Image

ร้านหนังสือในพระนคร
ก่อนปี ๒๕๐๐

รวบรวมและเรียบเรียง : ศรัณย์ ทองปาน 

ความเฟื่องฟูของสิ่งพิมพ์

การพิมพ์ในสยามมีที่มาจากความต้องการเผยแผ่คริสต์ศาสนาให้แก่คนไทย

เริ่มต้นที่ฝ่ายคาทอลิก มีหลักฐานเก่าที่สุดคือหนังสือ คำสอนคริสตัง ภาคต้น เป็นภาษาไทย แต่สะกดด้วยอักษรโรมัน พิมพ์ที่วัดซางตาครู้ส กุฎีจีน เมื่อปี ๒๓๓๙ สมัยรัชกาลที่ ๑

ส่วนการพิมพ์ด้วยอักษรไทย เริ่มโดยคณะมิชชันนารีโปรเตสแตนต์ชาวอเมริกันในยุครัชกาลที่ ๓ หนังสือเล่มแรกที่จัดพิมพ์ขึ้นคือ บัญญัติสิบประการ เมื่อปี ๒๓๗๙

เมื่อแลเห็นว่าการพิมพ์มีประโยชน์สำหรับผลิตเอกสารข้อความเดียวกันจำนวนมาก ทางรัฐบาลสยามจึงว่าจ้างโรงพิมพ์คณะมิชชันนารีให้พิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น จำนวน ๙,๐๐๐ ฉบับ เมื่อปี ๒๓๘๒ ถือเป็นสิ่งพิมพ์ของทางราชการชิ้นแรก

ความเฟื่องฟูของสิ่งพิมพ์ในสยามเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ช่วงทศวรรษ ๒๔๐๐ เมื่อโรงพิมพ์ที่ดำเนินการโดยคณะมิชชันนารีโปรเตสแตนต์ ทั้งโรงพิมพ์ของ “หมอบรัดเลย์” (Dan Beach Bradley แดน บีช แบรดเลย์ ปี ๒๓๔๗-๒๔๑๖) ที่ปากคลองบางหลวง (คลองบางกอกใหญ่)
และโรงพิมพ์ของ “หมอสมิท” หรือ “ครูสมิท” (Samuel
John Smith ซามูเอล จอห์น สมิท ปี ๒๓๖๓-๒๔๕๒)
ที่ถนนตก ต่างมองเห็นช่องทางหารายได้จากการพิมพ์หนังสือซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาออกจำหน่าย จึงเป็นเหตุให้ต้องเสาะหาต้นฉบับเพื่อนำไปตีพิมพ์ ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ใน ตำนานหนังสือสามก๊ก (ปี ๒๔๗๑) ตอนหนึ่งว่า

“ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ หมอบรัดเลมิชชันนารีอเมริกันย้ายโรงพิมพ์มาตั้งที่ปากคลองบางกอกใหญ่ เริ่มพิมพ์หนังสือไทยเรื่องต่าง ๆ ขาย ได้ต้นฉะบับหนังสือเรื่องสามก๊กของผู้อื่นมา ๒ ฉะบับ แล้วไปยืมต้นฉะบับของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ เมื่อยังเปนเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ ที่สมุหพระกลาโหมมาสอบกันเปน ๓ ฉะบับ พิมพ์หนังสือสามก๊กขึ้นเปนสมุดพิมพ์ ๔ เล่มตลอดเรื่อง สำเร็จเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๐๘ ขายราคาฉะบับละ ๒๐ บาท พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับซื้อช่วยหมอบรัดเลเห็นจะราวสัก ๕๐ ฉะบับ พระราชทานพระราชโอรสธิดาพระองค์ละฉะบับทั่วกัน”

ความนิยมในหนังสือฉบับพิมพ์ยังนำไปสู่การซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือ นิราศลอนดอน ระหว่างหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูร) กับหมอบรัดเลย์ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๔๐๔ ด้วยราคาถึง ๔๐๐ บาท ซึ่งนับเป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์ครั้งแรกในสยาม

นิราศลอนดอน ตีพิมพ์เสร็จและวางจำหน่ายครั้งแรกในอีก ๕ เดือนต่อมา คือวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๔๐๔

ผู้ซื้อมีกำไรมาก

ในกรุงเทพฯ ยุคที่ยังไม่มีร้านขายหนังสือโดยเฉพาะ โรงพิมพ์ล้วนทำหน้าที่ “หน้าร้าน” ขายสมุดหนังสือไปด้วยในตัว เช่นที่หมอบรัดเลย์ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ บางกอกรีคอร์เดอร์ (The Bangkok Recorder) เล่ม ๑ ใบ ๖ (ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๖) วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๖๕ (ปี ๒๔๐๘) ว่า

