Image

๑๒ สิ่งของเครื่องใช้
ของ ปรีดี - พูนศุข พนมยงค์
ณ พิพิธภัณฑ์บ้านอองโตนี

ANTONY HOUSE MUSEUM & EXHIBITION

เรื่อง : ธนาพล อิ๋วสกุล

Image

สถานที่จัดแสดง : ห้องรับแขก

Image

ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ สองตายาย ณ บ้านอองโตนี ภาพถ่ายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๓ ในวันที่ปรีดีอายุครบ ๘๐ ปี

เก้าอี้ตัวที่ท่านอาจารย์นั่งประจำนั้นเป็นเก้าอี้หวายเดี่ยว มีท้าวแขนชนิดแข็งแรงซึ่งใช้พักพิงได้ด้วย ตรงปลายท้าวแขนทั้งสองข้าง มีโลหะคล้ายทองเหลืองหุ้มอยู่
ทั้ง ๒ ข้าง ยาวราว ๓ นิ้ว มีเบาะผ้าฝ้ายรองนั่ง ทั้งมีเบาะพิงพนักด้วย เก้าอี้เหล่านี้เย็บเหมือนกันหมดทุกตัว สำหรับตัวที่ท่านอาจารย์นั่งประจำนั้นตรงกลางเบาะจะบุ๋มลงลึกไปหน่อย เนื่องจากท่านนั่งอยู่ตัวเดียวโดยไม่ย้ายไปนั่งตัวอื่น ท่านผู้หญิงจึงต้องหาเบาะเล็ก ๆ มาใส่ไว้ใต้เบาะอีกทีหนึ่ง เพื่อมิให้เป็นแอ่งตรงกลาง

เก้าอี้หวายเดี่ยวขนาดนั่งคนเดียวดังกล่าวนี้มีอยู่ 
๒ ตัวตั้งคู่กัน ท่านผู้หญิงนั่งตัวหนึ่ง ในแนวเดียวกันมีโต๊ะไม้เตี้ย ๆ วางจำพวกหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ ประจำวันหรือฉบับใหม่ที่สุดขั้นกลาง๑ 

บันทึกจากการไปเยี่ยมบ้านอองโตนีในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๒๖ ของ จินดา ศิริมานนท์  หลังจากนั้นไม่นาน ปรีดี พนมยงค์ ก็ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๖

เก้าอี้หวายสองตัวที่ตั้งคู่กันนี้เป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมบ้านอองโตนี และเป็นวัตถุที่เห็นบ่อยที่สุดในภาพของปรีดีและพูนศุขที่เกี่ยวข้องกับบ้านอองโตนี

หลังจากบ้านหลังนี้ถูกขายให้ครอบครัวชาวเวียดนามแล้ว อนวัช ศกุนตาภัย หลานคนหนึ่งของปรีดีและ พูนศุข พนมยงค์ ตระหนักดีกว่า “ท่านนั่งที่เก้าอี้ตัวนี้เป็นประจำทุก ๆ วัน นั่งวางแผนพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง นั่งเขียนหนังสือ นั่งอ่านหนังสือ ถ้าเกิดต้องเอาเก้าอี้ตัวนี้ไปไว้ที่โกดังไหน ผมรู้สึกว่าเสียดาย”  จึงขอเก้าอี้มาเก็บไว้

หลังจากนั้นก็นำกลับมาเมืองไทยและเอาไปเก็บไว้ที่บ้านพักบนเกาะหมาก จังหวัดตราด 

ผู้เขียนในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการได้รับความอนุเคราะห์จากคุณอนวัชให้ยืมเก้าอี้หวายหนึ่งตัวมาจัดแสดง

 จินดา ศิริมานนท์. (๒๕๓๖). ความทรงจำจากบ้านชานกรุงปารีส ปัจฉิมชีวิตของรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์. 

