น.สพ. พงษ์ประสิทธิ์ พงษ์พิจิตร กับชั้นหนังสือไม้สัก
มรดกจากยุคร้านเช่าหนังสือของแม่สู่ร้านหนังสือของตน
INDEPENDENT
BOOKSTORES
ทั่วไทย
ที่นี่...สี่ขาอยู่ชั้นล่าง สองขาขึ้นชั้นบน เพราะเป็นทั้ง “คลินิกบ้านรักษาสัตว์” ของ น.สพ. พงษ์ประสิทธิ์ พงษ์พิจิตร และร้านหนังสือเล็กๆ ที่รัก ลำปาง
คุณหมอนักอ่านย้อนวัยเด็กที่โตมากับ
ร้านเช่าหนังสือของแม่ แต่ไม่เคยฝันถึงร้านหนังสือของตน กระทั่งวันที่งานคลินิกสัตว์ไม่เกินกำลังแล้ว กอปรกับสังเกตเห็นว่าร้านหนังสือย่านเทศบาลนครลำปางทยอยปิดลง จึงอยากรักษาพื้นที่การอ่านไว้ให้ลูกน้อย เขาขอชั้นวางหนังสือที่เคยใช้สอยในร้านแม่ มาใช้ต่อเพื่อระลึกวันวาน เวลาเห็นเด็ก ๆ มาค้นหาหนังสือ นั่งอ่าน ก็เหมือนเห็นตนวัยเยาว์
วันนี้ร้านหนังสือที่ว่าเปิดมา ๑๒ ปีแล้ว
ขอพื้นที่เล็ก ๆ ให้นิทานเด็กและวรรณกรรม
“ตอนลูกผม ๓-๔ ขวบ แถวนี้มีร้านหนังสือแฟรนไชส์คึกคัก แต่กว่าจะพาลูกไปร้านหนังสือได้ต้องรอหลังคลินิกปิด ๒ ทุ่ม ซึ่งลูกก็ต้องเข้านอนแล้ว เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็สั่งหนังสือมาขายในคลินิกสิ
“ผมเคยคิดว่าที่นี่เหมาะจะเป็นร้านหนังสือที่มีสัตว์เลี้ยง มีหนังสือฮาวทูเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เพราะธีมไปด้วยกันได้กับคลินิก จึงแบ่งใช้พื้นที่กับคลินิกขายหนังสืออยู่ชั้นล่าง เพราะกลุ่มลูกค้าเราน่าจะเป็นคนเลี้ยงสัตว์ที่รักการอ่าน แต่กลับไม่ใช่เลย งานอดิเรกของคนเลี้ยงสัตว์ก็วนเวียนอยู่กับสัตว์เลี้ยง ไม่ได้เลี้ยงไปอ่านหนังสือไป ส่วนลูกค้าหนังสือก็ไม่เลี้ยงสัตว์ กลัวสัตว์ก็มี บางทีเลือกหนังสืออยู่มีหมาเห่า แมวหลุด เอ้า...ตายละ ! ผมเลยย้ายร้านหนังสือขึ้นชั้น ๒ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถดึงลูกค้ารักสัตว์ขึ้นมาอ่านหนังสือได้ มีแต่เด็ก ๆ ที่ดึงดูดได้
“บางทีลูกค้ามาคลินิกเป็นครอบครัวจะมีเด็กชะเง้อมองจากบันไดขึ้นไปเห็นหนังสือก็ขอขึ้นชั้น ๒ ไปนั่งเล่น บ้างก็ถือหนังสือที่อยากได้ลงมาให้พ่อแม่ซื้อ
“ผมเริ่มจากสั่งหนังสือวรรณกรรมเยาวชน หนังสือเด็ก นิทาน เพราะลูกเราต้องอ่าน เพื่อน ๆ ที่มีลูกวัยใกล้กันก็จะมาใช้เวลาที่นี่ด้วย เป็นแบบผู้ปกครองนั่งเล่าให้เด็กฟัง ต่อมาจึงเริ่มสั่งที่ตัวเองอยากอ่านด้วย แนวปรัชญาก็มีบ้าง นิยายก็เน้นสนุกหน่อย ส่วนนิตยสารจะมีแค่นิตยสารสารคดี เพราะเนื้อหาทันยุคสมัยชวนติดตาม แล้วค่อยสังเกตว่าลูกค้าชอบแนวไหน