“๏ อนึ่งที่โรงพิมพ์นั้นมีหนังสือขายต่าง ๆ, คือหนังสือหัดพูดคำอังกฤษ จบละ ๖ สลึง. แลหนังสือจินดามะณีนั้น เล่มละบาท. หนังสือกฎหมายไทย ๕๕ เล่มสมุทไทย ผูกเปนหนังสืออังกฤษสองเล่ม, ขายเปนราคาจบละ ๑๓ บาทสลึง, แลหนังสือพระราชพงษาวดารไทย ๔๒ เล่มสมุดไทย, ทำเปนสองเล่มอังกฤษ, ขายจบละ ๑๐ บาทสองสลึง. แลพงษาวดารฝรั่งเศศย่อ, ขายเล่มละสองสลึง. แลมีกระดาดสมุดเปล่าต่าง ๆ ขายเล่มละบาทบ้าง, เล่มละสองสลึงบ้าง, เฟื้องหนึ่งบ้าง, หลายอย่างต่าง ๆ. เชิญท่านทั้งหลายมาหาข้าพเจ้าที่โรงพิมพ์ ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่า, ดี.บี. ปรัศเล นั้นเทอญ.”

สาเหตุที่หมอบรัดเลย์มักระบุจำนวนเล่มสมุดไทยแต่ละเรื่องเอาไว้ในคำโฆษณาด้วย คงเพื่อโน้มน้าวใจลูกค้า เพราะการพิมพ์เป็น “เล่มอังกฤษ” ราคาถูกกว่าการจ้างเสมียนคัดลอกลง “สมุดไทย” (สมุดข่อยที่พับทบไปมา) หลายเท่าตัว ดังที่เขาอภิปรายไว้ตอนท้ายหนังสือเรื่อง พระเจ้าราชาธิราช (ปี ๒๔๑๕) ว่า

“ซึ่งข้าพเจ้าทำการครั้งนี้, ได้ความเหนื่อยยากถึงสี่เดือนกึ่ง. มีกำไรน้อยนัก. แต่ท่านผู้ซื้อข้าพเจ้าเหนมีกำไรมาก, เพราะธรรมเนียมไทยจ้างกันเขียนลายมือต่ำราคาเล่มละบาท. ภอประมาณเล่มละหกสลึง, ที่ดีกึ่งตำลึง. ทุกวันนี้ลายมือภอประมาณ, เฃาจ้างเขียนหนังสือหลวง, เล่มละกึ่งตำลึงทั่วกัน, แต่ข้าพเจ้าตีพิมพ์ฃายนี้. คิดราคาเล่มสลึงเศศ, ค่าเรียงพิมพ์แปดน่าหกสลึง. จ้างเย็บทำใบปกเล่มละเฟื้อง, ค่ากระดาดกุลีละหกบาท. ฃายเล่มละหกบาท, เพราะฉะนี้ข้าพเจ้าจึ่งว่า, ผู้ซื้อมีกำไรมาก, ผู้ฃายมีกำไรน้อย. ท่านทั้งปวงซึ่งต้องการหนังสือเรื่องนี้, ฤๅเรื่องสิ่งใด. อันเปนคะติสอนใจได้, ก็ควรจะซื้อไว้อ่าน, ให้รุ่งเรืองสติปัญญา, แลสอนลูกหลานสืบไป. ไม่ควรจะเสียดายเงิน. แลไม่ควรจะเที่ยวฃอยืมกันอ่าน, ให้ยากใจแลได้ความบัดสีเลย. ข้าพเจ้าว่านี้โดยจริง. ฃอท่านผู้มีสติปัญญาอย่าได้โกรธ, เชิญตฤกตรองดูเถิด”

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังทรงเล่าไว้ใน ตำนานหนังสือสามก๊ก ด้วยว่า ฝ่ายหมอสมิท เมื่อเห็นว่าหมอบรัดเลย์พิมพ์ สามก๊ก ขายได้กำไรดี จึงคิดพิมพ์ สามก๊ก ฉบับโรงพิมพ์บางคอแหลมออกมาแข่งบ้าง นำไปสู่การแก่งแย่งช่วงชิงต้นฉบับกับหมอบรัดเลย์  สุดท้ายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงตัดสินไกล่เกลี่ย “ให้หมอบรัดเลเอาแต่หนังสือจำพวกความร้อยแก้ว เช่นเรื่องพงศาวดารจีนไปพิมพ์ ส่วนหมอสมิธให้พิมพ์หนังสือจำพวกบทกลอน ต่างคนต่างพิมพ์มาเช่นนั้นหลายปี”

เหตุผลสำคัญที่ทั้งคู่ “จำยอม” เนื่องจากล้วนต้องอาศัยขอยืมต้นฉบับสมุดไทยจากห้องสมุดของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ด้วยกันทั้งสิ้น

นับแต่นั้นมา ขณะที่โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์เน้นหนักหนังสือแนว “วิชาการ” และวรรณคดีของชนชั้นสูง เช่นหนังสือกฎหมาย พระราชพงศาวดาร สามก๊ก ราชาธิราช โรงพิมพ์หมอสมิทกลับหันมาจับ “ตลาดล่าง” ด้วยการพิมพ์หนังสือ “ประโลมโลก” 

Image

หน้าปกหนังสือ สุวรรณลอยล่อง ของโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญหรือ “โรงพิมพ์วัดเกาะ” ในยุคต่อมา เมื่อเปลี่ยนคำกลอนวรรคแรกจาก “เล่มสลึงพึงรู้ท่านผู้ซื้อ” เป็น “ยี่สิบห้าสตางค์ต่างรู้ท่านผู้ซื้อ” แล้ว

กำเนิด “หนังสืออ่านเล่น”

ในหนังสือพิมพ์ จดหมายเหตุสยามไสมย ของหมอสมิท ลงประกาศแจ้งความโฆษณาหนังสือซึ่งมีขายหน้าโรงพิมพ์ เช่นเดียวกับโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ดังตัวอย่างรายการ “หนังสือต่าง ๆ อันมีขายที่โรงพิมพ์บางคอแหลม” จากเล่ม ๑ แผ่น ๒ (ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒) วันพุธ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะเมีย จัตวาศก (จ.ศ. ๑๒๔๔/๒๔๒๕) ซึ่งจะขอยกข้อความทั้งหมดมาให้อ่าน ทั้งสำนวนภาษาและรายการสินค้า

“๏ มีหนังสือต่าง ๆ สำหรับสอนเด็กให้อ่านหนังสือไท แลหนังสืออังคฤษออก มีหนังสือสำหรับสอนวิชาคิดเลข สอนให้รู้ถึงตำราดาว แลมีหนังสือสำหรับสอนใจ ให้รู้ขนบธรรมเนียม จะได้เปนคนเรียบร้อย แลจะได้เปนคนแต่งหนังสือ เปนเรื่องราว เปนบทกลอน หนังสืออ่านเล่นก็มีมากหลายอย่าง คือ ๚ะ 

“๏ ก ข ก กา ปถม ก กา ไท กากับสุนักข์แลนก ยาง กากีคำฉันท์ แลคำกลอน กฤษนาสอนน้อง ขันธ วิภังคินีตำรายาเกล็ด พระคริษวงษตามโยฮันเปนเรื่องในพระคำภีร์พระเยซูสาศนา จันทะโครบ จินดามณี พระยาฉัดทัน ซุยถัง ตำราดาว ตำราคิดเลขอย่างใหม่ ทิพสังวาล นิราศเกาะจาน นิราศเมืองแกลง นิราศโคราช นิราศฉลาง นิราศชมตลาด นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศเดือน นิราศพระแท่นดงรัง นิราศทวาราวดี นิราศนรินทร์ นิราศพระบาท นิราศพระปถม นิราศเมืองเพ็ชร นิราศอิเหนากับนิราศภูเขาทอง นกกระจาบ เบญมาศทอง ปถมมาลาอังกฤษ ปุจฉาแลวิสัชนาในสาสนาแท้จริง เพ็ชมงกุฎ พระอไภยมณี พระสมุท ราชาธิราช มงคลทิปนีแปล เปนสุภาสิตสอนหญิง มายาสัตรี ลักษณวงษ สวัสดิรักษา บัญญัติ พระร่วง ภาลีสอนน้อง ลักษณภรรยาเจ็ดสถาน กฤษนาสอนน้อง ลักษณบุตรสามสถาน วงษสวรรค์ เสภาคือขุนช้างขุนแผน สิงหไกรภพ สังขทองคือเจ้าเงาะ สิบสองเหลียม สุภาสิตต่าง ๆ คือโลกนิตย ฃงจู๊ มงคลทิปนิแปล สุภาสิตสอนหญิง แม่ม่ายสอนลูก สุภาสิตสอนเด็ก สุภาสิตพระร่วง สุภาสิตโคลง สมุดจะหัดอังคฤษ อุณรุท อิเหนา รามเกียรติ” 

