งานเปิดบ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส ๑๘-๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ภายใต้ชื่องาน “Faire Revivre la Maison de Pridi คืนสู่บ้านปรีดี”
“สองรักของฉัน
คือแผ่นดินแม่และปารีส“๑
เรื่อง : ธนาพล อิ๋วสกุล๒
๑ แปลจาก J’ai deux amours. Mon pays et Paris. เนื้อเพลง “J’ai deux amours” (สองรักของฉัน) ผลงานการประพันธ์คำร้องของ Go และ Henri Varna โดย Vincent Scotto ประพันธ์ดนตรี และ Josphine Baker ขับร้อง ดูเพิ่มเติม กษิดิศ อนันทนาธร, “สองรักของฉัน” เพลงโปรดของปรีดี พนมยงค์ https://pridi.or.th/th/content/2022/02/977
๒ ขอขอบคุณ อัญชลี มณีโรจน์, เบญจมาส วินิจจะกูล, ปรีดิวิชญ์ พนมยงค์, นริศ จรัสจรรยาวงศ์, ดาวเรือง แนวทอง, ฐานิตา บุญนำ, สุดแดน วิสุทธิลักษณ์, อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, กษิดิศ อนันทนาธร, ศรัญญู เทพสงเคราะห์, ณัฐพล ใจจริง, อัครชัย อังศุโภไคย, พิมพ์สุดา ศิริมานนท์, อติเทพ ไชยสิทธิ์, ตะวัน พงศ์แพทย์, ดอม ด่านตระกูล, Laurent Malespine, อนวัช ศกุนตาภัย และครอบครัว, สถาบันปรีดี พนมยงค์ และหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(๑)
ปารีส นครแห่งความหวัง ความใฝ่ฝัน และการปฏิวัติ
มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสิทธิตามธรรมชาติ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน สิทธิเลือกตั้ง การปกครองด้วยเสียงส่วนใหญ่ ...การเลื่อนชั้นทางสังคมตามความสามารถ ไม่ใช่ตามอภิสิทธิ์แบบขุนน้ำขุนนาง๓
ความคิดข้างต้นดูเหมือนจะเป็นธรรมดาสามัญในโลกประชาธิปไตยสมัยใหม่ แต่ความจริงก็คือนี่เป็น “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙
การปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนผู้นำหรือระบอบการปกครอง แต่ก่อร่างสร้างแนวคิดสำคัญ ๆ ที่พัฒนาและส่งอิทธิพลต่อกันและกัน จนเกิดเป็นอุดมการณ์ มโนทัศน์ และบรรทัดฐานของสังคมสมัยใหม่ที่เราคุ้นชินในทุกวันนี้
หลังการปฏิวัติครั้งนั้น ฝรั่งเศสโดยเฉพาะกรุงปารีสไม่ใช่แค่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นประหนึ่งเมืองที่ผู้คนซึ่งครุ่นคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่างหวังจะได้ไปเยือนสักครั้งในชีวิต นักคิด นักเขียน ศิลปิน ตลอดจนนักปฏิวัติคนสำคัญล้วนเคยมาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป ตั้งแต่มาทำงาน ท่องเที่ยว ศึกษาหาความรู้ หรือลี้ภัยทางการเมือง
ใน ค.ศ. ๑๙๒๐ (ปี ๒๔๖๓) ฝรั่งเศสได้ต้อนรับนักศึกษาหนุ่มวัย ๒๐ ปีจากสยามประเทศ นาม ปรีดี พนมยงค์ ผู้มีใจให้แก่ความคิดก้าวหน้าก่อนที่จะย่างเท้าเข้าสู่เมืองปารีสเสียอีก ไม่ว่าจะจากครูประจำชั้น การอ่านหนังสือพิมพ์ติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลง การได้รับแรงบันดาลใจจากปัญญาชนสยามรุ่นก่อนหน้าและสังคมการเมืองในสยามห้วงเวลานั้น ดังที่ปรีดีบันทึกไว้ว่า ก่อนมาฝรั่งเศสได้พบ “ผู้มาก่อนกาล” คนสำคัญในการวิพากษ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น “ก.ศ.ร. กุหลาบ” (ปี ๒๓๗๗-๒๔๖๔) “เทียนวรรณ” (ปี ๒๓๘๕-๒๔๕๘)
ปรีดีสำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยปารีส โดยสอบไล่ได้ปริญญารัฐเป็น “ดุษฎีบัณฑิตกฎหมาย” (Docteur en Droit) ฝ่ายนิติศาสตร์ (Sciences Juridiques) และสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงในทางเศรษฐกิจ (Diplome d'Etudes Superieures d'Economie Politique) หลักฐานด้านการศึกษาเหล่านี้บ่งบอกว่าปรีดีไม่ได้สนใจเพียงกฎหมายและการปกครองเท่านั้น แต่ยังสนใจมิติทางเศรษฐกิจด้วย เพียงเท่านี้ปรีดีก็กลับมารับราชการและไต่เต้าในระบบราชการได้ไม่ยาก
๓ เอริค ฮ็อบส์บอม เขียน ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล. (๒๕๖๖). ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ : ยุโรป ๑๗๘๙-๑๘๔๘. นนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน.