 อนวัช ศกุนตาภัย. “คุณตาปรีดีในความทรงจำ” https://pridi.or.th/th/content/๒๐๒๑/๐๕/๖๙๐

Image

สถานที่จัดแสดง : บนโต๊ะอาหารในห้องรับแขก

Image

โต๊ะอาหารในห้องรับแขก เป็นมุมหนึ่งในช่วงเช้าที่ปรีดีนั่งฟังข่าวสารจากทั่วโลกผ่านวิทยุทรานซิสเตอร์

Image

เครื่องรับวิทยุคลื่นสั้นรูปร่างเป็นเครื่องโบราณสี่เหลี่ยม ผลิตจากเมืองริก้า สาธารณรัฐเอสโทเนีย ท่านรับฟังวิทยุคลื่นสั้นเพื่อติดตามข่าวคราวของโลกเป็นประจําทุกวัน เพราะในขณะนั้นทางจีนก็ยังไม่มีวิทยุโทรทัศน์ หรือการถ่ายทอดข่าวสารผ่านดาวเทียมเช่นในขณะนี้ สถานีที่ท่านรับฟังได้แก่ BBC เวลา ๕ โมงเย็น และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยที่ส่งคลื่นสั้นโดยเครื่องส่ง ๕๐ กิโลวัตต์ ตอน ๒ ทุ่ม ทําให้ท่านสามารถติดตามข่าวคราวต่าง ๆ ได้อย่างทันกาล

ข้างต้นคือข้อเขียนของ ศุขปรีดา พนมยงค์ บุตรชายคนเล็กของ ปรีดี พนมยงค์

ปรีดีใช้ชีวิตในประเทศจีนระหว่างปี ๒๔๙๒-๒๕๑๓ ในยุคสมัยนั้นวิทยุโดยเฉพาะวิทยุคลื่นสั้นเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังและทะลุทะลวงอย่างยิ่ง การฟังวิทยุถือเป็นกิจวัตรประจำวันของปรีดี ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ต้องฟังข่าวบีบีซี (รวมทั้งสำนักข่าวอื่น ๆ) อยู่เสมอ

เมื่อย้ายมาพำนักในประเทศฝรั่งเศส การฟังวิทยุก็ยังเป็นกิจวัตรยามเช้าอยู่เช่นเคย วิทยุทรานซิสเตอร์ของปรีดียี่ห้อ National Panasonic No. RF 062

นอกจากเป็นผู้ฟังแล้ว ในประเทศเสรีแบบฝรั่งเศส ปรีดียังมีโอกาสเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุบ่อยครั้งอีกด้วย โดยเฉพาะช่องบีบีซีในปี ๒๕๒๓ และ ๒๕๒๕

 ศุขปรีดา พนมยงค์. (๒๕๓๔). “ชีวิตของท่านปรีดี พนมยงค์ ในประเทศจีน พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๕๑๓” ใน วัน “ปรีดี พนมยงค์” ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Image

สถานที่จัดแสดง : บนโต๊ะอาหารในห้องรับแขก

Image
Image

Son Excellence Pridi Banomyong 173 Avenue Aristide Briand 92160 Antony FRANCE

ข้างต้นคือจ่าหน้าซองที่ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ดำรงตำแหน่งปี ๒๕๐๒-๒๕๑๔) ลูกศิษย์ปรีดีที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และมิตรร่วมรบในขบวนการเสรีไทยช่วงสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ส่งถึง ปรีดี พนมยงค์

ไม่ว่าจะเขียนจดหมายจากที่ไหนในโลกก็ตาม บทสนทนาระหว่างปรีดีกับป๋วยนั้นเป็นเรื่องบ้านเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ และเต็มไปด้วยท่าทีเคารพรับฟังซึ่งกันและกันมีบ่อยครั้งที่ป๋วยขอความเห็นในเรื่องสำคัญด้วย เช่น “จดหมายของนายเข้ม เย็นยิ่ง” ที่ป๋วยเขียนประท้วงการรัฐประหารตัวเองของจอมพล ถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔

นอกจากจดหมายตอบโต้ระหว่างปรีดีกับป๋วยแล้ว คณะผู้จัดทำยังทำสำเนาจดหมายตอบโต้กับคนอื่น ๆ มาจัดแสดงด้วย เพื่อแสดงให้เห็นกระแสความคิดและบรรยากาศทางการเมืองในช่วงนั้น ๆ

