สันติภาวัน
สงบสถานแด่ภิกษุอาพาธระยะท้าย
วิชาความตาย
เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพประกอบ : Phetladda.K
“ชีวิตนักบวชเป็นชีวิตที่ดี มีโอกาสได้ทำหลายอย่าง ถ้าไม่บวชสันติภาวันก็อาจไม่เกิดขึ้น ซึ่งอย่างน้อยที่สุดพระ ๔๐ กว่ารูปที่ผ่านมา เราช่วยให้ท่านมีที่พักพิง ได้รับการดูแลระยะสุดท้ายที่ดีกว่าการอยู่ของท่านเอง”
พระวิชิต ธมฺมชิโต กล่าวถึงศูนย์สันติภาวันที่ท่านเป็นผู้ริเริ่ม
ก่อนนั้นท่านเป็นอาจารย์อยู่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ช่วงเรียนต่อปริญญาเอก ทำดุษฎีนิพนธ์เรื่องกระบวนทัศน์สุขภาพ ได้ค้นคว้าพระไตรปิฎกแล้วอยากศึกษาจริงจัง จึงลาออกจากราชการมาบวชที่วัดโพธิ์เผือก นนทบุรี เมื่อ ๑๘ ปีก่อน จำพรรษาแรกที่วัดป่าสุคะโต ชัยภูมิ แล้วกลับมาดูแลพระอุปัชฌาย์อยู่ ๘ พรรษา กระทั่งท่านมรณภาพก็ย้อนไปพำนักที่วัดป่าสุคะโตอีกครั้ง จากนั้นสันติภาวันก็ก่อรูปขึ้นเมื่อกว่า ๖ ปีก่อน กระทั่งปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี
ความสงบสันติจากการภาวนา
จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนดูแลหลวงพ่ออุปัชฌาย์ พาท่านไปรับการรักษาพยาบาล รู้สึกว่าพระอาพาธมีปัญหาหลายอย่าง และเป็นเรื่องยากสำหรับพระที่เคร่งครัดในธรรมวินัย บางทีเขาดูแลพระไม่ต่างจากคนไข้อื่น อยู่ห้องรวมกับโยม ซึ่งตามวินัยได้ไม่เกิน ๓ คืน บางทีตามต่างจังหวัดมีญาติผู้หญิงมานอนเฝ้าคนไข้ผู้ชาย ถ้าเป็นพระที่เคร่งครัดวินัยก็ถือเป็นอาบัติตั้งแต่ต้น ท่านก็ไม่อยากอยู่ ขอกลับวัด
ช่วงอยู่วัดป่าสุคะโต อาตมาทำหน้าที่อบรมดูแลพระบวชใหม่ ได้พบพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล จึงปรึกษาท่านว่าน่าทำเรื่องนี้ไหม อยากหาอะไรให้พระใหม่ทำ เขาจะได้เรียนรู้ด้วย พระอาจารย์ไพศาลสนับสนุนเต็มที่ เพียงแต่ถามว่าไหวหรือ
ท่านให้พื้นที่หน้าวัดป่าสุคะโตลองทำดู เราก็เขียนบทความสื่อสาร มีคนตอบรับ ก็เริ่มเห็นความเป็นไปได้ที่จะทำในวงกว้าง
เมื่อโยมเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นลูกของป้ารู้ข่าว เขาบริจาคที่ดินให้ ๑๕ ไร่ มีอาคารเก่าหลังหนึ่งจุได้ ๖ เตียง ตอนหลังสร้างอาคารใหม่มี ๑๒ เตียง ย้ายจากวัดป่าสุคะโตเมื่อ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ซึ่งนับเป็นวันตั้งศูนย์สันติภาวัน ที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี
พระอาจารย์ไพศาลตั้งชื่อให้ ท่านบอกเป็นความสงบสันติจากการภาวนา
ให้ท่านจากไปอย่างสงบ
คิดมาแต่ต้นว่าจะแยกส่วนจากวัดชัดเจน จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเงินบริจาค ก็ตั้งเป็นมูลนิธิสันติภาวัน
เลือกพระอาพาธระยะสุดท้ายก่อน ให้ท่านจากไปอย่างสงบ
จริง ๆ การดูแลพระป่วยเป็นธรรมวินัยที่กำหนดชัดเจนว่าพระมีหน้าที่ดูแลกัน แต่ปัจจุบันในวัดความสัมพันธ์อาจไม่ได้เหนียวแน่นเหมือนในครอบครัว พระป่วยหนักเมื่อกลับวัดมักไม่มีคนดูแล ส่วนใหญ่จะเรียกให้ญาติมารับ แต่ที่บวชนาน ๆ ความใกล้ชิดกับญาติก็น้อยลง ลูกหลานก็ไม่สนิท ถ้าญาติไม่รับ วัดไม่รับ จำนวนมากต้องไปอยู่ศูนย์พักพิงผู้ไร้ที่พึ่งของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ต้องสึก