ปรีดี พนมยงค์ ในวัยหนุ่ม ครั้งศึกษาที่ฝรั่งเศสในคริสต์ทศวรรษ ๑๙๒๐ โดยหารู้ไม่ว่าในบั้นปลายของชีวิตต้องกลับมาใช้ชีวิต ณ ประเทศแห่งนี้อีกครั้ง
แต่ความใฝ่ฝันของปรีดีไม่ใช่จะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบอบ เขาใฝ่ฝันไกลถึงขั้นเปลี่ยนระบอบการปกครอง
ระหว่าง ค.ศ. ๑๙๒๓-๑๙๒๔ (ปี ๒๔๖๖-๒๔๖๗) ปรีดีร่วมกับนักเรียนไทยในการดูแลของสถานทูตสยามกรุงปารีส ก่อตั้ง “สามัคยานุเคราะห์สมาคม” เขาได้รับเลือกเป็นสภานายกสมาคม ซึ่งขณะนั้นเกิดภาวะค่าเงินแฟรงค์ตกต่ำ ส่งผลให้นักเรียนไทยได้รับทุนที่จำเป็นต้องใช้ในการยังชีพขณะศึกษาลดลง ปรีดีจึงเป็นหัวหอกเรียกร้องให้สถานทูตจ่ายเป็นเงินปอนด์ ส่งผลให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร อัครราชทูตประจำกรุงปารีส ไม่พอใจอย่างมาก เพราะมองว่าพฤติกรรมของปรีดีแสดงถึงความต้องการที่จะแปลงสมาคมให้เป็นสหภาพแรงงานตามแนวคิดแบบพวกบอลเชวิก จึงทำเรื่องให้ส่งตัวปรีดีกลับสยามทันที แม้ในหลวงรัชกาลที่ ๗ จะเห็นด้วยกับข้อเสนอ แต่นายเสียง บิดาปรีดี ถวายฎีกาขอให้สอบเสร็จก่อน ปรีดีจึงได้อยู่ต่อจนจบการศึกษา
นี่เป็นครั้งแรกที่ปรีดีถูกกล่าวหาว่าเป็น “พวกล้มเจ้า” ซึ่งเป็นข้อหาที่ติดตัวเขาไปจนวันตาย
ที่กรุงปารีส ปรีดียังเป็นหัวหอกรวมกลุ่มนักศึกษาที่มีความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง พูนศุข พนมยงค์ คู่ชีวิต บันทึกไว้ในช่วงที่ปรีดีต้องลี้ภัยการเมืองในปี ๒๔๗๖ ว่า
“บางวัน ข้าพเจ้ากับนายปรีดีออกจาก Sainte-Geneviève แล้วก็มานั่งเล่นที่ร้านกาแฟ Café Select มุมถนน Rue des Ecoles ตัดกับถนน Boulevard Saint-Michel ใกล้ ๆ กับพิพิธภัณฑ์ Cluny นายปรีดีเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ที่ร้านกาแฟนี้ นายปรีดีและเพื่อน ๆ ร่วมกันคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรารถนาให้สยามประเทศมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา มีเสรีภาพและประชาธิปไตย”๔
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๒๙ (ปฏิทินใหม่กุมภาพันธ์ ๒๔๗๐) ที่หอพักแห่งหนึ่ง ณ Rue du Sommerard กรุงปารีส ชายหนุ่มเจ็ดคนจากหลากหลายความใฝ่ฝันและชาติกำเนิด แต่มีความคิดร่วมกันว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามไปไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ ได้มารวมตัวกัน ความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนที่คิดเช่นนี้มีทั้งบรรดาเจ้านายดังปรากฏในคำกราบบังคมทูล ร.ศ. ๑๐๓ และกระฎุมพีราชการในนามคณะกบฏ ร.ศ. ๑๓๐๕ ยังไม่รวมถึงปัจเจกบุคคลที่ป่าวประกาศความใฝ่ฝันของพวกเขาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ
การประชุมที่ใช้เวลา ๕ วันได้กำหนดเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ จากการปกครองที่กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายมาเป็นกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย รวมทั้งตกลงวิธีสร้างระบอบใหม่ขึ้นมา
ปรีดีได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะราษฎรไปพลาง ๆ
คบไฟแห่งการปฏิวัติสยามเพื่อสร้างสังคมที่คนเท่ากันและเจริญทัดเทียมอารยประเทศถูกจุดขึ้นกลางกรุงปารีส เมื่อพวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของระบอบเก่า
คำถามสำคัญคือ พวกเขาจะรักษาเปลวเพลิงแห่งการปฏิวัติได้หรือไม่ ? เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขาจะต้องปลุกเร้าเพื่อนร่วมชาติในสยามให้มาร่วมมือกันด้วย
๔ วาณี พนมยงค์ สายประดิษฐ์ (บรรณาธิการ). (๒๕๕๑). ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น ๙๕ ปี ๔ เดือน ๙ วัน พูนศุข พนมยงค์. กรุงเทพฯ : ตถาตา พับลิเคชั่น.
๕ กุลลดา เกษบุญชู มี้ด. (๒๕๖๒). ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย. นนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน.
พระรูปสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ (ก่อนขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) ร่วมกับคนไทยในยุโรป ณ กรุงปารีส ปี ๒๔๖๖ ซึ่งมี ปรีดี พนมยงค์ อยู่แถวที่ ๒ ลำดับที่ ๑๒ จากซ้าย ก่อนอีก ๙ ปีต่อมาเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕
(๒)
ยุคสมัยรัฐบาลคณะราษฎร
ห้าปีต่อมา ณ สยามประเทศ ย่ำรุ่งวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คำประกาศคณะราษฎรที่เขียนโดย ปรีดี พนมยงค์ ถูกอ่านโดยหัวหน้าคณะราษฎร นามพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นี่คือคำประกาศถึงความมุ่งหมายในการปลี่ยนแปลงการปกครองและลงหลักปักฐานหลัก ๖ ประการ อันประกอบด้วย
๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)
๕. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น
๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
ทั้งยังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่ประกาศเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ตอกย้ำในมาตรา ๑ ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ซึ่งก็เป็นความคิดของปรีดีเช่นกัน
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ยุคสมัยของรัฐบาลคณะราษฎรก็เริ่มขึ้น แน่นอนว่าการบริหารประเทศหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมิใช่เรื่องง่าย หากต้องแสวงหาความร่วมมือและเผชิญกับความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอำนาจเก่าหรือแม้แต่ภายในคณะราษฎรที่ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาด้วยกัน
ยุคสมัยของรัฐบาลคณะราษฎรดำเนินมาได้เพียง ๑๕ ปีก็สิ้นสุดลงเมื่อมีการรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐
รัฐบาลหลังจากนั้นแม้จะมีสมาชิกของคณะราษฎรเข้ามาร่วมบริหารประเทศ แต่ก็ไม่อาจเรียกว่ารัฐบาลคณะราษฎรได้อีก เพราะละเลยคุณค่าหลักของคณะราษฎร
ปรีดีตรวจราชการภาคใต้ที่จังหวัดตรัง
วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๙
การประชุมคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลพันเอก หลวงพิบูลสงคราม ปรีดีนั่งที่ ๓ จากซ้ายมือฝั่งด้านใน นี่คือยุคสมัยของคณะราษฎร (ปี ๒๔๗๕-๒๔๙๐) ซึ่ง ปรีดี พนมยงค์ ได้มีโอกาสบริหารประเทศ
(๓)
ก้าวสุดท้ายออกจากแผ่นดินแม่
คืนวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ แม้ปรีดีจะหลบหนีการไล่ล่าโดยคณะรัฐประหารออกจากทำเนียบท่าช้างได้อย่างเฉียดฉิว แต่การกวาดล้างผู้สนับสนุนก็ดำเนินต่อไป มีทั้งการลอบสังหาร จับกุมคุมขัง รวมทั้งปิดกั้นเสรีภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ ที่เลวร้ายสุดคือการฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๔๘๙ และแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม ที่คณะรัฐประหารเตรียมไว้ก่อนหน้าแล้ว
เมื่อเห็นว่าประชาธิปไตยอยู่ในสภาวะถดถอย ปรีดีและพวกจึงพยายามก่อการล้มรัฐบาลคณะรัฐประหารที่มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ในนาม “ขบวนการประชาธิปไตย ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒” แต่ก็ประสบความพ่ายแพ้ การกวาดล้างยิ่งหนักกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังหารรัฐมนตรีสี่คนในรัฐบาลปรีดีเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๔๙๒
หลังจากนั้นปรีดีก็ไม่ได้กลับมาประเทศไทยอีกเลย เขาลี้ภัยในสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเวลา ๒๑ ปี (ปี ๒๔๙๒-๒๕๑๓) ใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดย เหมาเจ๋อตง ต่อมาได้ย้ายออกจากม่านไม้ไผ่ไปอยู่ที่กรุงปารีสในปี ๒๕๑๓ พร้อมครอบครัว โดยเริ่มต้นจากการเช่าอพาร์ตเมนต์ขนาด ๓๐ ตารางเมตร ที่ถนน Emile Dubois เขต ๑๔ ในกรุงปารีส ต่อมาจึงได้ซื้อบ้านพักที่ 173 Avenue Aristide Briand เมืองอองโตนี (Antony) ชานกรุงปารีส หรือที่รู้จักกันในชื่อบ้านอองโตนี
ปรีดี พนมยงค์ กับประธานเหมาเจ๋อตง ณ ศาลามหาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ เวลานั้นคอมมิวนิสต์และ เหมาเจ๋อตง คือศัตรูอันดับต้น ๆ ของรัฐไทย การที่ปรีดีไปปรากฏภาพดังกล่าวนั้นยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ “ปีศาจทางการเมือง” มากยิ่งขึ้น
ปรีดีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนสิงคโปร์ ภายหลังการลี้ภัยรัฐประหาร ๒๔๙๐
ครอบครัวปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
(๔)
จากม่านไม้ไผ่กลับสู่ปารีส
ขณะที่ ๒๑ ปีในจีนแดงใต้การปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์และเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต ปรีดีเป็นเสมือนปีศาจทางการเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเป็นทั้งผู้ต้องหา “สมคบกับพวกก่อการร้าย ก่อการจราจล และก่อการกบฎภายในพระราชอาณาจักร์” และยังพำนักอยู่ในจีนแดงที่ชนชั้นนำไทยสร้างภาพให้เป็นปีศาจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่ ๑๓ ปีในฝรั่งเศสกลับตรงข้าม เพราะฝรั่งเศสคือมิตรประเทศที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ผู้นำโลกเสรี ทำให้ปรีดีกลายเป็น “บุคคลสาธารณะ” ใครก็เข้าถึงได้ไม่ยาก
เริ่มต้นจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ลูกศิษย์ลูกหา มิตรร่วมรบช่วงเสรีไทย โดยเฉพาะ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ดำรงตำแหน่งปี ๒๕๐๒-๒๕๑๔) ก็ไปเยี่ยมปรีดีอย่างเปิดเผย
หลังจากนั้นมีบุคคลสำคัญอีกมากเข้าพบปรีดี เช่น ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดำรงตำแหน่งปี ๒๕๐๒-๒๕๑๔) รวมทั้งเจ้านาย เช่น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร, หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล หรือแม้แต่พระมหาเถระผู้มีสมณศักดิ์สูงในกาลต่อมา เช่น สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ), สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ), สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ), สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปทุมุตฺตโร) หรือหลวงพ่อปัญญานันทะ เป็นต้น เผด็จการผู้ทรงอำนาจยามนั้นอย่างจอมพล ประภาส จารุเสถียร ถึงกับเคยเอ่ยว่า “เวลานี้ใคร ๆ ไปปารีสแล้ว ก็ดูเหมือนจะถือเป็นแฟชั่นที่จะต้องไปพบนายปรีดี”๖
แม้แต่ผู้ใฝ่รู้เช่น ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักศึกษามหาวิทยาลัยคอร์แนล ถึงแม้ว่าจะเรียนจบที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็ไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวของปรีดี จน “ตาสว่าง” ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยคอร์แนลก็ยังเดินทางไปพบปรีดีและพูนศุขในปี ๒๕๑๓ ตั้งแต่ทั้งคู่ยังอยู่อพาร์ตเมนต์ที่ถนน Emile Dubois เขต ๑๔ ในกรุงปารีส
