Image

ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ  ฉ. น๑-๑๑๒๗ อนุสาวรีย์สยามรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม

อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ
แห่งแรกของสยาม ณ มหาสารคาม 

: การสร้างสำนึกแห่งประชาธิปไตยผ่านสัญลักษณ์ให้คนท้องถิ่น

เรื่องและภาพ : จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์

หากกล่าวถึงความเป็น “ประชาธิปไตย” ในเชิงสัญลักษณ์ของการเมืองไทยร่วมสมัย สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงน่าจะเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี ๒๔๘๒ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านทางการปกครองของไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย

ก่อนหน้านั้นนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ ๒๔๗๐ มีการนำสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญมาเผยแพร่เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชน ทั้งในพื้นที่ราชการ วัดวาอารามต่าง ๆ เช่น การนำสมุดไทยบนพานแว่นฟ้ามาประดับบนอาคารสถานที่ราชการ หน้าบันโบสถ์หรือวิหาร ตลอดจนการผลิตสินค้าซึ่งเป็นข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของราษฎรที่มีพานรัฐธรรมนูญเป็นลวดลาย วัตถุทางวัฒนธรรมเหล่านี้สะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองที่แพร่กระจายทั่วประเทศ

อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม นับเป็นส่วนหนึ่งของความตื่นตัวทางการเมืองใหม่ในรูปแบบอนุสาวรีย์ที่มีพานรัฐธรรมนูญแห่งแรกของประเทศ แต่แทบไม่มีใครรู้จัก

เมื่อความไม่สงบถูกสยบ
ด้วยสัญลักษณ์

อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม ในปัจจุบันถูกย้ายจากศาลากลางจังหวัดหลังเก่ามาตั้งอยู่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองมหาสารคาม ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

เดิมอนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๗ ก่อนการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินในกรุงเทพมหานครถึง ๕ ปี นำโดยหลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) ข้าหลวงประจำจังหวัดมหาสารคามในขณะนั้น ซึ่งมีพันธกิจหลักคือการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบการปกครองใหม่ คือ “ประชาธิปไตย”

การสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์กบฏบวรเดชที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม ๒๔๗๖ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สร้างความตื่นตัวทางการเมืองในช่วงเวลานั้นที่มีการสนับสนุนกลุ่มอำนาจเดิม และเป็นปรปักษ์กับกลุ่มอำนาจใหม่

ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามช่วงปี ๒๔๗๖-๒๔๗๗ เกิดเหตุการณ์กบฏผีบุญหลายหน ได้แก่

เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๔๗๖ เกิดกบฏหมอลำน้อยชาดา (นายคำสา สุมังกะเศษ) ที่ใช้กลอนลำสื่อสารกับชาวบ้านเกี่ยวกับการวิจารณ์เรื่องภาษี ค่ารัชชูปการพระสงฆ์ รวมถึงการศึกษา เป็นต้น

ช่วงเดือนพฤศจิกายน ๒๔๗๖ เกิดกบฏเกือกขาว อำเภอตลาด (อำเภอเมืองมหาสารคามในปัจจุบัน) โดยนายชาลี มหาวงศ์ นายบึ่ง ข่ายเพ็ชร์ กับพรรคพวกอีกจำนวน ๑๕ คน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการที่หมอลำน้อยชาดาถูกจับกุม

ปี ๒๔๗๗ เกิดความไม่สงบขึ้นที่ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย และเดือนมิถุนายน ๒๔๗๗ นายอำ นายบึ้ง นายโส นายแก้ว ถูกรัฐมองว่าอ้างตนเป็นผู้วิเศษและกระด้างกระเดื่อง

เมื่อรัฐมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นการชักจูงให้ราษฎรแข็งขืนและก่อความไม่สงบขึ้น ทางราชการจึงดำเนินมาตรการสร้างความเข้าใจและปลูกฝังอุดมการณ์เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยและความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญแก่ราษฎร ได้แก่ การสร้างอนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ การประกวดกลอนลำเทิดรัฐธรรมนูญ การประกวดขบวนแห่และรูปรัฐธรรมนูญ และการประกวดเรียงความว่าด้วยประวัติศาสตร์จังหวัดมหาสารคาม เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่เกี่ยวกับระบอบการปกครองแบบใหม่ โดยเผยแพร่ให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายด้วยวิธีการที่หลากหลาย

การก่อสร้างอนุสาวรีย์เป็นสัญลักษณ์ที่คงทนถาวร หลังจับกุมและปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

