Image

ภาพ : นวพร นนทกานันท์

ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ 

INTERVIEW

สัมภาษณ์ : ณัฐชานันท์ กล้าหาญ

“ปี ๒๔๗๔ อันเสียงระเบ็งเซ็งแซ่แห่งความทุกข์ยากของราษฎรที่กำลังอื้ออึงอยู่ในสยามเวลานี้เป็นที่ทราบดีว่าเกิดจากการเงินของประเทศเรากำลังอยู่ในสภาพร่อแร่จากความอับจนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ชาวนานับล้านผู้อาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อเลี้ยงดูคนทั้งชาติต้องมีความเป็นอยู่แร้นแค้นอย่างที่เรียกว่าขุดดินกินหญ้า เนื่องจากความตกต่ำของราคาข้าว”

นี่คือข้อความในหน้าแรกของกราฟิกโนเวล ๒๔๗๕ นักเขียนผีแห่งสยาม ว่าด้วยเรื่องราวของนักพิสูจน์อักษรหญิงจาก หนังสือพิมพ์ บางกอกนิวส์ ผู้ทำหน้าที่เป็นสายลับให้คณะราษฎร เพื่อปฏิบัติภารกิจปฏิวัติสยาม หรือที่เรารู้จักกันในนามการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี ๒๔๗๕ ขณะที่หนังสือตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ๒๕๖๗

“นิภา” หญิงสาวหน้าตึงผู้มุ่งมั่นในสายอาชีพสิ่งพิมพ์ มีน้องชายชื่อ “อรุณ” ซึ่งกำลังเรียนกฎหมาย พ่อของทั้งสองคน
เป็นข้าราชการที่เขียนหนังสือร้องทุกข์ช่วยเหลือชาวบ้านในพระนคร แต่วันดีคืนดีต้องถูกจับ กลายเป็นกบฏ และเสียชีวิตเพราะวัณโรคในที่สุด ทำให้ทั้งนิภาและอรุณต้องดำรงชีวิตในฐานะลูกของกบฏมาโดยตลอด แต่ความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อความเท่าเทียมของประชาชนไม่เคยดับมอดไป

Image

๒๔๗๕ นักเขียนผีแห่งสยาม เริ่มเรื่องราวทั้งหมด ๔๖๐ หน้าด้วยเส้นเรื่องแบบนี้  หากใครอ่านจบทั้งเล่มหรือรู้ที่มาของการสร้างหนังสือเล่มนี้จะรู้ดีว่า นี่คือกราฟิกโนเวลที่ไม่ได้เล่าในมุมชื่นชมยินดี หรืออยู่เคียงข้างคณะราษฎร กลุ่มชนชั้นสูงผู้รวมตัวกันเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

“หนังสือเล่มนี้เกิดจากช่วงมูฟเมนต์ประท้วงของกลุ่มคณะราษฎร ๒๕๖๓ มีกระแสพูดถึงประวัติศาสตร์ ๒๔๗๕ ในสายตาของคนปัจจุบันที่มองกลับไปในอดีตค่อนข้างเยอะ ทั้งในแง่ความเป็นไปของยุคสมัยนั้นและการเอาอดีตมาใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง

“เรามีเพื่อน NGO คนหนึ่งที่ไปฟังเสวนาเกี่ยวกับสมาชิกคณะราษฎร แล้วจับคอนเซปต์ได้ว่า ช่วง ๒๔๗๕ คณะราษฎรก็อายุประมาณ ๓๐ ปีเท่านั้นเองนี่ เป็นคนรุ่นใหม่ แต่เขาเปลี่ยนแปลงประเทศเลยนะ ถ้ามีการ์ตูนที่เล่าเรื่องคนอายุไม่เยอะเปลี่ยนแปลงประเทศ (ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน) ก็น่าสนใจ เลยพูดคุยกันว่าควรจะเขียนออกมาแบบไหน เขียนยังไงได้บ้าง

“ถ้าการตะโกนในม็อบเป็นน้ำเสียงหนึ่ง เราคิดว่าการเขียนหนังสือเป็นเล่มแล้วไปอยู่ในนั้นมันจะเป็นอีกน้ำหนักที่เราในฐานะนักเขียนการ์ตูนก็รู้สึกว่าควรต้องทำ แล้วก็ท้าทายด้วย

“แต่เมื่อทำไปเรื่อย ๆ เราก็พบว่ายากกว่าที่คิด เพราะ agenda แรกของทีมคืออยากให้หนังสือออกมาทันมูฟเมนต์
หาได้ในม็อบ เพราะน่าจะช่วยดันแรงกระเพื่อมที่ขบวนการการเมืองพยายามสร้างอยู่ รวมถึงช่วยดันเพดานเสรีภาพในการแสดงออกได้ด้วย”

ภูมิ-ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ หรือที่คนอ่านการ์ตูนไทยรู้จักกันดีในนาม “สะอาด” (Sa-ard) เล่าถึงที่มาของการสร้างสรรค์งานนี้ ใจจริงเขาอยากขับเคลื่อนโปรเจกต์ให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๓ ในฐานะศิลปะเพื่อการเมือง เพราะปรากฏการณ์ของกระแสการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน คนรุ่นใหม่ต่างพากันลงถนนเพื่อหวังเปลี่ยนแปลงประเทศ