ชาญวิทย์เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในการรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับปรีดีในเวลาต่อมา
๖ สุพจน์ ด่านตระกูล. (๒๕๑๖). คุยกับท่านปรีดีฯ (๑๐). กรุงเทพฯ : ประจักษ์การพิมพ์, หน้า ๒. อ้างถึงใน นริศ จรัสจรรยาวงศ์. “บ้านรัฐบุรุษอาวุโส ‘ปรีดีพนมยงค์’ ณ กรุงปารีส” https://www.the101.world/pridi-antony-house/
ภาพสุดท้ายของ ปรีดี พนมยงค์ในห้องทำงานที่บ้านอองโตนี วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๒๖ ถ่ายภาพโดย สุภา ศิริมานนท์
ในประเทศเสรีประชาธิปไตยเช่นฝรั่งเศส ปรีดี พนมยงค์ ไม่ใช่ “ปีศาจ” อีกต่อไป บ้านอองโตนีคือสถานที่ที่ผู้คนใฝ่รู้อยากเรียนมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย
(๕)
บ้านอองโตนี ตาน้ำบำบัด
ความกระหายใคร่รู้
เมื่อการเมืองพลิกผันหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ บ้านอองโตนีก็ยิ่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้กระหายใคร่รู้ นักหนังสือพิมพ์ เช่น 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ขรรค์ชัย บุนปาน อรุณ เวชสุวรรณ ล้วนเคยไปพบปรีดี รวมถึง สุพจน์ ด่านตระกูล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการศึกษาค้นคว้าเผยแพร่ผลงานปรีดี พร้อมสู้กับเฟกนิวส์อย่างแข็งขัน ก็ได้มีโอกาสมาเยี่ยมคารวะปรีดีด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้นักเรียนไทยในปารีสและภาคพื้นยุโรปก็เคยไปเยือน (รวมทั้งได้ไปพัก) บ้านหลังนี้ เช่น โภคิน พลกุล, วิษณุ วรัญญู, พนม เอี่ยมประยูร, พีรพันธุ์ พาลุสุข, ไชยันต์ รัชชกูล, เสาวนีย์ ลิมมานนท์ ฯลฯ หรือแม้แต่คนไทยในฝรั่งเศสช่วงนั้น เช่นนักมวยและเจ้าของยิมมวยไทยในปารีสอย่าง “ผุดผาดน้อย วรวุฒิ” นักเรียนไทยในฝรั่งเศสที่ต่อมาเป็นศิลปินอย่าง พันทิวา ภูมิประเทศ (“ทอม ดันดี”)
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา จากกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง เคยสัมภาษณ์ปรีดีที่บ้านอองโตนี เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๕ ในประเด็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจการเมือง เช่น สภาพปัญหาต่าง ๆ ของสังคมไทยก่อน ๒๔๗๕ ผลงานของคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการเมืองและเศรษฐกิจ และทัศนะที่ปรีดีมีต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในขณะนั้น โดยหารู้ไม่ว่านี่จะเป็นการสัมภาษณ์ขนาดยาวครั้งสุดท้าย๗
ขณะที่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย “ประวัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” นัดสัมภาษณ์ปรีดีในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๖ เกี่ยวกับการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แต่ก็ไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์แล้ว
แขกชุดสุดท้ายจากเมืองไทยคือ สุภา และ จินดา ศิริมานนท์ ได้ไปพำนักอยู่ที่บ้านอองโตนีในช่วงครึ่งหลังของเดือนเมษายน ๒๕๒๖ จินดา ศิริมานนท์ บันทึกการใช้ชีวิตประจำวันของครอบครัวปรีดี-พูนศุข อย่างละเอียด รวมทั้งจดรายการข้าวของเครื่องใช้แทบทุกซอกมุมประหนึ่งรู้ล่วงหน้าว่านี่คือบันทึกที่จะมีส่วนสำคัญในการจัดทำพิพิธภัณฑ์บ้านอองโตนีในอนาคต๘
๗ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. (๒๕๒๖). ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ : โครงการ “ปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย”.
๘ จินดา ศิริมานนท์. (๒๕๓๖). ความทรงจำจากบ้านชานกรุงปารีส : ปัจฉิมชีวิตของรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์.
