เป็นมาร่วม ๒๐๐ ปี ช่วงออกพรรษาในลุ่มน้ำหลังสวน บริเวณหน้าวัดด่านประชากรเป็นที่ชุมนุมเรือยาวที่มาร่วมประชัน “ชิงธง” ประจำปี และคนทั้งอำเภอรวมทั้งจากที่อื่นๆ มาชมและเชียร์กันแน่นขนัดบนอัฒจันทร์ริมฝั่งน้ำ ที่กล่าวกันว่าเป็นสนามชมเรือแข่งที่กว้างใหญ่สุดในประเทศ
ภาพ : สกล เกษมพันธุ์
เรือรับเสด็จพระพุทธเจ้า
ขึ้นโขนชิงธง
ออกพรรษาที่หลังสวน
เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง
งานแข่งเรือไม่ว่าครั้งไหน ถ้าจะให้ถึงใจต้องไปอยู่ในงานด้วยตัวเอง
จะได้เห็นจังหวะจ้วงพายหนักหน่วง พร้อมเพรียง ฉับไวของเหล่าฝีพาย ผืนน้ำแตกกระเซ็นกระจายฟายฟอง ลำเรือพุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่ต้องพึ่งแรงม้าเครื่องยนต์ ในเสียงพากย์รัวเร็วแบบจับใจความแทบไม่ได้ แต่เน้นอารมณ์เร้าระทึกใจ ซึ่งเสียงพากย์นั้นนับว่าเป็นสีสันหนึ่งของงานแข่งเรือทุกสนาม ยังไม่นับความพลุกพล่านละลานตาประสางานเทศกาลสนุกทั่วไป
งานแข่งเรือไม่ว่าที่ไหน โดยทั่วไปตัดสินกันด้วยเส้นชัย หัวเรือลำไหนถึงก่อนก็ถือว่าชนะ แต่งานแข่งเรือที่แม่น้ำหลังสวนตัดสินกันด้วยธง เรือลำที่นำหน้าอาจยังไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป ฝ่ายที่คว้าธงได้คือผู้กำชัยตัวจริง งานบุญแข่งเรือออกพรรษาของท้องถิ่นนี้จึงมีชื่อเต็มว่า “แข่งเรือขึ้นโขนชิงธง” คนหลังสวนกล่าวอย่างภาคภูมิว่าเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในเมืองไทยหรืออาจรวมถึงในโลกด้วย
เป็นงานเทศกาลที่เล่าขานต่อกันมาว่ามีมานับ ๒๐๐ ปี และไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เพิ่งได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านการเล่นพื้นบ้านกีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว โดยกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี ๒๕๖๑ ในชื่อการแข่งเรือยาวขึ้นโขนชิงธง และเป็น Unseen Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ทุกวันนี้งานแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงไม่ใช่แค่งานบุญประเพณี แต่ยังผูกโยงความสัมพันธ์ของสังคมชุมชนไว้ด้วย คนท้องถิ่นต่างพูดกันว่า คนเลือดเนื้อหลังสวนไม่ว่าจะไปอยู่ในแห่งหนไหน เมื่อถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ เขาจะต้องกลับมาบ้าน
แต่เมื่อถึงวันงานก็แทบจะไม่มีใครอยู่ที่บ้าน ทุกคนต่างออกมารวมกันอยู่ในงานบุญแข่งเรือในแม่น้ำหลังสวน กันหมด
งานแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงหลังสวนเป็นงานประเพณีในท้องถิ่น แต่จัดใหญ่ระดับจังหวัดและภูมิภาค ถึงช่วงใกล้ออกพรรษา ใครลงใต้ตามถนนสายเอเชีย ถึงแยกหลังสวนจะเห็นป้ายงานแข่งเรือขนาดใหญ่อยู่ริมทาง เลี้ยวซ้ายเข้าไปถึงตัวอำเภอ ที่จัดงานแข่งเรือจะอยู่ในแม่น้ำหลังสวนแถวหน้าวัดด่านประชากร
หลังสวนเป็นอำเภอใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดชุมพร คนในถิ่นเล่าว่าแต่เดิมเมื่อครั้งที่มีแต่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ เพชรเกษม เป็นเส้นทางหลักสู่ปักษ์ใต้เพียงเส้นเดียว เมื่อถึงตัวจังหวัดชุมพร เส้นทางจะวกไปทางระนอง พังงา คนหลังสวนเพิ่งได้ใช้ถนนใหญ่เมื่อมีถนนหมายเลข ๔๑ จากชุมพรมุ่งไปทางสุราษฎร์ธานี ก่อนนั้นอำเภอทางใต้ของจังหวัดโดยเฉพาะแถบริมฝั่งทะเลและแม่น้ำหลังสวนยังใช้เรือกันเป็นหลัก หากเดินทางไกลเข้ากรุงก็ใช้รถไฟ
เรือที่ใช้กันอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันนั่นเอง เป็นที่มาของงานประเพณีแข่งเรือยาวขึ้นโขนชิงธงอันเลื่องชื่อ
ประเพณีบุญชักพระในท้องถิ่นปักษ์ใต้ อิงมาจากพุทธประวัติคราวพระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา ครั้นเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนพากันไปรอรับเสด็จ...
“เรือพระ” ซึ่งตั้งอยู่บนรถหรือล้อเลื่อนจากวัดต่าง ๆ ในอำเภอหลังสวน ประดับตกแต่งอย่างวิจิตร อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญของวัดมาประดิษฐานบนเรือ และมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ประพรมน้ำมนต์ขณะแห่ไปตามถนนในชุมชนให้ศาสนิกชนร่วมสักการะมีการฟ้อนรำและนำโล่พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะมอบแก่แชมป์เรือแข่งประจำปี มาร่วมแห่ในขบวนเรือพระด้วย
รับเสด็จพระพุทธเจ้า
“เมื่อออกพรรษาพี่น้องชาวเรือก็นำขบวนไปทอดกฐินกันตามวัด ไปกันเป็นขบวน พอเสร็จขากลับก็เย้าหยอกแข่งขันกันมาตามทางน้ำ ในที่สุดก็กลายเป็นประเพณีในเทศกาลออกพรรษา จากนั้นก็แข่งกันมาตลอด”
ที่มาของงานแข่งเรือหลังสวน ตามการสันนิษฐานของ เบญจางค์ นิยมธรรมชาติ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดราชบุรณะ ซึ่งอยู่ร่วมในการจัดงานมาร่วม ๔๐ ปี ขณะที่ป้ายงาน “ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง” ของอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ในปี ๒๕๖๘ บอกว่าเป็นปีที่ ๑๘๒