แต่เมื่อย่างเข้าปี ๒๕๖๔-๒๕๖๕ เพดานการต่อสู้ที่ว่าถูกกดลงต่ำเรื่อย ๆ ในวันที่หนังสือใกล้เสร็จ ขบวนการแทบจบลงและอาจเรียกได้ว่าแพ้ไปแล้วเรียบร้อยเสียด้วยซ้ำ เริ่มมีการใช้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ จับผู้เห็นต่างทางการเมืองไปดำเนินการทางกฎหมายและเกิดคดีที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น การฟ้องร้องนักเขียนการ์ตูน

“การกดเสรีภาพในสังคมยกระดับอีกขั้นหนึ่งแล้ว เราจึงกลับมาคิดว่าจะมองการ์ตูนเล่มนี้เป็นศิลปะที่ใช้ล้อไปกับขบวนการทางการเมืองแบบเดิมไหม เลยตัดสินใจเล่าด้วยน้ำเสียงอีกแบบหนึ่งดีกว่า นั่นคือน้ำเสียงของคนแพ้ ออกแบบให้เป็นหนังสือที่สื่อสารเส้นทางประวัติศาสตร์ที่แพ้มายาวนานกว่านั้น

“เหตุการณ์ ๒๔๗๕ บางคนมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของคณะราษฎรที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ แล้วก็แพ้เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เราเลยเลือกเล่าเรื่องการต่อสู้ของคนแพ้ ที่สำคัญกว่านั้นคือแพ้แล้วแต่ก็ต้องสู้กันต่อไป”

บทสนทนาต่อไปนี้จะเล่าที่มาที่ไปของการตีความคณะราษฎรในยุคก่อนการปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ เมื่อนักเขียนการ์ตูนและทีมงานร่วมกันตีความประวัติศาสตร์ สร้างโลกแห่งความเป็นไปได้ผ่านตัวละครซึ่งถือว่าเป็นคนนอก สามัญชน และผู้หญิง พร้อมกับคณะราษฎรที่ไม่ได้เป็นฮีโร่ อเวนเจอร์ ทรราช หรือกบฏของชาติสยาม

ก่อนจะเป็น (กราฟิกโนเวล) ๒๔๗๕ แก้ไปแก้มา ตีลังกา รื้อแหลก

ภาพ : อธิคม มุกดาประกร
เอื้อเฟื้อโดยศิลปิน และหางปุย อาร์ต สเปซ

ตอนที่อยากใช้การ์ตูนเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง มีเป้าหมายหรือความคาดหวังอย่างไรบ้าง

รูปแบบมันเปิดกว้างมาก เราอาจเขียนเล่าว่าคณะราษฎรชุดแรกมีเจ็ดคน เป็นใครบ้าง เล่าให้สนุกและมีน้ำเสียงของฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงหน่อย เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ วางในม็อบแล้วลงออนไลน์ด้วย ก็น่าจะเป็นการ์ตูนที่จบใน ๓๐-๔๐ หน้าได้

แต่พอคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าทำเป็นเรื่องแต่งเลยดีกว่า เพราะเราและทีมอยากกลับไปมองประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้อวยคณะราษฎร อยากมีตัวละครเอกที่อยู่นอกคณะราษฎรและวิพากษ์เขาได้

จากนั้นก็เริ่มหาพล็อต คิดบิ๊กไอเดียกัน สร้างตัวละครเป็นนักเขียนผีที่เป็นสายลับให้คณะราษฎร ตัวเขาเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยไม่ออกหน้า และเล่าในช่วงเวลาก่อนปี ๒๔๗๕ เพราะอยากโฟกัสที่มาของการอยากปฏิวัติให้เกิดขึ้นในความรู้สึกของคนอ่านผ่านพล็อตที่วางไว้ให้ได้

แต่บิ๊กไอเดียที่พาดกับเส้นประวัติศาสตร์จะเล่าแค่ ๓๐-๔๐ หน้าไม่ได้ ตอนนั้นเลยรู้ว่าฉิบหายแล้ว (หัวเราะ) แต่ก็ยังประเมินไม่ออก จนกระทั่งเขียนบทและสตอรีบอร์ด

บิ๊กไอเดียนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ได้ฟังเรื่องเล่าของคนคนหนึ่งที่อยู่ในสถานการณ์การเปลี่ยนผ่าน เขาอยู่ในวงสังคมที่ได้เห็นโลกของชนชั้นอีลิต แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกแย่ในฐานะชนชั้นกลางที่ยังนั่งรถเมล์ไปเจอคนจนมาก ๆ ความเจ็บปวดที่เขาเล่าให้เราฟังเป็นโลกอีกใบที่เราไม่เคยเข้าไป เพราะเราไม่เคยเจอกลุ่มอีลิตเหล่านี้จริง ๆ เลยได้ไอเดียว่าถ้าเล่าเรื่องนักเขียนคนหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในวงของเจ้าล่ะ

วัฒนธรรมในยุคสมัยนั้นถ้าคุณทำงานเขียนหรืองานศิลปะ เจ้าจะเปิดรับคุณเข้าไปในฐานะชนชั้นกลาง เช่น รัชกาลที่ ๗ ก็ทรงเคยเชิญ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่เป็นฝ่ายซ้ายมาก ๆ เข้าไปในวัง เพราะเขาเขียนหนังสือ เราเลยคิดว่าการให้ตัวละครเอกเป็นนักหนังสือพิมพ์เข้าไปกระโจนอยู่ในแวดวงของหลายชนชั้นน่าจะลงล็อกและเป็นมุมสะท้อนความขัดแย้งในสังคมก่อนเกิดการปฏิวัติได้ดี