หนังสือ ศิษย์อาจารย์ หนึ่งในผลงานของเขา
ที่เผยแพร่ความคิดของปรีดี
สุพจน์ ด่านตระกูล
มาเยี่ยมคารวะที่บ้าน
อองโตนี
(๖)
ประดับไว้ในใจชน
เช้าวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ก็เหมือนกับเช้าธรรมดาวันหนึ่ง พูนศุข พนมยงค์ บันทึกวันแห่งการจากไปของนายปรีดีไว้ว่า
[ประมาณ ๑๑.๐๐ น.] หลังจากนายปรีดีตื่นนอน ทำกิจวัตรประจำวันเสร็จ จึงได้เดินไปยังโต๊ะทำงานที่มีตำรับตำราและเอกสารมากมายวางกองอยู่ นั่งลงเขียนอะไรบางอย่างตามปกติ แล้ววานดิฉันช่วยไปตามลูกสุดาให้มาช่วยตรวจทานอีกครั้ง ดิฉันกลับเข้ามาเพราะไม่พบลูกสุดาซึ่งออกไปทำงานแล้ว เห็นนายปรีดีถอดแว่นตาออกวางพรางขยี้ตาและพูดอะไรบางประโยคฟังไม่ถนัด ก่อนที่จะเอนตัว พิงพนักเก้าอี้
คอพับลงด้านข้างแล้วนิ่งไป...ดิฉันตกตะลึง แทบทำอะไรไม่ถูก...
รถพยาบาลคันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบที่ประตูหน้าบ้านภายในช่วงเวลาเพียงแค่อึดใจหลังจากที่ติดต่อเรียกไป...แต่สายเกินกว่าที่จะช่วยนายปรีดีกลับคืนสู่ครอบครัวของเราเสียแล้ว !
…ไม่มีร่องรอยความเจ็บปวด ไม่มีความทุกข์ทรมานปรากฏให้เห็น สีหน้าเรียบสงบเหมือนกับคนนอนหลับของนายปรีดีนั้น ทำให้ดิฉันหวังใจว่า แต่นี้ไปนายปรีดีคงได้พักผ่อนให้หายจากความเหน็ดเหนื่อยกับวันวารของชีวิตที่ผ่านมาและพบกับความสะดวกสุขอย่างเป็นนิรันดร์เสียที๙
๙ นรุตม์ (เรียบเรียง). (๒๕๕๑). หลากบทชีวิตท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์. พิมพ์ครั้งที่ ๕ (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์, หน้า ๑๑๒.
หลังเสร็จสิ้นงานฌาปนกิจ ครอบครัวพนมยงค์ก็ยังอยู่ที่บ้านอองโตนี แต่บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบเหงาเข้าปกคลุม จนกระทั่งในปี ๒๕๒๙ พูนศุขและครอบครัวตัดสินใจย้ายมาพำนักในประเทศไทยเป็นการถาวร โดยขายบ้านหลังนี้ให้ครอบครัวชาวเวียดนาม
กระนั้นบ้านหลังนี้ยังเป็นเรื่องเล่าขานของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่สนใจความเปลี่ยนแปลงและชีวิตทางการเมืองของ ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรเสมอมา มีนักเรียนไทยถ่ายทอดเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่น มีการจัดทัศนศึกษาเป็นการภายในเพื่อแนะนำสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรในปารีส ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ประชุมจัดตั้งคณะราษฎร หรือบ้านอองโตนี
ความคิดที่จะซื้อบ้านหลังนี้ให้กลับมาเป็นสมบัติของคนไทยนั้นอาจจะมีอยู่บ้าง แต่ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งเรื่องกำลังทรัพย์และการถูกตีตราทางการเมือง เพราะสำหรับสังคมไทยโดยเฉพาะชนชั้นนำแล้ว หากใครประกาศยืนเคียงข้างคณะราษฎรหรือ ปรีดี พนมยงค์ ก็จะถูกมองว่าเป็นปีศาจ
๒ พฤษภาคม ๒๕๒๖ คือวันที่ปรีดีถึงแก่อสัญกรรม ณ บ้านอองโตนี โดยในวาระสุดท้ายมี พูนศุข พนมยงค์ อยู่เคียงกาย สิ้นสุดชีวิตคู่ที่ยาวนานเกินกึ่งศตวรรษ (ปี ๒๔๗๑-๒๕๒๖)
(๗)
ลบเลือนหรือจดจาร
ความทรงจำ
ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ คู่ขนานไปกับปรากฏการณ์ทุบทำลายวัตถุสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎร เช่น หมุดคณะราษฎร อนุสาวรีย์ปราบกบฏแยกหลักสี่ ก็เกิดการฟื้นฟูความทรงจำเกี่ยวกับคณะราษฎรโดยคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะผู้ชุมนุมในนาม “คณะราษฎร ๒๕๖๓”
