Image

ประเพณีไหลเรือไฟเกิดขึ้นตามคติความเชื่อเรื่องการบูชารอยพระพุทธบาทเมื่อครั้งเสด็จแสดงธรรมโปรดเหล่าพญานาค เรือไฟต่อโครงสร้างไม้ไผ่แขวนตะเกียงน้ำมัน บริเวณแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

นาคคติ :
สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่าน
รอยต่อของชีวิตและศรัทธาในอีสาน

เรื่อง : จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง

“เจ้าเซื่อเรื่องพญานาคบ่”

ประโยคเด็ดและดังที่ติดปากผู้คนในสังคมไทยนี้มาจากตอนที่คำแก้วกล่าวกับทศพลในฉากที่ระลึกชาติได้ว่าตนมีภพภูมิหลังเป็นพญานาค ในละครเรื่อง นาคี ออกอากาศทางไทยทีวีสีช่อง ๓
ปี ๒๕๕๙ จนกลายเป็นมีม (meme) หรือมุกตลกที่ใช้เล่นกันขบขัน

นาคหรือนาคา (naga) ในภาษาบาลีสันสกฤตหมายถึงสัตว์จำพวกงูใหญ่หรือพญางู ความเชื่อเรื่องนาคในภูมิภาคเอเชียจำแนกออกเป็นสองลักษณะสำคัญ คือ

๑. นาค หมายถึงคนในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ คือกลุ่มคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณเทือกเขานาคาทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย กระจัดกระจายในรัฐอรุณาจัลประเทศ รัฐอัสสัม และรัฐนาคาแลนด์ ตลอดจนพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา เช่น เขตสะกายและรัฐชิน นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานว่า “นาค” อาจเกี่ยวข้องกับภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน ที่มีความหมายว่า “เปลือย” นาคในบริบทนี้จึงถูกใช้ในเชิงการเหยียดชนชั้นและชาติพันธุ์เพื่อสื่อถึงกลุ่มคนที่ไร้อารยธรรม

๒. นาคในฐานะสัญลักษณ์ทางความเชื่อและศาสนาที่หมายถึงพญางู อันเกิดขึ้นมาจากวิวัฒนาการทางความเชื่อและสังคมที่ซับซ้อน ความเชื่อดั้งเดิมของชาวทมิฬในอินเดียใต้เดิมทีถือว่างูเห่าหรือนาคเป็นสัตว์อาถรรพ์ที่นำพาความโชคร้ายมาสู่มนุษย์ได้ จึงเกิดเป็นพิธีกรรมเซ่นสังเวยเพื่อขอขมางูมาอย่างช้านาน เมื่อชาวอารยันเข้ามาปกครองในดินแดนนี้ยังคงมีความเชื่องูอยู่ แต่เปลี่ยนให้นาคเป็นตัวแทนของน้ำ ซึ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างดิน ฟ้า สวรรค์ และไฟ ในคัมภีร์ทางศาสนาทั้งพุทธ พราหมณ์-ฮินดู และเชน จึงปรากฏนาคในฐานะผู้ปกปักรักษาศาสนาและผู้รับใช้เทพเจ้า (อำพล สัมมาวุฒธิ และคณะ, ปี ๒๕๖๕, หน้า ๑๖-๒๙)

ความเชื่อเรื่องนาคในกลุ่มไท-ลาว 
และนาคในที่ทางพุทธศาสนาอีสาน

นาคผูกพันอยู่ในคติความเชื่อของผู้คนลุ่มแม่น้ำโขงอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในฮีต ๑๒ หรือพิธีกรรม ๑๒ เดือน  “ส. พลายน้อย” (ปี ๒๕๔๓, หน้า ๒๐๔) กล่าวว่า “เดือนสิบสองส่วงเฮือบูชาอุสุภนาค ๑๕ ตระกูล (ในเอกสารบางเล่มบอกมีเพียง ๗ ตระกูล) พิธีกรรมนี้ท้าวพญาต้องเป็นผู้จัดทำด้วยโดยกำหนดพิธีกรรมในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ต้องใช้เรือแห่และเป็นพิธีร่วมไปกับการลอยกระทง”

ในจักรวาลวิทยาของชาวอีสาน นาคเป็นมากกว่าตำนานหรือเรื่องเล่าพื้นบ้าน นาคถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเชื่อมผู้คน ธรรมชาติ และสิ่งเหนือธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น โดยถูกมองว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักของวิถีชีวิตแบบเกษตรกรรม มีสถานะเป็นทั้งผู้ให้คุณและให้โทษด้านความอุดมสมบูรณ์และควบคุมความสมดุลของธรรมชาติ ความเชื่อนี้แทรกซึมอยู่ในร่องรอยทางวัฒนธรรมหลากหลาย เช่น พิธีบวชนาคที่เป็นการเปลี่ยนผ่านชีวิตจากฆราวาสสู่เพศบรรพชิต ประเพณีบุญบั้งไฟที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องฝนและ
ความอุดมสมบูรณ์ หรือการไหลเรือไฟที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและสายน้ำ

