เราพลาดอะไรไป...?
ให้ความทุกข์ปลุกจิต
วิชาความตาย
เรื่อง : เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ
ภาพประกอบ : Phetladda.K
คุณคิดว่าครอบครัวที่มีลูกติดยามาจากพื้นฐานแบบไหน
ยากจน แตกแยก ไม่มีใครเหลียวแลจนต้องพึ่งยาเสพติดไหม
ครอบครัวของฉันไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่มีลูกชายติดยาเสพติด และทุกคนในบ้านรู้สึกเหมือนกำลังตกนรกไปด้วย เจ็บปวด ทรมาน หมองไหม้ อย่างไม่รู้เมื่อไรจะหลุดพ้น…
เขาเป็นลูกชาย-คนสุดท้องในพี่น้องสามคน ฉันและน้องสาวอายุห่างกัน ๑ ปี ส่วนน้องชายอายุห่างจากฉัน ๕ ปี บ้านเราตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง บนเนื้อที่ราว ๔ ไร่ ซึ่งโอบล้อมด้วยสวนป่า ด้านหน้าคือสวนปาล์ม ด้านหลังสวนยางพารา ส่วนด้านข้างมีทั้งต้นหมาก มะพร้าว กระท้อน มะปราง ไม่นับไม้ดอกอย่างต้นเข็ม ชบา แก้ว และชมนาดที่พาดเลื้อยเป็นซุ้มใกล้บ้าน
เราสามพี่น้องเติบโตมาในครอบครัวที่น่าจะเรียกได้ว่าสงบสุขและอบอุ่น ไม่ขาดทั้งความรักและข้าวปลาอาหาร มีพ่อแม่จิตใจดี รักและเอาใจใส่ลูกเท่าเทียมกัน
มองจากสภาพความเป็นอยู่และการเลี้ยงดูของพ่อแม่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่าลูกบ้านนี้จะติดยาเสพติด ฉันเรียนจบเป็นครู น้องสาวเป็นพยาบาล ส่วนน้องชายก็เรียนจบมหาวิทยาลัย
ใคร่ครวญความจริง
จุดเริ่มต้นของความผิดพลาดอยู่ตรงไหนนะ...?
วันหนึ่งฉันจึงลองชวนพ่อแม่มาใคร่ครวญมองความจริงที่เกิดขึ้น
“พ่อกับแม่คิดว่าตอนเด็ก ๆ น้องเป็นอย่างไร”
คำถามเรียบง่ายของฉันพาพ่อแม่ย้อนคิดถึงอดีต
แม่เล่าเรื่องวัยเด็กของน้องชาย ซึ่งตอนนี้อายุ ๔๓ ปีแล้วว่า ใบหน้าเขาไม่เหมือนใครในครอบครัว รูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีน้ำตาลเข้มจัด โหนกแก้มสูง จมูกบานเล็กน้อยและไม่โด่งอย่างคนใต้ ดวงตากลมโต คิ้วเข้ม และปากหนา หากมองเผิน ๆ หน้าออกจะดุดูน่ากลัว แต่เมื่อยิ้ม แววตาเขาจะเป็นประกายสดใส ดูขี้เล่น ตอนอยู่ชั้นประถมฯ เขาเรียนเก่งเป็นที่รักของเพื่อน ๆ และคุณครู
หลังน้องเรียนจบมัธยมฯ ต้นก็สอบเข้าเรียนต่อระดับ ปวช. ที่วิทยาลัยเทคนิคในตัวเมือง นี่คงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตเขา จากเด็กชายหัวเกรียน เปลี่ยนคำนำหน้าเป็นนายที่ไว้ผมยาวได้ตามใจปรารถนา แม้เราไม่อยากให้เขาเรียนสายอาชีวะแต่น้องยืนยันจะเรียน พ่อแม่ซึ่งไม่บังคับใจลูกจึงปล่อยให้เขาเลือกเส้นทางชีวิตเอง
ปีแรกของการเรียนยังไม่หนักหนา แต่เมื่อเข้าปีที่ ๒ เริ่มมีจดหมายเชิญผู้ปกครองเรื่องยาเสพติด หลังจากนั้นไม่นานน้องถูกขโมยรถจักรยานยนต์ต้องขึ้นโรงพักแจ้งความ จนถึงโดนไล่ยิงขณะขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทุกวันนี้กระสุนลูกปรายยังฝังอยู่ในกล้ามเนื้อแขน