สังเกตได้ว่าหมอสมิทจัดเรียงรายชื่อหนังสือตามลำดับตัวอักษร ขณะเดียวกันรายชื่อนี้แสดงให้เห็นว่าโรงพิมพ์บางคอแหลมก็พิมพ์ทั้งตำราวิชาต่าง ๆ แบบเรียน คำสอนทางคริสต์ศาสนา (เช่น พระคริษวงษตามโยฮันเปนเรื่องในพระคำภีร์พระเยซูสาศนา และ ปุจฉาแลวิสัชนาในสาสนาแท้จริง) แต่ที่มีมากเป็นพิเศษคือกลุ่มซึ่งหมอสมิทเรียกรวม ๆ ว่า “หนังสืออ่านเล่น” ซึ่งหมายรวมเอาทั้งนิราศ กลอนบทละคร และนิทานคำกลอน

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าเรื่องโรงพิมพ์หมอสมิทไว้ใน ตำนานหนังสือสามก๊ก อีกตอนหนึ่งว่า

“ทีหลังเกิดมีฝรั่งฟ้องหมอสมิธในศาลกงสุลอังกฤษว่าพิมพ์หนังสือไม่เปนศีลเปนธรรมจำหน่ายหาประโยชน์โจทย์อ้างพวกมิชชันนารีอเมริกันที่รู้ภาษาไทยเปนพยาน แลขอให้เปนผู้แปลหนังสือบทกลอนที่หมอสมิธ พิมพ์บางแห่ง เช่นบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนที่อยู่ข้างหยาบ และบทละคอนตอนเข้าห้องสังวาส เปนภาษาอังกฤษพิสูจน์ในศาล ๆ ตัดสินให้หมอสมิธแพ้ห้ามมิให้พิมพ์หนังสืออย่างนั้นจำหน่ายอีกต่อไป หมอสมิธก็ต้องเลิกพิมพ์หนังสือบทกลอน แต่เมื่อถูกห้ามนั้นหมอสมิธรวยเสียแล้ว ในว่าแต่หนังสือพระอภัยมณีของสุนทรภู่เรื่องเดียวพิมพ์ขายได้กำไรงามจนพอสร้างตึกได้หลังหนึ่ง”

หลังจากหมอสมิทถึงแก่กรรมในปี ๒๔๕๒ ตอนปลายรัชกาลที่ ๕ มีประกาศลงนามโดยนายตันเกงฮวย ผู้จัดการเลหลังและตีราคาที่ดิน เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ จีนโนสยามวารศัพท์ ฉบับวันที่ ๒๕ เมษายน ร.ศ. ๑๓๐ (ปี ๒๔๕๔) ว่าทรัพย์สินทั้งหมดจากโรงพิมพ์บางคอแหลม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์ ตัวพิมพ์ กระดาษ และเฟอร์นิเจอร์ จะถูกนำออกขายทอดตลาดทั้งหมด รวมทั้ง

“หนังสือต่าง ๆ รูปหน้าพิมพ์เรื่องดาวหลายสิบเล่มสมุดเปล่า หนังสือประกาศตั้งแต่ปี ๑๘๘๐ ถึงปี ๑๘๘๑ หนังสือฝรั่งต่าง ๆ หนังสือเรื่องต่าง ๆ เช่น กฎหมายไทย พงษาวดาน ปถมกกา นิราศต่าง ๆ เรื่องอ่านเล่นต่าง ๆ ดังปรากฏอยู่ในบาญชีรายเลอียด ทั้งภาษาอังกฤษและไทยที่ได้แจกแล้วนั้น”

ร้านหนังสือหน้าวัดเกาะ
เพราะหนักหนา

ความเฟื่องฟูของกิจการโรงพิมพ์มิชชันนารีกลายเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น หนึ่งในโรงพิมพ์มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดแห่งยุครัชกาลที่ ๕ คือโรงพิมพ์วัดเกาะ ผู้ผลิตและจำหน่าย “หนังสือวัดเกาะ”