ทำไมต้องเป็นตัวละครหญิง อาชีพพิสูจน์อักษร ตัวละครนิภามาได้อย่างไร

เป็น gut feeling ของเราและทีมว่าถ้าตัวละครเอกเป็นนักเขียนผีผู้ชายมาอยู่ในแวดวงคณะราษฎรที่มีแต่ผู้ชายจัด ๆ แล้วประชุมกัน บรรยากาศจะเหมือนในหนัง Inglourious Basterds (ภาพยนตร์แนวสงคราม ฉายปี ๒๕๕๒) มากเกินไป (หัวเราะ) ซึ่งก็ทำได้ แต่ในฐานะนักเขียนการ์ตูน เรารู้สึกว่าถ้าเล่าผ่านตัวละครหญิงน่าจะสนุกและมีไดนามิกมากกว่าเดิมเยอะ น่าจะมีความขัดแย้งภายใน ผลักประเด็นได้ลึกซึ้งขึ้น และสะท้อน agenda ของทีมที่วางไว้ในตอนแรกได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพหรือประเด็นที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคม

ในอีกแง่หนึ่ง พล็อตที่วางไว้เล่าให้สนุกยากมาก เพราะคณะราษฎรไม่มีฉากแอ็กชัน ไม่ได้ฆ่าฟันเลือดสาด หรือวางแผนการรบ ดังนั้นความสนุกของคนอ่านคือไดอะล็อกที่ตัวละครจะคุยกันแหลกเลย เพราะฉะนั้นการเลือกเพศของตัวละครมีผลมาก ๆ ในการออกแบบไดอะล็อกให้สนุก เลยตัดสินใจเลือกตัวละครหญิง

ตัวละครเอกเป็นหญิง ในเชิงประวัติศาสตร์สมเหตุสมผลไหม

เราค้นข้อมูลดูแล้วก็พบว่าช่วงนั้นมีนักเขียนหญิงทำงานหนังสือพิมพ์จริง แต่ก็เจอข้อเท็จจริงหนึ่งด้วยว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ในวงการสื่อสิ่งพิมพ์มักทำงานเป็นพิสูจน์อักษรหรือที่เรียกกันว่า “ปรูฟ” (มาจาก “ปรูฟรีดเดอร์”) เหมือนกึ่ง ๆ ตำแหน่งเสมียนที่คอยเช็กว่างานที่พวกผู้ชายเขียนมาถูกต้องไหม เป็นงานธุรการประมาณหนึ่ง ซึ่งมักโดนดูถูกว่าเป็นพวกปรูฟหญิง ไม่ได้เท่แบบนักหนังสือพิมพ์ ก็เลยเอาคอนเซปต์นี้มาใช้

ในโลกของการทำงานจริง ๆ เราพบว่าปรูฟมีความสำคัญต่องานของเรามาก ปรูฟที่ดีแทบจะพลิกชีวิตของหนังสือได้เลย คือถ้ามีปรูฟที่แคร์คนอ่านแล้วไปตามล่าข้อมูลที่ถูกต้องก่อนที่จะปล่อยงานออกไป เป็นคนละเซนส์กับยุคสมัยนี้ที่มีเอไอเข้ามา เราเลยหยิบความเป็นปรูฟ ความเป็นนักเขียนหญิง ความเป็นนักหนังสือพิมพ์มาใช้

แล้วความเป็นสำนักพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์ล่ะ ส่วนไหนบ้างที่อิงข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์

เราพยายามหาโมเดลของหนังสือพิมพ์ยุคนั้น พบว่าโรงพิมพ์ส่วนใหญ่มีแท่นพิมพ์อยู่ชั้นล่าง ออฟฟิศอยู่ข้างบน มีนักหนังสือพิมพ์ผู้ชายออกหาข่าว ส่วนผู้หญิงลงพื้นที่สัมภาษณ์ในยุคสมัยนั้นน่าจะยังน้อยอยู่ พอได้ข้อมูลคร่าว ๆ ก็ม็อกอัปตำแหน่งโต๊ะทำงานขึ้นมา

เรารู้สึกว่ารัฐบาลแคร์สิ่งที่นักหนังสือพิมพ์เขียนมากแบบไล่มอนิเตอร์ทุกฉบับ อาจจะรู้จักนักหนังสือพิมพ์ตัวเป้ง ๆ ทุกคนด้วยซ้ำ แต่เราไม่แน่ใจว่าเกิดจากการแคร์ประชาชนหรือเป็นสังคมที่อยากจะรักษาหน้าและไม่โอเคกับการถูกนำเรื่องราวออกมาเผยในที่แจ้ง แต่พอรัฐบาลแคร์ ไม่ว่าอะไรที่เขียนออกไปก็จะถึงหูตาของเจ้า หนังสือพิมพ์เลยมีอิทธิพลในฝั่งชนชั้นสูงขึ้นไปโดยอัตโนมัติ ในขณะเดียวกันก็พูดได้ว่ากลุ่มคนในพระนครที่อ่านออกเขียนได้ถือเป็นชนชั้นกลางที่น่าจะมีอิทธิพลทางการเมืองสูงอยู่พอสมควรที่จะไปกดดันฝั่งเจ้าได้

ชื่อวารสาร แสงอักษร มาจากไหน

มาจากคอนเซปต์ของเรื่องคือแสงและเงา เวลาคนอยากปฏิวัติเปรียบเหมือนคนที่อยากพาประเทศไปสู่สิ่งที่สว่างกว่า แต่คณะราษฎรต้องเก็บทุกอย่างเป็นความลับ เลยเปรียบเสมือนคนในเงามืด key visual ที่ออกมาก็จะวาดเป็นภาพขาวดำจัด ๆ