“การคัดหนังสือเข้าร้านจะเป็นตามยอดขาย เพราะหน้าที่ของร้านหนังสือไม่ใช่แค่ให้ตัวเราอ่าน ต้องมองคนเข้าร้านด้วยว่าเขาสนใจอะไร ละแวกนี้มีบุคลากรทางการแพทย์เยอะเพราะลำปางมีโรงพยาบาลที่รับแทบทุกเคสของภาคเหนือ อาจารย์หมอและคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งสร้างครอบครัวจะให้ความสำคัญกับการอ่านมาก ทั้งกับตัวเองรวมถึงเด็ก ๆ ในครอบครัว นักศึกษาก็มีบ้าง
“ชิลลี่” ปอมเมอเรเนียนขนฟูที่เจ้าของพามาอาบน้ำทุกสัปดาห์
“ผมชอบบรรยากาศวันที่โรงเรียนมัธยมศึกษาเลิกคาบเรียนครึ่งวัน นักเรียนจะพากันเหมารถมานั่งเล่นในร้าน บางคนแค่มานั่งอ่านแล้ววันหลังถึงกลับมาซื้อ ชวนให้นึกถึงตอนเราเป็นนักศึกษาที่กรุงเทพฯ ก็ยืนอ่านในศูนย์หนังสือจุฬาฯ ร้านหนังสือดอกหญ้า ช่วงปี ๒๕๓๕-๒๕๔๑ ละแวกที่ผมเรียนอยู่แค่พื้นที่จากสามย่านไปจุฬาฯ ตามตรอกซอยล้วนเต็มไปด้วยร้านหนังสือ ทั้งโอเดียนสโตร์ ดวงกมล ขึ้นรถเมล์ไปไหนก็เจอแผงหนังสือตามป้ายรถ เป็นยุคที่คึกคักมากสำหรับนักอ่าน ไปทางไหนก็มีหนังสือให้ซื้อให้หยิบอ่านฟรี
“ฉะนั้นแม้แต่ละเดือนผมจะขายหนังสือได้น้อยก็ไม่เป็นไร รวมนิตยสารด้วยบางทีก็ ๕ เล่ม ๑๐, ๒๐, ๔๐ เล่ม รายได้ของร้านหนังสืออย่างเดียวอยู่ยาก แต่ผมเชื่อว่าหนังสือทุกเล่มมีเจ้าของ แค่ต้องรอจังหวะเพื่อจะได้พบ
“มีครั้งหนึ่งผมคุยกับคนที่อ่าน เจ้าชายน้อย ครั้งแรกตอนอายุ ๕๕ ปี เขาบอกว่าน่าจะได้อ่านเร็วกว่านี้จะได้รู้วิธีถนอมความรักเหมือนที่เจ้าชายน้อยถนอมกุหลาบ ผมคิดว่าถ้ายังอยู่ในวัย ๒๐-๓๐ ปีก็อาจมองผ่านจนกว่าความคิดจะนิ่งจึงถึงเวลาอ่านเรื่องที่สะท้อนคุณค่าในวัยที่ผ่านมาของตนเอง”
พื้นที่อยู่ร่วมระหว่างการ์ตูน-หนังสือสะสมของคุณหมอนักอ่านกับสินค้าดูแลสัตว์เลี้ยง
“มีหลายกิจกรรมที่ผมใช้เป็นวิธีจัดร้านให้น่าเข้าเพราะที่นี่ไม่ได้เข้าออกง่ายแบบร้านติดถนน ลููกค้าต้องตั้งใจมา เลยอยากให้มาแล้วรู้สึกว่าเป็นห้องรับแขกของนักอ่าน”
โรงหนังเล็ก ๆ
กลยุทธ์ยุคออนไลน์
“ต้องยอมรับว่าการมาถึงของยุคออนไลน์กระทบยอดขาย ยิ่งสำนักพิมพ์ที่เป็นทั้งสายส่งและเป็นร้านหนังสือลงมาขายเองเราจะสู้อะไรได้ ยังต้องนั่งตอบคำถามลูกค้า ส่งออร์เดอร์ แถมโดนหักเปอร์เซ็นต์จากตลาดออนไลน์ สุดท้ายพอทบทวนตัวเองก็คิดว่าควรทำร้านหนังสือของเราให้น่าเข้า น่านั่ง น่าใช้เวลาด้วยนาน ๆ ถึงจะสู้ตลาดยุคออนไลน์ได้ เดี๋ยวนี้ร้านหนังสืออิสระทั้งหลายก็พยายามทำสิ่งเหล่านี้