เหตุที่เรียกกันว่า “โรงพิมพ์วัดเกาะ” เพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับวัดสัมพันธวงศ์ อันมีนามเดิมว่าวัดเกาะแก้วลังการาม แต่ที่จริงแล้วตัวโรงพิมพ์มีชื่อว่า “โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ” ก่อตั้งโดยนายสิน (หรือนายสิงห์ ลมุนทรัพย์) เอนก นาวิกมูล ค้นพบหลักฐานว่าโรงพิมพ์ของนายสิน น่าจะตั้งมาตั้งแต่ยุคทศวรรษ ๒๔๒๐ โดยอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านที่เรียกกันว่า “บางลำพูล่าง” ก่อนจะย้ายข้ามฟากมาอยู่ฝั่งพระนคร ใกล้วัดสัมพันธวงศ์

หนังสือวัดเกาะเป็นหนังสือเล่มเล็ก ขนาดเท่าฝ่ามือ (ขนาด ๑๖ หน้ายก) เล่มหนึ่งหนาเพียง ๔๘ หน้า (หรือสามยก) ตรงกันข้ามกับโรงพิมพ์มิชชันนารียุคก่อนหน้า ซึ่งมักรวมพิมพ์เรื่องเป็นเล่มใหญ่ ปกแข็ง ใช้กระดาษอย่างดี แต่โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญเลือกผลิตหนังสือปกอ่อน เล่มบาง และใช้กระดาษคุณภาพต่ำ เพื่อให้จำหน่ายได้ในราคาถูก

สิ่งหนึ่งที่คนรุ่นเก่าจำกันได้ขึ้นใจคือบทกลอนที่พิมพ์บนหน้าปกของหนังสือวัดเกาะ ประพันธ์โดยนายบุศย์ กวียุครัชกาลที่ ๕ ผู้เคยมีผลงานตีพิมพ์กับโรงพิมพ์แห่งนี้หลายต่อหลายเรื่อง จนเขาประกาศตัวด้วยความซาบซึ้งว่าเป็นผู้อยู่ใต้ความอุปถัมภ์ของนายสิน

Image

คำกลอนบนหน้าปกของโรงพิมพ์วัดเกาะยังเป็นต้นแบบให้โรงพิมพ์อื่น ๆ คิดแต่งคำกลอนพิมพ์บนหน้าปกหนังสือของตนบ้าง เช่น โรงพิมพ์พานิชเจริญ ที่ตลาดล่าง เมืองจันทบุรี หรือร้านนายศรีที่สะพานหันในพระนคร

“เล่มละสลึงพึงรู้ท่านผู้ซื้อ 
ร้านหนังสือหน้าวัดเกาะเพราะหนักหนา
ราษฎร์เจริญโรงพิมพ์ริมมรรคา 
เชิญท่านมาซื้อคงรู้ดี
ได้ลงพิมพ์คราวแรกแปลกเรื่องๆ 
อ่านแล้วเปลื้องความทุกข์เป็นศุกขี
ท่านซื้อไปอ่านฟังให้มั่งมี 
เจริญศรีสิริสวัสดิ์พิพัฒน์เอย”

คำกลอนสองบทนี้ ทำหน้าที่ทั้งแจ้งราคา ประกาศนามโรงพิมพ์พร้อมที่ตั้ง อธิบายว่าเป็นหนังสือแนวประโลมโลก ที่อ่านเพื่อให้มีความสุข หมดความทุกข์ แถมท้ายด้วยการอวยชัยให้พรแก่บรรดาลูกค้าที่ซื้อหาหนังสือไปอ่านกัน

ดังนั้น แม้โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญจะทำหน้าที่เป็นทั้งโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ และร้านหนังสือ แต่หากมีใครต้องการมองหา “ร้านหนังสือ” แห่งแรกของกรุงเทพฯ บางทีอาจต้องให้เกียรติยกย่อง “ร้านหนังสือหน้าวัดเกาะ” เพราะดูเหมือนว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการเรียกกิจการของตัวเองว่า “ร้านหนังสือ”

