Image

Last Photo
ภาพระลึกชีวิต แทนคำบอกลา

วิชาความตาย

เรื่อง : เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ
ภาพประกอบ : Phetladda.K

“ถ้ารูปนี้เป็นรูปสุดท้าย คุณจะบอกกับคนที่มายืนตรงหน้าว่าอย่างไร โดยไม่ใช้คำพูด ให้ใช้สายตาอย่างเดียว นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะบอกเขาแล้ว”

ธำรงรัตน์ บุญประยูร หรือ “ตุ่ย” เอ่ยกับทุกคนที่มาให้เขาถ่ายรูป “Last Photo”

กิจกรรมภาพระลึกชีวิต (Last Photo) เสมือนการเก็บภาพสุดท้ายของชีวิต เพื่อชวนให้ตั้งคำถามว่าเราอยากถูกจดจำแบบไหน และภาพที่สะท้อนตัวตนเราควรเป็นอย่างไร เป็นการถ่ายรูปพอร์เทรตในบรรยากาศสงบ เรียบง่าย แต่กลับพาผู้คนไปทบทวนคุณค่า ความหมายของการมีชีวิต

ช่างภาพในกิจกรรมนี้จึงไม่เหมือนช่างภาพทั่วไปที่กดชัตเตอร์เพื่อให้ได้ภาพสวยงามเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่คล้ายนักเล่าเรื่อง (visual storyteller) และกระบวนกร (facilitator) ช่วยให้ผู้เป็นแบบค้นพบตัวตนที่ต้องการฝากไว้ 

ธำรงรัตน์ในวัย ๖๘ ปี ผ่านงานช่างภาพในแวดวงโฆษณามากว่า ๔๐ ปี เคยเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดังที่สร้างประเด็นถกเถียงทางการเมืองอย่างเผ็ดร้อน จนก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพแล้วล้มไม่เป็นท่า 

“ผมเกิดในครอบครัวใหญ่ มีคุณยาย น้า ลุง ญาติทางแม่ อยู่ด้วยกัน พ่อแม่ทำงานกองสลากทั้งคู่”

ช่างภาพวัยอาวุโสเล่าว่า ในวัยเด็กสิ่งที่เห็นชัดคือภาพพ่อจับกล้อง Konica C35 กล้องฟิล์มประเภทเรนจ์ไฟน์เดอร์ (rangef inder) ถ่ายรูปลูก ๆ ทั้งสามคน

“ผมเป็นลูกชายคนโต มีน้องสาวสองคน พ่อชอบเอากล้องมาถ่ายรูปลูก ๆ แล้วถ่ายสวยมาก ผมยังเก็บรักษาไว้จนทุกวันนี้” 

เขาซึมซาบความรักในการถ่ายรูปจากคุณพ่อโดยไม่รู้ตัว แม้จะเรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง  แต่สุดท้ายก็เลือกเส้นทางสายช่างภาพ โดยมีคุณทอม เชื้อวิวัฒน์ ช่างภาพมืออาชีพ ปูชนียบุคคลในแวดวงนี้เป็นต้นแบบ

“คุณทอมเปิดคอร์สถ่ายภาพ ผมเรียนมัธยมฯ ปลายก็ไปสมัคร เรียนแล้วก็อยากอยู่ข้าง ๆ เพื่อเรียนรู้การถ่ายรูป พอจบมัธยมฯ จึงตั้งใจจะศึกษาต่อมหาวิทยาลัยเปิดเพื่อมาทำงานกับคุณทอม ตั้งแต่นั้นผมก็ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย สิ่งที่ผมได้จากคุณทอมมาจากการสังเกต ทั้งงานถ่ายรูปและความมีระเบียบ การตรงต่อเวลา หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นผมทุกวันนี้เรียกว่าเหมือนถอดแบบคุณทอมมา”

หลายสิบปีที่ทำงานถ่ายโฆษณาค่าตัวสูงลิบลิ่ว เพื่อนยกย่องว่าเขาเก่งอยู่สองอย่างคือ “ถ่ายรูปกับดื่มเหล้า” ตัวเขาเองบอกว่าสูบบุหรี่หนักด้วย  ชีวิตที่ทุ่มเทแก่การทำงาน จนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว สุดท้ายทุกอย่างก็พังทลาย

ทั้งมีปัญหาการเงินจากการเปิดบริษัทสตูดิโอถ่ายภาพแล้วล้มไม่เป็นท่า ในวันนั้นเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนจึงเป็นจุดดำดิ่งสุดในชีวิต ตัวตนที่เคยยิ่งใหญ่ มีเงิน งาน ลูกน้อง ครอบครัวมลายหายไป ต้องขายข้าวของ ทั้งกล้อง หนังสือ ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากิน

“ชีวิตที่มุ่งแต่งานมีความเครียด กดดัน เร่งรีบ ส่งผลต่อสุขภาพและความสัมพันธ์ ผมเมื่อก่อนนี้ไม่น่าจะมีใครอยากคุยด้วย ทั้งชอบความสมบูรณ์แบบ เอาแต่ใจ ผมไม่ยิ้มให้ใครเลยนอกจากลูกน้องกับลูกค้า ชีวิตไม่มีคำว่าสมดุล คุณพ่อดื่มเหล้าหนัก ผมก็ไม่ต่างกัน  ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ตอนเด็ก ๆ ผมโตมากับแม่นมที่รักเราเหมือนลูก พ่อแม่ทำงานเลิกดึก เลิกเรียนผมต้องไปนั่งรอพ่อแม่ที่ทำงาน  ทุกสิ่งที่ผมไม่ชอบแต่ผมกลับเป็นเองหมด ประกอบกับการสูญเสียทางธุรกิจมันเหมือนพรากคุณค่าในชีวิตไปด้วย เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมหวนทบทวนตัวเองว่า สิ่งที่ทุ่มเทนั้นเป็นความสุขแท้จริงหรือเปล่า