“แรก ๆ ก็แข่งกันในตำบล ระหว่างหมู่บ้าน ในงานทอดกฐินที่วัด ใช้เรือเพรียวลำเล็ก ๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ต่อมาก็ใช้เรือที่ขุดจากไม้ทั้งต้นเป็นลำเรือ จำนวนฝีพายก็เพิ่มขึ้นตามขนาดเรือ จาก ๘ ฝีพายเป็น ๑๖ ในปัจจุบันสนามแข่งแม่น้ำหลังสวนใช้เรือยาว ๓๒ ฝีพาย”
หลักฐานตามคำเล่ามีอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้าน วัฒนธรรมลุ่มน้ำหลังสวน โรงเรียนสวนศรีวิทยา ซึ่งมีเรือต้นแบบ ๘ ฝีพาย รุ่นแรกของหลังสวน และเรือ ๓๒ ฝีพาย ที่เป็นเรือแข่งของทีมโรงเรียนสวนศรีวิทยาในปัจจุบัน ตั้งแสดงอยู่ด้านหน้าอาคาร เล่ากันว่าเหตุที่เรือแข่งของหลังสวนยุติกันที่ ๓๒ ฝีพาย เนื่องจากถือตามคติที่ว่าคนเรามีครบ ๓๒ เรือก็เช่นกัน
ในระยะหลังไม่ใช่แต่ขนาดของเรือที่ขยายใหญ่ รางวัลก็ใหญ่ขึ้นด้วย
“แต่ก่อนรางวัลเป็นผ้าขาวม้า ขันน้ำพานรอง ของใช้ ต่อมาก็จัดแข่งในระดับอำเภอ เชิญอำเภอข้างเคียงที่มีการสัญจรทางน้ำแถวพะโต๊ะ ทุ่งตะโก ละแม มาร่วมแข่งด้วย แต่เรือในหลังสวนก็ยังเป็นส่วนใหญ่ ก่อนออกพรรษา ๑๕ วัน ชาวพุทธทางปักษ์ใต้จะมีประเพณีส่งตายายคนมารวมกันที่วัด ก็เริ่มเอาเรือลงน้ำฝึกซ้อม ตอนหลังขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากในหลวง มีเงินรางวัลใหญ่ขึ้น แต่ละทีมก็ฝึกซ้อมกันจริงจังยาวนานขึ้น”
เมื่อปี ๒๕๐๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานโล่รางวัลให้แก่งานแข่งขันเรือยาวหลังสวน ซึ่งนับเป็นโล่พระราชทานการแข่งเรือโล่แรกในภาคใต้ ต่อมาปี ๒๕๐๗ พระองค์มีพระราชดำรัสเรื่องนี้กับคณะที่เข้าเฝ้าฯ ตอนหนึ่งว่า “ขอให้ร่วมรักสามัคคี ให้งานประเพณีอยู่ยั่งยืนตลอดไป”
“วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ จับฉลากผ้าป่าสลากภัตตามครัวเรือนที่ศรัทธาเป็นเจ้าภาพ ตอนหลังมานี้เราเพาะกล้าไม้เป็นผ้าป่า ให้ศาสนิกชนได้นำกลับไปปลูก วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ออกพรรษา ตักบาตรเทโว แห่พระ และแข่งเรือ” กฤษณะ ฉายากุล ผู้อาวุโสและภูมิปัญญาท้องถิ่นหลังสวน ซึ่งร่วมอยู่ในทีมจัดงานแข่งเรือมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ สรุปภาพรวมของงานบุญออกพรรษาที่หลังสวน และเน้นว่าสาระหลักของงานแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง เป็นงานประเพณีส่งเสริมพระศาสนาในเทศกาลบุญออกพรรษา ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นในทุกวันนี้
“แต่เริ่มมาอย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด ไม่มีใครบอกได้ชัดเจน”
ประเพณีทำบุญแห่พระ ชักพระ หรือลากพระในท้องถิ่นปักษ์ใต้ อิงมาจากพุทธประวัติคราวพระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา ครั้นเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนจึงพากันไปรอรับเสด็จ ต่อมาถึงยุคที่มีพระพุทธรูป ชาวพุทธจึงนำมาแห่แหนสมมุติแทนพระพุทธองค์ ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี มีการผสานการละเล่นหลายอย่างของท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเพณี อย่างการแข่งเรือ ประชันโพน ซัดต้ม
สำหรับที่หลังสวนทุกวันนี้ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำถึงแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ตอนเช้าจะมีงานตักบาตรเทโวและขบวนแห่เรือพระบก อัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญของวัดมาประดิษฐานในเรือหรือล้อเลื่อน ชักลากแห่ไปตามชุมชนให้ศาสนิกสักการะและร่วมทำบุญ มีการจัดขบวนฟ้อนรำและการละเล่นพื้นเมืองในขบวนแห่พระ โดยเฉพาะการแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นหนึ่งเดียวในประเทศไทย
งานชักพระในปักษ์ใต้เดี๋ยวนี้บางทีก็เรียกแห่พระ อาจเนื่องจากการที่เรือพระเปลี่ยนมาอยู่บนรถ ไม่ต้องอาศัยคนชักลากอย่างสมัยก่อน แต่การประดับตกแต่งยังเป็น
เช่นเดิม มีทิวธง ดอกไม้ พระพุทธ พระสงฆ์ ประดิษฐานมาบนเรือ เรือพระที่หลังสวนจะมีรูปเหมือนของพระเทพวงศาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดขันเงิน ผู้ให้การสนับสนุนอุปถัมภ์งานประเพณีการแข่งเรือมาแต่ดั้งเดิม
ตามตำนานเล่าว่าการแข่งขันเรือในงานบุญออกพรรษาที่หลังสวนมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งการชักพระหรือลากพระของชาวหลังสวนในอดีตจะจัดขบวนเรือกฐินไปทำบุญที่วัดด่านประชากร วัดสำคัญของอำเภอที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหลังสวน เรือที่ตั้งองค์กฐินมีพระสงฆ์นั่งมาด้วย เรียกว่า “เรือพระ” ใช้เรือยาวของชาวบ้านลากจูง ระหว่างทางมีการตีฆ้อง ตีกลอง แห่ขบวนกันมาตามลำน้ำ เมื่อเสร็จจากการทำบุญทอดกฐินชาวบ้านจะนำเรือยาวมาจับคู่แข่งกันหาความสนุกสนาน
แต่ที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสเมืองหลังสวน เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ร.ศ. ๑๐๘ (ปี ๒๔๓๒) ระบุว่าเรือกลไฟพระที่นั่ง ทอร์นิครอฟต์ มีเรือนำเสด็จจากอ่าวไทยเข้าสู่ปากน้ำหลังสวน ไปยังที่ประทับพลับพลาในตำบลขันเงิน สองลำ คือ “เรือ มะเขือยำ” และ “เรือ ศรีนวล” ซึ่งเป็นเรือที่เข้าร่วมการแข่งขันด้วย เป็นหลักฐานว่ามีการแข่งเรือที่หลังสวนอยู่ในเวลานั้น
ชื่อเรือยาวโบราณที่นำขบวนเสด็จประพาสเมืองหลังสวน อาจฟังดูแปลกหูสำหรับคนต่างถิ่น ซึ่งกฤษณะอธิบายว่า ชื่อเรือ มะเขือยำ มาจากอาหารท้องถิ่นของใต้ ที่ใช้เป็นของเซ่นอย่างหนึ่งในพิธีทำขวัญเรือด้วย
ตามประวัติที่ปรากฏในหนังสือ ประเพณีแห่พระแข่งเรือ มรดกวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน เล่าว่า เรือโบราณลำนี้ขุดจากไม้ตะเคียนที่ลอยน้ำมา มีคนนำไปถวายหลวงพ่อเพชร หลวงพ่อจ่าง แต่นำขึ้นบกไม่ได้ต้องบวงสรวงด้วยมะเขือยำ อาหารโบราณของท้องถิ่นใต้จึงนำไม้ตะเคียนขึ้นจากน้ำได้ เมื่อขุดเป็นเรือแข่งขนาด ๒๘ ฝีพาย จึงตั้งชื่อว่าเรือ มะเขือยำ
ปัจจุบันเรือ มะเขือยำ ไม่ได้ลงแข่งแล้ว แต่อยู่ในฐานะเรือโบราณลำสำคัญคู่เมืองหลังสวน เป็นเรือเกียรติยศในงานแข่งเรือ ที่ออกมาปรากฏลำนำหน้าขบวนพาเหรดทางน้ำหน้าประธานในพิธีเปิดงานประเพณีแห่พระแข่งเรือของหลังสวนทุกปี
แม่น้ำหลังสวนเป็นเส้นทางคมนาคมทางเรือมาแต่ดั้งเดิม ให้คนได้ไปไหนมาไหนระหว่างเมือง ระหว่างประเทศ ตามที่ผู้อาวุโสกฤษณะเล่าว่า สมัยทวดของเขามีการค้าขายระหว่างประเทศทางเรือ เรือสำเภาจีนขนาด ๘๐๐ หาบ เข้ามาถึงในแม่น้ำหลังสวน เรือเดินทะเลแล่นเข้าไปได้ถึงถ้ำเขาเงิน คนท้องถิ่นก็ใช้เรือกันอยู่ในชุมชน เป็นพาหนะหลักของเมือง “การมีเรือเหมือนมีรถในทุกวันนี้ ถึงเทศกาลก็มาพายแข่งขันกัน”
“ที่นี่ไม่มีเรือแจว สมัยยังไม่มีเรือหางยาวใช้เรือถ่อ จากเรือถ่อก็เป็นเรือพาย ของป่าจากพะโต๊ะล่องมาทางแม่น้ำหลังสวน ขนสินค้าจากข้างในออกมายังปากแม่น้ำ ซึ่งมีอาหารทะเล ตอนผมเป็นเด็กเย็น ๆ คนลงมาอาบน้ำสองฝั่งแม่น้ำเป็นร้อยคน เราว่ายไปมาหากัน น้ำใส ไม่มีโรงงาน ถ้าน้ำขุ่นแสดงว่ามีฝนตกทางเหนือ” คนเฒ่าชาวหลังสวนคนหนึ่งเล่าภาพชีวิตคนลุ่มน้ำหลังสวนในอดีต
เช่นเดียวกับที่เบญจางค์ ครูวัยเกษียณเล่าเสริม “ชีวิตคนริมแม่น้ำหลังสวน ใช้เรือเข้าสวน ไปมาหาสู่กันมาแต่เดิม เมื่อมีถนนการใช้เรือในการคมนาคมก็น้อยลง ปัจจุบันการใช้เรือในชีวิตประจำวันก็ยังมีอยู่ในหมู่ชาวสวนริมแม่น้ำ ในการเกษตร การประมง ส่วนใหญ่จะเป็นเรือไฟเบอร์หรือเรือต่อ แต่ไม่ใช่เรือที่นำมาแข่งขัน ตอนนี้เรือที่ใช้แข่งก็ไม่ได้ขุดเรือจากไม้ทั้งต้นเหมือนสมัยก่อน ใช้ไม้แผ่นบางต่อขึ้นมาเพื่อการแข่งเท่านั้น นอกเทศกาลจะเก็บในโรงเก็บเรืออย่างดี มีการตั้งศาลสักการะ”
เช่นเดียวกับเรือโบราณที่ยังได้รับการดูแลรักษาอยู่ในโรงเก็บเรือของชุมชน แทบทุกตำบลในแถบลุ่มน้ำหลังสวนมักต้องมีโรงเก็บเรืออยู่ภายในวัดด้วย
เรือ มะเขือยำ เก็บอยู่ที่วัดดอนยาง
เรือ เทพปกาสิต อยู่ที่วัดสว่างมนัส เป็นเรือขุดจากต้นตะเคียนยาวกว่า ๒๐ เมตร โดยช่างวัน มีทิม เมื่อปี ๒๕๑๒ ซึ่งสถิติว่าเป็นเรือที่ได้ครองโล่พระราชทานมากที่สุดในลุ่มน้ำหลังสวนจำนวนกว่า ๑๐ ครั้ง
เรือโบราณของหลังสวนทุกลำเป็นไม้ชิ้นเดียว แต่ละลำขุดจากไม้ทั้งต้น
บางส่วนของเรือโบราณที่เป็นตำนานเรือขุดหลังสวน เรือ มะเขือยำ ที่เป็นเรือนำขบวนรับเสด็จรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสหลังสวน เรือ เทพปกาสิต ที่นับกันว่าเป็นแชมป์ครองโล่พระราชทานมากที่สุดในลุ่มน้ำหลังสวน รวมกว่า ๑๐ ครั้ง
(ภาพ : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง)
ลำเรือ
ลอยออกมา
จากต้นไม้
“เรือแข่งส่วนใหญ่ในหลังสวนจะเก็บอยู่ตามวัด ช่วงออกพรรษา วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ก็เอาลงน้ำมาแข่งกัน แต่ตอนนี้เรือขุดโบราณจะไม่ใช้แข่งแล้ว คล้ายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เก็บรักษาไว้ที่วัด”
อุบาสกวัย ๗๒ ปีที่ประกอบศาสนกิจอยู่ภายในวัดหาดสำราญ ตำบลหาดยาย เห็นคนต่างถิ่นแวะเวียนมาชมเรือในโรงเก็บเรือของวัด ก็ให้ความกรุณาเดินเข้ามาให้ข้อมูล
“เรือของวัดนี้ไล่เรียงมามีเรือ สิงห์สำราญ, ทอ.เทพประสาทพร, พรสุพัฒน์” และเล่าถึงเรือขุดที่มีชื่อเสียงอีกลำของเมืองหลังสวน “เรือ เทพปกาสิต อายุราว ๕๐ ปี เป็นเรือขุดจากไม้ตะเคียนทอง ใช้ไม้ต้นเดียว ขนาดประมาณสามคนโอบ ลำเรือยาวไปตามส่วน ไม้ตะเคียนทองต้นกลมสูงชลูดเท่ากันตลอดต้น หัวท้ายถากออก แต่ช่วงกลางลำเรือที่ใหญ่ออกเพราะฝีมือช่าง เรือเดินไม่เดินก็อยู่ที่ฝีมือช่าง เขามีวิธีเบิกให้เรือได้ขนาด ก่อไฟข้างใน ดึงออกมาให้ได้ระดับ สัดส่วน รูปทรง ส่วนหนาส่วนบางตามแต่ฝีมือของนายช่างเรือ ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน”
สุวรรณ ฤทธิโสม หรือที่ทุกคนมักเรียกแกว่าลุงดำ วัย ๘๙ ปี เป็นช่างขุดเรือเลื่องชื่อที่สุดคนหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ในหลังสวน แกให้ฉายาตัวเองว่าเป็นนักขุดเรือระดับประเทศ เนื่องจากลุงเดินทางไปขุดเรือให้กับสนามแข่งต่าง ๆ มาแล้วทั่วประเทศจริง ๆ
“ผมทำมา ๑๖๔ ลำ อยู่ทั่วทุกแห่งที่แข่งเรือ ผมทำเรือแข่งมาตั้งแต่อายุ ๓๐ ปี จนตอนนี้ทำไม่ไหวแล้ว” ลุงดำแนะนำตัวเองสั้น ๆ ก่อนเล่าความหลังให้ฟังยาว ๆ
“ถ้าเล่าแล้วเรื่องมันยาว ตอนเป็นเด็กพายเรือมาตั้งแต่ ป. ๔ พอออกจากโรงเรียนได้ ๓ ปี เป็นฝีพายประจำวัดดอนยาง ที่มีเรือ มะเขือยำ หลังจากนั้นต้องเป็นคนแต่งเรือเก่า ตอนความรู้ยังไม่ถึง คราวนั้นบอกพระที่วัดว่าขอเข้าป่าไปตัดไม้ เอามาสองต้นจากอำเภอละแม”
ไม้ที่นำมาทำเรือมักใช้ไม้ตะเคียน ไม้ที่มีลักษณะดี ลำต้นต้องตรง ไม่มีรอยตำหนิ เมื่อพบไม้ตามต้องการก็ตั้งศาลบวงสรวงเจ้าที่และนางไม้ขอไม้มาทำเรือ
“ก่อนโค่นไม้ ตั้งเครื่องเซ่นไหว้ เชิญแม่ย่านางมารับ พูดพรรณนาว่าไปเถอะ ไปกับผม ถ้าไปกับผม ไม้แต่ละชิ้นแต่ละอันไปเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น ถ้าท่านอยู่ตรงนี้สักวันหนึ่งนายทุนมาเจอเข้าเขาก็เลื่อยก็ถาก เรานั่งพูดนั่งเสกจนต้นไม้คลอน มองขึ้นไปยอดไม้แกว่งจริง ๆ ทั้งที่ลมเงียบ ผู้ใหญ่บ้านบอก ‘เราได้เรือดีแล้ว ได้ช่างที่วิเศษ’ พอเปิดหน้าไม้ออก เห็นคนหลังค่อม ก็ว่าคาถาตามที่อาจารย์สอน ‘จิตตัง นิมิตตัง’”
ครั้งโบราณเมื่อโค่นไม้แล้วจะทิ้งไว้ให้แห้งคงสภาพ เมื่อขุดเรือจะไม่เสียรูปทรง ครบ ๑ ปี ขุดหยาบ ๆ เพื่อลดน้ำหนักไม้แล้วนำออกจากป่า
ลุงดำในวัยเริ่มหนุ่มได้ไม้ดีกลับมา แต่ในครั้งนั้นเขายังไม่ได้เป็นช่างเรือ
“มาถึงวัดกรรมการวัดพูดกันว่า ‘ถ้าให้ไอ้ไข่ดำทำมันจะเสียของ เสียดายไม้’ อย่างนั้นอย่างนี้ เขาจึงให้คนอื่นทำ เขาพอทำได้ แต่ทำไม่เก่ง ทำไปแล้วเรือไม่วิ่ง เขาบอกหมดทางแก้ไขแล้ว พระอาจารย์บอกผมว่า ‘ต่อไปมึงแต่งเองทำเอง’ ผมบอก ‘ความรู้ยังไม่ถึง’ แกบอก ‘ไปเอาอาจารย์หมวกมาด้วย’ ผมจึงไปเชิญบรมครูเรือขุดของหลังสวนมา คืออาจารย์หมวก สุขเกิด”
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นที่มาให้ลุงดำได้ความรู้เรื่องการขุดเรือ และเขาก็นับถืออาจารย์หมวกเป็นบรมครูสืบมา
“ตอนนั้นอาจารย์หมวกอายุ ๘๐ ปีแล้ว ให้แกมานั่งแนะนำให้ทำ มาถึงคลำ ๆ แกบอกว่า ‘อย่างนี้นะลูก…’ แกกำไม้พายบอกว่า ‘…แข็ง หนัก หนา’ พอแกบอกอย่างนั้น หัวใจเราก็คิดอยู่ว่า เรือแข็งเพราะหนัก หนักเพราะหนา ‘แล้วจะให้ผมทำอย่างไรให้บาง’ อาจารย์สอนให้แบ่งเรือเป็นสามส่วน สอนในแม่น้ำหลังสวน ‘หลังสวนแม่น้ำวิบาก น้ำมันตื้น-ลึก ตื้น-ลึก มึงทำเรือรูปปลาช่อน เพราะปลาช่อนไม่รังเกียจร่องน้ำ ตื้นก็ไปได้ ลึกก็ไปได้’”
ช่วงวันงานแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง แม่น้ำหลังสวนจะคลาคล่ำด้วยลำเรือประเภทต่าง ๆ เรือขุดโบราณที่อยู่กับชุมชนมาเป็นร้อย ๆ ปี จะกลับมาลงน้ำทุกปี เป็น “เรือเกียรติยศ” ของงาน “เรือเอนเตอร์เทน” เป็นเรือกองเชียร์แต่งแฟนซี มาสร้างสีสันให้การแข่งขัน “เรือแข่ง” ที่ต่างมาด้วยความหวังนำชัยชนะกลับชุมชน
“เรือตัดสิน” ซึ่งไม่ได้ตัดสินด้วยเส้นชัย แต่ใช้ธงแดงติดไว้ที่ข้างเรือ ลำไหนคว้าไปได้หมายถึงคว้าชัยการแข่งขัน
ช่างเรือสมัยโบราณใช้เครื่องมือพื้นบ้าน เลื่อยหนาก-สำหรับตัดซุง, เลื่อยเปิดปากเรือ, สว่านทบ-สำหรับเจาะไม้เนื้อแข็ง, ปึ้งปัด-สำหรับถากวงโค้งตัวเรือ, หนังปลากระเบน-ที่ใช้แทนกระดาษทราย, ไม้ฉาก-ทำจากไม้เนื้อแข็ง, สำเนามาตรวัดมาจากฟุตหลวง, กบมือ รวมทั้งขวานปลี-เครื่องมือเฉพาะของเรือขุด ปลายคมคล้ายเสียม ฯลฯ สำหรับการสร้างเรือขุดด้วยมือในทุกขั้นตอน
“ขุดด้วยมือ ใช้เครื่องมือโบราณ ใช้ขวานถากก่อน แล้วใช้ขวานปลีแต่ง” ลุงดำเล่าถึงการงานที่แกทำมาทั้งชีวิต “ตอนแรกพอร่างเสร็จอาจารย์ก็มาช่วยดู แกบอก ‘อย่างนี้ถูก’ เรือมันมีสามส่วน ไม้ต้นหนึ่งเราวัดตลอดหัวถึงท้าย เสร็จแล้วพับเชือกนั้นเป็นสามทบ เคล็ดลับอยู่ตรงนี้ ส่วนหัวเรียกว่าส่วนสามหัว ข้างหลังเรียกส่วนสามท้าย ส่วนสามหัวอาจารย์บอกว่ารุนไปข้างหน้าสักศอกหนึ่งหรือราว ๒๐ นิ้ว ส่วนท้ายรูดไป คว่ำดูเป็นรูปปลาช่อนสัดส่วนแกชี้แนะให้หมด ตรงกลางที่นั่งฝีพายเขาเรียกราวชับ ใส่ยาวไปถึงคอเรือก็ไม่วิ่ง แกว่าให้สังเกตดู ถ้าเรือไม่วิ่งให้ตัดไม้นั้นออกช่วงหนึ่ง ผมเริ่มทำเรือมาตั้งแต่นั้นแหละ อาจารย์หมวกตั้งสมญาให้ว่า ของมึง ‘เสือผอม’ จากนั้นลงแข่งเมื่อปี ๒๕๑๔ เราได้ครองโล่พระราชทาน”
“วิธีการเป็นอย่างไร จากไม้กลมจนเป็นเรือขุด ?”
“ด้านโคนไม้จะกลายเป็นหัวเรือ เขาไม่เอาเป็นท้าย ลากไม้เอาปลายไป มันไม่ไป ดูแนวไม้ว่าคดไปทางไหน พลิกตะแคง สมัยนี้ใช้เลื่อยลากหน้าได้ ทำงานได้เร็วขึ้น จากนั้นพลิกขึ้นมาตัดหลัง วัดส่วนสามหัว ส่วนสามท้าย”
“การเบิกเรือทำอย่างไร ?”
“ถากข้างนอก แล้วขุดข้างใน เหลือราว ๒ นิ้ว รมไฟเบิก ตัดที่บวมออก เบิกหน ๒ รมไฟเบิก ๆ แล้วแต่งรูปเบิกวันนี้ พรุ่งนี้แต่ง วันเว้นวัน สมัยนี้ใช้แม่แรงรถดัน สมัยโบราณใช้คันไม้ ขุดเรือ เจ้าแม่ตาปี ที่สุราษฎร์ธานีได้แชมป์ประเทศไทย ช่างดำถูกนับเป็นคนสุราษฎร์ฯ ไปเลย”
ช่างขุดเรือหลังสวนที่มีฝีมือชั้นครูได้รับการจารึกชื่อไว้หลายคน โดยเฉพาะช่างวัน มีทิม ผู้ได้สมญาว่าปรมาจารย์การขุดเรือหลังสวน แต่ช่างดำ หรือ สุวรรณ ฤทธิโสม มีโอกาสได้ออกไปแสดงฝีมือตามต่างถิ่นด้วย
“ก็ทำมาแบบนี้ ที่สกลนครไปขุดมาเป็น ๔๐-๕๐ ลำ ที่น่าน ๓๐ กว่า...”
บางลำตราตรึงอยู่ในความทรงจำเป็นพิเศษ
“ลำของวัดบ้านสถาน อยู่ในอำเภอเวียงสา ผมใช้เวลาทำ ๓ เดือน พอทำแล้วเจ้าของบอกว่า ‘เอาชื่อช่างดำไว้สักลำหนึ่ง สุวรรณ ฤทธิโสม นักขุดเรือระดับประเทศ’ เขาเอาชื่อผมมาตั้งเป็นชื่อเรือ เพชรสุวรรณ”
ที่พิษณุโลก “เป็นแขกรับเชิญเลย มีลูกน้องสามคน เขาตั้งค่าแรงให้วาละ ๑ หมื่น ๑๕ วาก็แสนห้า ๕๕ ฝีพาย หัว ๗ ท้าย ๙ นอกนั้นนั่งเป็นคู่แถวละ ๒ คน ที่วัดพระพุทธชินราชทำสี่ลำ เทพประดู่ทอง, พรพิษณุ เขาทำสัญญาว่าต้องเป็นช่างดำ ไม่งั้นเอาไม้คืน”
ทำเรือเสร็จ ประกอบพิธีเชิญแม่ย่านางเรือเข้าประทับเรือ เซ่นไหว้ด้วยหัวหมู บายศรี และเครื่องสังเวยต่าง ๆ จากนั้นนำแพรพรรณต่าง ๆ มาประดับที่โขนเรือ แล้วหาฤกษ์เชิญเรือลงน้ำ ตรวจตราความเรียบร้อย แล้วนำไปเก็บไว้ที่วัดรอวันลงแข่งขัน
“ร้อยกว่าลำที่ผมทำ ตอนนี้ไม่มีอยู่ในหลังสวนเลย วัดขายไปข้างนอกหมด แต่นั่นแหละที่พาชื่อผมลอยขึ้นไป ผมมีกำไรชีวิต”
จากใต้ “พานโค้ง” สะพานรถไฟ แม่น้ำหลังสวนไหลเป็น
แนวตรงกว่า ๕๐๐ เมตร ถูกใช้เป็นสนามแข่ง จุดสตาร์ตจะเริ่มต้นจาก “เรือปล่อย” หลังคาสีแดง วัดกำลังกันในช่วง ๕ ทุ่นธง ซึ่งห้อยบอกระยะทุก ๑๐๐ เมตร มุ่งไปคว้าธงชัยที่เรือตัดสิน
แม่น้ำหลังสวน
สนามหลัก
ในปักษ์ใต้
“ยิ่งใหญ่เพราะจัดสืบต่อกันมายาวนาน ทำให้งานใหญ่ขึ้นเรื่อย” ข้อสรุปแบบรวบรัดจาก จีรศักดิ์ แสงหอย นายอำเภอหลังสวน ประธานจัดงานปี ๒๕๖๘ ซึ่งเป็น ครั้งที่ ๑๘๒
“ปัจจุบันฝ่ายปกครอง อำเภอหลังสวน เป็นแม่งาน เทศบาลรับกิจกรรมทางบก กิจกรรมทางน้ำรับผิดชอบโดยชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จัดโครงสร้างแบ่งงานกันทำ นายอำเภอเป็นประธานจัดงาน แต่ผมไม่ไปล้วงลึก ให้แต่ละฝ่ายหาทีมมา ผมประชุมแต่หัวหน้าฝ่ายไปทำการบ้านกันมา ประชุมกันไม่เกิน ๒๐ คน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปีละราว ๓-๕ ล้านบาท”
การแข่งขันแบ่งเป็นห้าประเภท ประธานจัดงานเล่ารายละเอียดให้ฟังบางประเภท
“ประเภทภายในตำบลมี ๑๓ ทีม เน้นคนในตำบลนั้น ๆ ฝีพายต้องอยู่ในหลังสวนไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี ประเภทถ้วย ก โอเพ่น ใครก็สมัครได้ ประเภทเรืออนุรักษ์ เป็นเรือโบราณขุดจากไม้ทั้งต้น ให้เด็กเยาวชนเป็นคนพาย สร้างฝีพายรุ่นใหม่จากนักเรียน บางลำคนขึ้นโขนอายุแค่ ๑๒ ปี การอนุรักษ์ประเพณีจะยั่งยืนจากการมีส่วนร่วม”
เรือส่วนใหญ่ที่ใช้แข่งในปัจจุบันเป็นเรือต่อ ที่นายอำเภอ
เรียกว่าเรือเสียบ “เอาไม้น้ำหนักเบามาประกอบเป็นตัวเรือ ภาษากลางเรียกเรือยาว โดยทั่วไปมีตั้งแต่ฝีพาย ๓๐, ๔๐, ๕๐ ฝีพาย ของหลังสวนกำหนดให้มีฝีพายอย่างน้อย ๓๐ คน แต่ไม่เกิน ๓๒ คน ชนะเลิศได้โล่พระราชทานพร้อมเงินรางวัลแสนบาท”
มีฝีพายจากทั่วสารทิศมาร่วมประลองฝีมือในประเภทโอเพ่น งานแข่งเรือหลังสวนจึงเป็นงานใหญ่ประจำปีที่คับคั่งหนาแน่นด้วยผู้มาร่วมชมงานทั้งจากแดนไกลและโดยเฉพาะคนในท้องถิ่นเอง
วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ลูกหลานชาวหลังสวนที่ไปทำมาหากินหรือศึกษาอยู่ที่อื่นจะกลับมาเยี่ยมบ้านทำบุญในเทศกาลนี้
“คนหลังสวนไม่ว่าอยู่ที่ไหนต้องกลับมางานเรือแข่งให้ได้”
คนหลังสวนพูดเป็นเสียงเดียวกันในเรื่องนี้
“งานนี้เป็นสายเลือดของคนหลังสวน อยู่ที่ไหนก็จะกลับมา เป็นเรื่องชีวิตจิตใจเขาเลย เมื่อก่อนคนหลังสวนจะเตรียมเสื้อกางเกงชุดหนึ่งไว้สำหรับงานเรือแข่งโดยเฉพาะเลย เด็ก ๆ จะเฝ้ารองานนี้ เพราะจะได้เสื้อผ้าชุดใหม่ที่พ่อแม่ซื้อให้”
“วันแข่งเรือที่บ้านจะไม่มีคน ไปอยู่ที่งานกันหมด”
“เมื่อก่อนคนดูก็พายเรือมาดู เรือประมงจากปากน้ำหลังสวน กองเชียร์มากันเป็นคณะ อยู่กันเต็มแม่น้ำ ถึงเวลาแข่งก็หลบให้เรือแข่ง ตอนหลังขอว่าอย่าเข้ามา ให้จอดขึ้นมาเชียร์บนฝั่ง”
ฯลฯ
“สนามแข่งของเราเป็นอัฒจันทร์ขั้นบันไดยาวไปตามริมฝั่ง เขื่อนกันตลิ่งพังเป็นที่นั่งชมเรือแข่งได้อย่างสบายที่นั่งลดหลั่นไปไม่บังกัน เป็นสนามเรือแข่งที่จุผู้ชมได้มากที่สุดในประเทศไทย” นายอำเภอจีรศักดิ์พูดถึงความโอ่อ่าของสถานที่ในการรองรับผู้มาร่วมได้อย่างมโหฬาร
จ้วงพายตามการให้จังหวะของนายหัวเรือ ตีคู่กันมากลางลำน้ำที่แบ่งเป็นสองฟาก เรียกว่า “ทางน้ำซ้าย” “ทางน้ำขวา” เมื่อมองในทิศเดียวกับที่หัวเรือกำลังมุ่งไป
ขึ้นโขนชิงธง
แม่น้ำช่วงปลายก่อนปากน้ำออกสู่อ่าวไทยไหลคดเคี้ยวไปมา แต่แถวหน้าวัดด่านประชากร ตั้งแต่ใต้สะพานบ้านด่าน และ “พานโค้ง” สะพานรถไฟ ทางน้ำไหลตรงเป็นแนวยาวพอจะใช้เป็นเส้นทางแข่งเรือยาวในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี
จุดสตาร์ตที่เริ่มต้นปล่อยเรือไปยังเรือตัดสินที่อยู่ห่างไปทางปลายน้ำมีระยะ ๕๐๐ เมตร ระหว่างทางติดทุ่นไว้ทุก ๑๐๐ เมตร อาจเพื่อให้พลเรือได้ประเมินแรงในการเร่งหนีหรือกวดไล่คู่ต่อสู้ การตามลุ้นของกองเชียร์ เซียนพนัน และการส่งต่อกันของนักพากย์ ซึ่งดูน่าจะเหนื่อยหนักรองจากฝีพาย และเป็นที่สนใจของคนในงาน แม้ว่าคงไม่ค่อยมีใครจับใจความสิ่งที่เขาพากย์ได้มาก ด้วยคำที่พ่นแบบรัวเร็วจนฟังแทบไม่ทัน และถ้าให้พูดใหม่เขาก็คงพูดซ้ำเหมือนเดิมไม่ได้
ทั้งฝีพาย นายหัว นายท้าย และนักพากย์ เป็นความใฝ่ฝันของเด็ก ๆ ในหลังสวน ตอนนี้โรงเรียนหลายแห่งในท้องถิ่นมีหลักสูตรสร้างนักแข่งเรือและนักพากย์เรือแข่งขึ้นด้วย อย่างที่โรงเรียนสวนศรีวิทยา มีการบรรจุหลักสูตรการพากย์เรือแข่ง การพายเรือแข่ง ไว้ในแผนการเรียน รับสมัครฝีพายนักเรียนเข้าฝึกฝนและลงสนามจริง
ช่วงออกพรรษา สองฝั่งแม่น้ำหลังสวนบริเวณหน้าวัดด่านประชากรแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่มาร่วมงาน พิธีเปิดเริ่มด้วยขบวนเรือพระ เรือเกียรติยศ เรือสวยงาม เรือแข่ง แห่ทางน้ำให้ชมก่อนเริ่มการแข่งขัน และยังมีเรือกองเชียร์ เรือเอนเตอร์เทน เป็นสีสันที่ไม่เคยขาดจากงานแข่งเรือ
เรือแข่งทั้งหมดไม่ว่าเรือขุดหรือเรือประกอบ เรียกรวม ๆ กันว่า “เรือยาว” แต่ละลำมี “นายหัวเรือ” อยู่หัวเรือ “นายท้ายเรือ” ถือหางเรือบังคับทิศทางอยู่ท้ายเรือ “ฝีพาย” ๓๒ คน นั่งเคียงกันเป็นคู่ ๆ แถวขวาจ้วงพายผ่านกราบเรือทางขวา แถวซ้ายพายทางซ้าย
แข่งกันเที่ยวละสองลำ คัดผู้ชนะมาแข่งกันต่อ เข้ารอบลึกไปเรื่อยจนถึงตำแหน่งแชมป์ของแต่ละปี
“แข่งเรือทั่วไปตัดสินด้วยสายตา เรือสูสีกันตัดสินยาก ของหลังสวนเราจะชนะด้วยการได้ธง ไม่มีความลำเอียงของกรรมการ เรือบางลำนำอยู่เป็นเมตร คว้าธงไม่ได้ก็แพ้ซึ่งมีทุกปี” นายอำเภอจีรศักดิ์พูดถึงกติกาที่กล่าวกันว่าเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะของการแข่งเรือของที่หลังสวน
“กติกาการตัดสินที่เป็นเอกลักษณ์ของสนามแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วว่าเป็นการแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงหนึ่งเดียวในสยามและในโลก ได้รับธงอันซีนไทยแลนด์มาแล้ว” อาจารย์เบญจางค์เล่าถึงการได้เป็น Unseen Thailand ด้านการแข่งเรือหนึ่งเดียวของประเทศจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
การแข่งเรือโดยทั่วไปใช้แถบเส้นชัยในการตัดสินลำที่นำหน้ามาถึงก่อนเป็นฝ่ายได้ชัย แต่การแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงที่อยู่คู่หลังสวนมานับ ๒ ศตวรรษ ตัดสินชัยชนะกันที่ได้แถบธง
นายหัวเรือต้องไต่ขึ้นไปบนโขนเรือ คว้าแถบธงที่ติดอยู่กับเส้นหวายปลายกระบอกธงบนเรือตัดสินมาให้ได้ ถ้าดึงธงติดมือมาไม่ได้ แม้เรือนำหน้าก็แพ้ลำหลังที่ได้ธง ถ้ากระชากพร้อมกันได้ธงชัยไปคนละครึ่งเส้นก็ถือว่าเสมอกัน นายหัวเรือต้องแม่นยำเก่งกาจในการขึ้นโขนชิงธงมาให้ได้
โขน เป็นไม้อีกชิ้นนำมาต่อเป็นส่วนปลายสุดของหัวเรือ ยึดด้วยเดือยที่แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักของนายหัวเรือได้ และถอดออกเก็บได้ ในวันงานจะประดับโขนเรือด้วย “หน้าร่า” ผืนผ้ายาวติดกระจก ห้อยลงมาจากโขนเรือ ยามกระทบกับผิวน้ำจะสะท้อนเงาวิบวับดูแวววาวสวยงาม เข้ากับผ้าแพรหลากสีที่ผูกอยู่หัวเรือ ซึ่งเมื่อถึงเวลาลงแข่ง นายหัวเรือจะแกะผ้าผูกเดิมออกแล้วผูกผ้าใหม่ให้เข้ากับช่วงจังหวะการปีนและช่วยกันลื่นตอนปีนขึ้นโขนชิงธง ซึ่งนายหัวเรือจะไต่ขึ้นไปสุดปลายหัวเรือ