“ครั้งหนึ่งผมเห็นคุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์ โพสต์ว่าอยากเอาหนังสารคดีของค่าย Documentary Club ออกสู่วงกว้าง ผมจึงติดต่อไปว่าอยากจัดธีมขาย-ฉายในร้านหนังสือ ให้ชุมชนได้เปิดมุมมองหนังสารคดีแนวใหม่ เรื่องแรกผมเลือกเกี่ยวกับเด็กออทิสติกที่เรียนรู้ผ่านการดูหนังวอลต์ดิสนีย์ น่าสนใจตรงผู้กำกับภาพยนตร์เห็นว่าเด็กเรียนรู้แสดงอารมณ์แบบตัวละครได้ จึงติดต่อดิสนีย์ขอฟุตเทจมาใช้ประกอบหนังเพื่อให้กำลังใจเด็ก ดิสนีย์จึงอนุญาตโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผมก็จัดธีมหนังสือการ์ตูนแล้วฉายหนัง ให้จองที่นั่งล่วงหน้า ดูจบก็คุยกัน เรื่องนั้นฉายทั้งสัปดาห์ราวแปดรอบ คนดูเต็มทุกรอบ ทำอยู่อย่างนั้นโดยเปลี่ยนหนังทุกเดือน กระทั่งโรงหนัง Doc Club & Pub. ของคุณธิดาปิดตัวลงก็เลยพัก
“ช่วงหลังโควิด-๑๙ โรงหนัง EGV ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ดึงลูกค้าโดยจัดกิจกรรมเหมาโรง คนกำลังอยากดู Drive My Car หนังที่รับแรงบันดาลใจจากหนังสือรวมเรื่องสั้นโดย ฮารูกิ มูราคามิ ผมก็จัดกิจกรรมดูหนังที่โรง ชวนนักอ่านซื้อตั๋วไปดูด้วยกันแล้วกลับมาคุยกันต่อที่ร้านหนังสือ
จะพกหนังสือมานั่งดูหนังหรือมาดูหนังก่อนอ่านก็อาจทำให้ช่วงเวลาของการดูหนัง (สือ) เรื่องเดิมโรแมนติกได้อีก
“มีหลายกิจกรรมที่ผมใช้เป็นวิธีจัดร้านให้น่าเข้า เพราะที่นี่ไม่ได้เข้าออกง่ายแบบร้านติดถนน ลูกค้าต้องตั้งใจมา เลยอยากให้มาแล้วรู้สึกว่าเป็นห้องรับแขกของนักอ่าน บ่อยครั้งมีต่างชาติที่หาร้านหนังสือในจังหวัดแล้วพบข้อมูลร้านเราจากโซเชียลมีเดีย บางทีแบกเป้มาทั้งครอบครัว ผมเคยจะเอาหนังสือต่างประเทศมาขาย แต่พอได้คุยกับลูกค้าเขากลับต้องการหนังสือสองภาษาเพราะอยากเก็บภาษาไทยด้วย ผมว่าต่างชาติเขาใช้ร้านหนังสือเป็นนะ เขาสนุกในการหาหนังสือ ถอดรองเท้าแล้วนั่งเอกเขนกกับพื้น เอนหลังคุยกัน หยิบหนังสือโชว์กัน เจอแบบนี้ผมจะไม่รบกวนเลย ให้เขาเพลิดเพลินกันไป”
เพราะสิ่งยิ่งใหญ่กว่าการกังวลเรื่องหนังสือที่รักหาย
คือเป้าหมายให้ร้านหนังสือเล็ก ๆ เป็นพื้นที่สบายใจ