นอกจากเยาวชนคนรุ่นใหม่แล้ว “คณะก้าวหน้า” ซึ่งกำเนิดขึ้นหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในปี ๒๕๖๓ โดยมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นแกนนำสำคัญ ก็มุ่งมั่นสืบสานปณิธานของ ปรีดี พนมยงค์ ที่มุ่งหวังให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ตัดสินใจซื้อบ้านอองโตนี ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในแง่ที่ไม่เพียงเป็นที่พำนักสุดท้ายของ ปรีดี พนมยงค์ ผู้วางรากฐานประชาธิปไตยไทย หากยังเป็นอนุสรณ์สถานที่จดจารเรื่องราวของผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเรื่องเล่าหลักของรัฐ ผู้คิดต่างซึ่งต้องเผชิญความรุนแรงจากรัฐไทย ตั้งแต่การถูกลอบสังหาร ถูกอุ้มหาย ถูกบังคับให้ลี้ภัยในต่างแดน หรือต้องติดคุกอย่างไม่เป็นธรรม
การเปิดตัวบ้านอองโตนีในปี ๒๕๖๗ ธนาธรระบุว่า
“บ้านหลังนี้ในอนาคตจะมีพื้นที่ใช้สอยอยู่สามอย่างด้วยกันโดยสรุปคือ
๑. เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่บอกเล่านำเสนอเรื่องราวของการอภิวัฒน์สยาม คุณูปการของนายปรีดี พนมยงค์ ชีวิตและการดำรงอยู่ของครอบครัวพนมยงค์ในบ้านหลังนี้ต่อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่สนใจ
๒. เป็นที่พักให้กับแขกและนักท่องเที่ยวที่ประสงค์เข้าพักอาศัยในบ้านประวัติศาสตร์แห่งนี้
๓. เป็นพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรม
“ผมคาดหวังว่าในอนาคตพื้นที่แห่งนี้จะไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับการรำลึกถึงอดีต แต่จะเป็นพื้นที่สำหรับความสว่างไสวทางปัญญาและอนาคต ผมฝันเห็นพื้นที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับการนำแสดงงานศิลปะของศิลปินคนไทย งานเปิดตัวหนังสือของนักเขียนไทย ผมอยากเห็นพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนทางความคิด ทางการเมือง การต่างประเทศ ทางเศรษฐกิจ ทางความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทางสังคมวัฒนธรรม ให้คนไทยที่มีความคิดก้าวหน้าได้มาวิวาทะ ได้มาไดอะล็อกกัน เพื่อตกผลึกทางปัญญาและเป็นแสงเทียนชี้นำสังคมในอนาคตต่อไป...
“ผมหวังว่าบ้านหลังนี้ในอนาคตจะตกอยู่ในมือของผู้ที่ควรจะเป็นเจ้าของมันจริง ๆ นั่นก็คือรัฐไทยและประชาชนไทย หากวันใดที่รัฐไทยพร้อม ผมก็พร้อมที่จะยกบ้านหลังนี้ให้กับรัฐไทยโดยไม่คิดกำไรใด ๆ และนั่นหมายความว่าบ้านหลังนี้จะถือครองโดยรัฐ โดยประชาชน ไม่ใช่โดยปัจเจก...”๑๐
๑๐ เบื้องหลังละเอียดยิบ ซื้อบ้าน อ. ปรีดี เพื่อปกป้องความทรงจำ และ ปวศ.ผู้ไม่ยอมจำนน : Matichon TV https://www.youtube.com/watch?v=14
QaTOL0tzg
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในวันเปิดภารกิจปรับปรุงบ้านอองโตนีให้เป็นพื้นที่สาธารณะ และสืบสานปณิธานของ ปรีดี พนมยงค์ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๗
ภาพ : ตะวัน พงศ์แพทย์
ภาพบ้านอองโตนีจากมุมสูง (หลังที่อยู่ข้างตึกสูง) ถ่ายโดย Laurent Malespine ชาวฝรั่งเศส (ปัจจุบันได้รับสัญชาติไทย) ซึ่งเคยเรียนภาษาไทยกับ สุดา พนมยงค์ และเยี่ยมเยือนบ้านอองโตนี
(๘)
บ้านอองโตนี พื้นที่ทรงจำถึงความใฝ่ฝัน จากอดีต ปัจจุบัน ถึงอนาคต
การบูรณะบ้านอองโตนีไม่ใช่เป็นเพียงการรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับ ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร ที่พยายามต่อสู้เพื่อเอกราช อธิปไตย และความเป็นธรรมทางสังคมเท่านั้น หากยังมุ่งหวังที่จะส่งต่อความใฝ่ฝันของผู้มาก่อนกาลเหล่านี้ให้แก่ชนรุ่นหลังทั้งในปัจจุบันและอนาคต
คณะผู้ออกแบบดีไซน์ให้บ้านอองโตนีเป็นที่พำนักทับซ้อนของนักปฏิวัติ ผู้ถูกเนรเทศ และผู้สืบทอด
๑. บ้านของนักปฏิวัติ
แรงบันดาลใจในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของปรีดีนั้นมาจากทั้งภายในและภายนอก
แรงบันดาลใจภายในนั้น ปรีดีรับรู้ความพยายามของผู้มาก่อนกาล เช่น คณะ ร.ศ. ๑๓๐ รวมทั้งในฐานะที่เติบโตในชนบทได้เห็นความทุกข์ยากของราษฎรไทย และเมื่อเข้ามาศึกษาในเมืองหลวงก็เห็นความเหลื่อมล้ำชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ นั้น ข่าวสารการเปลี่ยนแปลงในจีนเป็นที่รับรู้ทั่วไปในสังคมไทย
เมื่อเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ปรีดีได้แรงบันดาลภายนอกจากการปฏิวัติฝรั่งเศส (แนวความคิด Liberté-เสรีภาพ (เอกราช/อิสระแห่งชาติ), Égalité-ความเท่าเทียมและเสมอภาค (คน = คน) และ Fraternité-ความเป็นพี่น้องกัน
ถึงแม้ปรีดีและคณะราษฎรกระทำการปฏิวัติสำเร็จในชั้นแรกเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ทว่าสำหรับปรีดีแล้วภารกิจดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น
๒. บ้านของผู้ถูกเนรเทศ (Exile)
ฝรั่งเศสคือจุดหมายปลายทางของปรีดีที่ถูก “เนรเทศ” ทั้งสองครั้ง อันเนื่องมาจากมีความคิดก้าวหน้าเกินกว่าที่ฝ่ายอนุรักษนิยมจะยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจหรือสมุดปกเหลืองหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่นาน จนต้องถูก “เนรเทศ” ครั้งแรก แม้ว่าปรีดีจะได้กลับไทยหลังจากนั้นไม่นาน แต่ความคิดที่อยู่ในสมุดปกเหลืองก็ถูกจองจำเพื่อแลกกับการไม่ถูกเนรเทศ
หลังรัฐประหาร ๒๔๙๐ ปรีดีถูกบังคับให้ออกจากประเทศบ้านเกิด จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมที่บ้านอองโตนี
ในวันที่ปรีดีถูกเนรเทศ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ คือผู้อยู่เคียงข้างทุกสถานการณ์ ชีวิตของพูนศุขจึงเป็นส่วนหนึ่งของปรีดีแบบไม่สามารถแยกออกจากกันได้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงอุทิศเนื้อหาในส่วนนี้ไว้ด้วย
๓. บ้านแห่งแรงบันดาลใจ
แม้ว่าความใฝ่ฝันที่ ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรเริ่มก่อการไว้จะยังไม่สำเร็จ แต่ผลงานและมรดกทางความคิดของคณะผู้ก่อการยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลัง ผู้สืบทอดที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา ที่ต้องการเห็นสังคมไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่ซึ่งคนไทยที่มีความคิดแตกต่างกันจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติเท่าเทียม โดยไม่ต้องถูกทำให้เป็นปีศาจหรือถูกเนรเทศอีกต่อไป
ปรีดี พนมยงค์ จากปารีสไปมากกว่า ๔๐ ปี จากแผ่นดินแม่ไปร่วม ๘๐ ปี แต่ชีวิตและความใฝ่ฝันของปรีดียังคงมีผู้ใฝ่รู้อยากเรียนอย่างไม่ขาดสาย
ความรักที่เขามีต่อแผ่นดินแม่และปารีสไม่เคยเสื่อมคลาย คือความรักที่จะให้ทั้งสองแผ่นดินมีอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรอย่างแท้จริง
นี่คือสองรักของ ปรีดี พนมยงค์