Image

ภายหลังจากที่ติดต่อกันผ่านจดหมายตั้งแต่เมื่อปรีดีต้องลี้ภัยทางการเมือง ปี ๒๔๙๐ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ลูกศิษย์ และมิตรร่วมรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มาเยี่ยมปรีดีและพูนศุขที่บ้านอองโตนี ภาพนี้ถ่ายในปี ๒๕๒๐ หลังจากนั้นไม่นานป๋วยก็ล้มป่วยลงเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก และ ปาล พนมยงค์ ลูกชายของปรีดี เสียชีวิตในปี ๒๕๒๔

Image

Image

สถานที่จัดแสดง : บนโต๊ะอาหารในห้องรับแขก

Image

ถึงแม้จะอยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ภารกิจหนึ่งของ พูนศุข พนมยงค์ คือบันทึกประจำวัน จนเป็นจดหมายเหตุสำคัญที่บันทึกความเป็นไปของคู่ชีวิต ปรีดี-พูนศุข ไว้ด้วยกัน

Image

สมุดบันทึกประจำวันหรือไดอะรี (diary) เป็นสิ่งที่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ใช้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เกือบทั้งชีวิต ตลอดชั่วอายุขัยกว่า ๙๐ ปีมีเรื่องราวกว่า ๖๐ ปีที่ท่านบันทึกไว้ในบริบทแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ปรีดียังอยู่ในอำนาจหรือช่วงลี้ภัยในต่างประเทศแล้วก็ตาม

ช่วงลี้ภัยอยู่ในประเทศจีนซึ่งขาดแคลนเครื่องเขียน ไดอะรีท่านผู้หญิงพูนศุขก็จะเป็นเล่มเล็ก หลายครั้งเขียนด้วยดินสอ เนื้อหาเผยให้เห็นชีวิตประจำวันของท่านและครอบครัว ที่สำคัญคือมุมมองของผู้หญิงที่เป็นภรรยาของบุคคลสำคัญทางการเมือง เป็นแม่ของลูก ๆ เป็นคุณป้าของบรรดานักศึกษาและลูกหลาน ซึ่งแตกต่างจากมุมมอง
อื่น ๆ

วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่บ้านอองโตนี พูนศุขบันทึก
บรรยากาศในวันนั้นไว้ว่า

...
เช้าไปตลาดกับอัมพร

เย็น ตาเสือ สมชัย ศิริพร อิ่งอ้อยกินข้าวที่บ้าน และค้างด้วย

ได้ตามข่าวจาก tele ว่าเมืองไทยมีการต่อสู้ระหว่างนักศึกษากับทหารตำรวจ เพื่อเปลี่ยนรัฐบาลโดยสัญญาเป็นนายก พวกเราอยู่ฟังข่าวจนดึก ได้สมชัยโทรไปถามพวกเยอรมัน

Image

Image

สถานที่จัดแสดง : ห้องโถงทางเข้าชมนิทรรศการ

Image

ในฐานะผู้นำขบวนการเสรีไทย ปรีดี พนมยงค์ ได้ประกาศสันติภาพในวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ และเป็นประธานในพิธีสวนสนามของพลพรรคเสรีไทย ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงสูงสุดของชีวิตทางการเมืองของปรีดี ก่อนจะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ๒๔๙๐ ปรีดีได้กลายเป็น “ปีศาจทางการเมือง” (ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง)  มาจนถึงปัจจุบัน

Image

scrollable-image

วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธย รัชกาลที่ ๘ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ประกาศสันติภาพให้การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๔๘๕ เป็นโมฆะ ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม

ภาพการสวนสนามเสรีไทยวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๔๘๘ ณ ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่มี ปรีดี พนมยงค์ เป็นประธาน คือประจักษ์พยานถึงความสำคัญของปรีดีต่อการเมืองไทย ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
คนที่ ๗ (๒๔ มีนาคม-๒๓ สิงหาคม ๒๔๘๙)

ถ้าดูตามเกียรติประวัติเหล่านี้ ปรีดีน่าจะเป็นผู้ได้รับการยกย่องเฉกเช่นผู้นำคนอื่น ๆ ในประเทศไทย แต่สถานการณ์กลับตรงกันข้ามเมื่อเกิดรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ซึ่งมีกระบวนการใส่ร้ายป้ายสีและตั้งข้อหาว่าปรีดีฆ่าในหลวงรัชกาลที่ ๘ รวมทั้งมีการสร้างหลักฐานเท็จและเฟกนิวส์อย่างเป็นระบบ พร้อมไล่ล่าปรีดีและพวกประหนึ่งผู้ประกอบอาชญากรรม

ประกาศสืบจับผู้กระทำความผิดฐานกบฏภายในราชอาณาจักรซึ่งยังหลบหนี วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๔๙๔ จัดทำโดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ใช้กับอาชญากรทั่วไป เป็นหลักฐานอย่างดีว่าสถานะของปรีดีในสายตาของรัฐไทยหลังรัฐประหาร ๒๔๙๐ เป็นเช่นไร

Image

สถานที่จัดแสดง : ห้องโถงทางเข้าชมนิทรรศการ

มีภาพชินตาของ ปรีดี พนมยงค์ คือภาพสวมหมวกปานามาหรือหมวกเฟโดรา เมื่อออกนอกเคหสถานในวาระต่าง ๆ เช่น การลี้ภัยทางการเมืองครั้งแรกในปี ๒๔๗๖, การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก ที่ปรีดีเป็นผู้อำนวยการสร้างในปี ๒๔๘๓, การลี้ภัยรัฐประหารปี ๒๔๙๐, การเข้าร่วมงานสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ศาลามหาประชาชน เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๒, ช่วงที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ปี ๒๕๑๓-๒๕๒๖

Image

ปรีดีในช่วงบั้นปลายที่ฝรั่งเศส มีโอกาสเดินทางไปที่ต่าง ๆ และสิ่งที่มักเห็นเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวคือหมวกและไม้เท้า  ในภาพคือการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเนเธอร์แลนด์

Image

ไม้เท้าเป็นสิ่งที่ปรีดีต้องใช้เมื่อออกนอกเคหสถานในช่วงปลายชีวิตที่พำนักในปารีส

Image

สถานที่จัดแสดง : ห้องทำงาน

Image

เมื่อผมอยู่ที่ปักกิ่งใหม่ ๆ ก็ได้สังเกตเห็นว่า สิ่งสําคัญในชีวิตประจําวันของท่าน ได้แก่ เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยชนิดกระเปาหิ้ว สําหรับใช้ในการพิมพ์ข้อเขียน บทความ โดยตัวท่านเองในวิธีการแบบใช้นิ้วจิ้มพิมพ์สองนิ้ว

การจัดทำต้นฉบับหนังสือ บทความ หรือจดหมายของ ปรีดี พนมยงค์ ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบการพิมพ์ดีด ดังที่ ศุขปรีดา พนมยงค์ บุตรชายคนเล็กเล่าไว้ข้างต้นถึงชีวิตของปรีดีในประเทศจีน

ต่อมาปรีดีเริ่มเขียนด้วยลายมือก่อนแล้วจึงพิมพ์เองหรือให้ผู้ช่วยจัดทำต้นฉบับ ซึ่งอาจเป็นท่านผู้หญิงพูนศุขหรือไม่ก็บุตรสาวช่วยพิมพ์ดีดให้อย่างเรียบร้อย

 ศุขปรีดา พนมยงค์. (๒๕๓๔). “ชีวิตของท่านปรีดี พนมยงค์ในประเทศจีน พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๕๑๓” ใน วัน “ปรีดี พนมยงค์” ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Image

แม้จะอยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่การทำงานความคิดของปรีดียังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ข้อเขียนต่าง ๆ ได้พิมพ์ลงบนกระดาษด้วยเครื่องพิมพ์ดีดคู่ใจ

Image

สถานที่จัดแสดง : ห้องทำงาน

Image

เห็นนายปรีดีถอดแว่นตาออกวางพรางขยี้ตาและพูดอะไรบางประโยคฟังไม่ถนัด ก่อนที่จะเอนตัว พิงพนักเก้าอี้ คอพับลงด้านข้างแล้วนิ่งไป...ดิฉันตกตะลึงแทบทำอะไรไม่ถูก...รถพยาบาลคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบที่ประตูหน้าบ้านภายในช่วงเวลาเพียงแค่อึดใจ หลังจากที่ติดต่อเรียกไป...แต่สายเกินกว่าที่จะช่วยนายปรีดีกลับคืนสู่ครอบครัวของเราเสียแล้ว !