หลวงอังคณานุรักษ์
กับสำนึกประชาธิปไตย
ของชาวมหาสารคาม

ข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นตำแหน่งข้าราชการฝ่ายปกครองส่วนภูมิภาคของไทยในอดีต ที่ถูกส่งตัวมาจากรัฐส่วนกลาง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าการบริหารและปกครองระดับจังหวัด ซึ่งนับเป็นต้นแบบของตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน มีวาระการโยกย้ายตามแต่คำสั่งจากราชการ 

หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) ดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำจังหวัดมหาสารคาม ในช่วงปี ๒๔๗๖-๒๔๘๒ นับว่าเป็นพ่อเมืองที่ปกครองจังหวัดมหาสารคามคนแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงฝักใฝ่ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองแบบใหม่ โดยผลักดันให้เกิดวิธีคิดแบบใหม่จากข้าราชการ ผู้นำชุมชน ลงมาสู่ชาวบ้าน 

บันทึกของหลวงอังคณานุรักษ์ใน อนุสรณ์จากหลวงอังคณานุรักษ์ฯ (ปี ๒๕๑๓ หน้า ๔๒-๔๓) มีว่า

Image

อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองมหาสารคาม ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

“ในปลาย พ.ศ. ๒๔๗๖ ข้าพเจ้าได้รับตำแหน่งให้เป็นข้าหลวงประจำจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีเขตปกครองถึง ๑๑ อำเภอเพราะยุบจังหวัดกาฬสินธุ์มารวมด้วย…ข้าพเจ้าตกลงใจเริ่มแผนปฏิบัติงานทันที ขั้นแรกได้ซักซ้อมปลุกให้เจ้าหน้าที่จังหวัด อำเภอสนใจในระบอบการปกครอง ตลอดจนวัตถุประสงค์และเค้าโครงระเบียบราชการ เตือนให้สำนึกถึงหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน และแทนกันในฐานะเป็นผู้รับใช้ประชาชน ต่อจากนั้นได้เปิดการอบรมสมาชิกจังหวัดและสมาชิกท้องถิ่น ชี้แจงให้ทราบถึงอำนาจหน้าที่ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้หลายแขนง ตลอดจนระเบียบวิธีการประชุมฝึกให้โต้เถียงแสดงความเห็นด้วยเหตุผล...”

หลวงอังคณานุรักษ์ยังคิดพัฒนาขยับขยายเมืองโดยสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายประการ เช่น สร้างโรงเรียนกึ่งถาวรขึ้น ๕๐๐ โรง ตัดถนน และวางเสาโทรศัพท์ติดต่อกันทุกอำเภอเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร ขุดบ่อน้ำ คลองระบายน้ำ โดยเฉพาะคลองกลางเมืองที่มีชื่อว่า “คลองสมถวิล” ตามชื่อตัวของท่าน

ท่านยอมรับว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากการลิดรอนสิทธิ์ทั้งหยาดเหงื่อแรงงานและทรัพย์สินของราษฎรโดยอ้างความเจริญของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ซึ่งความเดือดร้อนนี้ถูกส่งไปถึงจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีขณะนั้น จนมีการสั่งสอบสวน แต่หลวงอังคณานุรักษ์ยืนยันว่าหากมีความผิดจะขอรับผิดแต่ผู้เดียว (อนุสรณ์จากหลวงอังคณานุรักษ์ฯ ปี ๒๕๑๓ หน้า ๔๔)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นมหาสารคามนี้ล้วนมีเหตุมีผลที่สัมพันธ์กัน ราษฎรก็มีวิธีการต่อต้าน ต่อรอง และขัดขืนในรูปแบบต่าง ๆ ดังเช่นเกิดกบฏผีบุญ ส่วนทางราชการก็มีวิธีการจัดการโดยใช้กฎหมายควบคู่ไปกับการมุ่งกระทำเรื่องสำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองผ่านวิธีการและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

หนึ่งในวิธีที่ราชการใช้สร้างความตระหนักรู้เรื่องระบอบการปกครองใหม่คือ “อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ”

อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญแห่งแรกของสยามกับการจัดการความสงบ

อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม สร้างขึ้น ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดหลังเก่า (ปัจจุบันคือที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม) ระยะแรกมีลักษณะเช่นเดียวกับอนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ในปัจจุบัน (สร้างปี ๒๔๗๙) มีฐานจารึกอักษรว่า “สยามรัฐธรรมนูญ ที่รักและสักการะยิ่ง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗” ส่วนบนมีพานสองชั้น เหนือพานชั้นบนเป็นสมุดไทย และระหว่างพานชั้นที่ ๑ กับชั้นที่ ๒ มีนาคสี่ตัวประดับอยู่