หนังสือวัดเกาะยังคงสืบทอดขนบจากโรงพิมพ์บางคอแหลมของหมอสมิทด้วยการพิมพ์รายชื่อหนังสือที่มีจำหน่ายไว้ในหนังสือแต่ละเรื่องแต่ละเล่ม ซึ่งแทบทั้งหมดคือบทกลอน ที่เรียกกันว่า “หนังสือประโลมโลก” คือเป็นเหมือนนิทานว่าด้วยการผจญภัยของตัวละครเอก หลายครั้งมักมีชื่อเรื่องขึ้นต้นว่า “จักร” (เช่น จักรแก้ว จักรนารายณ์) หรือลงท้ายว่า “วงศ์” (เช่น ทิณวงศ์ ลักษณวงศ์) คนแต่ก่อนจึงเรียกหนังสือเหล่านี้รวมกันว่าเรื่อง “จักร ๆ วงศ์ ๆ” หรือ “วงศ์ ๆ จักร ๆ” และเนื่องจากหนังสือเล่มหนึ่งมีจำนวนหน้าไม่มากนัก ส่วนใหญ่จึงต้องพิมพ์ต่อกันหลายเล่มกว่าจะจบ เรื่องที่ยาวมากเช่นบทละคร รามเกียรติ์ จึงต้องพิมพ์ติดต่อกันเกิน ๑๐๐ เล่ม หรือคิดเป็นราคาก็กว่า ๑๐๐ สลึง

โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญดำเนินกิจการมานับร้อยปี สืบทอดถึงรุ่นลูกหลานของนายสิน โยกย้ายที่ตั้งไปอีกหลายแห่ง ก่อนจะค่อย ๆ ซบเซาและเลิกกิจการไปในทศวรรษ ๒๕๒๐

กลิ่นหอมประหลาดในหนังสือ 

แม้หนังสือจักร ๆ วงศ์ ๆ แบบ “หนังสือวัดเกาะ” มีราคาไม่สูงนัก แต่ก็อาจแพงเกินเอื้อมสำหรับราษฎรทั่วไป ทางออกของนักอ่านสามัญชนคือร้านหนังสือเช่า ซึ่งเป็นวิธีการเข้าถึงหนังสือด้วยราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เสาว์ บุญเสนอ (ปี ๒๔๕๒-๒๕๔๔) นักเขียนชื่อดังในอดีต ผู้ใช้นามปากกา “ส. บุญเสนอ” บันทึกไว้ในบทความชุด ตามรอยลายสือไทย เกี่ยวกับร้านเช่าหนังสือเมื่อครั้งยังเยาว์ว่า 

“ความที่อยากได้อ่านหนังสือเรื่องต่าง ๆ และไม่มีปัญญาจะซื้อหามาอ่านได้ ทำให้ผมเสาะหาร้านให้เช่าหนังสือ ซึ่งสมัยนั้นคงจะมีไม่กี่แห่ง ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้แนะนำให้ผมไปที่เชิงสะพานกิมเซ่งหลี เอ่ยถึงชื่อนี้อาจจะไม่รู้จักเสียโดยมาก เพราะเดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็นสะพานโสภณที่ข้ามคลองสามเสนนั่นแหละ”

เสาว์จำได้ว่าข้ามสะพานไปแล้ว ร้านเช่าหนังสืออยู่ในตึกแถวห้องใดห้องหนึ่งทางฝั่งซ้าย 

“ค่าเช่าคิดเล่มละ ๑ สตางค์ จำกัดจำนวนเช่าคราวละไม่เกิน ๕ เล่ม มีกำหนดส่งภายใน ๓ วัน หนังสือมีอย่างละเล่มเดียว จึงต้องรีบส่งเพื่อให้คนอื่นได้เช่าบ้าง” 

แต่ส่วนใหญ่แล้วมักมีคุณป้าคุณน้าคุณย่าคุณยายในละแวกบ้านช่วยออกค่าเช่าหนังสือจักร ๆ วงศ์ ๆ ให้แทน เพราะ “แต่ละคนอยากรู้เรื่องนิยายกลอนสืบต่อจากโขนละครและลิเกที่เคยดู แม้เรื่องที่ไม่เคยนำไปแสดงก็ล้วนแต่สนุก ๆ ทั้งนั้น” โดย 

“ผมต้องอ่านออกเสียงหนังสือที่เช่ามาให้ฟังเป็นการตอบแทน สมัยนั้นผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา ๆ มีน้อยคนที่ได้เรียนหนังสือและอ่านหนังสือออก การจ้างเด็ก ๆ อ่านหนังสือให้ฟังนิยมปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป”

ทว่าสตรีชาวสยามชั้นสูงที่ได้รับการศึกษาอย่างดีก็มีอยู่เช่นกัน และบางคนยังกลายมาเป็นเจ้าของร้านให้เช่าหนังสือเสียเอง 