ในพื้นที่ทางความเชื่อ นาคทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างโลกมนุษย์กับโลกเหนือธรรมชาติ เป็นตัวแทนของรอยต่อระหว่างภพภูมิ และดำรงอยู่ร่วมกับผู้คนทั้งในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นความเชื่อพื้นฐานในชีวิตอย่างแนบแน่น 

นาคจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์เชิงศาสนา โครงสร้างความคิด ความศรัทธา และวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมอีสานที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน ปรากฏในรูปแบบศิลปกรรม เช่น ลวดลายสถาปัตยกรรมตามวัดวาอาราม ประติมากรรม ศิลปะพื้นบ้าน

scrollable-image

จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องการไหลเรือไฟและบรรยากาศการชมบั้งไฟพญานาค ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ที่วัดโพธิ์ชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย

โฮงฮดไม้
แกะรูปนาคอันศักดิ์สิทธิ์

จากการสำรวจภาคสนามของผู้เขียนตามวัดทั้งในภาคอีสานและชุมชนลาวอพยพในภาคกลางของไทย พบไม้แกะสลักรูปพญานาคลำตัวยาว เรียว ถูกแขวนอยู่ตามศาลาวัดเป็นจำนวนไม่น้อย โดยมีทั้งสภาพถูกทิ้งร้างและบางส่วนได้รับการอนุรักษ์ในฐานะโบราณวัตถุผ่านการจัดแสดง สิ่งนี้ชาวบ้านเรียกว่า “ฮางฮด” “โฮงฮด” หรือรางรดน้ำ

“โฮงฮด” เป็นเครื่องประกอบสำคัญในพิธี “ฮดสรง” ใช้สำหรับปักเทียนและรดน้ำให้ไหลผ่านไปยังพระผู้เข้าร่วมการประกอบพิธี สะท้อนถึงความเชื่อเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงนาคเข้ากับพิธีกรรม

พิธีกรรมการฮด หรือ “ฮดสรง” เรียกอีกอย่างว่า “เถราภิเษก” เคยนิยมปฏิบัติในสังคมอีสาน โดยมักจัดขึ้นในช่วงบุญเดือนห้า เดือนหก หรือเทศกาลออกพรรษา พบทั่วไปในวัฒนธรรมไท-ลาวทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง มีความหมายในฐานะการถวายสมณศักดิ์หรือการยกย่องพระสงฆ์ให้มีสถานะสูงขึ้นในระดับชุมชน ก่อนค่อย ๆ เลือนหายหลังปี ๒๔๖๕ เมื่อคณะสงฆ์ในภาคอีสานถูกจัดระเบียบให้ขึ้นตรงต่อการปกครองของคณะสงฆ์ส่วนกลางของรัฐไทย ส่งผลให้รูปแบบการแต่งตั้งสมณศักดิ์แบบท้องถิ่นถูกยกเลิก

การฮดมีลำดับขั้นและคำเรียกเฉพาะที่สะท้อนสถานะของพระสงฆ์อย่างชัดเจน โดยการฮดครั้งแรก เมื่อพระลาสิกขาจะเรียกว่า “อาจารย์” ครั้งที่ ๒ เรียกว่า “ซา” และเมื่อลาสิกขาจะเรียกว่า “อาจารย์ซา” ครั้งที่ ๓ เรียกว่า “ญาครู” และเมื่อลาสิกขาจะเรียกว่า “อาจารย์ครู” ครั้งที่ ๔ เรียกว่า “ญาท่าน” และเมื่อลาสิกขาจะเรียกว่า “พระหลักคำ” สำหรับการฮดครั้งที่ ๕ เรียกว่า “พระลูกแก้ว” และครั้งที่ ๖
ซึ่งเป็นลำดับสูงสุดเรียกว่า “พระยอดแก้ว” (กันหา สีกุนวง, ปี ๒๕๕๙)  การไล่เรียงลำดับขั้นเหล่านี้สะท้อนทั้งสถานะทางสังคมที่เป็นระบบการยอมรับกันเองภายในชุมชน ซึ่งผูกโยงศรัทธาเข้ากับลำดับชั้นและเกียรติยศของพระสงฆ์

Image

พิธีฮดพระเวส จากฮูปแต้มบนสิมวัดโพธาราม อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม

นอกจากโฮงฮดแล้วยังมี “เครื่องกองฮด” ประกอบด้วยเครื่องบูชาหลากหลาย ได้แก่ อัฐบริขาร ตาลปัตรรูปใบโพธิ์ ขันหมากเบ็งหรือพานบายศรี ไม้เท้าเหล็ก เม็ง (เครื่องใช้ส่วนตัวของพระ) ที่นอนเตียงหรือตั่ง และ “หลาบเงิน” หรือ “หลาบคำ” ซึ่งเป็นแผ่นโลหะบาง (เงินหรือทอง) กว้างประมาณ ๑ นิ้ว โดยมีความยาวแตกต่างกันไปตามลำดับชั้นของพระที่เข้าพิธี

