังข์
อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
“เป็นคนอยุธยา เกิดปี ๒๕๐๒ เข้ามาขายโรตีกับน้าที่อำเภอตาคลีปี ๒๕๑๖ ช่วงจีไอมารอบ ๒ ผับบาร์ยังเปิดอยู่ เราช่วยน้าเตรียมแป้งโรตี เข็นไปขายตามบาร์ต่าง ๆ โรตีแผ่นละ ๑ บาท ใส่ไข่ ๒ บาท ทหารอเมริกันดันให้ ๑ ดอลลาร์ (ประมาณ ๒๐ บาทในยุคนั้น) รายได้ดีมาก ต้นทุน
๓๐๐ บาท ขายได้หลักพันบาท ฝรั่งชอบกินเพราะใส่นมข้นหวาน ในตลาดวัยรุ่นเดินขายกุหลาบ กัญชา ร้องขายกัน one dollar
สถานบันเทิงมีหลายแบบ เช่น บาร์นั่งดริงก์ คนมานั่งฟังเพลงเบา ๆ ดื่มเครื่องดื่ม มีบาร์เทนเดอร์คอยชงเครื่องดื่ม บาร์อะโกโก (go-go bar) มีการแสดงบนเวทีหรือรอบเสา มีคนนุ่งน้อยห่มน้อยลูกค้าส่วนมากเป็นพลทหาร นายทหารสัญญาบัตรจะเข้าบาร์อีกแบบ เช่น Mustang หรูหน่อย บางคนมานั่งร้านแรกไม่ถูกใจใครก็วางธนบัตร ๑๐ ดอลลาร์แล้วเรียกสามล้อไปร้านอื่นต่อ
สาวประเภทสองทำงานในบาร์หรือที่ ‘ถนนแดง’ ส่วนมากมาจากภาคอีสาน สาวประเภทสองไม่ค่อยได้รับความนิยม บางคนเจอคนดีก็รวยได้ย้ายไปอยู่อเมริกา ไปเสริมหน้าอกที่ญี่ปุ่น แต่บอกที่บ้านแค่ไปอยู่กับเพื่อน ใครทำงานในร้านต้องตกลงกันก่อนว่าเปลืองตัว ดริงก์หนึ่งหนต้องแบ่งร้านครึ่งหนึ่ง บางคนเลิกงานออกจากร้านเป็นคุณนาย ขับรถเบนซ์ กลางวันก็พักผ่อน ดูหนังทำเงินได้ระดับหนึ่งก็เลิกทำ ผู้หญิงบาร์จะใส่เสื้อรัดรูป ใส่ยีนตัวละ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ใส่รองเท้าส้นเข็มคู่ละ ๗๐๐ บาท นักดนตรีในร้านใส่เพชรเป็นเรื่องปรกติ
สารวัตรทหารอเมริกันกับสารวัตรทหารไทยออกตรวจตลอดเวลา สินค้าจากร้าน PX ที่หลุดมาจำหน่ายข้างนอกเป็นเรื่องปรกติ แต่สมัยนั้นจีไอจะโดนห้ามยุ่งกับกัญชา ยังไม่มียาบ้าแต่เฮโรอีนมีแล้ว คนไทยชอบหลอกฝรั่งเอาเหล้าขาวให้ลองดื่มบอกว่า ‘ไทยแลนด์วิสกี้’ ขายแก้วละ ๕ ดอลลาร์ ฝรั่งชอบ ทั้งที่ต้นทุนแค่ขวดละ ๖ บาท ดังนั้นบาร์เทนเดอร์ใส่ทองเส้นเท่าโซ่นี่ไม่น่าแปลกใจ ยุคจีไอ คนมาตาคลี ขามาใส่รองเท้าฟองน้ำขากลับใส่ทอง ใส่เพชร เพราะแค่ล้างจานก็รายได้ดี กลับไปสร้างบ้าน ซื้อรถยนต์ ที่นาได้ หลายคนกลับมานี่ขับรถมาหา แต่กรณีแบบนี้จะเกิดกับคนที่ประหยัด เพราะหลายคนหาเงินได้ง่าย ระยะทาง ๒๐๐ เมตรก็ไม่เดินแล้วต้องจ้างรถ มันเตือนสติว่าถ้าเก็บเงินให้ดีก็ตั้งตัวได้ ไม่หลงใช้เงินไปกับเรื่องอื่น
พอฝรั่งกลับบ้านไป ตาคลีไม่ได้เงียบลงทันที ยังมีคนมาดูภาพยนตร์จากที่อื่น มีโรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานน้ำตาล คนที่จนก็เกิดจากไม่ได้เก็บเงิน หลังจากนั้นบางคนไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบีย แต่ก็มีโกงกันเรื่องค่านายหน้า บางคนส่งเงินกลับมาที่บ้านใช้หมด เศรษฐกิจตาคลีเพิ่งจะซบเซาลงในช่วง ๑๐ ปีมานี้
ส่วนที่คนนอกมองว่าฝรั่งมาทำให้ศีลธรรมเสื่อม อยู่ที่คนแต่ละคน ไม่อย่างนั้นพัทยาก็คงอยู่ไม่ได้แล้ว ถ้าหมายถึงเรื่องเมียเช่า ผู้หญิงบริการเวลาทำงานเขาก็ต้องแต่งตัวแบบนั้น คืออาชีพของเขา ส่วนลูกครึ่งที่เห็นมาคือส่วนใหญ่ฝรั่งเขารับเลี้ยง บางคนห้ามแฟนทำแท้งและรับไปต่างประเทศ”