แต่คอนเซปต์นี้เอามาใช้กับตัวละครด้วย ชื่อ “นิภา” มีความหมายเกี่ยวกับแสง ชื่อ “อรุณ” น้องชายของนิภาก็แปลว่ายามเช้า ตัวละครทุกตัวอยากจะเป็นแสงเหมือนกัน ไม่ว่าจะฝั่งคณะราษฎรหรือฝั่งเจ้าก็ล้วนตีความว่าตัวเองเป็นแสงสว่าง ฝั่งเจ้ามีมุมดำมืดอยู่ในวังแสงอักษร แม้เขาจะพยายามถ่ายทอดสู่สังคมว่าเขาเป็นแสง  ส่วนคณะราษฎร แม้ว่าจะอยู่ในเงามืด แต่สุดท้าย agenda ที่เขาอยากจะไปก็ไปสู่แสงสว่าง

“พล็อตที่วางไว้เล่าให้สนุก
ยากมาก เพราะคณะ
ราษฎรไม่มีฉากแอ็กชัน
ไม่ได้ฆ่าฟันเลือดสาด
หรือวางแผนการรบ

อยากให้เล่าถึงตัวละคร “เด็จลุง” 
เจ้าที่เปิดวังแสงอักษรเพื่อเป็นพื้นที่
ให้นักเขียนดาวรุ่งมากฝีมือในพระนคร
เข้ามาทำงานให้วารสาร แสงอักษร

บิ๊กไอเดียมาจากการที่เราต้องม็อกอัปวังแสงอักษรและเจ้าของวังว่าจะเป็นเจ้าระดับไหน ตำแหน่งอะไร รวมถึงวัฒนธรรมของวังนั้นด้วย เราวางไว้ว่าเจ้าของวังจะต้องชื่นชอบงานศิลปะ สนิทสนมกับฝั่งทูต ดังนั้นคาแรกเตอร์ของเด็จลุงจึงเป็นชนชั้นสูงสูงวัย ชอบงานศิลปะ (ส่วนหน้าตาอ้างอิงมาจากนักเขียน มาร์ก ทเวน) วังที่ม็อกอัป มีสถาปัตยกรรมผสมระหว่างวังบูรพากับวังพญาไท ซึ่งมีความเป็นยุโรปมาก แบบโคตรจะรวย มีห้องสูบบุหรี่ ห้องเขียนหนังสือโดยเฉพาะ

ส่วนวารสาร แสงอักษร ที่นิภาแฝงตัวเข้าไปทำงานในฐานะนักเขียนคอลัมน์นิทาน เราก็ไปหาข้อมูลว่าวารสารยุคสมัยนั้นมีอะไรบ้าง เลยพบว่ามีความอยากทันสมัย วิทยาศาสตร์เริ่มมีอิทธิพล ประเด็นเฟมินิสต์เริ่มมาหน่อย ๆ แล้ว  ในวารสารจะมีทั้งนิยาย บทความ มี บก. ที่มักตั้งนามปากกาให้นักเขียนในสังกัด (เด็จลุงตั้งนามปากกา “กล่อมเรไร” ให้นิภา) เราเลยหยิบทั้งตัววารสารและบริบทที่ตัวละครพยายามใช้ต่อสู้ด้วยว่าเขาถูกตั้งชื่อแบบนี้ แต่เขายืนหยัดจะใช้ชื่อตัวเอง

ภาพ : KINJAI CONTEMPORARY

ฉากที่ต้องใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เช่น การประชุมยึดอำนาจร่วมกับฝ่ายทหารบกของคณะราษฎรที่บ้านประยูร หรือการประชุมต่าง ๆ ของคณะราษฎร มาจากข้อเท็จจริงล้วน ๆ เลยไหม มีการจัดสมดุลระหว่างความจริงกับการตีความประวัติศาสตร์อย่างไร

ไม่ได้เจาะจงว่าต้องจริงเป๊ะ ๆ แต่อยากให้จริงในแง่ของบรรยากาศ setting แนวคิดของตัวละครในยุคสมัยนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นอะไรที่เกิดขึ้นจริงในเชิงประวัติศาสตร์ก็ค่อนข้างจะอิงตามนั้น

ส่วนที่หยิบยกมาเล่าถึงการประชุมครั้งสำคัญที่สุดที่บ้านประยูรและมีการแตกหักกัน เราได้เห็นจุดยืนทางการเมืองของแต่ละคนว่า อ๋อ สุดท้ายคณะราษฎรนี่เป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันแบบโคตรจะหลวม ๆ

ปรีดีอาจมีแนวคิดแบบซ้ายที่สุด ส่วนที่เหลือก็ปะปนกันไป แถมยังมีคนที่เป็นรอยัลลิสต์ด้วย เราคิดว่าข้อมูลจริงมีการบันทึกไว้ว่าประชุมครั้งนี้ทำให้คณะราษฎรแตกคอกัน และพันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ซึ่งมีพลทหารอยู่ในมือเยอะสุด ยศใหญ่ที่สุด ต้องออกจากการประชุมไป สถาน-การณ์นี้เลยทำให้คณะราษฎรแทบไม่มีพลทหารอยู่ในมือเลย นี่สะท้อนถึงความบ้าประมาณหนึ่งเหมือนกันที่พวกเขาตัดสินใจลงมือทั้ง ๆ ที่ไม่มีทหาร นี่มันเกมโป๊กเกอร์ล้วน ๆ และเป็นภารกิจที่โคตรยากเลย แต่ก็สำเร็จจนได้

แต่หลักฐานการประชุมของคณะราษฎรที่ถูกบันทึกไว้มีน้อยมาก ไม่เหมือนกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ที่ลงรายละเอียดไว้เลยว่าใครพูดอะไรบ้าง คณะราษฎรอาจจะมีพูดแค่ว่าเขาเล่นไพ่กันเพื่อตบตาแค่นั้น

เพราะเป็นประชุมลับหรือเปล่าเลยไม่มีการบันทึก

น่าจะใช่ หรืออำนาจอาจจะไม่นิ่งพอที่เขาจะบันทึกด้วยความภาคภูมิใจก็เป็นไปได้

ในแง่หนึ่งคณะราษฎรหลายคนสนิทกับเจ้ามาก เท่ากับว่าเวลาจะพูดอะไรที่เป็นทางการอาจรู้สึกเกรงใจหรือให้เกียรติเจ้าประมาณหนึ่ง เห็นได้จากหลังปฏิวัติเสร็จก็ยังมาขอโทษรัชกาลที่ ๗ หรือปรีดีที่สนิทสนมกับฝั่งเจ้ามาก เวลาจะลงมืออะไรก็เกรงอกเกรงใจถึงแม้แนวคิดจะซ้ายสุด ๆ ไปเลยก็ตาม

คนอาจตีความสาเหตุที่ไม่บันทึกการประชุมหลายรูปแบบ พอบันทึกมีน้อย เราก็เลยอาศัยการตีความเยอะในการถ่ายทอด ใครพูดอะไร บรรยากาศเป็นยังไง หรือใครเกรงใจตัวละครคนไหนก็ต้องตีความเยอะ ใครนั่งตำแหน่งไหน อยู่ตรงข้ามใคร ใครบลัฟกัน ก็ต้องคิดหมด

ถึงที่สุดแล้วคนที่เป็นผู้นำของคณะราษฎรคือพระยาพหลพลพยุหเสนา เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีซีนให้เขาแสดงความเป็นผู้นำ มีจุดยืนที่โคตรมั่นคง และประสานทุกอย่างให้สำเร็จลุล่วง

มีวิธีคิดคาแรกเตอร์ตัวละครแต่ละตัวอย่างไร ศึกษาแง่ไหนจึงวางคาแรกเตอร์ออกมาได้ 

ตีความจากหลักฐานที่ได้อ่าน เริ่มจากตัวบุคคลก่อน โดยเฉพาะในยุคสมัย ๒๔๗๕

อย่างเวลาที่เราอ่านสิ่งที่ปรีดีเขียนในช่วงนั้นก็เห็นว่าเขาหัวรุนแรงไม่น้อยเลยนะ ซึ่งเข้าใจได้ว่าก็ต้องเป็นคนประมาณนี้แหละถึงจะลุกขึ้นมาปฏิวัติ แล้วก็มาค้นพบทีหลังว่าเขามีความคิดอยากเปลี่ยนแปลงสังคมตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาเลย เพราะฉะนั้นคนแบบนี้ก็คงมีความฝันอยากจะเป็นเจ้าแห่งโจรสลัดตั้งแต่เด็ก ๆ

ปรีดีเขียนเล่าว่าเห็นชาวนา คนยากจน แต่ในอีกแง่หนึ่ง
ฐานะทางบ้านของเขาก็ไม่ได้จนมาก มาอยู่พระนครก็มีญาติที่มีเงินส่งเรียนสูง ๆ แล้วก็ได้แต่งงานกับภรรยาที่สนิทกับเจ้ามาก เพราะฉะนั้นเขาเลยสนิทชิดเชื้อกับแวดวงเจ้า เราถอดคาแรกเตอร์นี้ออกมาเป็นตัวละครปรีดีว่า “หัวเป็นซ้าย แต่ร่างกายเป็นเจ้า” หมายความว่าเป็นอีลิตคนหนึ่งนั่นแหละ แต่มีแนวคิดแบบซ้ายที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคม ความย้อนแย้งตรงนี้จะเกิดขึ้นไปตลอดในตัวเขา

เราเห็นสิ่งนี้ค่อนข้างชัดเจนใน เค้าโครงการเศรษฐกิจ (สมุดปกเหลือง) ที่บ่งบอกถึงการเป็นนักปฏิวัติแบบปรีดี แม้ว่าเนื้อหาในสมุดปกเหลืองจะซ้ายมาก ๆ แต่วิธีการโคตรจะอีลิต คือคุณยื่นเสนอแนวคิดซ้าย ๆ แบบนี้ผ่านระบบรัฐสภาเหรอ แล้วเขาจะยอมได้ยังไง

เราเลยตีความตัวละครจากแอ็กชันนี้แหละว่าความเป็นนักวิชาการที่มีแนวคิดซ้ายแบบนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเวลาอยู่ทั้งในแวดวงของเจ้าและคณะราษฎร เราคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เขากลายเป็นปีศาจของทุกฝั่ง เจ้าก็ไม่ชอบ ฝั่งซ้ายก็ไม่ชอบ เพราะเขามีความสุดโต่งของทั้งสองฝั่งรวมอยู่ในตัว

กลุ่มเพื่อน ๆ ข้าราชการจะเรียกปรีดีว่าอาจารย์ เพราะ
มีความน่าเชื่อถือมากและมีความเป็นผู้นำสูง ซึ่งก็สะท้อนว่าเขาอาจไม่ได้กระโตกกระตากมาก ทุกอย่างต้องผ่านการตกผลึกมาแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่เขียนออกมาเนี่ยเชื่อถือได้เลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

แต่กว่าจะออกมาเป็นคาแรกเตอร์ปรีดีก็ยากมากที่จะทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์