ในหนังสืออนุสรณ์งานศพ นางเลื่อน ประสารอักษรพรรณ (ปี ๒๔๓๓-๒๕๐๕) มีคำไว้อาลัยที่เขียนในนามหลาน ๆ เล่าเรื่องของคุณเลื่อน หรือ “ยายจ๋า” ไว้ตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ก่อนแต่งงานในปี ๒๔๕๓ เธอมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นสาวงามคนหนึ่งของพระนคร ถึงขนาดได้รับการขนานนามว่า “แม่เลื่อนลอยฟ้า”

“เล่ากันว่ายายจ๋าชอบอ่านหนังสือ พวกจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น อิเหนา รามเกียรติ์ สังข์ศิลป์ชัย พระอภัยมณี คาวี ยอพระกลิ่น ฯลฯ และหนังสือจีน เช่น ไซอิ๋ว ซิยิ่นกุ้ย สามก๊ก ห้องสิน ฯลฯ มาตั้งแต่ยังสาว และด้วยความมีใจรักหนังสือนี้เอง ทำให้ยายจ๋าริเริ่มกิจการให้เช่าหนังสือขึ้นในย่านประตูผี โดยไปซื้อหนังสือมาจากโรงพิมพ์วัดเกาะและมาเปิดบริการให้เช่าที่หน้าบ้านริมคลองประตูผี ปรากฏว่ามีลูกค้ามาเช่าหนังสืออ่านกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะพวกหนุ่ม ๆ ...ยายจ๋ามักจะได้รับหนังสือคืนในสภาพต่าง ๆ กัน เช่นบางเล่มก็จะมีกระดาษชิ้นบาง ๆ เล็ก ๆ สอดแนบมา บางเล่มก็จะมีกลิ่นหอมประหลาดอบอวลติดมาด้วย”

Image

“แม่เลื่อนลอยฟ้า” หรือนางสาวเลื่อน ขณะมีอายุได้ ๑๙ ปี
(ภาพ : ที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ นางเลื่อน ประสารอักษรพรรณ)

ส่วน สด กูรมะโรหิต (ปี ๒๔๕๑-๒๕๒๑) ปัญญาชนนักคิดนักเขียนคนสำคัญ บันทึกไว้ตอนหนึ่งในชีวประวัติมารดา คือนางเหนย กูรมะโรหิต (ปี ๒๔๑๗-๒๕๑๒) ว่าเนื่องจากบิดา คือพระจรูญภารการ (เติม กูรมะโรหิต) เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย จึงต้องโยกย้ายไปตามหัวเมืองต่าง ๆ ด้วยหน้าที่ราชการ  ช่วงแรกมารดาก็ยังติดตามไปด้วย แต่เมื่อลูก ๆ เติบโตขึ้น ย้ายเข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ในปี ๒๔๕๕ มารดาจึงตัดสินใจตามมาดูแล โดยได้รับอนุญาตให้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่คฤหาสน์ย่านยศเสของพระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส่ง วิรยศิริ ปี ๒๔๐๘-๒๔๙๙) ผู้บังคับบัญชาของบิดา สดเล่าว่า

“คุณแม่พักอยู่ในบริเวณบ้านท่านเจ้าคุณมหาอำมาตย์ฯ จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๑...ต่อจากนั้นก็ออกไปตั้งร้านตัดเสื้อ และร้านเช่าหนังสือ (เรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ) ที่ถนนนครสวรรค์นางเลิ้ง ชื่อร้าน ‘เนยะประดิษฐ์’ โดยคุณลุงพระดรุณรักษาเป็นผู้ตั้งชื่อให้” 

ร้านเนยะประดิษฐ์ (ตั้งตามชื่อนางเหนย) เลิกกิจการในตอนปลายรัชกาลที่ ๖ เมื่อปี ๒๔๖๘

โรงละครที่ขายหนังสือเป็นบางวัน

ในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ฉบับวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๕๖ ต้นรัชกาลที่ ๖ ลงโฆษณาว่า สยามมวย (นิตยสารในเครือ กรุงเทพฯ เดลิเมล์) เล่ม ๑๐ ประจำเดือนพฤษภาคม มีวางจำหน่ายแล้ว พร้อมแจ้งพิกัดว่าในตำบลใดของกรุงเทพฯ มีขายที่ร้านไหนบ้าง