ก่อนถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ปรีดีดำรงวัตรปฏิบัติในชีวิตประจำวันตามปรกติ คือ ฟังวิทยุ อ่านและเขียนหนังสือ หรือตอบจดหมาย ดูเหมือนว่าปากกาคืออาวุธเดียวที่ท่านเหลืออยู่เพื่อใช้ต่อสู้ทางความคิดผ่านงานเขียน 

ขณะที่แว่นตาก็เป็นของคู่กายที่ขาดไม่ได้สำหรับชายวัย ๘๐ กว่าปี ที่ยังยืนหยัดในสมรภูมิทางความคิดด้วยการจดจารประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของราษฎร

 นรุตม์ (เรียบเรียง). (๒๕๕๑). หลากบทชีวิตท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์. พิมพ์ครั้งที่ ๕ (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์, หน้า ๑๑๒.

Image

สถานที่จัดแสดง : ห้องทำงาน

Image

เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยปี ๒๔๗๗-๒๔๗๘ ปรีดีมีโอกาสไปตรวจราชการที่วัดมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
และเป็นครั้งท้าย ๆ ที่ปรีดีกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ก่อนลี้ภัยรัฐประหาร ๒๔๙๐ และไม่ได้กลับมาอยุธยาอีกเลยแต่อยุธยายังอยู่ในความทรงจำ ของปรีดีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ปรีดี พนมยงค์ ผูกพันกับอยุธยามาก ไม่เพียงแต่เกิด ณ เรือนแพหน้าวัดพนมยงค์ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอกรุงเก่า มณฑลกรุงเก่า ในปี ๒๔๔๓ แต่อยุธยายังหล่อหลอมให้ปรีดีเติบโตทางความคิด ทั้งจากการอบรมของครอบครัวและครูในโรงเรียน ตลอดจนการสังเกตเห็นความลำบากยากแค้นของผู้ประกอบอาชีพชาวนาด้วย 

เมื่อสอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลกรุงเก่า (ปัจจุบันคือโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย) ปรีดีย้ายเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในปี ๒๔๖๐ ก่อนเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนกฎหมาย

หลังจากนั้นปรีดีจะได้กลับอยุธยาก็แต่ในหน้าที่การงานเท่านั้น ดังภาพถ่ายที่คุ้นเคยคือการไปตรวจราชการที่วิหารพระมงคลบพิตรเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในปี ๒๔๗๗-๒๔๗๘ และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อยุธยา ผ่านการเลือกตั้งในเดือนมกราคม ๒๔๘๙

เมื่อเกิดรัฐประหาร ๒๔๙๐ ปรีดีไม่ได้กลับเมืองไทยอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าหมายรวมถึงมิได้กลับไปเหยียบอยุธยาอันเป็นบ้านเกิด

สามสิบกว่าปีต่อมา อนุสาร อ.ส.ท. จัดทำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตีพิมพ์ฉบับแนะนำพระนครศรีอยุธยา ในปีที่ ๒๓ ฉบับที่ ๙ เดือนเมษายน ๒๕๒๖ อนุสารฉบับนี้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงบ้านอองโตนี

ในวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ก่อนที่ท่านปรีดีจะถึงแก่อสัญกรรมได้เพียงหนึ่งวัน ท่านผู้หญิงพูนศุข
พนมยงค์ เล่าว่าวันนั้นท่านปรีดีได้รับหนังสือ...ท่านจึงใช้เวลาตลอดบ่ายจนถึงเย็นวันนั้นอ่านอนุสาร อ.ส.ท. เล่มนั้นด้วยความคิดถึงบ้านเกิดของท่านที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ท่านต้องจากไปตลอดห้วงเวลา ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา อนุสาร อ.ส.ท. จึงกลายเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่ท่านได้อ่านก่อนจะถึงแก่อสัญกรรมในวันรุ่งขึ้น

 ๔๐ ปี อนุสาร อ.ส.ท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ปี ๒๕๔๓)

Image

สถานที่จัดแสดง : กระจายตามห้องต่าง ๆ  

Image

บันทึกเสียงการสัมภาษณ์ของ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และคณะ รวมทั้งเสียงและภาพของปรีดีที่บันทึกในการสัมภาษณ์และปาฐกถาในวาระต่าง ๆ