เรือจะแล่นดีเมื่อหัวเรือลอยชี้เชิด นายหัวเรือต้องรอจังหวะให้เรือใกล้ถึงธงมากที่สุดจึงไต่ขึ้นไปจนสุดปลายโขนเรือเพื่อเอื้อมคว้าธงได้ถึง ซึ่งต้องแม่นยำและให้เร็วกว่าอีกฝ่าย ดึงหวายได้มาทั้งเส้น พร้อมธงทั้งสองผืนเพื่อเป็นผู้ชนะ แต่คู่ที่เห็นในภาพนี้แนวโน้มน่าจะเสมอกัน หากคว้าดึงพร้อมกันหวายจะขาดกลาง ได้ธงไปฝ่ายละผืน
ธงแดงในมือนายหัวเรือ สัญลักษณ์ชัยชนะจากการประชันความเร็วและไหวพริบนับเดือนก่อนนั้นนายหัวเรือ
คือผู้ดูแลลูกลำ นำการฝึกซ้อม กระทั่งในนาทีการแข่งขัน นอกจากความเป็นผู้นำที่ต้องได้ใจลูกลำ เขาคือความหวังที่ต้องใช้ความแม่นยำและจังหวะในการขึ้นคว้าธงมาเป็นของทีมให้ได้ “นายหัว” คำที่คนใต้ใช้เรียกขานคนที่ยกย่องนับถือ อาจมีที่มาจากนายหัวเรือก็เป็นได้
ธง ที่เป็นเป้าหมายการช่วงชิงของนายหัวเรือแต่ละลำ ทำจากผืนผ้าสีแดงรูปสามเหลี่ยมขนาดราวฝ่ามือ เย็บติดกับปลายเส้นหวายทั้งสองด้าน เป็นหวายพื้นเมืองลำเล็กกว่าแท่งดินสอ ที่เรียกกันว่าหวายชุมพร สองเส้นต่อกันผูกมัดไว้ด้วยเส้นด้ายให้กลายเป็นเส้นเดียวยาว ๘ เมตร สอดไว้ในกระบอกไม้ไผ่ โผล่ปลายธงทั้งสองด้านออกไปเหนือผืนน้ำข้างเรือตัดสิน เมื่อเรือแข่งแล่นใกล้เข้ามา นายหัวเรือจะปีนขึ้นไปบนโขนเรือที่กำลังพุ่งเต็มแรงฝีพาย คว้าธงทางฝั่งของตนไว้ให้ได้ก่อนอีกลำดึงทางฝั่งของเขา ฝ่ายที่คว้าธงได้โดยไม่ตกจากเรือเป็นผู้ชนะ
นายหัวเรือจึงต้องมีจังหวะและสายตาที่รวดเร็ว แม่นยำในการจับกระชากเอาผืนธงจากปลายไม้ไผ่กระบอกธงมาให้ได้ ซึ่งต้องอาศัยจังหวะที่สอดคล้องสัมพันธ์กันของฝีพาย นายท้าย และนายหัวเรือที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน หากนายหัวเรือขึ้นโขนแล้วคว้าธงผิด หรือคว้าได้แต่ตัวตกน้ำก่อนที่ท้ายเรือจะพ้นกระบอกธงถือว่าแพ้
ถ้าเรือทั้งคู่สูสีกันมา นายหัวเรือจับธงได้คนละข้าง กระชากพร้อม ๆ กัน หวายจะขาดกลางตรงรอยต่อที่มัดไว้ด้วยเส้นด้าย ได้ธงไปคนละผืนหวายคนละท่อนก็ถือว่าเสมอกัน
“หวายสองเส้น เป็นกุศโลบายสอนคนว่า แยกกันแล้วยังมาผูกร่วมกันใหม่ได้ อย่าถือเอาแพ้เอาชนะกันอย่างเดียว มาผูกร้อยกันใหม่ได้ เป็นหนึ่งเดียวกัน” ภูมิปัญญาการละเล่นพื้นบ้านมักมีกุศโลบายแฝงคำสอนใจ ตามที่ กฤษณะ ฉายากุล ให้คำเฉลย
เช่นเดียวกับนายอำเภอจีรศักดิ์กล่าว “ความสามัคคีสำคัญ นายท้ายกับนายหัวเรือต้องสัมพันธ์กัน นายท้ายคัดไม่ตรงตำแหน่งธง นายหัวจะคว้าไม่ได้”
การตัดสินผลแพ้ชนะกันด้วยธง เป็นที่ประจักษ์ตาแก่ทั้งกรรมการและผู้ชมแบบไม่มีข้อโต้แย้งข้อกังขา โดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีภาพถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหวเป็นตัวช่วยตัดสิน
กติกานี้เป็นสีสัน สร้างความสนุกสนาน ตื่นเต้นเร้าใจให้ผู้ชมและกองเชียร์อย่างมากเสมอ
หวายสองเส้น ที่ปลายด้านหนึ่งติดผืนธง ปลายอีกด้านนำมาผูกติดกันไว้ด้วยเส้นด้าย ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยของฝ่ายที่คว้าได้ก่อน แต่หากคว้าดึงพร้อมกัน ปลายหวายที่ผูกด้ายไว้จะขาดกลาง ได้ไปคนละครึ่ง ถือว่าเสมอกัน
(ภาพ : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง)
“นายหัว”
และลูกลำ
“เรือผมลงประเภทภายในตำบล ตัวแทนตำบลพ้อแดง”
สราวุธ กาญจนสวัสดิ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพ้อแดง ที่ทำหน้าที่เป็นนายหัวเรือ พระนเรศวร
“เรือ พระนเรศวร ลำเก่า เป็นเรือขุดเช่นเดียวกับเรือ มะเขือยำ แต่ตอนนี้เรือแข่งส่วนใหญ่ใช้เรือประกอบ”
เรือประกอบ หรือเรือต่อ หรือเรือเสียบ ตามคำเรียกในแต่ละท้องถิ่น ตามคำอธิบายของสราวุธว่า ตั้งส่วนขึ้นมาแล้วใช้แผ่นไม้ประกบ ส่วนเรือขุด-ขุดจากไม้ทั้งต้นให้ได้ส่วน ขนาดลำเรือที่เท่ากันเรือประกอบน้ำหนักจะเบากว่าเรือขุดราว ๒๐๐ กิโลกรัม
“ควบคุมลูกลำ ตอนแข่งต้องมีไหวพริบ กล้าออกโขน” สราวุธพูดถึงหน้าที่ของนายหัวเรือ
ได้ยินแล้วน่าคิดว่าบางทีคำว่า “นายหัว” ที่คนใต้ใช้เรียกขานคนที่ยอมรับให้เป็นหัวหน้า อาจมาจากนายหัวเรือนี่เอง ด้วยความหมายก็ดูพ้องพานกันอยู่
“นายหัวเรือเป็นคนที่ฝีพายยอมรับว่ามีความเป็นผู้นำ ดูแลฝีพายได้ พอได้รับตำแหน่งนายก อบต. เมื่อ ๑๖ ปีที่แล้ว ผมก็เริ่มมาเป็นนายหัวเรือขึ้นโขนเลย พาลูกลำซ้อม ๓ เดือนกว่า ช่วง ๕ โมงถึง ๑ ทุ่ม ใช้ ๒๔ คน ยกเรือลงน้ำที่ค่ายพ้อแดง”
สราวุธเล่าถึงการฝึกซ้อมซึ่งกินเวลาเท่า ๆ กับช่วงพรรษา
กระทั่งก่อนแข่งเรือ ๑ วัน จะมีพิธี “ทำขวัญเรือ” นำผ้าแพรหลากสีผูกที่หัวโขนเรือ ปักเทียนตามที่นั่งของฝีพาย กลางลำเรือเป็นที่วางเครื่องเซ่นไหว้ บายศรี อาหารคาวหวาน น้ำส้ม ผลไม้ กล้วยเล็บมือนาง เครื่องดื่ม หมอน ธูป ฯลฯ หมอครูผู้ทำพิธีนั่งขัดสมาธิหน้าเครื่องเซ่น ท่องบทสวดอัญเชิญเทวดา ขอพรให้ชนะเรือลำอื่น สลับกับการตีกลอง ฆ้อง และจุดประทัด ท้ายพิธีจะจุดเทียนติดกับพัดโบกโลหะ ให้สมาชิกเรือยืนเรียงต่อแถวกันรอบลำเรือ ส่งพัดโบกต่อ ๆ กันไป ใช้มือพัดควันเปลวเทียนเข้าหาลำเรือ จากนั้นหมอครูเจิมโขนเรือตอนท้ายสุดของพิธี
“ปีนี้ตำบลเราใช้เรือ พระนเรศวร ลำเดียว ลงแข่งสามประเภท ผู้นำในตำบล ในจังหวัด และประเภทโอเพ่น ซึ่งผสมกันระหว่างคนในหลังสวนกับฝีพายจากข้างนอกครึ่งครึ่ง ผมเป็นนายหัวเรือของทั้งสามประเภท”
เมื่องานจัดยิ่งใหญ่ นอกจากชาวท้องถิ่นยังมีคนจากข้างนอกทั่วประเทศมาร่วมชมงานและมาร่วมแข่ง งานแข่งเรือหลังสวนจึงมีการแบ่งประเภทอย่างชัดเจนรัดกุม ให้ความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ฝีพายอาชีพจากภายนอกได้มาร่วมแสดงฝีมือด้วย-ในประเภทถ้วย ก โอเพ่น ซึ่งเพิ่มมาจากประเภทภายใน-ที่ฝีพายต้องเป็นคนหลังสวน โดยภูมิลำเนาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี มีคนนอกถิ่นได้ไม่เกินลำละสามคน
“ตั้งแต่ออกสตาร์ต คุมลูกลำมา ถ่ายทอดคำสั่งโดยใช้ด้ามไม้พายเคาะตรงกลางลำเรือ เคาะครั้งเดียวเป็นจังหวะ ช่วงปลายเคาะรัว ๆ เมื่อต้องการเร่งความแรง ฝีพายพายจังหวะเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมองทาง สำคัญที่นายหัวกับนายท้ายเป็นผู้บังคับทิศทาง”
นายหัวเรือ พระนเรศวร เล่าถึงการทำหน้าที่ของเขา ก่อนออกไปลงมือปฏิบัติจริง
“ระยะแข่ง ๕๐๐ เมตร นายหัวเรือจะขึ้นโขนตอนใกล้ถึงธงราว ๑๕ เมตรสุดท้าย ก่อนนั้นจะนั่งอยู่ตรงธงเหินแถวคอเรือ หันหน้าไปข้างหน้า”
“นายหัวช่วยเล่าตอนที่ขึ้นโขน ?”
“นายหัวต้องใช้ความกล้าในการขึ้นโขนชิงธง เวลาจะขึ้นโขนเราดูเรือคู่ต่อสู้ ความเร็ว ระยะห่างที่เรานำเขา บางทีทิ้งห่างกันเป็นช่วงลำเรือ ถ้ารีบขึ้นโขนจะเสียเปรียบคู่ต่อสู้ นายหัวขึ้นโขนนานทำให้หัวเรือตก พายไม่ไป ต้องให้ใกล้ที่สุดหากเรือสูสี แต่ถ้านำมาเยอะก็ไม่ควรประมาท ขึ้นแต่งตัวก่อนได้ การขึ้นใช้ท่าคลาน ไปหยุดอยู่ปลายโขนเลย นั่งคร่อมโขนใช้ขาขัดกันไว้ ทำตัวให้บาลานซ์กับการถ่ายเทน้ำหนักของเรือ นายท้ายสำคัญที่ต้องแม่นทิศทาง นายหัวสำคัญที่ไหวพริบ ถ้าสูสีก็แข่งกันว่าใครจะกล้าขึ้นทีหลัง ขึ้นแล้วคว้าธงทันที ผู้ชนะต้องได้ธงและนายหัวเรือไม่ตกน้ำ”
สราวุธเล่าจากประสบการณ์เป็นนายหัวเรือมา ๑๖ ปี ขึ้นโขนงานแข่งหลังสวนปีละราว ๓๐ เที่ยว ยังไม่นับรวมงานแข่งเรือทั่วไปในสนามอื่นที่เขาไปร่วมตามวาระ
“เรียนรู้จากนายหัวคนเก่า ๆ ครั้งแรกขึ้นได้แวบเดียวก็ตกน้ำ นายหัวเรือมีพลาดกันทุกคน บางทีคว้าธงผิด เกิดจากหัวเรือแกว่ง หรือลมทำให้ธงแกว่ง ผิดแล้วก็ผ่านไปเลย ไม่สามารถแก้ไขได้ ลำที่ตามหลังก็ชนะไป ทุกคนเคยพลาด ก็ต้องยอมรับตัวเอง ขอโทษฝีพาย”
มีพลั้งพลาด มีชนะ และเสมอ ซึ่งนายหัวเรือ พระนเรศวร พาลูกลำสัมผัสมาทั้งสิ้น
“เคยมีที่หัวเรือเสมอ ๆ กันมาตลอดทาง กระชากธงได้คนละครึ่งก็มี ผมเองก็เคยเจอมาแล้ว หวายธงยาว ๘ เมตร ต่อกันไว้ตรงกลาง ใช้ด้ายพันมัดไว้ และใช้เทปพันสายไฟพันทับ ถ้านายหัวเรือสองลำจับธงกระชากพร้อมกันจะขาดกลาง ได้ไปคนละครึ่ง ถ้าจะชนะต้องได้มาทั้งเส้น”
ฟังเพียงคำเล่า ไม่ว่าจากนายหัว นายท้าย ฝีพาย นักเขียน หรือคนที่ร่วมอยู่ในงาน ก็ยากที่จะเห็นภาพ-ได้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ตรงนั้น
ถ้าไม่ถึงกับลำบากลำบนจนเกินไป มาร่วมชมงานแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงที่หลังสวนดูสักครั้ง แล้วจะตื่นตาไปกับการประลองความเร็วบนสายน้ำด้วยกำลังแขนของฝีพาย และร่วมตื่นเต้นใจในเสี้ยววินาทีที่นายหัวเรือขึ้นโขนโถมตัวคว้าธงชัย ในงานบุญออกพรรษารับเสด็จพระพุทธเจ้ากลับจากโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ของคนลุ่มน้ำหลังสวน
ขอบคุณ
ครอบครัวสุบรรณรัตน์ พิพพา พะพาย เมย์ และสิงห์แดง