“ช่วงที่ผมดิ่งมาก ๆ จนไม่อยากเอาอะไรแล้ว มีน้องเจ้าของร้าน Steel Rose ที่เคยทำงานด้วยกัน ยื่นมือเข้ามาช่วย เขาบอกว่า ‘ชีวิตพี่ยังมีคุณค่า ทำสิ่งที่พี่ถนัดสิ’”

เขาบรรยายภาพร้านว่าเหมือนโรงนาโปร่ง ๆ มีส่วนร้านอาหาร ร้านหนังสือ และเจ้าของร้านเปิดมุมหนึ่งให้เขานั่งถ่ายรูป

“มีจอขนาดใหญ่โชว์ภาพถ่าย คนที่มากินอาหารที่ร้านก็จะเห็นภาพบุคคลขาวดำที่ผมถ่าย ก็เริ่มมีงาน จนกำลังใจผมกลับมาอีกครั้ง ถ้าไม่ได้รับโอกาสในวันนั้น ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองจะเป็นอย่างไร”

ก่อนนั้นแม้เขาจะถ่ายงานโฆษณามามาก แต่ก็ไม่ชอบถ่ายรูปบุคคล

“ผมไม่ชอบถ่ายภาพคนเลย เพราะคนเรื่องมาก” เขาให้คำตอบสั้น ๆ

จนวันหนึ่งได้ทำงานนิตยสาร ไลฟ์แอนด์แฟมิลี่ (life& family) ในเครือ “รักลูก” ซึ่งต้องถ่ายรูปคนประกอบบทสัมภาษณ์ ซึ่งเขานั่งฟังอยู่ด้วย บางครั้งมีโอกาสถาม จึงเกิดความสนุกที่ได้รับฟังความคิดและมุมมองใหม่ ๆ

“พอมาคิดดูแล้ว ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ทำให้ผมเริ่มสนใจชีวิตผู้คน และกลับชอบถ่ายรูปคนมากกว่าข้าวของหรือสินค้า เพราะผมเห็นความเป็นมนุษย์อยู่ข้างใน”

จากนั้นเขาเริ่มไปพูดคุยและถ่ายรูปผู้คน แต่ละโปรเจกต์มีแนวคิดต่างกัน แต่มีหลักใหญ่ใจความเดียวคือเก็บภาพความสุข

เขาหยิบสมุดบันทึกคู่ใจเปิดให้ดูภาพสเกตช์การถ่ายรูปบุคคล ที่มีซอฟต์บอกซ์ขนาดใหญ่ และอธิบายแสงมุมในการถ่ายรูป เมื่อถึงเวลาถ่ายจริง สิ่งที่เห็นคือนางแบบหรือนายแบบนั่งฝั่งตรงข้ามช่างภาพและพูดคุยกัน 

กระบวนการถ่ายภาพระลึกชีวิต (Last Photo) เริ่มต้นจากช่างภาพแนะนำตัวเอง และชวนสนทนาเรื่องเบา ๆ ที่ช่วยให้ผู้เป็นแบบสบายใจ คำถามแตกต่างกันในแต่ละคน

“เมื่อไหร่ที่เขาหยุด ไม่คิดอะไร และสบตาเรา ผมจะถ่ายรูปทันที เป็นการถ่ายไปคุยไป จนสุดท้ายจะถามทุกคนเหมือนกันว่า ‘ถ้ารูปนี้เป็นรูปสุดท้าย คุณจะบอกกับคนที่มายืนตรงหน้าว่าอย่างไร โดยไม่ใช้คำพูด ให้ใช้สายตาอย่างเดียว นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะบอกเขาแล้ว’”

คำถามเรียบง่ายแต่ทรงพลังเหมือนลูกธนูที่พุ่งปักกลางอก ทำให้ทุกคนล้วนครุ่นคิดใคร่ครวญ

ที่สุดแล้วการได้คุยกับช่างภาพ Last Photo จึงมีทั้งเสียงหัวเราะและคราบน้ำตา  พร้อมอยากโอบกอดแสดงความขอบคุณเขา

“ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือเดียวในโลกที่สามารถหยุดเวลาได้
การย้อนดูภาพนั้นอีกครั้งเสมือนย้อนอดีต ระลึกถึงบรรยากาศและเหตุการณ์ตอนนั้น”

แล้วทำไมต้องเป็นขาวดำ

“ภาพถ่ายที่ไม่แบ่งแยกว่าเราเป็นชนชั้นไหนคือภาพขาวดำ ตอนถ่ายโฆษณาผมแต่งสี แต่งทุกอย่าง แต่กับภาพขาวดำ ดวงตา สีหน้า สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกได้ดีที่สุด ผมชอบถ่ายรูปขาวดำเพราะเห็นความรู้สึกชัด”

เมื่อถ่ายรูปเสร็จ ทั้งช่างภาพและผู้เป็นแบบจะมาเลือกภาพด้วยกัน

“น่าสนใจที่ส่วนใหญ่เลือกภาพเดียวกัน และกลับไปพร้อมความประทับใจ”

ส่วนช่างภาพ Last Photo ก็ยังทำหน้าที่ต่อ รอคนมาคุยก่อนปิดท้ายด้วยคำถาม

“ถ้ารูปนี้เป็นรูปสุดท้าย...”