น่าสนใจว่าเมื่ออนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญแห่งแรกที่อยู่ในเขตอำเภอเมืองมหาสารคามถูกย้ายจากศาลากลางหลังเก่ามาอยู่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลหลังใหม่ (ใกล้ตลาดโต้รุ่งปัจจุบัน) แล้วนั้น ลักษณะทางกายภาพของอนุสาวรีย์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ฐานเดิมถูกแทนที่ด้วยฐานรูปหกเหลี่ยมและนำหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร คือ เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา มาประกอบเป็นองค์ประกอบสำคัญ นาคทั้งสี่ตัวหายไป

รศ. ธีรชัย บุญมาธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองมหาสารคาม ให้ความเห็นว่า “ปีที่ย้ายนั้น ไม่ทราบแน่นอน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะย้ายหลังปี ๒๕๑๙ สมัยที่นายเกียรติ นาคพงษ์ เป็นนายกเทศมนตรี ซึ่งได้สร้างอาคารสำนักงานเทศบาลหลังใหม่บนที่นา ๑๐ ไร่ และที่ตั้งของอนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญของเดิมได้กลายมาเป็นที่ตั้งพระประธานกันทรวิชัยจนถึงปัจจุบัน”

การโยกย้ายจากที่โล่ง เด่นตระหง่าน สู่ที่ตั้งใหม่ ซึ่งคับแคบและไม่เป็นจุดสนใจเท่าที่ควรนัก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม ไม่ค่อยถูกพูดถึง รวมถึงการยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญที่ทยอยหายไปช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐ เนื่องจากพิษเศรษฐกิจที่มาพร้อมภัยสงครามมหาเอเชียบูรพาช่วงปี ๒๔๘๔-๒๔๘๘ มีผลให้ลดและจำกัดงบประมาณการจัดงานลง และสิ้นสุดทันทีหลังรัฐประหาร ๒๕๐๐ ในยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ภูริ ฟูวงศ์เจริญ “งานฉลองรัฐธรรมนูญ : มหกรรมแห่งชาติของคณะราษฎร” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปี ๒๕๖๐ หน้า ๑๒๐) ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้คนในท้องถิ่นไม่น้อย การติดตามความทรงจำของผู้คนในฐานะประวัติศาสตร์บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงยากและค่อย ๆ จางหายไป

Image

อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคามที่จำลองอนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม มีนาคสี่ตัว ฐานมีอักษรจารึกว่าสยามรัฐธรรมนูญที่รักและสักการะยิ่ง

แต่จากคำบอกเล่าและบันทึกต่าง ๆ ของผู้คนร่วมสมัยที่เห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ทราบถึงบรรยากาศความตื่นเต้นของการมีสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในท้องถิ่นช่วงเวลานั้น

บันทึกของนางทองเลี่ยม เวียงแก้ว ในหนังสือ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นางทองเลี่ยม เวียงแก้วฯ (ปี ๒๕๖๕ หน้า ๑๖-๑๗) กล่าวถึงบรรยากาศการเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญในจังหวัดมหาสารคาม ปี ๒๔๗๗ ว่า

“ในปีนั้นทางการได้จัดให้มีงานฉลองรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก มีการออกร้านของทุกอำเภอทั้ง ๑๑ อำเภอ มีการประกวดนางงาม ขณะนั้นจังหวัดกาฬสินธุ์ถูกยุบมารวมกับจังหวัดมหาสารคาม จึงมี ๑๑ อำเภอดังนี้ อำเภอเมือง อำเภอบรบือ อำเภอวาปีปทุม อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย อำเภอกันทรวิชัย อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอยางตลาด อำเภอกาฬสินธุ์ อำเภอกมลาไสย อำเภอกุฉินารายณ์ และอำเภอสหัสขันธ์ สองอำเภอหลังอยู่ไกลแสนไกลขณะนั้นใช้พาหนะเกวียนกับม้าและเดินเท้า อำเภอกุฉินารายณ์ได้ชื่อว่าเป็นอำเภอสาวผู้ดี (คนงาม) เป็นชาวภูไท แต่รูปร่างค่อนข้างท้วม
และเตี้ย ต่อมางานฉลองรัฐธรรมนูญจัดระหว่างวันที่ ๙-๑๑ ธันวาคมของทุกปี ก่อนสงครามอินโดจีน”


บรรยากาศ “เสียงปรบมือเกรียวกราวกึกก้อง จะดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า” ถูกจารึกในหน้ากระดาษตอนหนึ่งจากบันทึกของนายกอ กุศล ข้าราชการในพื้นที่ ซึ่งปรากฏในคำไว้อาลัยจาก อนุสรณ์หลวงอังคณานุรักษ์ฯ (ปี ๒๕๑๓) กล่าวถึงการจัดแสดงละครเวทีของโรงเรียนสารคามพิทยาคมในงานฉลองรัฐธรรมนูญของจังหวัดมหาสารคาม โดยมีหลวงอังคณานุรักษ์และภรรยาเป็นผู้อุปการะการแสดง ขณะละครปิดม่านหรือเปลี่ยนฉากจะมีนักเรียนกล่าวปราศรัย เนื้อหาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ควบคุมโดยครูประณต พรไชย อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนในขณะนั้น

หลักฐานเชิงประจักษ์ลักษณะนี้ชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์บอกเล่าทำงานควบคู่กับหลักฐานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายเก่าหรือบันทึกจากหนังสือที่ระลึกในงานศพของบุคคลสำคัญ

อาจารย์ธีรชัยเล่าต่อว่า “มีภาพเก่าจำนวนหนึ่งที่เห็นถึงบรรยากาศคนในท้องถิ่นที่ได้ใกล้ชิดกับอนุสาวรีย์แห่งนี้ ผมยังจำได้ว่ามีภาพที่เห็นเด็กเล็ก ๆ วิ่งเล่น คนหนุ่มสาวนั่งถ่ายภาพกัน”

ภาพเก่าเหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่ตามบ้านของคนในท้องถิ่น หากจะรื้อฟื้นเรื่องเล่านี้คงต้องระดมสรรพกำลังค้นหากันอย่างจริงจัง นี่เป็นกรณีเล็ก ๆ ที่ทำให้เห็นว่าหมุดหมายของสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นในท้องถิ่นมหาสารคาม มีการรับรู้ของผู้คนร่วมสมัยจริง และค่อย ๆ แพร่ขยายไปยังพื้นที่อำเภอและจังหวัดใกล้เคียงในเวลาต่อมา เช่น มีการสร้างอนุสาวรีย์ฯ ในอำเภอโกสุมพิสัย (ปี ๒๔๗๙) จังหวัดร้อยเอ็ด (ปี ๒๔๗๙) เป็นต้น ถือเป็นมรดกเชิงสัญลักษณ์ที่ราชการในช่วงทศวรรษ ๒๔๘๐ ส่งผ่านไว้ในท้องถิ่น ผนวกกับกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กัน

ในปัจจุบันอนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม ถูกบดบังด้วยสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ และด้วยที่ตั้งไม่ได้เป็นจุดสนใจเหมือนในอดีต ประกอบกับตัวสัญลักษณ์เองก็ไม่ได้ถูกเชื่อมร้อยเข้ากับประเพณี การละเล่น หรือพื้นที่งานรื่นเริงอย่างที่เคยเป็นในช่วงก่อนปี ๒๕๐๐ ส่งผลให้ชุดประวัติศาสตร์และความทรงจำที่มีต่ออนุสาวรีย์ค่อย ๆ เลือนหายไปจากใจคนรุ่นเก่า แม้คนรุ่นหลังที่ตระหนักในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยแบบร่วมสมัยเริ่มรื้อฟื้นความสำคัญของวัตถุดังกล่าวผ่านการพูดถึงและสำรวจโดยนักวิชาการหรือผู้สนใจ แต่ในภาพรวมของสังคมก็ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร

ปรากฏการณ์นี้ทำให้เห็นชัดว่า การที่รัฐจะใช้สัญลักษณ์ให้เข้มแข็งและทรงพลังได้นั้น จำเป็นต้องทำงานร่วมกับกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ ดังเช่นในอดีตมีการจัดงานควบคู่กับการประกวดนางงามหรือการร้องเล่นหมอลำ ทำให้ชาวบ้านใกล้ชิดกับวัตถุสถาน จนสร้างจิตสำนึกและภาพจำทางประวัติศาสตร์ได้จริง  

อ้างอิง
ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นางทองเลี่ยม เวียงแก้ว (ท.ช.) ณ เมรุวัดธัญญาวาส ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม วันจันทร์ที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖. มหาสารคาม : สารคามการพิมพ์. 

บุญช่วย อัตถากร. (ม.ป.ป.). ประวัติศาสตร์ภาคอิสาณและเมืองมหาสารคาม และผลงานต่าง ๆ. อนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ นายบุญช่วย อัตถากร (ท.ช., ท.ม.) ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม วันจันทร์ที่ ๓ กันยายน ๒๕๒๒.

ภูริ ฟูวงศ์เจริญ. (๒๕๖๐). “งานฉลองรัฐธรรมนูญ : มหกรรมแห่งชาติของคณะราษฎร” ใน ศิลปวัฒนธรรม, ๓๘(๓) : ๙๒-๑๒๓.

อนุสรณ์จากหลวงอังคณานุรักษ์ ๒๔ มีนาคม ๒๕๑๓. (๒๕๑๓). พระนคร : แสงทองการพิมพ์.

สัมภาษณ์ รศ. ธีรชัย บุญมาธรรม