ตัวละครแปลกดูจะมีตำแหน่งรองมาจากปรีดี แต่มีความ passive-aggressive ชัดเจน

เราคิดคาแรกเตอร์แปลกจากฐานของคาแรกเตอร์ปรีดี

ถ้าตัวละครแปลกเป็นผู้นำที่เหี้ยม จะอยู่ร่วมกับคนประเภทเดียวกันแบบปรีดีได้ยังไง เลยออกแบบให้เหมือนเสือกับสิงโตมาอยู่ด้วยกัน คือยอมกันบางเรื่อง แต่ก็ไม่ได้น้อยหน้า ต้องมีซีนที่ไม่ได้โชว์อยู่ฝ่ายเดียว ถ้าใครจะสำแดงความเท่อีกคนก็ต้องมีเหมือนกัน (หัวเราะ)

เรามองจากช่วงก่อนปี ๒๔๗๕ แปลกมีบทบาททางหน้าประวัติศาสตร์น้อยถึงขั้นที่เราคุยกับคนในทีมว่าจะตัดคาแรกเตอร์นี้ออกดีไหม ทีมก็บอกว่าต่อให้ไม่มีใครบันทึกไว้ว่าแปลกทำอะไรบ้าง แต่เขาปรากฏตัวในทุกประชุมเลยนะ ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าเขาไม่ได้พูดอะไรในหน้าฉากเลย แต่หลังฉากอาจมีการเคลื่อนไหวก็ได้

สุดท้ายแอ็กชันสำคัญของแปลกเกิดขึ้นในช่วงกบฏบวรเดชที่เขาพลิกสถานการณ์ได้ เราก็อยากถ่ายทอดถึงช่วงก่อน ๒๔๗๕ ให้เห็น ว่าตัวละครแปลกเขม่นกับรุ่นพี่ในคณะราษฎรแบบไม่เผาผี แต่ขณะเดียวกันก็มีพิษสงบางอย่าง เขาฉลาดเป็นทหารที่สมาร์ต ซึ่งน่าจะพลิกสถานการณ์ได้

๒๔๗๕ 
เส้นทางการต่อสู้ของคนแพ้ ?

Image
Image

แปลกเป็นคณะราษฎรคนเดียวที่มีอำนาจต่อมาคนหลายกลุ่มจำเขาได้จากการเป็นนายกรัฐมนตรี จำได้มากกว่าปรีดีด้วยซ้ำ

ใช่ คือเขามีความเป็นผู้นำสูงมาก เราเลยพยายามผลักดันสิ่งนี้ให้เห็นว่าเป็นผู้นำคนละสไตล์ เป็นไอเดียที่เราได้จากมังงะเรื่อง Attack on Titan (หัวเราะ) ที่มีผู้นำหลายแบบ ทั้งผู้นำที่ไม่ได้เรื่อง ผู้นำที่เด็ดขาด หรือผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจ

การใช้อินโฟกราฟิกอธิบาย เช่น การร่างฎีกาในยุคนั้นทำอย่างไร หรือแจกแจงว่าการวิจารณ์ระบบกฎหมายของสยามทำอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง
แบบไหนถึงถูกเพ่งเล็งและกลายเป็นคนผิดกฎหมาย แต่หนังสือพิมพ์ใช้ช่องโหว่ตรงนั้นได้ ซึ่งอ่านแล้วรู้เลยว่าต้องอาศัยการย่อยข้อมูลพอสมควร อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการอธิบายชุดความรู้พวกนี้

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับภาษาในยุคนั้น เราอาจไม่ต้องอิงสิ่งที่ตัวละครพูดนัก แต่ถ้าเป็นภาษาที่ตัวละครเขียน เราก็พยายามล้อไปกับยุคนั้น คงกลิ่นอายความเก่าที่คนปัจจุบันยังอ่านเข้าใจได้ เช่น ภาษาการเขียนฎีกา ภาษาหนังสือพิมพ์ ภาษาของปรีดีที่เราพยายามออกแบบให้ตัวละครพูดเหมือนนักกฎหมาย เพราะทีมเขียนบทไปเจอมาว่าเวลาปรีดีเขียนบทความเขามีความเป็นเหตุเป็นผลมาก ทุกอย่างต้อง หนึ่ง สอง สาม สี่ เวลาถอดไดอะล็อกปรีดีเลยพยายามให้เขาอธิบายเป็นลอจิกจ๋า ๆ อาจทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนเราอธิบายทักษะตัวละครในโชเน็น (หัวเราะ)

เราต้องเล่าเรื่อง “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ให้สนุกกว่าเวลามังงะเล่าเรื่องพลังพิเศษต่าง ๆ ของตัวละคร เพราะเนื้อหาค่อนข้างยากและซับซ้อน ในเชิงกฎหมายนี่ไม่เหมือนปัจจุบัน เลยต้องเอนเตอร์เทนด้วยภาพต่าง ๆ เยอะหน่อย และไม่อยากให้มีพื้นที่เล่าตรงนี้เยอะ การเล่าเป็นอินโฟกราฟิกจึงสะดวกที่สุด เราไม่อยากให้คนอ่านเบื่อ เพราะตอนเราอ่านเราเบื่อมาก (หัวเราะ)

วางโครงเรื่องครั้งเดียว
หรือเปลี่ยนไประหว่างทาง

ในเชิงบทที่วางไว้ก็มีตัวละคร “เสรี” ที่ต้องหักหลัง “นิภา” นอกนั้นก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แก้ไปแก้มาตีลังกา รื้อแหลก (หัวเราะ)