บางกลุ่มแค่อยากตายในผ้าเหลือง ไม่ได้เคร่งครัดวินัยมากแต่เราคิดว่าดีกว่าปล่อยให้ท่านสึกแล้วไปอยู่ที่ไหนไม่รู้
บางรูปอยากรักษาวินัย เราจะปลาบปลื้มมากที่ได้ดูแลพระแบบนี้
เจอครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี พระที่ช่วยเหลือสังคม เราเสนอเลยว่าให้มาอยู่ด้วยกัน หลวงพ่อช่วยสังคม ช่วยพระศาสนามามาก เราก็อยากตอบแทนท่าน
รับได้จากทั่วประเทศ มีเกณฑ์สี่ข้อที่ต้องโทรศัพท์คุยกับคนดูแลเดิม
หนึ่ง-เป็นพระอาพาธระยะท้าย ไม่ใช่ผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องดูแลระยะยาว
สอง-ยุติการรักษาทางการแพทย์แล้ว เนื่องจากเราไม่สามารถพาตระเวนรักษาได้
สาม-ผู้ป่วยเต็มใจมาเอง ส่วนใหญ่คนเราอยากตายในที่คุ้นเคย แต่บางทีถูกผู้ดูแลบังคับมาส่ง
สี่-ไม่มีอาการทางจิต หรือคลุ้มคลั่งจนคุมตัวเองไม่ได้ เพราะเราไม่มีเครื่องมือดูแล
การดูแลควรเป็น ๑ ต่อ ๑ โดยผู้ดูแลมีสามกลุ่ม ส่วนหนึ่งรู้ข่าวจากเพจที่เราสื่อเชิญชวนให้มาลองศึกษาเรียนรู้ การดูแลพระอาพาธ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิถีการปฏิบัติธรรม
แล้วก็พระดูแลกันเองตามธรรมวินัย ให้พระที่ตั้งใจบวชและตายในผ้าเหลืองได้ตายแบบพระ
บางช่วงพระที่ดูแลอาจอยากออกธุดงค์ จำพรรษาที่อื่นบ้าง ก็เปลี่ยนผู้ดูแลไปหลายคน เมื่อมีพระไม่มากพอ ก็ให้โยมที่เคยบวชมาช่วย โดยมีค่าตอบแทนพออยู่ได้ ตอนนี้เป็นผู้ดูแลสวนคนหนึ่ง ดูแลพื้นที่ตึกใหม่หนึ่งคน อีกคนดูแลพระอาพาธ ร่วมกับพระสามรูป
พร้อมเปิดรับจิตอาสาเป็นระยะ แต่เนื่องจากเป็นงานที่ต้องฝึกทักษะระดับหนึ่ง จึงต้องเข้ามาอยู่ต่อเนื่อง ๑๐ วัน
เป็น “โครงการสันติอาสา” ให้พระมีส่วนร่วมดูแลพระอาพาธ ระบบจะบันทึกการทำงาน เป็นคะแนนสะสมยามท่านชราอาพาธ หรือจะยกสิทธิ์ให้เพื่อนสหธรรมิก หรือแบ่งปันแก่บิดามารดา ครูอาจารย์ก็ได้ ตอนนี้เริ่มทำระบบแล้ว
ที่นี่คือที่อยู่ของพระ มีวัตรปฏิบัติทุกอย่างเป็นวัด เพียงแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัดโดยนิตินัย
พระก็ทำกิจของสงฆ์ตามปรกติ แต่ใช้เวลามาดูแลให้สอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิต ๒๔ ชั่วโมง แค่ไม่รับกิจนิมนต์ ทำวัตรเช้าตอนตี ๔ พระผู้ป่วยก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ด้วยตี ๕ ช่วยเปลี่ยนผ้าอ้อม หาน้ำร้อนน้ำปานะให้ฉัน แล้วออกบิณฑบาต ตอนทำวัตรเย็นก็มีโยมมาร่วมด้วย
ที่นี่ไม่มีโรงครัว พระบิณฑบาตสองรูปเลี้ยงพระป่วยและคนในศูนย์ได้เป็นสิบ อาหารที่บิณฑบาตมาก็ดูว่าอันไหน ผู้ป่วยฉันเพลได้ อันไหนเป็นปานะ เราช่วยจัดการทั้งหมด ยารับจากโรงพยาบาล การดูแลที่หมอให้ญาติทำได้เราก็ทำ ที่ยากกว่านั้นอย่างใส่สายสวน เครื่องช่วยหายใจ สายอาหาร ก็ประสานให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลช่วย
บางท่านโรงพยาบาลแนะนำให้ฉันสามมื้อ แต่ถ้าท่านมีสติรู้เรื่องดีแล้วอยากฉันสองมื้อเพื่อรักษาธรรมวินัยเราก็สนับสนุน บางท่านเอาตามหมอเราก็โอเค ของเหลวอย่างนมผงผู้ใหญ่ไม่ถือเป็นปานะ แต่ถ้าท่านอยากฉันเราก็จัดให้
การดึงสายยางออกของผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัว ถ้าไปโรงพยาบาลก็ถูกบังคับใส่สายกลับมา รูปที่สื่อสารไม่ได้เราไม่มีสิทธิ์จะให้จบ แต่หากพูดคุยได้ ถ้าบอกพอไม่อยากใส่ เราตามท่านการที่ท่านเลือกที่จะไม่รับอะไรแล้วเป็นเรื่องที่สังคมต้องเตรียมการจัดการ
นักปฏิบัติ
ท่านที่ฝึกปฏิบัติมาดูแลง่าย ถึงตอนท่านไปก็ไปอย่างสงบ ท่าทีและการวางใจของท่านส่งผลในทางบวก ไม่ใช่ไม่ปวด แต่ไม่โวยวาย
พระที่ไม่สนใจปฏิบัติ บวชแค่มีที่อยู่ตอนอายุมากขึ้นหรือเพื่อทำมาหากินจะดูแลยาก ถ้ายังพูดได้จะเรื่องมาก เวลาจะไปก็ฟุ้ง ๆ ไม่ต่างจากโยมก็มี
โดยรวมถ้าปล่อยตามธรรมชาติส่วนใหญ่จะสงบ ไม่ใช่ดิ้น ๆ แล้วฟุบแบบในหนัง แม้จะโวยวายแต่เมื่อเข้าสู่ระยะท้ายจะยอมรับ ลมหายใจแผ่วลงก่อนค่อย ๆ สิ้นใจ
เว้นแต่บางโรคอย่างมะเร็งกระดูกจะปวด หากไม่ได้ยาระงับปวดอาจทุรนทุราย
ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของแต่ละรูป แต่ถึงวาระสุดท้ายการมีที่อยู่ให้ท่านพึ่งพิงคือเรื่องสำคัญ
งอกงาม
ตามที่บันทึกไว้มีพระอาพาธเคยมาพัก ๔๒ รูปในช่วง ๖ ปี ที่เร็วสุดมาถึงบ่าย ๒ ราว ๓ ทุ่มก็มรณภาพ ที่อยู่นานสุด ๒ ปีกว่า ระยะท้ายจริง ๆ เฉลี่ยราว ๒-๓ เดือน
พอท่านมรณภาพจะติดต่อญาติมารับ ถ้าให้เราช่วยจัดการก็ออกเอกสารมรณบัตร นิมนต์พระสวดอภิธรรมแล้วเผา แถวนี้มีสองวัดอยู่ใกล้ ๆ ค่าใช้จ่ายประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท มูลนิธิจัดการให้ เช้าวันรุ่งขึ้นเก็บอัฐิ หากไม่ได้คุยเรื่องจัดการศพไว้ก่อนเราก็นำมาฝังที่โคนต้นไม้ใหญ่ในสวน
การดำเนินงานของมูลนิธิใช้เงินบริจาคล้วน ๆ ไม่มีรายใหญ่ ตอนหลังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรีให้งบสนับสนุนภายใต้โครงการ “ชีวาภิบาล” เพื่อดูแลพระอาพาธหัวละหมื่นกว่าบาทต่อปี
อาตมาอายุเข้า ๖๑ ปี ก็ต้องวางแผนเผื่อเราไม่อยู่ พยายามมองหาพระที่มีแนวคิดตรงกับเรามาสืบทอด ความเป็นมูลนิธิมีข้อดีที่ดึงโยมมาช่วยบริหารจัดการได้
ปัญหาเรื่องผู้ป่วยระยะท้ายจะมีมากขึ้นในอนาคต ถ้าในภาพรวมจัดการไม่ดี ช่วงสุดท้ายของชีวิตพระไม่มีความมั่นคง สถาบันศาสนาก็มีโอกาสสั่นคลอน ความมั่นคงคือพระต้องกล้าบวชที่จะตายในผ้าเหลือง แต่หากไม่มั่นใจว่าจะมีคนดูแล ใครจะทุ่มเทให้องค์กรศาสนา
มูลนิธิสันติภาวันมีพื้นที่ดำเนินกิจกรรมสามแห่ง
✽ ศูนย์สันติภาวัน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ให้การดูแลพระอาพาธระยะท้าย
✽ ศูนย์สันติอาวาส อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา สถานฟื้นฟูพระที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล ดูแลภิกษุณี แม่ชีที่ป่วยระยะท้าย และโยมพ่อแม่ที่เจ็บป่วยแก่ชราของพระอาสาสมัคร
✽ ศูนย์สันติวิหาร เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ ที่พักพระจากต่างจังหวัดซึ่งมีนัดตรวจรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และเป็นที่จัดกิจกรรมอบรมถวายความรู้แก่พระ
สนับสนุนสันติภาวัน
● บัญชีมูลนิธิสันติภาวัน เลขที่ ๑๐๙-๐-๓๐๖๕๕-๕ ธนาคารกรุงไทย สาขาบางกรวย
● บัญชีมูลนิธิสันติภาวัน เลขที่ ๐๗๕-๘-๑๐๙๓๖-๔ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสอยดาว