Image

เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์

Image

งานรวมตัวนักเรียนสยาม สมาชิก “สามัคยานุเคราะห์สมาคม” ในปี ๒๔๖๘ ที่ปรีดี (แถวยืน คนที่ ๘ จากซ้าย) ได้รับเลือกเป็นสภานายก นริศ จรัสจรรยาวงศ์ อ่านภาพนี้แล้วสันนิษฐานว่าคนที่อยู่ทางซ้ายมือของปรีดีคือ ตั้ว ลพานุกรม  ด้านหน้าจะเห็นร้อยโทแปลก (นั่งยอง) กอดคอ ควง อภัยวงศ์ คนที่ใส่เสื้อขาวนั่งใกล้แปลกคือ ทัศนัย มิตรภักดี ส่วน ประยูร ภมรมนตรี อาจอยู่ด้านมุมซ้ายของภาพ (คนยืนที่ ๓ จากซ้าย หน้าตาลูกครึ่ง)

Image

ห้วงที่ผู้ก่อการคณะราษฎรเจ็ดคนไปเรียนในยุโรป ฝรั่งเศสเพิ่งชนะสงครามโลกครั้งที่ ๑ กรุงปารีสกลายเป็นศูนย์กลางด้านศิลปวัฒนธรรม การปกครอง ฯลฯ ทั้งเป็นเมืองท่องเที่ยว คึกคักไปด้วยผู้คน

ขณะนั้นนักเรียนไทยในฝรั่งเศสมีอยู่ประมาณ ๕๐ คน ไม่นับในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และเดนมาร์กอีกจำนวนหนึ่ง

เฉพาะ “เจ็ดผู้ก่อการ” ผู้เดินทางถึงทวีปยุโรปตามลำดับคือ ตั้ว (ราวปี ๒๔๕๓-๒๔๕๗), จรูญ สิงหเสนี (ปี ๒๔๕๙), ปรีดี พนมยงค์ (ปี ๒๔๖๓), ประยูร ภมรมนตรี ถึงเยอรมนีปี ๒๔๖๔ และมาเรียนภาษาฝรั่งเศสในกรุงปารีส (ปี ๒๔๖๘) ส่วน แปลก ขีตตะสังคะ และ ทัศนัย มิตรภักดี มาถึงฝรั่งเศสในปี ๒๔๖๗ และ แนบ พหลโยธิน น่าจะถึงอังกฤษในปี ๒๔๖๔ และศึกษาต่อในฝรั่งเศสในปี ๒๔๖๘

ดังนั้นทั้งเจ็ดคนต้องพบปะรู้จักกันครบตัวไม่ช้าไปกว่าปี ๒๔๖๘

ปรีดีเขียนใน บางเรื่องเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะราษฎรและระบบประชาธิปไตย ว่า ก่อนประชุมครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ เขากับเพื่อนอีกหกคน “มีจิตสำนึก
ที่ต้องการเปลี่ยนระบอบสมบูรณาฯ มาก่อนแล้ว”

เมื่อปรีดีพบประยูร เขาได้ฟังเรื่อง “ความเสื่อมโทรมของระบอบสมบูรณาฯ และเสียงเรียกร้องของราษฎรในสยามที่ต้องการให้เปลี่ยนระบอบนั้น” ส่วนประยูรเล่าใน บันทึกเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ว่า ตอนเขาพบปรีดีนั้นปรีดีมาอยู่ปารีสนานแล้ว และ “มีบุคลิกที่น่าเลื่อมใส มีนักเรียนไทยในฝรั่งเศสนับถืออยู่มาก” ทั้งยังช่วยหาที่พักให้เขาไปอยู่ในย่านการ์ตีเยลาแต็ง

หนึ่งศตวรรษต่อมา--ในปี ๒๕๖๙ ย่านนี้เป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวว่าคือพื้นที่เขต ๕ และเขต ๖ ของกรุงปารีส อยู่ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำแซนที่ไหลจากต้นน้ำทางด้านทิศตะวันออกผ่านกรุงปารีสไปลงทะเลด้านทิศตะวันตก เป็นย่านรวมสถานศึกษาหลายแห่ง เต็มไปด้วยร้านหนังสือ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ อาคารที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม เช่นที่จัตุรัสแพนทีออน (Place du Panthéon) วิหารแพนทีออนที่ฝังศพบุคคลสำคัญ เช่น วอลแตร์ รุสโซ, ห้องสมุดเซนต์เจเนวีฟ (Sainte Geneviève) ที่สร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗, อาคารหลักของมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์บนถนนเซนต์ฌาคส์ (Rue Saint-Jacques)

ในย่านนี้ราวปี ๒๔๖๘ ปรีดีเดินเล่นกับประยูรหลายครั้ง ด้วยเป็นผู้จัดหาที่พักให้มาอยู่ในย่านเดียวกัน ประยูรบันทึกว่าช่วงหลังมื้อค่ำเขากับปรีดี “คุยสนทนาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง” กันอยู่หลายเดือน ปรีดีเขียนเล่าว่า หนหนึ่ง ระหว่างเดินที่ถนนอองรีมาร์แตง (Henri Martin) ระหว่างพูดคุย ประยูร “เป็นผู้ยื่นแผ่นกระดาษโน้ตให้ข้าพเจ้า” ในนั้นเขียนว่า “รู้ว่ากำลังคิดทำการอะไรอยู่ขอร่วมด้วย” เขาจึงถามว่า “เอาจริงหรือ” ประยูรตอบว่า “เอาจริง” เขาจึงกำชับว่า “อย่าเอาไปพูด” เมื่อประยูรสัญญาตามนั้น ปรีดีจึงจับมือแสดงความยินดี ก่อนทั้งสองคนจะปรารภว่าได้ยินว่ามีคนต้องการเปลี่ยนแปลงมาหลายคน “แต่ยังไม่มีการเอาจริง”

ส่วนประยูรบันทึกไปอีกทางว่า เหตุเกิดในมื้อกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาชวนปรีดีว่า “พูดเรื่องการเมืองกันมามากแล้ว ถึงเวลาลงมือกันเสียที” ปรีดีอึ้งครู่หนึ่งแล้ว “ลุกขึ้นจับ ๒ มือ บีบแน่นว่า เอากันจริงหรือ ข้าพเจ้าก็ตอบรับ ให้คำมั่นว่า เอาจริง เอาแน่” โดยหลังจากนั้น ๒-๓ วันต้องปรับความเข้าใจกัน เพราะปรีดีเกิดระแวงว่าประยูรเป็นมหาดเล็กของรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเขาได้ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำหรับเขาไม่ใช่กบฏ การมีรัฐธรรมนูญกลับเป็นการ “แบ่งเบาภาระหน้าที่ของพระเจ้าอยู่หัว ความดีทั้งหลายก็เทิดทูนส่งเสริมพระบารมี ฉะนั้น พระมหากษัตริย์ย่อมรุ่งโรจน์ตลอดไป” จนทั้งคู่ไว้ใจกันมั่นคง

Image

พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร (นั่งโซฟากลางภาพ) อัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส ถ่ายกับข้าราชการสถานทูต อัครราชทูตท่านนี้มีเรื่องกระทบกระทั่งกับนักเรียนสยามในยุโรปอยู่เสมอ

ส่วนปรีดีเขียนโต้ในภายหลังว่าไม่เกี่ยวกับสถานะมหาดเล็ก แต่เพราะเขารู้ว่าประยูรมีนิสัยชอบใช้ “กลยุทธ” พูดคลาดเคลื่อนจากความจริง บางครั้งก็แสดงความนิยมลัทธิเผด็จการทหาร และ “ชอบฟื้นทรรศนะเจ้าขุนมูลนายบางครั้งบางคราว” จึงได้เตือนโดยสุภาพหลายครั้ง

ย้อนไปก่อนหน้านั้น ช่วงปลายปี ๒๔๖๗ (ตามปฏิทินเก่าคือธันวาคม-มีนาคม ๒๔๖๗) ปรีดีชวนร้อยโทแปลก ร้อยตรีทัศนัย ที่เพิ่งมาถึงฝรั่งเศสไม่นานให้ย้ายมาอยู่ย่านนี้ หลังแปลกบ่นกับปรีดีว่าครอบครัวชาวฝรั่งเศสที่เขาอยู่ด้วย “เอาเปรียบมาก” ขอให้ปรีดีช่วยหาห้องเช่าใหม่ให้และยังวานให้หาครูสอนคณิตศาสตร์ด้วย ขณะนั้นปรีดีอยู่ในอาคารหมายเลข ๑๐ ถนนเดส์คาร์มส์ (Rue des Carmes) ส่วนร้อยโทแปลกต้องเรียนวิชาคำนวณที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ก่อนจะไปเรียนวิชาทหารปืนใหญ่ที่เมืองฟงแตนโบล

แปลกจึงย้ายมาอยู่อาคารเดียวกับปรีดี ส่วนทัศนัยนั้นปรีดีจัดหาห้องเช่าให้ในตึกเยื้องกับอาคารที่เขาอยู่และหาครูภาษาฝรั่งเศสให้ “จึงมีความสนิทสนม...ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการบ้านการเมือง”

ปรีดีจำได้ว่าช่วงนี้พวกเขาสามคนคุยกัน “แทบทุกวัน” โดยกับแปลก “บางครั้งได้ทำอาหารไทยที่ครัวเล็กติดกับห้องเช่า” ด้วยกัน และปรารภเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ดังนั้นเมื่อประยูรมาถึงปารีสก็ยินดีที่ได้พบเพื่อนโรงเรียนนายร้อยชั้น ป. ๒ ซึ่ง “รักใคร่สนิทสนมมาก” อีกครั้ง โดยในส่วนของทัศนัย เขาบันทึกไว้ว่าเพื่อนคนนี้มีแฟนเป็นชาวฝรั่งเศส

ส่วน ตั้ว ลพานุกรม ที่ศึกษาด้านเคมีอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งกรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ ปรกติสถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ซึ่งเป็นผู้ดูแล จะจัดโปรแกรมให้ต้องมาปารีสปีละสองครั้ง  นอกจากนี้ตั้วยังต้องมาประชุมสามัคยานุเคราะห์สมาคม (ส.ย.า.ม.) ที่รวมตัวของนักเรียนสยามในยุโรปภาคพื้นทวีปภายใต้การดูแลของสถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี

ปรีดีเล่าว่ารู้จักตั้วขณะไปอังกฤษช่วงปี ๒๔๖๕ โดยตั้วมาปรึกษาเรื่องเรียนต่อปริญญาเอกในฝรั่งเศส ต่อมายังเป็นกรรมการสมาคมชุดที่ ๓ ร่วมกัน เขาบอกว่าตั้วนั้น “อัธยาศัยมั่นคง เสมอต้นเสมอปลาย” เพื่อนอีกคนยังบันทึกว่าตั้ว “รูปร่างใหญ่โตแข็งแรงและสมบูรณ์ด้วยพลานามัย”

ร่องรอยจากงานเขียนของตั้วในปี ๒๔๘๐ คือบทความ “วิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญ” แสดงให้เห็นว่าเมื่ออยู่ในยุโรปตั้วเชื่อว่า “ชาติจะเจริญโดยไม่มีวิทยาศาสตร์เป็นหลักไม่ได้” โดยเขาเห็นบทเรียนจากเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่ “บอบช้ำ” แต่ก็กลับมาเพราะ “วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปไกล” โดยเบื้องหลังนั้น “มิใช่ปืนใหญ่หรือหอกปลายปืน แต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งซุ่มกายอยู่ในห้องทดลองของเขาอย่างเงียบ ๆ ต่างหาก”

ส่วน จรูญ สิงหเสนี ซึ่งทำงานอยู่ในสถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และมีบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงสิริราชไมตรี” ในปี ๒๔๖๘ ก็คุ้นเคยกับปรีดี ด้วยสถานทูตมักขอให้ปรีดีเป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือนักเรียนสยามที่มาเรียนต่ออยู่เสมอ ขณะที่ แนบ พหลโยธิน เข้ามาเรียนระดับปริญญาเอกที่กรุงปารีสในปี ๒๔๖๘ ก็น่าจะได้พบปะพูดคุยกับปรีดีและเพื่อน ๆ ในห้วงเวลานั้น

จากคำบอกเล่าของปรีดี ร้านกาแฟซึ่งผู้ก่อการใช้เป็นที่หารือบ่อย ๆ คือร้านเลอซีเล็ก (Le Select) ซึ่งมีผู้เสนอภายหลังว่าจากตำแหน่งที่ปรีดีระบุ (หลังจากนั้นหลายปี) ว่าใกล้ย่านการ์ตีเยลาแต็ง น่าจะเป็นคาเฟ่-เรสเตอรองต์ซูฟเฟลต์ (Café-Restaurant Soufflet) ซึ่งเปิดกิจการช่วงที่ปรีดีกับเพื่อนยังอยู่ในปารีสมากกว่า

Image

ก่อนคณะราษฎรจะเปิดการประชุมครั้งแรก มีสถานการณ์ที่ส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลสมัยรัชกาลที่ ๗ สองครั้ง

สถานการณ์ครั้งแรกเกิดขึ้นช่วงปลายปี ๒๔๖๘ เมื่อปรีดีในฐานะสภานายกสามัคยานุเคราะห์สมาคมใช้การชุมนุมประจำปี ๒๔๖๘ “ปลุกจิตสำนึก” พูดคุยแลกเปลี่ยนทางการเมือง หลังจากดำเนินการไต่ระดับจัดกิจกรรมติดต่อกันมาตั้งแต่ปี ๒๔๖๗

การชุมนุมครั้งนี้ประยูรไม่ได้ร่วม เนื่องจากสมาคมส่งไปร่วมประชุมกับนักเรียนสยามในอังกฤษที่กรุงลอนดอน เนื่องจากอัครราชทูตคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร ห้ามนักเรียนทุนหลวงไปและตั้งเงื่อนไขว่าจะออกหนังสือเดินทางใหม่ให้ (สำหรับคนที่ใช้ทุนส่วนตัว) ซึ่งสัญญาว่าจะไม่ไปประชุมที่กรุงลอนดอน

พวกเขาจึงส่งประยูรไปเพราะใช้ทุนส่วนตัว (ก่อนปีถัดไปได้ทุนหลวง) และหนังสือเดินทางไม่หมดอายุ

ควง อภัยวงศ์ นักเรียนสยามที่ไปเรียนในฝรั่งเศสในโรงเรียนช่างกลด้วยทุนส่วนตัว เล่าว่าท่านทูตที่ฝรั่งเศสที่ไม่ถูกกับผู้ดูแลนักเรียนสยามในอังกฤษ ยังขวางโดยขอให้ทางสถานทูตอังกฤษในฝรั่งเศสไม่ออกวีซ่าให้ประยูร พวกเขาจึงให้ประยูรขึ้นรถไปเบลเยียมแล้วไปขอวีซ่าจากที่นั่นแทน ผลคือ “ท่านทูตทรงทราบเข้าก็กริ้วใหญ่ทีเดียว เกิดเอะอะกันและเกิดฟ้องร้องกล่าวหาในเรื่องต่าง ๆ ต่อมาเรื่องก็รุนแรงขึ้นทุกที” และถึงขั้นฟ้องมาทางกรุงเทพฯ ว่าพวกเขาเป็น “คอมมิวนิสต์” ก็มี

ระยะนี้ปรีดีกับเพื่อนยังตกลงกันแล้วว่าจะตั้ง “คณะ (ปาร์ตี้)” เตรียมดำเนินการการเปลี่ยนแปลงการปกครองและให้ชื่อว่า “คณะราษฎร” หลังจากพิจารณาชื่อหลายชื่อที่เสนอกันเข้ามา

ส่วนงานชุมนุมประจำปี ปรีดีและกรรมการเช่าคฤหาสน์ที่ตำบลชาร์เรตต์ส (Charrettes) ไว้ ๑๕ วัน “จัดให้มีกีฬาแทบทุกชนิดรวมทั้งการยิงเป้าเพื่อเป็นพื้นฐานแห่งการฝึกอาวุธ ในเวลาค่ำก็มีการแสดงปาฐกถาในเหตุการณ์ระหว่างประเทศและเหตุการณ์ภายในประเทศ และมีการโต้วาทีในหัวข้อที่เป็นคติ...”

เขาระบุว่าการชุมนุมครั้งนี้ “ดำเนินไปอย่างได้ผล” ทั้งยังตั้งใจว่าปีถัดไป “จะพัฒนาจิตสำนึกของเพื่อนนักศึกษาให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ถึงขั้นต่อสู้อัครราชทูต ซึ่งเป็นตัวแทนของระบอบสมบูรณาฯ ในต่างประเทศ” โดยเฉพาะประเด็นการจ่าย “เงินกระเป๋า” (ค่าครองชีพ) ที่นักเรียนสยามได้น้อยเกินควร

ควงเล่าถึงกรณีนี้ว่าเกิดจากค่าเงินเพราะ “เงินฝรั่งเศส (เงินฟรังก์) ค่าตกต่ำไปแล้วก็ควรจะได้มากขึ้น เพราะค่าครองชีพก็แพงขึ้น แต่ท่านทูตก็ไม่ให้ คราวนี้หลวงประดิษฐ์ฯ หลวงพิบูลฯ...นักเรียนหลวงหลายคนก็มั่วสุมกันเข้าชื่อเขียนหนังสือถึงท่านทูต ขอเงินเพิ่มเติม”

เรื่องที่ควงเล่าเกิดในปี ๒๔๖๙ เพราะในงานชุมนุมประจำปี ปรีดีเสนอประเด็นนี้จนมีการอภิปรายอย่างเผ็ดร้อน ซึ่งจริง ๆ แล้วปรีดีไม่เดือดร้อน เพราะเป็นนักเรียนอาวุโสสูงที่ได้เงินเดือนมากกว่าคนอื่น ในที่สุดก็มีการทำหนังสือถึงอัครราชทูตขอให้เพิ่มเงินเดือนและจ่ายเป็นเงินปอนด์ที่อัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าเงินฟรังก์

ปรีดีในฐานะนายกสามัคยานุเคราะห์สมาคมใช้การชุมนุมประจำปี ๒๔๖๘ “ปลุกจิตสำนึก” เพื่อน ๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนทางการเมือง

ประยูรระบุว่าที่นี่คือ “บ้านพัก” ในกรุงปารีส สันนิษฐานว่า น่าจะอยู่บนถนนซอมเมอราร์ด 
ภาพ : หนังสือ บันทึกเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕

ควงบอกว่าเมื่อท่านทูตทราบก็ “กริ้วว่าพวกนี้มันสู่รู้อะไรกัน...”

สถานการณ์ครั้งที่ ๒ ซึ่งส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาลรัชกาลที่ ๗ จึงเกิดขึ้น

นักเรียนสยามรวมตัวกันต่อต้านอัครราชทูต รายละเอียดเรื่องนี้ปรากฏในโทรเลขที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ (ต่อมาคือพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย) เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ส่งจากกรุงเทพฯ ถึงสถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เท้าความว่า “มีการอภิปรายและประณามวิธีการที่อัครราชทูตได้จ่ายเงินเดือนให้แก่พวกเขา...ส่งผู้แทนไปประเทศอังกฤษโดยรู้อยู่แล้วว่าขัดต่อความประสงค์ของอัครราชทูต และกิจกรรมของสภานายกสมาคม (คือนายปรีดี) ถึงขั้นขาดคารวะ”

ตุลาคม ๒๔๖๙ เรื่องก็ถึงพระกรรณในหลวงรัชกาลที่ ๗ ทรงวินิจฉัยว่าสมาคมดำเนินการผิดวัตถุประสงค์จนเป็น “สหภาพชนิดหนึ่งของนักศึกษา” และต่อต้านถึงขั้น “ขาดคารวะ” ให้ยุบเลิก และถ้าจะก่อตั้งใหม่ก็ต้องร่างข้อบังคับใหม่ให้มีวัตถุประสงค์ทางสังคมเท่านั้น ทรงเรียกนายปรีดีให้กลับสยามทันที ส่วนเรื่องการจ่ายเงินนั้นจะทรงพิจารณาเรื่องนี้เมื่อได้รับคำอธิบายจากอัครราชทูตแล้ว

นายเสียง บิดาของนายปรีดีถวายฎีกาในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๖๙ กราบบังคมทูลว่าหากให้ปรีดีอยู่จนเรียนจบจะเป็นประโยชน์แก่ราชการ “มากกว่าที่จะให้กลับโดยปราศจากปริญญา” นายเสียงยังกราบบังคมทูลสารภาพความผิดบุตรชายและว่า “คิดด้วยเกล้าฯ ว่าบุตรยังอยู่ในวัยหนุ่ม คงจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งสอนกำชับไปโดยจดหมายแล้วว่ามิให้ฝ่าฝืนคำสั่งอีกต่อไป”

เขาขอผ่อนผันให้บุตรชายมีโอกาสสอบในเดือนมกราคม ๒๔๖๙ แล้วจึงเรียกกลับในเดือนถัดไป

รัชกาลที่ ๗ พระราชทานให้โดยมีเงื่อนไขต่อปรีดีว่า “...เธอจะต้องเขียนคำขอขมาเป็นลายลักษณ์อักษรต่ออัครราชทูตสยามกรุงปารีส และแสดงความเสียใจต่อท่าทีของเธอ...”

ด้านปรีดีชี้ถึงผลการต่อสู้ไว้ว่า แม้สมาคมโดนยุบ แต่รัชกาลที่ ๗ ทรงให้อัครราชทูตชี้แจงเรื่องฎีกานักศึกษาผลคือ “พระราชทานเงินเดือนเพิ่ม…อันเป็นประวัติการณ์ที่องค์การคนงานในสยามยังไม่เคยได้รับความสำเร็จในการเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้นในสมัยก่อนนั้น” เขามองว่าบทเรียนคือความสามัคคีเป็นปึกแผ่นจะทำให้ต่อสู้กับระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้

ปรีดียังบันทึกเป็นเกร็ดไว้ว่า หลังเพื่อนทราบว่าเขาโดนเรียกกลับก่อนกำหนดก็ตัดสินใจ “ร่วมกันที่จะสละเงินเดือนส่วนหนึ่งของตนเพื่อให้ข้าพเจ้าได้เรียนจนสำเร็จขั้นปริญญาเอก” แต่รัชกาลที่ ๗ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณตามฎีกาของบิดาเสียก่อน

อย่างไรก็ตามผลของเหตุการณ์นี้ทำให้ปรีดีกับเพื่อนโดนหมายหัว สถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีสถึงกับจ้าง “สกอตแลนด์ยาร์ด” และส่งนายตำรวจตามความเคลื่อนไหว
พวกเขาแบบรายตัวตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๔๗๐

ห้วงที่เรียนในฝรั่งเศส ๖ ปี ๖ เดือน ปรีดียังได้รู้จักกับ “นักอภิวัฒน์เอเชียกลุ่มหนึ่ง” ซึ่งได้ตกลงกัน “ก่อตั้งสมาคมเพื่อความสมานฉันท์และพันธมิตรแห่งเอเชีย” ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

ไม่ต้องสงสัยว่าในรายชื่อนั้นย่อมมีนักชาตินิยมอย่างโฮจิมินห์ (เวียดนาม), เจ้าสุวรรณภูมา (ลาว) และอนาคต “บิดาแห่งเอกราช” ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางคนอยู่ด้วย

Image

scrollable-image

หมายเหตุ : แผนที่แสดงตำแหน่งโดยประมาณ ไม่อิงอัตราส่วนจริง รวบรวมข้อมูลจากงานศึกษาหลายชิ้น ดูได้ในส่วนบรรณานุกรม

Image

ปรีดีสำเร็จการศึกษาในเดือนมกราคม ๒๔๖๙

เดือนถัดมา ๕ กุมภาพันธ์ ก่อนสิ้นปี ๒ เดือน (ตามปฏิทินเก่า) การก่อตั้งคณะราษฎรเกิดขึ้นที่อาคารแห่งหนึ่งบนถนนซอมเมอราร์ด (Rue du Sommerard)

ตั้ว นักเรียนสวิตเซอร์แลนด์เดินทางมากรุงปารีสเป็นการลับโดยไม่แจ้งสถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีส

ถึงตอนนี้ (ปี ๒๕๖๙) ปากคำของผู้ก่อการสองคนเรื่องหมายเลขอาคารและสถานที่ยังแย้งกัน

ปรีดีระบุว่าเป็น “หอพักแห่งหนึ่ง” หรือ “บ้านพัก/อาคารหมายเลข ๕” ซึ่ง “เราเช่าห้องใหญ่ไว้เพื่อการประชุมนั้น” ขณะที่ประยูรบอกว่าเป็น “บ้านพักของข้าพเจ้าเอง” ในบ้านเลขที่ ๙ และประชุมในวันเกิดของเขา และยังให้ปีเป็น “๒๔๖๗” (เร็วกว่าที่ปรีดีระบุ ๒ ปี) ยังไม่นับว่าเอกสารหลายฉบับจากปากคำของผู้ก่อการคนอื่นบอกเลขที่ห้อง/อาคารสับสนกันจนระบุยากว่าคือเลขที่ ๕, ๙ หรือ ๑๐

ที่พอสันนิษฐานได้คืออาคารนี้เป็นที่อยู่ของประยูรและน่าจะเป็นแมนชันที่ภายในแบ่งห้องให้เช่า ส่วนห้องไหนเป็นที่ประชุม ปรีดียืนยันใน บันทึกประกอบคำประท้วงของนายปรีดี พนมยงค์ ที่ค้านเนื้อหาในหนังสือ บันทึกเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ของประยูรว่า ไม่ใช่ห้องประยูรที่มีขนาดย่อมแน่นอน เพื่อนไม่ต้องการเอาเปรียบประยูร ที่สำคัญทุกคนช่วยกันออกเงินเช่าสถานที่ยิ่งถ้ารู้ว่าเป็นวันเกิดเสียก่อนก็อาจจะเลื่อนวันออกไป ๑ วัน เพื่อให้ประยูรฉลอง

การประชุมครั้งแรกใช้เวลา ๕ วัน ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ปรีดีเป็นหัวหน้าคณะจนกว่าจะหาผู้เหมาะสมได้ในโอกาสต่อไป

หลักการที่วางไว้คือเปลี่ยนการปกครองให้กษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย โดยสรุปคือ ต้องดำเนินการให้บรรลุหลัก ๖ ประการ คือ ๑. รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย ๒. รักษาความปลอดภัยในประเทศ ๓. บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ ๔.ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน ๕. ให้ราษฎรมีเสรีภาพที่ไม่ขัดกับหลักการก่อนหน้านี้ และ ๖. ให้การศึกษาเต็มที่แก่ราษฎร

ปรีดีบันทึกว่าพวกเขาตกลงยึดอำนาจฉับพลัน (Coup d’état) ป้องกันการแทรกแซงของมหาอำนาจที่มีอาณานิคมอยู่รอบสยาม ผู้ก่อการเจ็ดคนที่ร่วมประชุมจะเป็นกรรมการกลางไปพลางและเลือกผู้ที่ไว้ใจได้เข้าร่วม โดยจะมาเสนอกับกรรมการกลางก่อนและจะรับเข้าได้ด้วยมติเอกฉันท์เท่านั้น จากนั้นให้หัวหน้าสายหาสมาชิกแยกย่อยไป ทั้งนี้ยังแบ่งบุคคลเป็น “ดี ๑” ชวนเป็นสมาชิกก่อนวันลงมือยึดอำนาจ “ดี ๒” ชวนเมื่อลงมือปฏิบัติการแล้วและคนผู้นั้นจะเป็นกำลังให้ได้ “ดี ๓” ชักชวนในวันยึดอำนาจ เมื่อปฏิบัติการทำท่าจะประสบความสำเร็จ สุดท้าย ในกรณีพ่ายแพ้ แนบ พหลโยธิน ที่มีฐานะเพราะได้มรดกจากบิดาจะถูกกันไว้

“มิให้แสดงออกนอกหน้าว่าเป็นสมาชิก...ไม่ต้องมาประชุมกรรมการหัวหน้าสายบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะในฝรั่งเศสหรือเมื่อกลับสยามแล้ว...บำเพ็ญตนประดุจเป็นคนอยู่ในบ้านอย่างสงบ...ดำเนินกิจการของคณะราษฎร...ต่อไปให้สำเร็จ...มีหน้าที่ดูแลช่วยเหลือครอบครัวของเพื่อนที่ถูกติดคุกหรือถึงแก่ความตาย”

ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์สถาปนา “ระบบประชาธิปไตย จำกัด” (Limited Monarchy) ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย โดยปรีดีเสนอบทเฉพาะกาลให้กษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาส่วนหนึ่งผ่านการเสนอของรัฐบาลไประยะหนึ่งก่อนจะเข้าสู่ระยะที่ประชาชนเลือกตั้งผู้แทนโดยตรงทั้งหมด

Image

หน้าปก ไท-สัปดาห์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๘ ประจำวันจันทร์ที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๙๙ ลงภาพกลุ่ม “นักศึกษาหนุ่มจากเมืองไทย” ที่พบปะกันที่ปารีสในวันชาติฝรั่งเศส ปี ๒๔๖๙ ในภาพนี้ปรากฏกลุ่มผู้ก่อตั้งคณะราษฎรในปารีสสี่คน คือ ปรีดี พนมยงค์ (คนที่ ๗ จากซ้าย), แปลก ขีตตะสังคะ (คนที่ ๘ จากซ้าย สูบบุหรี่ก้มดูหนังสือ), ประยูร ภมรมนตรี (คนที่ ๙ จากซ้าย) และ แนบ พหลโยธิน (คนขวาสุด)
ภาพ : สมบัติของหอสมุดแห่งชาติ

Image

ปรีดีเป็นคนแรกในเจ็ดคนของคณะผู้ก่อการที่ออก
เดินทางกลับสยามในเดือนมีนาคม ๒๔๖๙

ควง อภัยวงศ์ เขียนใน ชีวิตของข้าพเจ้า ว่าการกลับของปรีดีก็ไม่วายมีประเด็น เพราะ “...ตามปกติต้องให้อยู่อีกปีหนึ่งเพื่อไปดูงานดูการ แต่นี่ให้กลับเลย แล้วท่านทูตก็กริ้วด้วยให้มาเรือชั้นสอง พวกเราเห็นว่าเล่นรังแกกันอย่างนี้ไม่ดี เลยช่วยเรี่ยไรเงินกันให้นายปรีดีมาเรือชั้นหนึ่ง ท่านทูตทรงทราบก็โกรธอีก...”

เป็นอันว่าปรีดีได้นั่งรถไฟชั้นหนึ่งและเรือเดินสมุทรชั้นหนึ่งจากการสมทบทุนของเพื่อนเพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านสถานอัครราชทูต ณ กรุงปารีส โดยปรีดีกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือนเมษายน ๒๔๗๐

อย่างไรก็ตาม “ข้อความ” ที่เดินทางมาถึงบ้านก่อนเจ้าตัวจะเหยียบแผ่นดินแม่ คือข้อความลับจากสถานทูตที่รายงานรัฐบาลสมัยรัชกาลที่ ๗ ว่า “นายปรีดีจะเป็นภยันตรายต่อการปกครองแผ่นดิน” ให้จับตาดู

เมื่อปรีดีถึงพระนครก็เข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษา จากนั้นรับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการในกรมร่างกฎหมาย และสอนในโรงเรียนกฎหมาย (ตั้งแต่ปี ๒๔๗๐-๒๔๗๔) สัปดาห์ละ ๒-๔ ชั่วโมง ทั้งยังเปิดสอนกฎหมายที่บ้านย่านสีลมเพื่อหารายได้ด้วย

คนที่ ๒ ที่กลับบ้านคือหลวงพิบูลสงคราม (แปลก
ขีตตะสังคะ) ถึงพระนครวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๗๐ เขาเข้าประจำในกรมยุทธการทหารบก กรมเสนาธิการทหารบก จเรทหารปืนใหญ่ ตามลำดับ ทั้งยังเป็นครูสอนวิชาปืนใหญ่
ที่มีชื่อเสียง แต่ปัญหาที่เขากังวลใจก็คือไม่มีกำลังรบ
ภายใต้การบังคับบัญชาที่จะมาสนับสนุนการใหญ่

คนที่ ๓ ร้อยตรีทัศนัยถึงบ้านในเดือนสิงหาคม ๒๔๗๑ เข้ารับราชการเป็นครูโรงเรียนการขี่ม้า ก่อนได้รับยศร้อยโท (ปี ๒๔๗๒) และสมรสกับ ม.ล. เวก (เตอะ) สนิทวงศ์ ในปีเดียวกับที่ได้ยศร้อยเอก (ปี ๒๔๗๓) ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็น “หลวงทัศนัยนิยมศึก” (ปี ๒๔๗๔)

คนที่ ๔ คือประยูร ซึ่งตัดพ้อว่าการกลับของเขาต่างกับคราวปรีดี เพราะ “ครั้นตัวเราเองบ้างซิ ตัวเจ้ากี้เจ้าการกลับต้องมานอนอยู่ในรถไฟชั้นสามเดียวดายเหมือนคนพเนจรถังแตก” โดยนั่งรถไฟผ่านเยอรมนีไปจนถึงเนเปิลส์ (อิตาลี) ที่เขานัดพบ “เพื่อนนักเรียนญวน ล้วนนักปฏิวัติกู้ชาติ” ก่อนลงเรือเดินสมุทรกลับกรุงเทพฯ โดยยังรักษาสัญญากับบิดาว่า “จะไม่มีแหม่มพ่วงมาด้วย” ไว้ได้ แม้ว่าจะมีแฟนเก่าของร้อยตรีทัศนัยมาพัวพันอยู่ในปีสุดท้าย เมื่อถึงบ้านบิดาฝากประยูรเข้ารับราชการที่กรมไปรษณีย์โทรเลข

คนที่ ๕ ตั้ว ลพานุกรม หลังประชุมที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ตั้วไปเรียนวิชาเภสัชกรรมที่เมืองมิวนิค เยอรมนี และย้อนกลับมากรุงปารีสเพื่อศึกษาวิชาพฤกษศาสตร์ เขาเดินทางกลับสยามผ่านอเมริกาและญี่ปุ่น โดยได้ดูงานด้านวิทยาศาสตร์ในสองประเทศนั้น ก่อนมาถึงพระนครช่วงปลายปี ๒๔๗๓ แล้วเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยแยกธาตุชั้น ๒ ศาลาแยกธาตุ กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม (ปัจจุบันคือที่ตั้งของมิวเซียมสยาม) ภาพลักษณ์ของตั้วคล้ายประยูรคือเป็นนักเรียนนอกฐานะมั่งคั่ง เป็นที่สนใจของสุภาพสตรีในพระนคร

คนที่ ๖ แนบ พหลโยธิน หลังประชุมก่อตั้งคณะราษฎร แนบเรียนต่อจนจบวิชากฎหมายแผนกเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economic) ที่มหาวิทยาลัยปารีส กลับถึงพระนครในเดือนกันยายน ๒๔๗๔ เข้ารับราชการในกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้พิพากษาฝึกหัด และน่าจะได้ติดต่อปรีดีที่ทำงานในกระทรวงเดียวกัน

มีเพียงหลวงสิริราชไมตรี (จรูญ) ที่ยังทำงานในกรุงปารีสต่อไปจนได้เป็นเลขานุการตรี ต่อมาเขาแต่งงานกับ อนงค์ สิงหเสนี (น้องสาว ชิต สิงหเสนี ผู้ถูกประหารในคดีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘) ในปี ๒๔๗๐ และย้ายไปปฏิบัติงานในอิตาลี อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ จนหลังการยึดอำนาจจึงเดินทางกลับสยาม

นักเรียนจากยุโรปหกคน (ยกเว้นจรูญ) กลับมาเจอสยามที่ขณะนั้นมีประชากร ๑๑ ล้านคน รัฐบาลสมัยรัชกาลที่ ๗ กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ตัดงบประมาณและปลดข้าราชการจำนวนมาก ความพยายามปฏิรูประบอบการปกครองล้มเหลว

เสียงวิจารณ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีทั่วไปตามหน้าหนังสือพิมพ์และร้านกาแฟ

Image

ประกาศของรัฐบาลรัชกาลที่ ๗ ทางหน้าสื่อสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 

Image

ในยุคของเรา เราทราบว่ารายชื่อคณะราษฎรมีทั้งหมด ๑๐๒ คน แบ่งเป็นสายทหารบกชั้นยศสูงและชั้นยศต่ำ สายทหารเรือ และสายพลเรือน ทั้งยังแยกย่อยลงไปอีก ๑๐ สาย ทำงานเป็นอิสระต่อกัน โดยผู้ที่เห็นภาพรวมทั้งหมดมีไม่กี่คนและเป็นระดับผู้ก่อการ

นับจากการประชุมคณะราษฎรหนแรก เครือข่ายที่แทรกเข้าไปในระบบราชการและกองทัพก่อนวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นี้ใช้เวลารวมกำลังกันอยู่ ๗ ปี ๔ เดือน

หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ) แทบไม่มีบทบาทเนื่องจากรับราชการในยุโรป ส่วน แนบ พหลโยธิน ซุ่มเงียบตามแผน มีคนที่เคลื่อนไหวจริงจังในสยามห้าคน คือ พันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก), ร้อยเอก หลวงทัศนัยนิยมศึก, หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี), ร้อยโทประยูร และ ดร. ตั้ว

คนที่เขียนบันทึกและให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับช่วงเวลาก่อนวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ไว้มากที่สุดคือประยูรกับปรีดี 

เนื้อหาที่ประยูรบันทึกไว้ถึงขั้นทำให้ปรีดีฟ้องร้องต่อศาลแพ่งในปี ๒๕๒๓ (หลังเหตุการณ์ ๔๘ ปี) จนประยูรและห้างหุ้นส่วนจำกัด บรรณกิจเทรดดิ้ง ต้องยอมไกล่เกลี่ยขอขมา ยอมให้ศาลทำลายหนังสือ ชีวิต ๕ แผ่นดินของข้าพเจ้า (พิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๑๘) และกระทรวงศึกษาธิการตัดสินใจ “เพิกถอน” คำตัดสินรางวัลยอดเยี่ยมประเภทสารคดีที่หนังสือเล่มนี้เคยได้รับในปี ๒๕๑๙ อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์อีกครั้งในฐานะหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลโท ประยูร ภมรมนตรี ในปี ๒๕๒๕ โดยตัดทอนข้อความบางส่วนออก

ในส่วนข้อมูลของประยูร เขาเล่าว่าเมื่อกลับจากฝรั่งเศสก็นำเบี้ยหวัดที่สะสมไว้ช่วงไม่อยู่สยาม ๗ ปีไปซื้อรถยนต์เพื่อ “วิ่งตระเวนกรุง...ได้รถเจ๊ซเซก (สะกดตามประยูรเขียน ไม่แน่ใจว่าหมายถึงยี่ห้อ Essex หรือไม่) ใหม่เอี่ยมราคา ๒,๓๐๐ บาท...” เขาจึงเนื้อหอม เป็น “นักเรียนนอกมีตำแหน่งราชการดี มียศเป็นรองอำมาตย์เอก ขี่รถเก๋งใหม่...” และ “บางครั้งก็มีผู้หญิงนั่งไปเต็มรถ” โดยเขาเชื่อว่าบุคลิกหนุ่มเพลย์บอยจะปกปิดเจตนาทางการเมืองได้

เฉพาะผู้ก่อการเจ็ดคน ประยูรมองว่า ดร. ตั้ว ที่ “ยังมั่นคงอยู่ (ว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง)”  ส่วนปรีดีนั้น ประยูรมีทัศนะเป็นลบ บันทึกว่า “พบหายาก” เพราะระวังตัวมาก ไปพบต้องปลอมเอกสารให้เหมือนมีธุระติดต่อเรื่องกฎหมาย แถมตัวปรีดีเองยังโดนจับตาจากครอบครัว “ไปไหนมาไหนก็ลำบาก”

ในอีกมุม บันทึกประกอบคำประท้วงฯ ของปรีดีบอกว่า เขาไม่ชอบท่าทีพูดให้ร้ายตัวเขาของประยูรแต่ต้อง “อดกลั้นไว้” เพื่อไม่ให้แตกแยกกัน และจริง ๆ แล้วทั้งเขากับประยูรโดนตำรวจลับติดตามมาตั้งแต่อยู่ฝรั่งเศส งานของปรีดีเองไม่ว่าที่โรงเรียนกฎหมายหรือการสอนกฎหมายที่บ้าน “ตำรวจก็รายงานองค์เสนาบดีมหาดไทย (สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) เป็นระยะ” เขาจึง “ระมัดระวังในการติดต่อกับพรรคพวกโดยไม่นั่งรถวิ่งพล่าน” แบบประยูร ทั้งยังตั้งคำถามว่าการกระทำของประยูรต่างหากที่ “จะทำให้ตำรวจสงสัยได้หรือไม่”

ช่วงนี้ปรีดีแต่งงานกับนางสาวพูนศุข ณ ป้อมเพชร์ ในปี ๒๔๗๑ มีบ้านอยู่บนถนนสีลม ในปีเดียวกันนี้เอง เขายังตั้งโรงพิมพ์เล็ก ๆ พิมพ์วารสาร นิติสาส์น จำหน่าย ซึ่งพูนศุขเล่าว่า “ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คนในบ้านสนุกกับการห่อหนังสือส่งทางไปรษณีย์ตามที่มีคนสั่ง...เรียกว่า มีเงินมีทองของตัวเองพอกินพอใช้ทีเดียว” นอกจากนี้ยังอ่านหนังสือที่รัชกาลที่ ๗ ทรงสั่งซื้อทุกเล่มเพื่อติดตามพระบรมราโชวาทของในหลวง

ปรีดีเขียนไว้ว่าการหาแนวร่วมไม่ยาก เพราะคนรุ่นใหม่แม้ไม่เคยไปต่างประเทศก็ตื่นตัวอันเกิดจาก “ประสบแก่ตนเองถึงความไม่เหมาะสมของระบอบนั้น และอิทธิพลที่เขาได้รับจากสื่อมวลชนที่มีลักษณะก้าวหน้า” เขาระบุว่าที่ชวนสมาชิกราวร้อยคนเพราะ “เพียงพอที่จะทำการลงมือทำการเป็นกองหน้าของราษฎรและเพื่อรักษาความลับ” ที่สำคัญคือจงใจปิดข้อมูลไม่บอกประยูรว่าชักชวนใครไปแล้วบ้าง

คนต่อมาที่ประยูรตระเวนไปเยี่ยมคือหลวงทัศนัยนิยมศึก

เครือข่ายของ
คณะราษฎรใช้เวลา
รวบรวมกำลังกันอยู่
๗ ปี ๔ เดือน

รัชกาลที่ ๗ ขณะเสด็จฯ
เยือนสหรัฐอเมริกาในปี ๒๔๗๔

ประยูรเล่าว่าหลวงทัศนัยฯ ชอบชวนเพื่อนไปขี่ม้าตอนเช้าที่โรงเรียนสอนขี่ม้า “ค่ำลงเย็นลงก็เฮ พูดรับคำมั่นเป็นตายว่าทางทหารม้าและรถรบนั้น รับรองได้มั่นคงขอให้ท่านผู้ใหญ่วางแผนและสั่งการมาเป็นบุกแหลก”

ด้านหลวงพิบูลสงคราม ประยูรเล่าว่ายังแน่วแน่แถมบอกประยูรว่า “สถานการณ์สุกงอมแล้ว” ควรดำเนินการเสียที หาเพื่อนทหารที่ไว้ใจได้แล้วคือหลวงอดุลเดชจรัส (บัตร พึ่งพระคุณ) หลวงอำนวยสงคราม (ถม เกษะโกมล) แต่กำลังทหารส่วนอื่นต้อง “รวบรัด” ในวันทำการ ทั้งนี้หลวงพิบูลฯ ยังเตรียมแผน ๒ ให้ครอบครัว  ท่านผู้หญิงละเอียดเขียนเล่าหลังจากนั้นหลายปีว่า สามีให้ “คุณลมัย ภรรยาหลวงอำนวยสงครามมาสอนปักจักรและเย็บจักร” ที่บ้านเช่าย่านแพร่งสรรพศาสตร์ เพื่อเป็นอาชีพสำรอง

นอกจากผู้ก่อการชุดแรก ประยูรยังไปพบกับคนอื่น ๆ ที่ชักชวนมาภายหลัง เช่น หลวงโกวิทอภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์) ที่ประยูรแวะไปหาที่บ้านย่านปทุมวัน ก่อนจะได้รับการต้อนรับตามสไตล์ตลกหลวง “เห็นหน้าก็ดีใจโวยวายเข้ามาก่อนแบบนักเรียนฝรั่งเศส” พอเข้าเรื่องการเมืองก็ “เลิกคิ้วหัวร่อเอิ๊กอ๊าก เกาศีรษะบอกว่าลืมไปแล้ว จะเอากันจริง ๆ หรือ พวกเราจะเอาอะไรก็เอากัน”

ต่อมาประยูรเล่าว่าไปพบนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) หลวงสินธุฯ จัดให้ไปเจอกันที่บ้านพี่เขยและแจ้งว่าทหารเรือกำลังรวบรวมกำลังกันอยู่  เรื่องนี้ปรีดีให้ข้อมูลว่า ในการประชุมกับหลวงสินธุฯ ครั้งหนึ่งประยูรก็โดนตำหนิเรื่องการให้ตัวเลขคนถูกชักชวนกับวงประชุมที่คลาดเคลื่อนอยู่หลายครั้ง

พันโท จมื่นสุรฤทธิ์พฤฒิไกร (ฝั่ง พหลโยธิน) น้องชายพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ยังช่วยให้ประยูรได้พบพระยาพหลฯ จเรทหารปืนใหญ่ ที่บ้านบางซื่อ เพื่อเชิญมาเป็นหัวหน้าในช่วงต้นเดือนเมษายน ๒๔๗๕ โดยประยูรเขียนเล่าว่า “พบกันสองต่อสอง แล้วชวนกันขึ้นไปให้สัตย์ปฏิญาณกันในห้องพระ รู้สึกว่าท่านตื่นเต้นเหงื่อแตก จับมือบีบแน่นอย่างเอาจริงเอาจังว่า ในชีวิตท่านถือสัจจะเป็นสำคัญ”

ในตอนนั้น ฝั่งพระยาพหลฯ เองก็มีการพูดคุยปรับทุกข์กับนายทหารอย่างพระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิอัคเนย์และพระประศาสน์พิทยายุทธ ไว้แล้ว (คณะนายทหารนี้เรียกกันต่อมาว่า “สี่ทหารเสือ”) ก่อนที่ทางฝั่งของผู้ก่อการจากฝรั่งเศสจะเข้าไปเชิญ

ความต้องการจึงตรงกัน พระยาพหลฯ จึงรับเป็นหัวหน้าคณะของทุกสายในคณะราษฎร

วันหนึ่งระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม ๒๔๗๓ ประยูรยังนัดพระยาพหลฯ และหลวงพิบูลสงครามกับแกนนำฝ่ายทหารจำนวนหนึ่งมาบ้านของตนที่ไม่มีผู้อาศัยย่านหัวถนนสวรรคโลก ใกล้สถานีรถไฟสามเสน เพื่อประเมินกำลังทหารในมือ ในการประชุมหนนี้เขาพบว่าคณะราษฎรได้กำลังจากนักเรียนโรงเรียนนายร้อย นักเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ทหารม้า ส่วนรถรบจะได้จากหลวงทัศนัยฯ ส่วนหนึ่ง หลวงพิบูลฯ ยังบอกว่าจะมีทหารปืนใหญ่มาร่วม ส่วนทางด้านทหารเรือยังไม่แน่ชัด

ขณะที่ปรีดีบันทึกภายหลังว่าการนัดหนนี้หากเกิดขึ้นก็เป็นการ “กีดกัน” เขาโดยตรง

ยังพบข้อมูลว่ามีการประชุมกันในทางลับที่ “วัดแคลาย” (ปัจจุบันคือวัดแคนอก) นนทบุรี ด้วย เล่ากันว่าคณะราษฎรใช้สถานที่นี้ในการประชุมวางแผน และเมื่อปฏิบัติการลุล่วงพระยาพหลฯ จึงสร้างหอระฆังถวายวัด ดังมีจารึกบนป้ายหินอ่อนว่า ตระกูลพหลโยธินได้สร้างหอระฆังนี้ไว้ในปี ๒๔๗๘

หลังงานประชุมที่วัดแคนอกครั้งนี้สันนิษฐานว่าผู้ก่อการส่วนมากได้กลับมารวมกันอีกครั้งในงานพระราชทานเพลิงศพบิดาของประยูรในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๔๗๓

สันนิษฐานว่าแต่ละสายยังจัดประชุมแยกย่อย พบปะกันกระจายไปหลายที่ ซึ่งรวบรวมข้อมูลยาก ด้วยล้วนเป็นการจัดประชุมลับ

ประยูรยังบันทึกถึงความขัดแย้งระหว่างหลวงพิบูลสงครามกับพระยาทรงสุรเดชเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงกองทัพหลังได้อำนาจ จนการเจรจาที่บ้านเชิงสะพานควาย (ของพระยาทรงฯ) ต้องยุติกลางคัน  หลวงพิบูลฯ ถึงกับปรารภกับประยูรว่า ยึดอำนาจได้แล้วปรับปรุงกองทัพแบบพระยาทรงฯ ที่ต้องลดขนาด ปรับกำลัง ฯลฯ ก็จะเกิดฆ่ากันอีกอยู่ดี และเสนอว่า “น่าจะต้องยับยั้งการร่วมคิดกับพระยาทรงสุรเดช”

แต่ภายหลังทั้งสองคนแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างพักเรื่องนี้เอาไว้ได้ในการประชุมที่บ้านประยูร ย่านถนนเศรษฐศิริ

อย่างไรก็ตามประยูรพบว่ามีรถตำรวจมาวนเวียนดูจึงจัดการ “พาผู้หญิงพวกข้าหลวงในวังบางขุนพรหม และแฟนบางคนมาเปิดจานเสียงร้องรำทำเพลงสนุกสนานเพื่อกลบรอยในการประชุม แล้วก็พา (ผู้มาประชุม) ขึ้นรถกลับเป็นคู่ ๆ” และตัดสินใจไม่บอกเพื่อน “เพื่อไม่ให้เสียขวัญ”

ปรีดีวิจารณ์ประยูรในเรื่องนี้ไว้ว่า “ต้องคิดทางด้านนิสัยของผู้หญิงเหล่านั้นบ้างว่าจะพลั้งพูดต่อ ๆ ไป...” หรือไม่ในเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองที่พวกเธอได้ยิน “อีกทั้งผู้หญิงเหล่านี้อาจเป็นสายลับก็ได้”

เหตุการณ์ที่ทำให้รัฐบาลสมัยรัชกาลที่ ๗ ไม่สนใจความเคลื่อนไหวคณะราษฎรที่อยู่ใต้จมูกคือกรณีการลาออกของพระองค์เจ้าบวรเดช

Image

รัชกาลที่ ๗ กับคณะอภิรัฐมนตรีสภาสี่พระองค์ ราวปี ๒๔๗๑-๒๔๗๓ ประทับทางด้านขวาของรัชกาลที่ ๗ คือ  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ถัดมาคือพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ประทับห่าง ๆ ทางด้านซ้ายของรัชกาลที่ ๗ คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถัดมาคือสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

Image

เหตุการณ์ที่ทำให้รัฐบาลสมัยรัชกาลที่ ๗ ไม่สนใจความเคลื่อนไหวคณะราษฎรที่อยู่ใต้จมูกคือ กรณีความขัดแย้งในคณะเสนาบดีจากการลาออกของพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหมในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ๒๔๗๔ เพราะขัดแย้งกับจอมพล สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยที่ยกเลิกคำสั่งการขึ้นเงินเดือนในกองทัพหลายกรณี

ประยูรอธิบายว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ก่อการมาก เพราะความระแวงของรัฐบาลไปอยู่ที่พระองค์เจ้าบวรเดชฯ แทบทั้งหมด

ขณะเดียวกันสถานการณ์ก็กดดันคณะราษฎรมากขึ้น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผลผลิตที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของเกษตรกร รัฐบาลสมัยรัชกาลที่ ๗ ยังปฏิเสธข่าวที่จะมีโครงการช่วยเหลือชาวนา อีกทั้งยังยึดทรัพย์ชาวนาที่ไม่สามารถเสียภาษีได้ด้วย ข่าวลือเรื่องปลดข้าราชการกระจายไปทั่ว

ต่อมาในหลวงรัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีประกาศเรื่องความอัตคัดฝืดเคือง ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๔๗๕ ข้อความโดยรวมระบุว่า “ทรงรับฎีการาษฎรทูลเกล้าถวายมาแต่ที่ต่าง ๆ หลายฉบับ...พากันขอให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ เช่น ขอให้งดเก็บภาษีอากร เป็นต้น...” ทรงตระหนักถึงความลำบากว่ามีอยู่ทั่ว “ถึงที่เป็นคฤหบดีและพ่อค้าตลอดจนข้าราชการและเจ้านาย ก็ได้รับความลำบากด้วยกันทั้งนั้น” ท้ายประกาศนี้ระบุว่า “ขอให้ประชาชนทั้งหลายเห็นแก่บ้านเมืองเป็นสำคัญจงทั่วกัน”

เรื่องใหญ่คือข่าวลือว่าจะมีการยึดอำนาจในวันฉลองพระนคร ๑๕๐ ปี ๖ เมษายน ๒๔๗๕ จนมีการพูดกันว่าควรงดจัดงานในยามเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลต้องออกมาแถลงปฏิเสธและย้ายนายทหารที่ไว้ใจได้เข้ามาคุมกำลังในพระนคร

สามเดือนก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง--มีนาคม ๒๔๗๔ ที่บ้านหลังหนึ่งย่านตรอกจันทน์

ผู้ก่อการสายพลเรือนจำนวนหนึ่งนั่งถกปัญหากันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด ในที่สุด ดร. ตั้ว ข้าราชการหนุ่มแห่งศาลาแยกธาตุ (มีฐานะเทียบเท่ากับกรม) กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ก็เอ่ยกับเพื่อนพ้องว่า “Do it now or never” (ทำเดี๋ยวนี้ หรือไม่ทำเลย) สิ้นคำ ดิเรก ชัยนาม กับเพื่อนที่ล้อมวงเจรจากันอยู่นั้นก็ยุติการถกเถียงพร้อมหัวใจที่เต้นแรง

บทสนทนาทำนองนี้น่าจะปรากฏในหลายวงประชุมลับของคณะราษฎรว่าถึง “วัน ว. เวลา น.” แล้ว เพราะในความเป็นจริง ตำรวจภูบาล (สันติบาล) ได้กลิ่นการดำเนินการใต้ดินของพวกเขามาระยะหนึ่งและกำลังหาทางจับกุมตัว

พวกเขามีมติไม่ลงมือในวันฉลองพระนครและเปิดสะพานพระพุทธยอดฟ้า ๖ เมษายน ๒๔๗๕

ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ๒๔๗๕ มีการประชุมอย่างเป็นทางการเพื่อดำเนินการขั้นสุดท้ายเจ็ดครั้ง โดยแกนนำคณะราษฎรกับนายทหารอาวุโสและทหารรุ่นหนุ่มเข้ากันเกือบครบ

มีการเสนอเปลี่ยนวันลงมือยึดอำนาจสามครั้ง (๑๙, ๒๑ และ ๒๓ มิถุนายน) จนการประชุมหนที่ ๘ กำหนดเป็น ๒๔ และยืนยันว่าจะไม่เลื่อนอีก

Image

หน่วยกำลังของคณะราษฎรที่ปฏิบัติการตัดสายโทรเลขและสายโทรศัพท์ที่กรมไปรษณีย์โทรเลข วัดเลียบ คนที่ ๔ จากซ้ายคือ ประยูร ภมรมนตรี ยืนนอกแถวด้านหลังคือควง อภัยวงศ์ คนถือขวานคือพี่น้อง ตระกูลศรีจรูญ เจ้าของร้านปืนที่สนับสนุนอาวุธให้คณะราษฎรสายพลเรือน ที่เหลือคือกำลังทหารเรือที่มาคุ้มกันการทำงาน

Image

ยามนั้นข่าวลือเรื่องคณะบุคคลคณะหนึ่งกำลังเตรียมปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองหึ่งไปทั่วแล้ว แต่เมื่อผ่านงาน ๑๕๐ ปีมาได้ รัฐบาลก็ดูจะเบาใจลง

จังหวะดีที่สุดเกิดขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับที่วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน

พระยาทรงสุรเดชบันทึกว่า ในการประชุมครั้งสุดท้ายก่อนวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เขาซึ่งเป็นฝ่ายทหารก็ยังไม่ทราบจำนวนกำลังในมือที่แน่ชัด เพราะ “พวกหัวหน้าต่าง ๆ เขาก็มายอมบอกให้ว่าใครบ้าง บอกแต่เพียงจำนวนพอประมาณ” โดยหลวงทัศนัยฯ คือคนหนึ่งที่ “นับว่าใช้ได้แน่” ในวันลงมือ

บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เฉลยหัวใจของปฏิบัติการไว้ว่า ต้องรวบรวมทหารในกรุงเทพฯ ส่วนมากเอาไว้ให้ได้ เมื่อทำได้ “การปฏิวัติก็ต้องสำเร็จ เพราะอำนาจอยู่ที่ทหารเท่านั้น ตำรวจและราษฎรในกรุงเทพฯ จะไม่ทำอะไรเลย ปัญหามีอยู่ว่าจะได้ทหารมาอย่างไร”

ในการประชุมหนสุดท้าย หลวงพิบูลฯ ถามพระยาทรงฯ เรื่องนี้ พระยาทรงฯ ตอบว่า “...ยังไม่มีอะไร นอกจากกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ (พระยาฤทธิอัคเนย์เป็นผู้บังคับการกรม เป็นทหารปืนใหญ่ ๒ กองพัน) แต่ในวันปฏิวัติ...ต้องได้ทหารในกรุงเทพฯ ทั้งหมด” โดยขอให้หัวหน้าต่าง ๆ “นำลูกน้องของตัวเองมาในวันที่ ๒๔ เวลา ๐๕.๐๐ น. ที่ตรงการรถไฟตัดถนนห่างจากบ้านพระยาทรงฯ ประมาณ ๒๐๐ เมตร ส่วนทหารเรือไม่ต้องมา” แต่ให้ไปที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าเวลา ๐๖.๐๐ น.

ถึงตรงนี้บางคนลังเล “ผู้หนึ่งจะถอนตัว อ้างว่าไม่มีทางสำเร็จได้เลย” ในขณะที่พระประศาสน์พิทยายุทธยืนยันเมื่อโดนถามหนักเข้าว่าถึงเวลา “เป็นได้ทหารทั้งหมดกรุงเทพฯ” แต่ถึงแม้จะไม่ตอบ ในใจพระยาทรงฯ (ซึ่งมีอีกสองคนที่รู้คือพระยาพหลฯ และพระประศาสน์ฯ) มีแผนไว้แล้ว คือจะลวงทหารจากกรมกองต่าง ๆ ให้มารวมตัวที่ลานพระบรมรูปทรงม้าแบบสายฟ้าแลบและออกแถลงการณ์ให้เปลี่ยนแปลงการปกครองทันที

พระยาทรงฯ ยังขอให้ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยส่งนักเรียนทั้งหมดพร้อมอาวุธมาฝึกยุทธวิธีทหารราบต่อสู้รถถังที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ไปพบผู้บังคับการกองพันทหารราบอีกสองคน ขอให้นำทหารมาฝึกในจุดเดียวกัน ส่วนรถถังจะยึดจากกรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์

สำหรับสมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครและมีอำนาจมากที่สุดนั้น พระยาทรงฯ แจกงานโดยมีหลวงพิบูลฯ อยู่ในทีมว่าให้ “เชิญตัวมาพระที่นั่งอนันต์”

ส่วนสายพลเรือนมีมติให้ “แยกไปคุมตามวังเจ้าที่สำคัญ ๆ ไว้ อย่าให้เล็ดลอดออกมา” เตรียมการเรื่อง “การขอรัฐธรรมนูญ การร่างรัฐธรรมนูญ การตั้งสภาฯ และรัฐบาล” ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ย่อมอยู่ในมือของปรีดีกับเพื่อน ส่วนการติดต่อสื่อสารให้ประยูรที่อยู่กรมไปรษณีย์โทรเลขตัดการติดต่อในพระนครตั้งแต่เช้ามืด

Image

ทหารของคณะราษฎรกำลังแจกจ่าย
แถลงการณ์บนถนนราชดำเนิน

แผนคือลวงทหารจากกรมกองต่าง ๆ ให้มารวมตัวที่ลานพระบรมรูปทรงม้าแบบสายฟ้าแลบและออกแถลงการณ์ให้เปลี่ยนแปลงการปกครองทันที

ทหารหน่วยต่าง ๆ ในพระนครมารวมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในช่วงย่ำรุ่ง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

Image

คณะราษฎรสายทหารที่หน้าวังปารุสกวัน
ในเช้าวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

Image

scrollable-image

Image

ต้นเดือนมิถุนายน ๒๔๗๕ พูนศุขบันทึกไว้ว่า ปรีดีบอกว่าจะบวชซึ่งเธอไม่ขัดข้อง พอวันที่ ๒๓ มิถุนายน ตอนเย็นเธอก็ไปส่งปรีดีที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเพื่อจะไป “ลาคุณปู่ซึ่งอยู่ที่นา อำเภอวังน้อย จังหวัดอยุธยา” โดยเมื่อถึงที่หมาย ปรีดีจะลงเรือเข้าไปหาบิดาที่บ้าน

สามวันก่อนหน้านั้นปรีดีรู้แล้วว่าอาจโดนจับ จึงโอนเงินสดในธนาคารไปไว้ที่ภรรยาทั้งหมด รวมไปถึงเตรียมประกันชีวิตเอาไว้ให้พูนศุขแล้ว  ก่อนไปอยุธยายังสั่งให้โรงพิมพ์นิติสาส์นเรียงพิมพ์ “ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑” บนแท่นพิมพ์รอท่าไว้

เมื่อรถไฟออกจากหัวลำโพง ปรีดีก็ลงกลางทาง วกกลับมาในพระนคร ไปโรงพิมพ์เพื่อเอาใบปลิว “ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑” แล้วลงเรือลอยลำรออยู่ที่คลองบางลำพูข้างวัดบวรนิเวศ เตรียมแจกจ่ายแถลงการณ์

๒๔ มิถุนายน เช้ามืด,

๐๔.๐๐ น. ขณะที่กลุ่มสี่ทหารเสือนำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนาเริ่มออกจากบ้าน หลวงทัศนัยฯ ก็ไปรับพระยาทรงฯ ที่บ้านเพื่อไป “ดูการสวนสนามที่หน้าพระลาน” พระยาทรงฯ เขียนว่าเนื่องจากมีเวลามากจึง “ทำความเข้าใจกันละเอียดลออ” จากนั้นก็ไปกับกลุ่มของพระยาพหลฯ พระยาทรงฯ มุ่งหน้าไปที่กรมทหารม้าที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย เพื่อยึดรถรบ กระสุน และหลอกพากำลังทหารไปขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑ ที่อยู่ใกล้กัน

ในขณะที่หลวงพิบูลฯ ก่อนออกจากบ้านก็ตัดสินใจบอกภรรยาที่สงสัยมานานว่า “พรุ่งนี้จะเป็นวันที่เขาจะทำการเชิญรัฐธรรมนูญมาให้พี่น้องชาวไทย” โดยไปสมทบกับพระยาพหลฯ ที่กรมทหารม้าตรงเกียกกาย

ในระหว่างที่พระยาพหลฯ กับสามทหารเสือแยกย้ายกันไปไขคลังอาวุธและสั่งการทหารให้ตื่นมาขึ้นรถบรรทุก หลวงพิบูลฯ เฝ้าที่บ้านพักของผู้บัญชาการกรมทหารม้าไม่ให้ออกมายุ่งกับปฏิบัติการ เมื่องานส่วนนี้เสร็จก็เข้าร่วมบัญชาการ “รถยนต์เกราะกับรถเล็ก ๓ เดนลอยด์” กับหลวงทัศนัยฯ โดยเอารถ “ออกจากโรงให้หมดและควบตลอดทางไปหน้าพระลาน” แล้วเคลื่อนขบวนไปบนถนนพระรามที่ ๕

เมื่อขบวนแล่นผ่านหน้ากองพันทหารช่าง (ตรงข้ามกับรัฐสภาปัจจุบัน) พระยาทรงฯ ก็เรียกทหารช่างที่กำลังฝึกอยู่บริเวณสนามขึ้นรถไปอีก โดยผู้บังคับการทหารช่างเข้าใจว่าจะต้องไปดูการฝึกต่อสู้รถถัง แล้วรถก็ “แล่นรวดเดียวถึงหน้าพระลาน (พระบรมรูปทรงม้า)” ถึงในเวลา ๐๖.๐๕ น. ช้ากว่าที่นัดทหารเรือไว้ ๕ นาที