เราว่าโปรเจกต์นี้ยากอยู่สองสามเลเยอร์ คือต้องเริ่มจากการมีฐานประวัติศาสตร์ก่อนว่ายุคสมัยนั้นเป็นยังไง แล้วค่อยมาคิดบท แต่พอเจอหลักฐานใหม่ที่ดีกว่าก็ต้องกลับไปแก้ เช่น นักประวัติศาสตร์บางคนอ้างว่าเจ้ากับคณะราษฎรเป็นศัตรูกัน แต่ถ้าเรามองในฝั่งรัฐบาล เขาอาจไม่ชายตามองคณะราษฎรเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ เพราะเป็นแค่ข้าราชการต๊อกต๋อยที่คงไม่สามารถล้มบัลลังก์เขาได้ ดังนั้นอาจตีความได้ว่าฝั่งเจ้าระแวงกันเองเป็นอย่างมาก ข้อมูลนี้โคตรสำคัญ ยังไงก็ต้องหาทางนำเสนอออกมาให้ได้

“เราคิดว่าถ้าเมื่อไหร่คนค่อย ๆ รู้ว่าเส้นทางสายนี้ทำได้ ก็จะกลายเป็นการต่อสู้อีกแบบที่ไม่ได้อยู่ในม็อบอย่างเดียว

ความยากและความเหนื่อยของการทำหนังสือเล่มนี้คืออะไร

เพราะตัวมันเองยาก เราแทบไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์เรื่องนี้เลยต้องออกแรงเยอะเรื่องข้อมูล และยังต้องเล่าในน้ำเสียงจริงจังแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน จะตลกเรี่ยราดแบบครอบครัวเจ๋งเป้ง ก็คงไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะคนอ่านคงไม่เชื่อว่าสาเหตุที่นำไปสู่การปฏิวัติมันบีบเค้นจริง ๆ

พอโจทย์เป็นแบบนี้ปุ๊บเลยต้องเปลี่ยนท่าทีการเล่าเยอะ ทั้งภาษาหรือแอ็กติงของตัวละคร ถ้าสังเกตตัวละครมักจะนั่งเงียบ ๆ ปากเม้ม ๆ กอดอก ส่วนตาดำของตัวละครที่ปรกติจะวาดตาเป็นจุด ๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะจะดูตลกเกิน รวมถึงงานด้านภาพด้วย ตอนแรกตั้งใจให้มีสโตรกพู่กันแบบมีสัมผัสขมุกขมัว แต่พอวาดจริง ๆ แล้วยากเกิน เลยวาดสไตล์คล้ายเดิมที่มีโทนสีดำมากขึ้น หมึกของเล่มนี้โรงพิมพ์ต้องนำไปตากนานกว่าปรกติ หนังสือเลยเสร็จช้าลง

ความยากอีกอย่างคือเรื่อง mentality  อันดับ ๑ ระหว่างที่เราเขียน คนเริ่มเข้าคุกไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็กลัวว่าเราเซนเซอร์ตัวเองพอไหม จะมีความเสี่ยงไหม  อันดับ ๒ คือเราใช้ชั่วโมงทำงานเยอะมาก ทำให้ต้องปฏิเสธงานที่ได้เงินไปเยอะ ซึ่งก็ยากในเชิงการใช้ชีวิตเหมือนกัน

ช่วงหนึ่งเรามานั่งตั้งคำถามว่าทำอะไรอยู่วะ เลือกทำงานที่เสี่ยงคุกเหรอ ขนาดตอนที่หนังสือออกยังคิดเลยว่าจะไม่โฆษณา ปล่อยให้หนังสือออกมาแบบเงียบ ๆ

ความรู้สึกแรกที่เขียนหนังสือเสร็จเลยเป็นความกลัวซะส่วนใหญ่ ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นไหมวะ เหมือนนิภาตอนตีพิมพ์ข่าว แต่เราทำเต็มที่แล้ว

แล้วทำไมถึงทำต่อ

เพราะว่าขึ้นหลังเสือแล้ว (หัวเราะ) เปิดพรีออร์เดอร์แล้ว โฆษณาไปหมดแล้ว เรารับเงินหลายหมื่นมาจากคนราว ๒๐ คนที่พรีออร์เดอร์หนังสือเพื่อรันโปรเจกต์ต่อ และตอนโปรโมตเราก็ไปบอกหลายคนว่า พี่ครับ โฆษณาสิ่งนี้ให้ผมหน่อยครับ นู่นนั่นนี่ คือเครดิต คอนเนกชันทั้งหมดในชีวิตก็โยนลงไปในสิ่งนี้แล้ว (หัวเราะ)

อีกอย่างคือตอนที่ทำก็คราฟต์ในเชิงกฎหมายเยอะมากว่าเราจะทำสิ่งนี้แบบไม่ผิดกฎหมายมาตรา ๑๑๒ ได้ยังไง ปรึกษานักกฎหมายเป็นเรื่องเป็นราว จนกล้าบอกทุกคนได้ว่า ถ้าคุณคิดว่างานชิ้นนี้มีความแรง ก็ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมายเลยนะ

เราตกผลึกอย่างหนึ่งว่าศิลปะมันออกแบบวิธีการพูดได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ยังรักษาใจความนั้นได้อยู่ หรืออีกทางหนึ่งคือมันเขย่าวัฒนธรรมเดิมที่โคตรศักดิ์สิทธิ์ในรูปแบบที่งานวิชาการหรืองานประวัติศาสตร์ไม่สามารถทำได้

คนอ่านอ่านในฐานะตัวละครจริง ๆ แล้วเรารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นพลังของศิลปะ

ภาพ : เด็ด จงมั่นคง
เอื้อเฟื้อโดยศิลปิน และหางปุย อาร์ต สเปซ

ในเชิงการเมืองล่ะ

ในเชิงการเมืองมันก็ทำให้ประวัติศาสตร์ถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างมหาศาล เช่น วันที่จะเริ่มโปรเจกต์นี้เราโดนคนห้ามไม่ต่ำกว่าห้าคน เพราะเหตุว่ามันน่ากลัว จะทำไปเพื่ออะไร

มันไม่ใช่แค่ความน่ากลัวในเชิงกฎหมายด้วยนะ แต่เป็นในเชิงการขายของ เพราะกระแสม็อบซาไปแล้ว เอาแรงที่ทุ่มตั้ง ๓ ปีครึ่งเนี่ยไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม

แต่เราคิดว่าถ้าเมื่อไหร่คนค่อย ๆ รู้ว่าเส้นทางสายนี้ทำได้ ก็จะกลายเป็นการต่อสู้อีกแบบที่ไม่ได้อยู่ในม็อบอย่างเดียว เป็นงานผลักดันในเชิงวัฒนธรรมที่มีน้ำเสียงและมีพลังเหมือนกัน

“จะมีมนุษย์ที่ฝันอยากเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันอำนาจใด ๆ ก็ตามก็มีวันเสื่อมเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน

คิดว่าตัวเองเป็นตัวละครไหนในเล่มนี้

เราอาจเป็นพ่อผสมนิภาที่ไม่ได้เด็ดเดี่ยวเท่า เพราะเราพยายามถ่ายทอดทั้งพ่อและนิภาในฐานะคนที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคม แอ็กชันพวกเขาอาจดูกล้าหาญมาก
แต่เรานำเสนอสิ่งที่มันอยู่ในใจเราอย่างมากผ่านตัวละครทั้งสองคน นั่นคือความกลัวและความรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ทำ

เราไม่รู้ว่าคนทำงานเพื่อสังคมคนอื่นรู้สึกแบบเราแค่ไหน บางคนอาจกล้าหาญมาก ๆ จนไม่รู้สึกกลัวก็ได้ แต่ทุกแอ็กชันที่เราทำ เรากลัวฉิบหายตลอด แล้วเราก็ถ่ายทอดออกมาตลอดผ่านตัวละครนิภา ส่วนตัวละครพ่อก็ผ่านความรู้สึกผิด เพราะในบางแง่ ความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงสังคมของเราก็ถูกไดรฟ์ด้วยความรู้สึกผิดต่อคนที่อยู่ในคุกบ้าง หรือบางครั้งก็ต่อความล้มเหลวของคนที่อยู่ข้างหลัง

คีย์เวิร์ดสำคัญของคณะราษฎรคือ “การปฏิวัติสยาม” จากการที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรมาจนถึงตอนนี้ มองคำว่า “ปฏิวัติ” อย่างไร

พอได้ทำงานนี้ก็มองประวัติศาสตร์ด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง

ก่อนนิยามคำว่า “ปฏิวัติ” เราต้องมองอดีตก่อนคณะราษฎรนี้ครบ ๑๐๐ ปีแล้วใช่ไหม ก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่า ๑๐๐ ปีมันไกลมาก แต่เราได้พบว่าหลัก ๑๐ หรือ ๑๐๐ ปีสั้นมากในสายตาของประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นความเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่เสร็จของคณะราษฎรเลยเป็นเรื่องธรรมดามากของประวัติศาสตร์ทางการเมือง

การที่มีคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ จึงเป็นกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้น แล้วก็จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต หนังสือเล่มนี้พยายามถ่ายทอดแบบนั้น ไม่ได้มองว่าเป็นความพ่ายแพ้ในอดีตซะทีเดียว แต่เชื่อมโยงกับปัจจุบันที่นำไปสู่อนาคตอีกทีหนึ่ง เป็นสายธารประวัติศาสตร์ของการแพ้บ้างชนะบ้าง ซึ่งก็จะมีมนุษย์ที่ฝันอยากเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันอำนาจใด ๆ ก็ตามก็มีวันเสื่อมเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน

ส่วนนิยามคำว่า “ปฏิวัติ” เรามองว่าในแง่หนึ่งเป็นแอ็กชันที่ทำให้เกิดสภาวะแบบ point of no return เลยคิดว่าสิ่งที่คณะราษฎรทำในครั้งนั้นสุดท้ายถึงจะแพ้ แต่ก็เป็นหมุดหมายแบบ point of no return อยู่ดี คือไม่สามารถกลับสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) ได้อีกแล้ว รวมถึงวัฒนธรรมหลายอย่างที่สร้างจากยุคนั้นก็ไม่สามารถกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก

คณะราษฎรทิ้งมรดกอะไรไว้ให้คนยุคนี้บ้าง

ถ้าไม่นับหมุดที่หายไป เราว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ narrative คำว่า “ประเทศเป็นของราษฎร” ถ้าไม่มีคนเริ่มจินตนาการถึงสิ่งนี้ก็จะหาคนทำตามยากมาก

ในทางประวัติศาสตร์ มรดกที่คณะราษฎรทิ้งไว้คงเยอะไปหมด แต่เราคิดว่าสปิริตในการจินตนาการว่าประเทศเป็นของเรา รวมถึงการถ่ายทอดออกมาเป็นประโยคนี้สำคัญที่สุด

สปิริตในความหมายของผีน่ะ  

Image