เสียงและภาพเคลื่อนไหวของ ปรีดี พนมยงค์ ที่บันทึกไว้ด้วยเทปคาสเซ็ตและวิดีโอเทป VHS ซึ่งแพร่หลายในยุคก่อน ส่วนที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันได้นำมาแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้ว

มีบทปาฐกถาวาระต่าง ๆ เช่น ครบรอบ ๔๓ ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หัวข้อ “อนาคตของเมืองไทยกับสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้าน” ในงานชุมนุมนักเรียนไทยที่เมืองปัวตีเย ประเทศฝรั่งเศส ๒๔ มิถุนายน ๒๕๑๘, งานประจำปีสมาคมนักเรียนไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หน้าร้อนปี ๒๕๑๗, งานสมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศส ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๓

รวมถึงบทสัมภาษณ์สำคัญ เช่น ให้สัมภาษณ์วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย ในวาระครบรอบ ๕๐ ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ เผยแพร่ในปี ๒๕๒๕, ให้สัมภาษณ์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา จากกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ขนาดยาวครั้งสุดท้าย เมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๕

Image

สถานที่จัดแสดง : ในห้องนอน เหนือเตียง

Image

พูนศุข พนมยงค์ ในวันฌาปนกิจ นายปรีดี ณ สุสานแปร์ ลาแชส  โดยโลงศพคลุมด้วยธงชาติไทย และธงชาติผืนนี้จะจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บ้านอองโตนี

ปรีดี พนมยงค์ ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และมีพิธีฌาปนกิจ ณ สุสานแปร์ ลาแชส ในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๖

งานดังกล่าวเริ่มเวลา ๑๓.๐๐ น. ด้านหน้าวิหาร บรรดาญาติมิตรต่างยืนเข้าแถวถือรูปและพวงหรีดเพื่อรอเวลาทำพิธี มีพวงหรีดเคารพศพส่งมาจากกลุ่มนักเรียนไทยในกรุงปารีส เยอรมนี อังกฤษ รวมถึงจากรัฐบาลฝรั่งเศสด้วย

แขกที่มาร่วมพิธีมีอาทิ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส ตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตจีน เวียดนาม ลาว และตัวแทนของรัฐบาลฝรั่งเศส แต่ไม่ปรากฏหรีดจากรัฐบาลไทย 

ในวิหาร ตรงกลางมีเวทีตั้งหีบศพของนายปรีดี เป็นโลงไม้ธรรมดาแบบคริสต์ คลุมด้วยธงไตรรงค์ ตามขั้นบันไดประดับด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดแห่งประเทศฝรั่งเศส และหรีดเคารพศพ

ท่านปัญญานันทภิกขุแห่งวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ศรัทธานายปรีดีและเรียกร้องความเป็นธรรมให้นายปรีดีที่ถูกใส่ร้ายกรณีรัชกาลที่ ๘ สวรรคต ในช่วงเวลาดังกล่าวท่านเดินทางมาอังกฤษพอดี จึงได้เป็นประธานในพิธีฝ่ายสงฆ์

นายปีแยร์ มีเย (Pierre Millet) ตัวแทนของรัฐบาลฝรั่งเศสกล่าวคำสดุดี เมื่อกล่าวจบ แขกผู้มีเกียรติต่างทยอยขึ้นไปคารวะศพ จนเมื่อแขกท่านสุดท้ายลงจากเวทีแล้ว ท่านผู้หญิงพูนศุขและลูกหลานเชิญหีบศพลงจากเวทีเพื่อนำไปทำพิธีฌาปนกิจทางด้านหลังของวิหาร

ร่างของนายปรีดีที่ถือกำเนิดในมณฑลกรุงเก่าอยุธยา สยามประเทศ สลายกลายเป็นเถ้าธุลีและอัฐิ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ธงชาติไทยที่ใช้คลุมหีบศพเป็นสัญลักษณ์ยืนยันว่าการกระทำตลอดชีวิตของ ปรีดี พนมยงค์ ประกอบด้วยเจตนาดี “เพื่อชาติและราษฎรไทย”