คำตอบของแม่ทำฉันใจหาย ฉันมองใบหน้าท่าน หญิงผิวสองสีวัย ๗๐ ปี รูปร่างท้วม แต่ยังแข็งแรง ฉันนึกไม่ออกเลยว่าทำไมเด็กดีคนหนึ่งถึงแปลงร่างเป็นอีกคน
“เราพลาดอะไรไปนะ” ฉันถามพ่อแม่และตัวเอง
พ่อกับแม่นั่งนิ่งเงียบพักใหญ่ ก่อนพ่อจะเอ่ยขึ้น “เราพลาดที่เชื่อใจน้อง”
พ่อเชื่อว่าน้องจะตั้งใจเรียน เชื่อว่าน้องจะไม่ถลำลึกกับยาเสพติด เชื่อว่าเดี๋ยวน้องก็กลับเป็นคนดีคนเดิม
แม่พยักหน้าเห็นด้วย เราไม่ใช่ครอบครัวที่บังคับ ทุบตี หรือด่าทอลูก แม้แต่วันที่น้องทำผิด พ่อก็ไม่ตี ไม่เคยพูด “มึง-กู” ด้วยซ้ำ
ส่วนฉันยิ่งน้องโตฉันยิ่งไม่สามารถเข้าถึงใจของเขาได้ เหมือนมีกำแพงหนา ๆ ที่ผลักวิถีลูกผู้ชายของน้องออกจากชีวิตเรียบง่ายของครอบครัวเรา
“ถ้าถูกตำรวจจับเพราะเรื่องอื่นยอมได้ทุกอย่าง แต่หากเป็นยาเสพติดพ่อจะไม่ไปประกันตัว”
พ่อพูดชัดเจนตั้งแต่น้องเริ่มวัยรุ่น แต่สิ่งที่พ่อเกลียดสุดกลับยิ่งเข้าใกล้สิ่งที่ท่านรักมากที่สุด
พอเรียนจบ ปวช. น้องไปเกณฑ์ทหาร ได้เป็นทหารเรือใส่ชุดกะลาสีสุดเท่ หน้าตาผ่องใส จนเราไม่คิดว่าน้องจะหวนกลับไปหายาเสพติดอีก ยิ่งน้องเรียนจบ ปวส. และบวชพรรษาหนึ่ง พ่อกับแม่ก็ยิ่งมั่นใจว่าหนทางที่สดใสคงรอลูกอยู่
แต่หลังจากนั้นไม่นานอาการของน้องก็ปรากฏชัดเจน จนเราต้องยอมรับความจริง
ความหวังและความกลัว
เมื่อ ๑๕ ปีก่อน
กว่าเราจะรู้ว่าลูกชายคนสุดท้องของบ้านติดยา เขาก็อยู่ในอาการหลอนแล้ว
ตามประสาครอบครัวที่ไม่เคยมีใครติดยา เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นคือผลจากการเสพยาบ้าเป็นเวลานานในปริมาณที่มากขึ้น ๆ แต่แม่กลับคิดว่ามีคน “ทำของ” หรือเล่นคุณไสยใส่น้อง ท่านจึงพาน้องชายไปหาร่างทรง
ผ่านไปไม่นาน ก่อนแม่จะไป “แก้” อย่างร่างทรงบอก น้องก็มีอาการหลอนหนักจนนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน เริ่มอาละวาดโวยวาย และใช้มือขุดดินใต้ต้นกระท้อนเป็นหลุมลึกเหมือนคนบ้า ปากก็พูดว่ามีคนซ่อน “ของ” ที่ทำคุณไสยไว้
ตอนนั้นฉันคิดเพียงว่าเราจะนำตัวน้องชายที่ขาดสติไปรักษาได้อย่างไร พ่อพยายามหาหนทาง แล้วได้คำตอบว่าคงต้องให้ตำรวจช่วย เพราะเราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าน้องจะมีท่าทีขัดขืนรุนแรงขนาดไหน
หลายปีที่ผ่านมาเราส่งน้องไปสถานบำบัดยาเสพติดของรัฐหลายศูนย์ แต่ไม่นานเขาก็เป็นแบบเดิม
ความเจ็บปวดไม่ใช่แค่ลูกชายติดยา แต่คือความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าว่าลูกจะหายและกลับมาใช้ชีวิตอย่างปรกติ จนหัวใจพ่อแม่แตกสลายยับเยินเกินจะทน