คำถามที่ว่าทำไมไม่มีผู้ใดเอะใจ พระยาทรงฯ อธิบายไว้ว่า เพราะ “ความงงงวยเต็มไปด้วยความไม่รู้” เกี่ยวกับการปฏิวัติ การฉวยจังหวะเป็นเหตุแห่งความสำเร็จ และนายทหารไปลวงก็เป็นนายทหารผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพของทหารที่ผ่านการเรียนในโรงเรียนนายร้อย

ห้วงขณะเดียวกันประยูรและเพื่อนสายพลเรือนก็เริ่มต้นทำลายระบบการสื่อสาร โจทย์ของพวกเขาคือการตัดการสื่อสารที่ต้อง “ระมัดระวังให้สามารถต้องกลับใช้การได้ในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงเพื่อให้ราชการของคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองต่อไปได้”

Image

พานรัฐธรรมนูญบนหน้าปกหนังสือ “เทอดรัฐธรรมนูญ”  พิมพ์ในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๖ หลังรัฐบาลคณะราษฎรปราบกบฏบวรเดชในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ปัจจุบันวันรัฐธรรมนูญยังมีอยู่แต่งานฉลองรัฐธรรมนูญไม่มีแล้ว

ประยูรนั้นซักซ้อมเตรียมการกับนายควงไว้ก่อนวันลงมือ นายควงให้ข้อมูลเรื่องตัดสายโทรเลขและโทรศัพท์ในพระนครโดย “ขอทหารอีกครึ่งโหล” เพราะกรมไปรษณีย์โทรเลข “มีพนักงานนอนเวรอยู่”  คืนก่อนหน้าวันลงมือพวกเขายังพาหัวหน้ากองโทรศัพท์ไปเลี้ยงแล้วตรวจสอบลู่ทางในสถานีโทรศัพท์กลางวัดเลียบ

เพื่อนอีกจำนวนหนึ่งที่ร่วมปฏิบัติการด้านนี้คือ ประเสริฐ-บรรจง-การิม ศรีจรูญ พี่น้องสามคนเจ้าของร้านปืน ที่สนับสนุนอาวุธให้คณะราษฎรสายพลเรือนใช้ที่ติดไปด้วยอีกคนและมีบทบาทมากคือ ประจวบ บุนนาค ชุดคุ้มกันนำโดยเรือเอก หลวงนิเทศกลการ กับทหารเรือหนึ่งหมู่

เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ประยูรมาหาควงแล้วก็เอารถควงมาใช้ และได้น้ำมันมาเติมโดยบังเอิญจากบ้านประจวบ วิ่งไปเอาคีมจากเวิ้งนาครเขษมขับรถไปสนามหลวง บึ่งรถไปถึงสะพานพุทธตอนตี ๔ ก็พบกำลังทหารเรือที่รออยู่ ควงโวยวายเล็กน้อยเมื่อเห็นเพียงหมู่เดียวไม่ได้โหลครึ่ง แต่ประยูรก็ตอบเพื่อนว่า “มีเท่าไรก็ต้องเอา มันมีเท่านี้นี่”

พอไปถึงสำนักงานใหญ่ที่วัดเลียบ ทหารเรือก็ติดดาบปลายปืนเตรียมบุก ท่ามกลางการโวยวายของแขกยาม หลวงนิเทศฯ ที่มีไหวพริบเห็นตำรวจมาดูก็บอกตำรวจให้จับแขกยามไป โดยตีกินว่า “เดี๋ยวราชการงานเมืองเสียหมด” ตำรวจก็จับแขกไป

ควงเล่าว่าพอขึ้นไปถึงห้องที่พนักงานทำงานต่อสาย ประจวบจะเอาหัวขวานไปทุบหม้อแบตเตอรี่แก้วทั้งแถว เล่นเอาควงติดเบรกแทบไม่ทัน “ผมบอกว่าพ่อคุณ ขอเสียทีเถอะ ขืนทุบแล้วไม่มีโทรศัพท์ใช้กันนะ ตัดแต่สายเท่านั้นพอ”

งานจุดนี้จบ “ในชั่วเวลาไม่ถึง ๑๕ นาที” จากนั้นประยูรกับควงและเพื่อนก็มุ่งหน้าสนามหลวง ที่นั่นประยูรแยกตัวไป ส่วนควงกลับบ้านและทำราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตัดมาที่ลานพระบรมรูปทรงม้า คณะทหารที่ประกอบด้วยทหารม้า ทหารปืนใหญ่ กองพันทหารช่าง นักเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบก อิงจากสิ่งที่ประยูรบันทึกไว้ พระยาพหลฯ รอเวลาอยู่ถึง ๕๕ นาที

ปรามินทร์ เครือทอง เสนอใน “นาทีปฏิวัติ ๒๔๗๕ : อยากรู้ “ย่ำรุ่ง” คือกี่โมง ? พระยาพหลฯ ยืนอ่านประกาศตรงไหน, อ่านอะไรแน่ ?” ว่าในช่องว่าง ๕๕ นาทีนี้ สิ่งที่เกิดแน่นอนคือการจัดแถวทหาร เตรียมอาวุธ และวางแนวป้องกันที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๓๐ นาที

“หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ” ฝังบนผิวลานพระบรมรูปทรงม้าทางด้านซ้าย (หันหน้าตามพระพักตร์รัชกาลที่ ๕ ที่ประทับนั่งบนหลังม้า) ของหัวม้า บนหมุดเขียนว่า “ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ” หมุดนี้ถูกฝังในปี ๒๔๘๑ หายไปอย่างลึกลับในปี ๒๕๖๐ ปัจจุบัน (ปี ๒๕๖๙) ยังหาไม่พบและบริเวณลานนี้ประชาชนทั่วไปก็ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว
ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช

เมื่อท้ายแถวรถเกราะปิดขบวนที่พระประศาสน์ฯ คุมมาถึงลานพระบรมรูปทรงม้า พระยาทรงฯ ก็สั่งให้ไปจับสมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ที่วังบางขุนพรหม พร้อมกำลังนักเรียนนายร้อยอีก ๕๐ นาย

ทั้งนี้พระประศาสน์ฯ ใช้วิธีจับกุมหัวหน้าสถานีตำรวจบางขุนพรหมไปด้วย เมื่อถึงประตูวัง ตำรวจรักษาการณ์จึงยอมเปิดประตูให้ เมื่อเข้าบริเวณวังและมุ่งไปที่พระตำหนักใหญ่ ก็มีเสียงปืนดังจากสนามหญ้าหน้าตำหนัก พลปืนประจำรถจึงยิงขู่กลับไป

เมื่อหลวงพิบูลฯ มาถึงวังบางขุนพรหม บทสนทนาระหว่างเขากับเพื่อนอีกหกคนกลางกรุงปารีสยังคงแจ่มชัดในความคิด

เขาเห็นพระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจยืนคุยกับพระประศาสน์ฯ ที่ตำหนักท่าน้ำ สักพักก็ชักปืนออกจะยิง ทันใดนั้นนาวาตรี หลวงนิเทศกลกิจจึงเข้าไปจัดการปืนจนกระเด็น แล้วคุมตัวอธิบดีกรมตำรวจไว้ ทำให้สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงยอมจำนน หลังจากนั้นพระประศาสน์ฯ ก็เชิญเสด็จไปพระที่นั่งอนันตสมาคม

ออกจากวังบางขุนพรหม ขบวนรถรบพระประศาสน์ฯ และหลวงพิบูลฯ มุ่งไปยังบ้านพลโท พระยาสีหราชฤทธิไกร (ม.ล. ชวย ฉัตรกุล) เสนาธิการทหารบก ใกล้วัดพระเชตุพนฯ
(วัดโพธิ์) แล้วคุมตัวมาทั้งที่นุ่งผ้าขาวม้า หน่วยกำลังที่ไปเชิญองค์ประกันและเฝ้าดูเจ้านายสายอื่นก็ทำงานสำเร็จลงด้วยดี

พวกเขามุ่งหน้าไปพระที่นั่งอนันตสมาคม
***
๐๗.๐๐ น. ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

พระยาพหลฯ ไปรอที่สภากาแฟนรสิงห์บริเวณหัวมุมสนามเสือป่า ด้านซ้ายของพระบรมรูปทรงม้า (ทิศตะวันออกเฉียงใต้) แม้ร้านยังไม่เปิด พระยาพหลฯ ก็รออยู่ใต้ร่มไม้โศกหน้าร้าน

แล้วนายทหารรูปร่างท้วมก็เดินออกมาจากร่มโศก ก้าวออกมายังด้านหน้าพระบรมรูปทรงม้า ต่อหน้าที่ชุมนุมของทหารหลายหมวดหลายกองที่ถูกนำมาเข้าแถวปะปนกัน พระยาพหลฯ ขึ้นไปยืนบนลังไม้ หยิบกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อ เสียงดัง แต่สั่นด้วยความตื่นเต้น ในกระดาษนั้นมีเนื้อความเขียนเป็นภาษาเยอรมัน

นายทหารคนสนิทของพระยาทรงฯ สำรวจ กาญจนสิทธิ์ ที่อยู่ในเหตุการณ์บันทึกนาทีประวัติศาสตร์เอาไว้ว่า แล้วพระยาพหลฯ ก็เริ่มกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

“นายทหาร นักเรียนนายร้อย และทหารทั้งปวง... การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิ์ มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีความเหมาะสมกับแก่ประเทศไทยในปัจจุบัน ราษฎรมิได้รับความร่มเย็น ปราศจากอิสรภาพ เสรีภาพ คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน จึงเห็นควรขอพระราชทานรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศจากองค์พระมหากษัตริย์ เพื่อจัดการปกครองโดยราษฎร เพื่อราษฎรโดยแท้จริง”

ย่ำรุ่ง, ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ สุภาพบุรุษเจ็ดคนรู้ดีว่าภารกิจจบลงแล้ว

ประวัติศาสตร์สยามหน้าใหม่เปิดขึ้นในย่ำรุ่งของวันนั้น  

Image

ผศ.ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ นักประวัติศาสตร์ ซึ่งศึกษาเรื่องคณะราษฎร ระบุว่าเคยมีการรวบรวมรายชื่อคณะราษฎรอย่างน้อยสามครั้ง ครั้งแรกที่ ประยูร ภมรมนตรี นำรายชื่อส่งสภาผู้แทนราษฎรหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน  ครั้งที่ ๒ คือช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังการรัฐประหารปี ๒๔๙๐ มีความพยายามตัดบางรายชื่อออกเพราะความขัดแย้งทางการเมือง 

หลังจากนั้นก็มีการรวบรวมรายชื่อคณะราษฎรโดยปัจเจกบุคคลและนักวิชาการที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงนี้  ครั้งหลังสุดคือการรวบรวมของ นริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักค้นคว้าและนักสะสมหนังสือยุคคณะราษฎรในหนังสือ ๒๔๗๕ ราษฎรพลิกแผ่นดิน รวบรวมได้ทั้งหมด​ 
๑๐๒ รายชื่อ กับอีก ๑๗ ชื่อที่อยู่นอกเหนือบัญชีหลัก

ถัดจากนี้คือ ๑๐๒ รายชื่อ พร้อมกับอายุขณะทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ผู้สนใจรายละเอียด
ที่ลึกกว่านี้ สามารถดูรายชื่อและวันชาตะมรณะของคณะราษฎรทั้งหมดได้ในงานชิ้นดังกล่าว
หมายเหตุ : รายชื่อตัวเน้นคือเจ็ดผู้ก่อการที่ประชุมกันครั้งแรกที่กรุงปารีส

สายทหารบก

๑. พันเอก พระยาพหลพลหยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)  ๔๕ ปี
๒. พันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน)  ๔๐ ปี
๓. พันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ)  ๔๓ ปี
๔. พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น)  ๓๘ ปี
๕. พันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ)  ๓๕ ปี
๖. พันตรี หลวงสฤษฎิ์ยุทธศิลป์ (เพียร พิริยะโยธิน)  ๓๙ ปี
๗. พันตรี หลวงอำนวยสงคราม (ถม เกษะโกมล)  ๓๖ ปี
๘. พันตรี หลวงวิจักษ์กลยุทธ (เศียร สู่ศิลป์)  ๓๙ ปี
๙. ร้อยเอก หลวงชำนาญยุทธศิลป์ (เชย รมยะนันท์)  ๓๘ ปี
๑๐. ร้อยเอก หลวงกาจสงคราม (เทียน เก่งระดมยิง)  ๔๒ ปี
๑๑. ร้อยเอก หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต (ค้วน จินตะคุณ)  ๓๖ ปี
๑๒. ร้อยเอก หลวงชาญสงคราม (พาน ชาลีจันทร์)  ๓๗ ปี
๑๓. ร้อยเอก หลวงเชวงศักดิ์สงคราม (ช่วง ขวัญเชิด)  ๓๓ ปี
๑๔. ร้อยเอก หลวงทัศนัยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี)  ๓๒ ปี
๑๕. ร้อยเอก หลวงพรหมโยธี (มังกร ผลโยธิน)  ๓๖ ปี
๑๖. ร้อยเอก หลวงรณสิทธิพิชัย (เจือ กาญจนินทุ)  ๓๓ ปี
๑๗. ร้อยเอก หลวงสวัสดิรณรงค์ (สวัสดิ์ ดาระสวัสดิ์)  ๓๘ ปี
๑๘. ร้อยเอก หลวงเสรีเริงฤทธิ์ (จรูญ รัตนกุล)  ๓๗ ปี
๑๙. ร้อยเอก หลวงอดุลเดชจรัส (บัตร พึ่งพระคุณ)  ๒๘ ปี
๒๐. ร้อยโท ขุนสุจริตรณการ (ผ่อง นาคะนุช)  ๓๗ ปี
๒๑. ร้อยโท ขุนจำนงภูมิเวท (จำนง ศิวะแพทย์)  ๒๙ ปี
๒๒. ร้อยโท ขุนนิรันดรชัย (สเหวก นีลัญชัย)  ๓๒ ปี
๒๓. ร้อยโท ขุนพิพัฒน์สรการ (เท้ง พัฒนศิริ)  ๓๓ ปี
๒๔. ร้อยโท ขุนปลดปรปักษ์ (ปลด ภาณุสะวะ)  ๓๐ ปี
๒๕. ร้อยโท ขุนเรืองวีรยุทธ (บุญเรือง วีระหงส์)  ๓๓ ปี
๒๖. ร้อยโท ขุนวิมลสรกิจ (วิมล เก่งเรียน)  ๓๒ ปี
๒๗. ร้อยโท ขุนศรีศรากร (ชะลอ ศรีธนากร)  ๓๑ ปี
๒๘. ร้อยโท ไชย ประทีปะเสน  ๒๖ ปี
๒๙. ร้อยโท ทวน วิชัยขัทคะ  ๒๘ ปี
๓๐. ร้อยโท น้อม เกตุนุติ  ๓๔ ปี
๓๑. ร้อยตรี จำรูญ จิตรลักษณ์  ๒๕ ปี
๓๒. ร้อยตรี สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา  ๒๕ ปี
๓๓. ร้อยตรี อุดม พุทธิเกษตริน  ๒๓ ปี
๓๔. นายดาบจำรัส สุวรรณชีพ  (ไม่มีข้อมูล)

สายทหารเรือ

๓๕. นาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน)  ๓๑ ปี
๓๖. นาวาตรี หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย)  ๓๗ ปี
๓๗. เรือเอก หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธารีสวัสดิ์)  ๓๑ ปี
๓๘. เรือเอก หลวงนาวาวิจิต (ผัน อำไภวัลย์)  ๓๒ ปี
๓๙. เรือเอก หลวงนิเทศกลกิจ (กลาง โรจนเสนา)  ๓๔ ปี
๔๐. เรือเอก หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวร สุวรรณชีพ)  ๓๑ ปี
๔๑. เรือเอก สงบ จรูญพร  ๓๐ ปี
๔๒. เรือเอก ชลิต กุลกำม์ธร  ๓๑ ปี
๔๓. เรือเอก สงวน รุจิราภา  ๓๕ ปี
๔๔. เรือโท จิบ ศิริไพบูลย์  ๒๗ ปี
๔๕. เรือโท ทองหล่อ (ทหาร) ขำหิรัญ  ๓๑ ปี
๔๖. เรือโท ทิพย์ ประสานสุข  ๒๙ ปี
๔๗. เรือโท ประเสริฐ สุขสมัย  ๓๑ ปี
๔๘. เรือโท วัน รุยาพร  ๒๙ ปี
๔๙. ร้อยโท ชลี สินธุโสภณ  ๒๙ ปี
๕๐. เรือตรี กุหลาบ (กำลาภ) กาญจนสกุล  ๓๒ ปี
๕๑. เรือตรี ชั้น รัศมิทัต  ๓๒ ปี
๕๒. เรือตรี ทองดี ระงับภัย  ๓๐ ปี

สายพลเรือน

๕๓. อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)  ๓๒ ปี
๕๔. อำมาตย์ตรี หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี)  ๓๔ ปี
๕๕. รองอำมาตย์เอก หลวงโกวิทย์อภัยวงศ์ 
(ควง อภัยวงศ์)  ๓๐ ปี
๕๖. เสวกตรี หลวงนฤเบศร์มานิต (สงวน จูฑะเตมีย์)  ๔๘ ปี
๕๗. รองอำมาตย์เอก หลวงชำนาญนิติเกษตร 
(อุทัย แสงมณี)  (ไม่มีข้อมูล)
๕๘. รองอำมาตย์เอก หลวงอรรถสารประสิทธิ์ 
(ทองเย็น หลีละเมียร)  ๒๙ ปี
๕๙. รองอำมาตย์เอก หลวงอรรถกิติกำจร (กลึง พนมยงค์)  ๒๕ ปี
๖๐. รองอำมาตย์เอก หลวงสุนทรเทพหัสดิน
(สพรั่ง เทพหัสดิน ณ อยุธยา)  (ไม่มีข้อมูล)
๖๑. รองอำมาตย์เอก หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์ 
(ม.ล.กรี เดชาติวงศ์)  ๓๐ ปี
๖๒. รองอำมาตย์เอก ตั้ว ลพานุกรม  ๓๔ ปี
๖๓. รองอำมาตย์เอก ประจวบ บุนนาค  ๓๕ ปี
๖๔. รองอำมาตย์เอก ม.ล.อุดม สนิทวงศ์  ๓๒ ปี
๖๕. นายแนบ พหลโยธิน  ๓๒ ปี
๖๖. รองอำมาตย์โท ทวี บุณยเกตุ  ๒๘ ปี
๖๗. ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี  ๓๕ ปี
๖๘. นายวิลาศ โอสถานนท์  ๓๒ ปี
๖๙. รองอำมาตย์โท จรูญ สืบแสง  ๒๘ ปี
๗๐. นายเล้ง ศรีสมวงศ์  ๓๒ ปี
๗๑. นายดิเรก ชัยนาม  ๒๗ ปี
๗๒. นายวิเชียร สุวรรณทัต  ๓๐ ปี
๗๓. รองอำมาตย์โท ชุณห์ ปิณฑานนท์  ๓๐ ปี
๗๔. นายสวัสดิ์ โสตถิทัต  ๓๑ ปี
๗๕. นายจิตตะเสน ปัญจะ  ๒๖ ปี 
๗๖. นายยง เยอร์เกนส์ (พลบุล)  ๒๗ ปี
๗๗. นายเอก สุภโปฎก  ๓๓ ปี
๗๘. นายสุรินทร์ ชิโนทัย  ๓๔ ปี
๗๙. นายศิริ ชาตินันท์  (ไม่มีข้อมูล)
๘๐. นายเฉลียว ปทุมรส  ๓๐ ปี
๘๑. นายบรรจง ศรีจรูญ  ๒๔ ปี
๘๒. นายประเสริฐ ศรีจรูญ  ๒๘ ปี
๘๓. นายแช่ม มุสตาฟา (พรหมยงค์)  ๓๑ ปี
๘๔. นายการิม (การุณ) ศรีจรูญ  (ไม่มีข้อมูล)
๘๕. นายสงวน ตุลารักษ์  ๓๐ ปี
๘๖. นายซิม วีระไวทยะ  ๓๑ ปี
๘๗. นายหงวน (สงวน) ทองประเสริฐ  ๒๕ ปี
๘๘. นายบุญล้อม (ปราโมทย์ พึ่งสุนทร)  ๒๘ ปี
๘๙. นายเจริญ ปัณฑโร  ๒๓ ปี
๙๐. นายทองเปลว ชลภูมิ  ๑๙ ปี
๙๑. นายบุ้นจือ (เผดิม) อังสุวัฒนะ  ๒๖ ปี
๙๒. นายชุบ ศาลยาชีวิน  ๒๕ ปี
๙๓. นายกลิ่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา  ๒๐ ปี
๙๔. นายสอน บุญจูง  (ไม่มีข้อมูล)
๙๕. นายยล สมานนท์  ๒๔ ปี
๙๖. นายยิน สมานนท์  ๒๑ ปี
๙๗. ร้อยตำรวจโท เชย กลัญชัย  ๔๒ ปี
๙๘. ร้อยตำรวจโท เที่ยง เฉลิมศักดิ์  (ไม่มีข้อมูล)
๙๙. นายจำนง บูรวิเชท  (ไม่มีข้อมูล)
๑๐๐. นายผูก ปาลธรรมี  (ไม่มีข้อมูล)
๑๐๑. นายประวัติ ศรีจรูญ  (ไม่มีข้อมูล)
๑๐๒. นายวนิช ปานะนนท์  ๒๙ ปี

Image