ความยาวของหลาบสะท้อนลำดับสถานะผ่านคำกล่าวว่า “สำเร็จเพียงตา ซาเพียงหู คูฮอบง่อน” กล่าวคือ ชั้น “สำเร็จ” ยาวระดับตา ชั้น “ซา” ยาวระดับหู และชั้น “ครู” ยาวถึงท้ายทอย อันเป็นการกำหนดสถานะเชิงสัญลักษณ์ผ่านวัตถุในพิธีกรรม ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่า “เครื่องกองฮด” ซึ่งไม่เพียงทำหน้าที่ในเชิงพิธีกรรม หากยังสะท้อนระบบคุณค่า ลำดับชั้น และการยอมรับทางสังคมที่ดำรงอยู่ภายในชุมชนอย่างชัดเจน

แต่ความน่าสนใจคือเมื่อราว ๕-๑๐ ปีให้หลังมานี้ ในหลายชุมชนของอีสานเริ่มกลับมาประกอบพิธีกรรมดังกล่าวอีกครั้ง

การฟื้นหวนคืนสะท้อนให้เห็นว่า การฮดสรงยังทำหน้าที่เป็นกลไกทางสังคม ยกย่อง ให้กำลังใจและรับรองคุณค่าของพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในชุมชน โดยไม่จำเป็นต้องผ่านโครงสร้างอำนาจทางศาสนาแบบทางการก็ได้ หรือทำให้สอดคล้องกันก็ได้

พิธีกรรมฮดสรงบ้านบะหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

จากนาคถึงแถน
ในงานบุญบั้งไฟ

โอ้เฮาโอ่ สาวโอละนอ มาฮอดแล้ว ปีใหม่ของเฮา เพิ่นพาเอา บุญบั้งไฟบ่ขาด มีนักปราชญ์เฒ่าแก่โบราณ

นำตำนาน ผาแดงนางไอ่ ฮอดปีใหม่ ขอฟ้าขอฝน เป็นมงคล บ่ได้อดอยาก บ่ลำบาก เฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา จึงบูชา พระยาแถนเจ้า ฝนอั่งเอ้า ตกหล่นลงมา

ตอนหนึ่งของกาพย์เซิ้งบั้งไฟที่ร้องเล่นสืบสานเป็นมุขปาฐะพื้นบ้านอีสานในช่วงงานบุญบั้งไฟ แสดงถึงบทบาทการบูชาพญาแถนของชาวอีสาน ต้องจุดบั้งไฟขึ้นฟ้า และบั้งไฟของคนอีสานมีหน้าตาเป็นรูปพญานาค

นาคผูกพันกับท้าวผาแดงกับนางไอ่คำ ที่ถือเป็นตำนานรักอมตะของชาวอีสานเรื่องสำคัญ ยึดโยงถึงตำนานการสร้างบ้านแปงเมืองที่สัมพันธ์กับพื้นที่ สังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนอีสานโดยเฉพาะอีสานตอนกลางในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำชีและพื้นที่อีสานตอนบน

ย้อนไปถึงเรื่องเล่าก่อนนอนวัยเด็กที่ย่าเล่าให้ผู้เขียนฟัง ในเมืองเอกชะธีตา (เมืองสุวรรณโคม) มีพญาขอมเป็นผู้ปกครอง นางไอ่คำผู้เป็นธิดางามเลื่องชื่อและดึงดูดชายหนุ่มจากทั่วสารทิศ รวมถึงท้าวผาแดง เจ้าชายแห่งเมืองผาโพงด้วย  ท้าวผาแดงเดินทางมาสานสัมพันธ์และสัญญาว่าจะสู่ขอตามจารีตแต่โชคชะตากลับพลิกผันเมื่อพญาขอมจัดงานเดือนหก มีการแข่งบั้งไฟเพื่อบูชาพญาแถนโดยมีธิดาคือนางไอ่คำเป็นเดิมพัน  ผลปรากฏว่าไม่มีผู้ใดได้รับนางไอ่คำไปครอบครองเนื่องจากบั้งไฟของผาแดงแตกระเบิด ส่วนผู้ชนะมีสถานะเป็นญาติผู้ใหญ่ของนาง

ในขณะเดียวกัน ท้าวพังคี บุตรของพญาสุทโธนาคแห่งเมืองบาดาลได้แปลงกายเป็นกระฮอกด่อน (กระรอกขาว) เข้ามาแอบเฝ้ามองและถูกนายพรานยิงตายตามความต้องการของนางไอ่คำที่อยากกินเนื้อกระฮอกด่อนนี้ ก่อนตายท้าวพังคีอธิษฐานให้เนื้อของตนรสเลิศและแผ่ขยายไปทั่วเมืองจนชาวเมืองพากันกินอย่างถ้วนหน้า ยกเว้นกลุ่มแม่หม้ายที่ถูกกีดกัน ทำให้พญานาคยกทัพขึ้นมาถล่มเมืองจนล่มสลายกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ เหลือเพียงดอนแม่หม้ายที่รอดพ้น

Image

พญาคันคากรบชนะพญาแถนให้ปล่อยฝนตามฤดูกาล โดยพญาแถนมีเงื่อนไขว่าต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปเป็นสัญญาณ พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก จังหวัดยโสธร

Image

หนองหานกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

ตำนานดังกล่าวถูกเชื่อมโยงกับภูมิภาคอีสานในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่หนองหาน กุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ที่เชื่อว่าสัมพันธ์กับตำนานนี้ โดยมีดอนแก้วที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งในดอนแม่หม้ายที่รอดพ้นจากฤทธิ์พญานาค ปัจจุบันบริเวณดอนแก้วมีพระธาตุดอนแก้วตั้งอยู่ ซึ่งตามตำนานเรื่องเล่าท้องถิ่น
องค์พระธาตุนั้นยังผูกโยงความสัมพันธ์กับตำนานอุรังคธาตุที่เชื่อมโยงกับพระธาตุพนม เหมือนกับพระธาตุสำคัญหลายแห่งทั่วอีสาน เช่น พระธาตุขามแก่น จังหวัดขอนแก่น พระธาตุตาดทอง จังหวัดยโสธร พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร เป็นต้น

ตำนานรักของผาแดง-นางไอ่ที่หนองหานยังคงถูกเรียงร้อยด้วยเรื่องเล่าที่เบ่งบานไปพร้อม ๆ กับดอกบัวแดงบานสะพรั่งตอนเช้าไปถึงสาย พาให้ผู้คนทั่วทั้งสารทิศหลั่งไหลเข้ามานั่งเรือเที่ยวชมทัศนียภาพพร้อมกับตำนานที่ไกด์ท้องถิ่นภาคภูมิใจสื่อสาร ทำให้หนองหานล่มที่โศกเศร้าในตำนานมีชีวิตชีวาไปพร้อมกับปลาในน้ำและฝูงนกนานาชนิดที่บินว่อนเล่นลมโชว์ผู้คนทั้งวี่วัน

นอกจากนี้เรื่องราวของกระฮอกด่อนที่เป็นต้นเหตุของการเกิดเมืองล่มจมจนกลายเป็นหนองหาน ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติในสังคมอีสานอย่างลึกซึ้ง

ในทัศนะของ ศรีศักร วัลลิโภดม มองว่า ตำนานกระรอกด่อนเป็นภาพสะท้อนของนิเวศวัฒนธรรมในสังคมท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับหลายมิติ ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนในฐานะชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ตั้งแต่การตั้งถิ่นฐาน แหล่งทำกิน และพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติที่สร้างระบบความเชื่อและสัญลักษณ์ที่มีอำนาจกำกับพฤติกรรมของผู้คนในสังคม หรือที่อาจเรียกว่ามาตรการทางสังคมเพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและสันติ

บรรยากาศการจุดบั้งไฟ ช่วงงานบุญบั้งไฟเดือนหกของภาคอีสาน บ้านเขื่องคำ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร

Image

รถบั้งไฟเอ้ ในช่วงเทศกาลบุญบั้งไฟเดือนหก ซึ่งมีการจัดงานทั่วอีสาน

เรื่องราวกระฮอกด่อน แม่หม้าย พญานาค ยังคงเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับพื้นที่หนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ในบริเวณทะเลบัวแดง ซึ่งเป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่กว่า ๒ หมื่นไร่ นอกจากจะปรากฏโบราณสถาน คือพระธาตุดอนแก้วแล้ว ยังเชื่อกันว่าเป็นดอนแม่หม้ายในตำนานผาแดง-นางไอ่ ที่เหล่าแม่หม้ายซึ่งไม่ได้กินกระฮอกด่อนนั้นรอดชีวิตและกลับมาเล่าเรื่องราวนิทานต่าง ๆ ให้ลูกหลานรุ่นหลังฟัง ปัจจุบันจึงปรากฏรูปปั้นกระฮอกด่อนหรือท้าวพังคีขนาดใหญ่ เป็นทางเข้าออกของพระธาตุดอนแก้วด้วย

ตำนานผาแดง-นางไอ่คงอยู่คู่กับสังคมอีสานในหลายมิติ แม้แก่นแกนของเรื่องจะเล่าผ่านโศกนาฏกรรมความรักของหนุ่มสาว แต่ในปัจจุบันถูกผลิตซ้ำและถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องผ่านขบวนแห่บุญบั้งไฟ การแสดงพื้นบ้าน ละครเวที ดนตรี และบทเพลง อันสะท้อนถึงพลังของเรื่องเล่าที่ปรับตัวไปตามบริบทสังคมร่วมสมัย 

“นาค” กับชาวคำชะโนด
และการให้คุณค่าที่เปลี่ยนไป

คำชะโนดเกาะสวรรค์ เราเคยเที่ยวงานวันบวงสรวงนาคา 
ปู่ศรีสุทโธย่าศรีปทุมมา ใต้ต้นชะโนดพี่ให้คำมั่นสัญญา 
วันนี้หลบหน้าไปจู๋จี๋กับใคร...

เพลง “ใจช้ำที่คำชะโนด” ขับร้องโดย จินตหรา พูนลาภ เผยแพร่ครั้งแรกในปี ๒๕๕๙ สะท้อนให้เห็นคำชะโนดในฐานะพื้นที่ของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ปรากฏอยู่ในสื่อบันเทิงของสังคมอีสาน เผยถึงภาพของการเดินทางไปสักการะและร่วมงานบวงสรวงพญานาค

จากประสบการณ์ภาคสนามของผู้เขียนในการลงพื้นที่คำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ บรรยากาศในช่วงเช้าราว ๐๙.๐๐ น. เย็นสบาย พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้แสวงบุญ พ่อค้าแม่ค้าลอตเตอรี่ มัคนายก และคณะกรรมการชุมชนที่เข้ามาจัดระเบียบการท่องเที่ยวและพิธีกรรม

การเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกคนต้องเดินเท้าเปล่าผ่านอุโมงค์ต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งมีรูปปั้นพญานาคทอดยาวขนาบสองข้างทางกว่า ๕๐๐ เมตร เส้นทางนี้เสมือน “ทางผ่าน” จากโลกภายนอกสู่พื้นที่ภายในที่มีสถานะต่างออกไป

Image

ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธที่ชาวบ้านนำบายศรีพญานาคมาสักการะ ภายในป่าคำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี

เมื่อก้าวเข้าสู่ใจกลางป่า บรรยากาศเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง ต้นชะโนดสูงใหญ่ขึ้นหนาแน่นสุดสายตา แทรกด้วยต้นมะเดื่อขนาดมหึมา โอบล้อมพื้นที่ด้วยความเย็นเยือกและความขรึมขลัง โดยมีศาลพ่อปู่ศรีสุทโธเป็นศูนย์กลางศรัทธา

นอกจากภูมิทัศน์ทางธรรมชาติแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยพานบายศรีรูปพญานาคนับร้อยชิ้น ซึ่งผู้ศรัทธาจากทั้งฝั่งไทยและลาวนำมาถวาย สะท้อนถึงการดำรงอยู่ของความเชื่อที่ไม่เพียงฝังรากลึก หากยังได้รับการผลิตซ้ำและขยายตัวในบริบทสังคมร่วมสมัยอย่างต่อเนื่อง  บริเวณรอบ ๆ มีปะรำพิธีเซ่นสรวงบูชาพญานาคที่อลังการ ชวนให้ตื่นตาตื่นใจด้วยแสงสีเสียงที่ถูกทำขึ้นเพื่อแก้บนหรือขอพรของผู้ศรัทธาที่เดินทางมาทั้งใกล้ไกล

ถัดไปอีกราว ๔ กิโลเมตร มีตำหนักปู่เขียว คำชะโนด (สุวัฒน์ เกินดี) ในบริเวณเดียวกับ “ดอนปู่ตา” หรือป่าชุมชน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่อาศัยหรือภพภูมิคู่ขนานของพ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมาแห่งคำชะโนด โดยมีพิธีกรรมบวงสรวงประจำปีในช่วงขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓

เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม ๒๕๖๙ ราว ๑๐.๐๐ น. ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปถึงตำหนักปู่เขียว พบว่ามีจานดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องเซ่นไหว้วางอยู่แล้วกว่า ๑๐ ชุด จำนวนเครื่องสักการะเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งที่ช่วยอนุมานจำนวนผู้เดินทางเข้ามาพบปู่เขียวในแต่ละวันได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ปู่เขียวสนทนากับผู้เขียนว่า ตนไม่ได้วางตัวเป็นร่างทรงของปู่ศรีสุทโธแต่อย่างใด หากแต่ดำรงตนอยู่ในสถานะ “เฒ่าจ้ำ” หรือผู้ติดต่อสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาจเรียกอีกนัยหนึ่งว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องพญานาค บุคคลที่เดินทางเข้ามาพบโดยส่วนใหญ่มักประสบปัญหาด้านสุขภาพกาย ใจ หรือเป็นผู้ศรัทธาและมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับพญานาคโดยตรง

พื้นที่จัดพิธีบวงสรวงพญานาค ทั้งโต๊ะหมู่บูชาและพิธีรำบวงสรวง หน้าทางเข้าพื้นที่ป่าคำชะโนด

ดร. อนุชิต สิงห์สุวรรณ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม มีความเห็นต่อสิ่งนี้ว่า กรณีของปู่เขียวนี้สะท้อนบทบาทของการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและยังเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมที่เชื่อมโยงผู้ศรัทธาจากหลากหลายกลุ่ม ทั้งชาวบ้าน นักการเมืองและนักธุรกิจ เครือข่ายเหล่านี้นำไปสู่การเกื้อกูลกันในด้านทรัพยากร โอกาส และผลประโยชน์ร่วมกัน

ในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่ของร่างทรงยังทำหน้าที่เป็นองค์กรศาสนาในแบบท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ชาวบ้านใช้เป็นพื้นที่ต่อรองอำนาจและสร้างตัวตนภายใต้บริบทของรัฐสมัยใหม่ เมื่อชาวบ้านต้องเผชิญกับโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมือง เครือข่ายของร่างทรงมักกลายเป็นช่องทางสำคัญ
ในการเข้าถึงทรัพยากรและการสนับสนุน

พิธีบวงสรวงพญานาค บริเวณลานพญาศรีสัตตนาคราช อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม มีคณะผู้ศรัทธาหลายคณะมาจัดพิธีตลอดทั้งช่วงเช้าและช่วงค่ำ

หนองคาย 
หมุดหมายแห่งการเที่ยววัด
และบูชาพญานาค

จังหวัดหนองคายขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพญานาคริมฝั่งโขงเสมือนศูนย์กลางความเชื่อความศรัทธามีการสถาปนาพญานาคเป็นหมุดหมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นพญานาคเจ็ดเศียรพ่นน้ำบริเวณริมแม่น้ำโขงในตัวเมืองหนองคาย หรือวัดลำดวน นอกจากนี้ยังมีประเพณีและพิธีกรรมเชื่อมโยงกับตำนานพญานาค ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงฤดูออกพรรษา โดยเฉพาะงานไหลเรือไฟและปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ความเชื่อและพิธีกรรมเหล่านี้ทำให้จังหวัดหนองคายกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวที่เกี่ยวโยงกับการบูชาพญานาค

บริเวณวัดไทย อำเภอโพนพิสัย เป็นจุดสำคัญของการดูบั้งไฟพญานาคในช่วงออกพรรษา เชื่อกันว่าเป็นเมืองหลวงบาดาล มีการสร้างถ้ำจำลองที่ข้างในประดับประดาด้วยลูกแก้ว เครื่องเงินเครื่องทอง และอัญมณีต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังมีจุดสำคัญอีกบริเวณหนึ่ง ได้แก่ วัดโพธิ์ชัยพระอารามหลวง หรือวัดหลวงพ่อพระใส อำเภอเมืองหนองคาย รวมถึงวัดพระธาตุบังพวน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสระน้ำโบราณที่ผูกพันกับความเชื่อเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า โดยมีการสร้างรูปพญานาคเจ็ดเศียรไว้กลางสระอย่างโดดเด่น  น้ำจากสระโบราณแห่งนี้ร่วมใช้ในพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (มติชน, ปี ๒๕๖๗)

“...ภิกฺขา ทกฺขิณ ปจฺฉิมายะ อุตรายะ เหชิมายะ...”

บทสวดที่ดังผสมผเสกับเสียงเรือกลางลำน้ำโขงที่กำลังจ่อจอดอยู่หน้าพระธาตุเก่าแก่ที่กำลังจมอยู่กลางแม่น้ำโขง โดยคนขับเรือนำพาผู้มีจิตศรัทธาจากฝั่งไทยล่องเรือไปสักการะพระธาตุกลางน้ำที่นุ่งห่มผ้าเหลืองเด่นงามอร่ามตาซึ่งผุดขึ้นมาในช่วงหน้าแล้ง ตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับพระธาตุกลางน้ำมีอยู่
หลากหลายกระแส บ้างเชื่อว่าพระธาตุพังทลายลงเพราะพญานาคอัญเชิญให้จมลงสู่ลำน้ำโขง ขณะที่อีกกระแสหนึ่งเล่าว่า พระธาตุที่จมอยู่กลางน้ำนั้นยังคงได้รับการปกปักรักษาโดยพญานาค พระธาตุกลางน้ำจึงกลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญของผู้ศรัทธาในความเชื่อเรื่องพญานาค ที่ต่างหลั่งไหลเข้ามาสักการะอย่างไม่ขาดสาย

พระธาตุกลางน้ำนับเป็นพระธาตุสำคัญแห่งหนึ่งที่ผูกพันกับความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เดิมทีเป็นเจดีย์ของพระธาตุหล้าหนอง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ก่อนพังทลายจากการกัดเซาะของกระแสน้ำจนแยกออกเป็นสามส่วนและถูกพัดพาไปคนละทิศทาง

เบื้องซ้ายและขวาขององค์พระธาตุกลางน้ำเปรียบเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนของผู้คนจากสองฟากฝั่งไทย-ลาว ที่มีองค์พระธาตุเป็นหมุดหมายแห่งแรงศรัทธาร่วมกัน จนเส้นแบ่งเขตแดนของรัฐชาติไม่อาจกีดขวางความสัมพันธ์ทางความเชื่อของผู้คนได้

เสียงสวดมนต์ เสียงเรือ และกลิ่นหอมจากดอกไม้ธูปเทียนในเครื่องสักการะที่ผู้คนต่างหิ้วขึ้นจากบริเวณตลิ่งริมแม่น้ำ ล่องลอยไปกับการเดินทางมุ่งสู่พระธาตุกลางน้ำ สะท้อนความศรัทธา และกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดหนองคายเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยม อีกทั้งยังได้เห็นการดูแลจัดการร่วมกันระหว่างวัดและคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ผู้เขียนสนทนากับคนขับเรือว่า เครื่องบูชาเหล่านี้เมื่อสิ้นเสียงเรือเข้าฝั่งต้องกลายเป็นขยะ เราจะทำอย่างไรกับมัน เพราะแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ขาดสายทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งลาว

“ตื่นเช้ามา บ่เห็นจักอันเลยเด้ครับ” 

ลุงคนขับเรือกล่าว พร้อมเล่าถึงการจัดเก็บขยะที่พวกเขาเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจอย่างที่เรากังวลนัก ชาวบ้านในพื้นที่เองก็คำนึงถึงความสะอาดและการจัดการพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยวิธีง่าย ๆ คือการเก็บขยะในช่วงเย็น ซึ่งทั้งหมดก็เกิดขึ้นจากความร่วมมือของชุมชน
...
ความเชื่อเรื่องนาคยังคงเคลื่อนตัวและฝังรากลึกอยู่ในมโนสำนึกของผู้คนลุ่มแม่น้ำโขงอย่างแนบแน่น ราวกับสายธารทางวัฒนธรรมที่ไหลผ่านผู้คน บ้านเมือง และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ขาดสาย ตำนานและเรื่องเล่ายังคงดำรงอยู่ควบคู่กับการปรากฏของความเชื่อผ่านพิธีกรรม งานพุทธศิลป์ ตลอดจนการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในหลากหลายรูปแบบ นาคจึงไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในฐานะอำนาจเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังถูกบรรจุอยู่ในสรรพสิ่งและโลกทัศน์ของผู้คนอย่างนับไม่ถ้วน

ขณะเดียวกันพื้นที่ทางความเชื่อไม่ได้อยู่เพียงในขอบเขตสถานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สวยงามและหยุดนิ่ง ชาวบ้านเองยังเรียนรู้ที่จะเผชิญกับปัญหาใหม่ ๆ ปรับตัว และกำหนดบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ศาสนา พื้นที่ และอัตลักษณ์ของชุมชนอยู่เสมอ  

นาคาคติ
ในการเมืองอีสานร่วมสมัย

ดร. อนุชิต สิงห์สุวรรณ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ศึกษาการใช้คติความเชื่อเรื่องนาคในการเมืองไทยร่วมสมัย โดยตั้งข้อสงสัยว่า การตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นล่างในพื้นที่ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอิทธิพลของแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยจากภายนอก หรือความนิยมต่อบุคคลทางการเมืองเพียงอย่างเดียวจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วอาจมีรากฐานจากอุดมการณ์ทางศาสนา ความเชื่อ และตำนานท้องถิ่นที่ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอยู่เบื้องหลัง

การให้ความหมายต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และคติความเชื่อเรื่องพญานาคของคนท้องถิ่นนั้นมีพลวัตแตกต่างกันภายใต้เงื่อนไขทางมิติเวลาและสังคมช่วงก่อนปี ๒๕๐๐ นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นการตั้งถิ่นฐาน ชาวบ้านให้ความหมายต่อพญาศรีสุทโธนาคราชในฐานะดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ผู้ก่อกำเนิดฟ้าฝน ความอุดมสมบูรณ์ และคอยปกปักรักษาชุมชน 

Image

ภายหลังปี ๒๕๐๐ เมื่ออำนาจรัฐเริ่มขยายตัวเข้าสู่ท้องถิ่น ประกอบกับการเข้ามาของพุทธศาสนากระแสหลัก ทำให้ความหมายของพญาศรีสุทโธจากเดิมที่เป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ชุมชน สู่การถูกอธิบายในฐานะ “พญาศรีสุทโธ-โพธิสัตว์” หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกรอบความหมายทางพุทธศาสนา

อาจารย์อนุชิตมองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงผลจากการครอบงำของรัฐไทยเท่านั้น แต่ยังเป็น
กระบวนการต่อรองและสร้างความหมายใหม่ของคนท้องถิ่น ภายใต้บริบทที่รัฐให้ความสำคัญกับพุทธศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งชาวบ้านไม่ได้ละทิ้งความเชื่อดั้งเดิม แต่กลับปรับเปลี่ยนพญาศรีสุทโธให้กลายเป็นพระโพธิสัตว์ในร่างพญานาค เพื่อรักษาพื้นที่ทางความเชื่อของตนเอง

ความหมายชุดใหม่นี้ยังส่งผลต่อการสร้างพื้นที่ทางสังคมและกลไกในการจัดการทรัพยากรของชุมชน ทั้งในมิติของการดูแลป่าคำชะโนดและการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมภายใต้กรอบความเชื่อร่วมของผู้คน
ในท้องถิ่นด้วย

นอกจากนี้ยังมีคำทำนายปู่ผู้เฒ่า ที่เผยร่างให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเรื่องพญาศรีสุทโธกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ คำทำนายดังกล่าวอธิบายว่า จุดสิ้นสุดของความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเมื่อพญาศรีสุทโธเข้ามาทำลายระเบียบอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดการล่มสลายของชนชั้นปกครอง และนำไปสู่การก่อรูปของระเบียบสังคมใหม่ โดยมีจังหวัดอุดรธานีเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจแทนกรุงเทพมหานคร รวมถึงการเคลื่อนย้ายพระแก้วมรกต ซึ่งถูกมองในฐานะสัญลักษณ์ทางอำนาจของกลุ่มชาติพันธุ์ลาว-อีสาน


ในอีกด้านหนึ่ง เนื้อหาของคำทำนายสะท้อนโลก
ในอุดมคติของผู้คนที่ศรัทธาต่อพญาศรีสุทโธต่อการเกิดขึ้นของ “โลกใหม่” ที่ตั้งอยู่บนหลักความยุติธรรม คุณธรรม และความเสมอภาค ซึ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์ของขบวนการคนเสื้อแดงด้วย

“ปรากฏการณ์คำชะโนดจึงไม่ได้สะท้อนเพียงโลกแห่งศรัทธา แต่ได้เผยให้เห็นพลวัตทางการเมืองของชาวบ้าน การตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจรัฐ และกระบวนการต่อรองความหมายของศาสนาและอำนาจในสังคมร่วมสมัย”

Image

“ภายหลังการรัฐประหาร ๒๕๕๗ เมื่อรัฐเริ่มเข้ามากำกับตรวจสอบองค์กรศาสนาและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากร การบริหารเงินบริจาค และโครงสร้างการจัดการภายในคำชะโนด ซึ่งนำไปสู่การมีบทบาทของหน่วยงานราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในคณะกรรมการบริหารพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

“สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ชาวบ้านบางส่วนรู้สึกว่าพื้นที่ความเชื่อของตนถูกจำกัดและแทรกแซง จนนำไปสู่การเกิดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ที่เชื่อมโยงกับพญาศรีสุทโธ แต่เปิดโอกาสให้ชุมชนเป็นผู้จัดการพื้นที่ด้วยตนเองอย่างเต็มรูปแบบ ปรากฏการณ์นี้จึงอาจมองได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อรองอำนาจกับรัฐ ผ่านการสร้างพื้นที่ศาสนาและความเชื่อที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของระบบราชการ” อาจารย์อนุชิตกล่าว

ปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองเช่นนี้ผูกพันกับตำนานท้องถิ่นอย่างยาวนาน เช่น มีตำนานพระธาตุเชิงชุมกล่าวถึงสุวรรณนาคราชผู้เฝ้าคอยดูแลรอยพระบาททั้งสี่ของอดีตพุทธเจ้า และยังรอคอยวันที่พระศรีอาริย์จะมาประทับพระบาทซ้อนทับกันอีก อันเป็นยุคแห่งความรุ่งโรจน์ในอุดมคติที่ชาวบ้านฝันหา ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านต้องปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วย มิเช่นนั้นพญานาคจะลงโทษ เหมือนในตำนานหนองหานล่ม

นาค นอกจากจะให้คุณแล้วยังเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติที่คอยกำกับพฤติกรรมของผู้คนด้วยเช่นกัน บางพื้นที่ใช้ความเชื่อนี้เป็นสิ่งต่อรองทางสังคมและนำไปสู่การต่อสู้ของชาวบ้านในประเด็นต่าง ๆ

อ้างอิง
กันหา สีกุนวง. “ฮางฮดสรง : สื่อสัญลักษณ์ สุนทรียภาพ พิธีกรรมและความเชื่อในแขวงหลวงพระบาง นครหลวงเวียงจันทน์และแขวงจำปาสักของ สปป.ลาว” ใน วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่๘ ฉบับที่ ๒ กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๕๙.

ศรีศักร วัลลิโภดม. “เปิดประเด็น : จากกระรอกด่อนถึงปลาไหลเผือก : ตำนานความวิบัติของบ้านเมือง” ใน จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๘๑ (พฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๕๒).

สมบัติ พลายน้อย. (๒๕๔๓). สัตว์หิมพานต์. กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ.

อนุชิต สิงห์สุวรรณ. (๒๕๖๒). “อีสานนาคา : คติความเชื่อเรื่องพญานาคกับการเมืองของผู้มีสถานะรอง กรณีศึกษาชุมชนคำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี”. วิทยานิพนธ์
ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

อำพล สัมมาวุฒธิ และคณะ. (๒๕๖๕). นาค : จากตำนานความเชื่อสู่ศรัทธาร่วมสมัย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.

อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย. (๒๕๕๑). ซ่อนไว้ในสิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน. กรุงเทพฯ : ฟูลสต๊อป.

เว็บไซต์
มติชน. “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา”. สืบค้นจาก royalcelebration.matichon.co.th/news/2304/

สัมภาษณ์
อนุชิต สิงห์สุวรรณ
ปู่เขียว (สุวัฒน์ เกินดี)