น้องเปลี่ยนเป็นคนละคน ครั้งยังเด็ก ก่อนหยิบเงินทุกครั้งไม่ว่าจะน้อยแค่ไหนเขาต้องเดินมาขอแม่ บ้านเราเชื่อใจความซื่อสัตย์ของลูก เราไม่เคยโต้เถียงใช้คำรุนแรงกับพ่อแม่ แต่เมื่อน้องติดยาทุกอย่างกลับตาลปัตร จากคนดี ๆ กลายเป็นเหมือนอสุรกาย
“ตื่นขึ้นมาทุกวัน ไม่มีวันไหนไม่คิดถึงเรื่องนี้…ในใจบอกให้ลืม แต่ทำไมยังคิด” พ่อเอ่ยเสียงสั่นเครือ ก่อนร่างกายไหวสะท้าน ก้มหน้าใช้มือข้างหนึ่งปิดไว้ แล้วร้องไห้โฮต่อหน้าแม่และฉัน
ครั้งหนึ่งพ่อเคยถามน้องว่าทำไมถึงเลิกเสพยาไม่ได้ น้องตอบใจไม่แข็งพอ แต่ลึกกว่านั้นว่าอะไรทำให้น้องเสพยา เราไม่เคยถาม และมันยังเป็นหลุมดำของครอบครัว
ฉันคาดเดาต่าง ๆ นานา หรือน้องจะหลงผิดตามเพื่อน แล้วสุดท้ายก็ออกจากวังวนนี้ไม่ได้ หรือน้องขาดความรักความอบอุ่นจากครอบครัว ซึ่งไม่น่าจะใช่ เพราะฉันและน้องสาวก็เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูแบบเดียวกัน
ทุกข์ปลุกจิต
ไม่นานมานี้เราเพิ่งไปเยี่ยมน้องชายที่ศูนย์บำบัดของเอกชน เขาอยู่มาเกือบ ๒ ปีแล้ว ร่างกายดูแข็งแรง หน้าตาผ่องใส ในเพจของศูนย์แสดงวิธีเยียวยาโดยใช้การแลกเปลี่ยนพูดคุยแบบกลุ่มบำบัด มีกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งออกกำลังกาย อ่านหนังสือ เล่นดนตรี ที่สำคัญมีแพทย์ช่วยปรับยาให้เหมาะแก่ผู้ป่วยจิตเวชที่ติดยาเสพติด
ฉันเพียรโทรศัพท์ไปสอบถามอาการเขาสม่ำเสมอ จากแรก ๆ ที่เขามักแยกตัวอยู่คนเดียว ตอนหลังเริ่มทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น
เรายังรอคอยเวลาเหมาะสมให้เขาออกมา
ถึงวันนี้แม้เราจะไม่ทราบอย่างแท้จริงว่าเราพลาดอะไรไป เพราะคำถามนี้เราควรถามน้องชายด้วย
แต่อย่างน้อยเราก็ได้ย้อนมองความจริงที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเราคงเป็นครอบครัวที่สงบสุขจนไม่ซึมซาบทุกข์ของคนอื่น ชีวิตให้รสชาติที่เข้มข้นครบรสและบทเรียนที่ช่วยให้เราเปิดใจกว้างมองเห็นครอบครัวอื่นที่ทุกข์เช่นเดียวกัน
แน่นอนเมื่อนึกถึงน้อง ครอบครัวเราก็ยังหม่นเศร้า แต่นั่นทำให้เราได้ย้อนมองชีวิตของพวกเราชัด ๆ อีกครั้ง เราเคยทำอะไรมา และเราจะจากโลกนี้ด้วยหัวใจแบบไหน
เมื่อ ๓ ปีก่อนที่ฉันชวนพ่อแม่คุยเรื่องน้องชาย ตอนนี้พ่อตื่นเช้ามาฟังธรรมะทางวิทยุทุกวันและน้อมนำมาใช้เข้าใจชีวิตจนคลายความยึดติดได้มาก คำหนึ่งพ่อบอกว่า “เราต่างเกิดมา
เป็นของชั่วคราว”
วิกฤตการณ์ของครอบครัวทำให้ฉันตระหนักว่า ความทุกข์ที่โบยตีเราทุกวี่วันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ถ้าเรารู้จักแปรเป็นความเข้าใจ จิตของเราก็จะพัฒนาสู่ความเบาสบาย วางได้ละเป็นมากขึ้น
แต่กว่าจะผ่านมาได้หัวใจพวกเราก็สะบักสะบอมจากหมัดของความทุกข์ที่ซัดใส่เราจัง ๆ จนแทบลุกไม่ขึ้น
ถึงกระนั้นทุกความมืดมิดย่อมมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เสมอ