“ตำบลบางรัก ห้าง บี. อาร์. กอดาด แอนโก บริษัทยาสูบสยาม (เชิงสพานพิทย์เสถียร) กับที่โรงพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ตลาดน้อย ห้างมิวจูอัลสตอร์ วัดเกาะ ราษฎร์เจริญ วัดตึก ศึกษานุมิตร์ ถนนพาหุรัตน์ ห้างซินซิ้นฮะ ห้างรัตนมาลาบริษัท ห้าง เค. โอยามา ปากคลองตลาด ร้านกิมเซ็ง ถนนเฟื่องนครโรงพิมพ์สยามประเภท ถนนราชบพิธ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร สพานยศเส โรงพิมพ์ไทย หัวลำโพง ร้านแม่นวน ถนนกรุงเกษม ห้างขายยาบุญมีดิซเปนซารี ริมวังพระองค์เจ้าสาย ถนนเจริญกรุง ห้างสรรพพานิช แลสยามสะแตมป์กำปนี แลที่โรงลครปราโมทัย ในค่ำวันเสาร์แลวันอาทิตย์ (วี. ซี. เทียม) ริมโรงหวย”

เมื่อลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับร้านเหล่านี้ดู พบว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่โรงพิมพ์หรือร้านหนังสือ จึงน่าจะทำหน้าที่เพียงรับฝากขาย หรืออีกนัยหนึ่งคือหนังสือถือเป็นเพียงสินค้าอีกชนิดหนึ่ง ยังไม่ต้องการร้านโดยเฉพาะ ในที่นี้จะขยายความเกี่ยวกับร้านเหล่านี้เท่าที่พอหาข้อมูลพบ

ห้าง บี. อาร์. กอดาด แอนโก (B. R. Gaudart & Co.) ตรอกโอเรียนเต็ล บางรัก เป็นร้านตัดเสื้อผ้าผู้ชายและขายเครื่องแต่งตัว เช่น หมวก ถุงมือ ถุงเท้า เจ้าของเป็นฝรั่ง 

ห้างมิวจูอัลสตอร์ (The Mutual Store) ตลาดน้อยเป็นร้านของคนจีน จำหน่ายเสื้อผ้าผู้ชาย 

บริษัทยาสูบสยาม (บ.ย.ส.) เชิงสะพานพิทยเสถียร ถนนเจริญกรุง ขายบุหรี่ไทยชนิดต่าง ๆ

โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ วัดเกาะ หรือโรงพิมพ์วัดเกาะ ผู้ผลิต “หนังสือวัดเกาะ” ที่กล่าวถึงไปแล้ว

ศึกษานุมิตร์ หรือศึกษานุมิตรสมาคม วัดตึก เป็นโรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือแบบเดียวกับโรงพิมพ์วัดเกาะ

ห้างสรรพสินค้าสามแห่งย่านพาหุรัด ได้แก่ ซินซิ้นฮะ ของคนจีน, รัตนมาลาบริษัท ของนายซุ่นไช้ หรือ ชัย บำรุงตระกูล และห้าง เค. โอยามา ของชาวญี่ปุ่น ขายสินค้าญี่ปุ่นเป็นหลัก

โรงพิมพ์สยามประเภท ถนนเฟื่องนคร ของนาย “ก.ศ.ร. กุหลาบ” ปัญญาชนและนักเขียนชื่อดัง

โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร ถนนราชบพิธ ของพระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตะสิริ ปี ๒๔๑๗-๒๔๙๑) 

โรงพิมพ์ไทย ของขุนโสภิตอักษรการ (นายแห ปี ๒๔๑๒-๒๔๗๒) เชิงสะพานยศเส 

บุญมีดิสเปนซารี (Boonmee Dispensary) ห้างขายยาของ “หมอมี” หรือนายบุญมี เกษมสุวรรณ ซึ่งเคยรับราชการในห้องปรุงยาของกองโอสถศาลา แล้วลาออกมาเปิดธุรกิจของตัวเอง ขณะนั้นห้างยังตั้งอยู่ “ริมวังพระองค์เจ้าสาย” คือข้างวังพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงเรียนสายปัญญา) ภายหลังย้ายไปอยู่สามแยกต้นประดู่และกลายเป็นที่รู้จักจดจำจนคนเรียกตรงนั้นว่า “สามแยกหมอมี” 

ห้างสรรพานิช หรือสรรพานิชสโตร์ ของหลวงนรเสรฐ-สนิธ (สัน พานิช ปี ๒๔๑๙-๒๔๙๓) ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ตำบลสามยอด พระนคร มีชื่อเสียงด้านสินค้าฝรั่ง เช่น เบียร์ สุรา น้ำหอม สบู่ อาหารกระป๋อง รวมทั้งโต๊ะบิลเลียดและอุปกรณ์

สยามสะแตมป์กำปะนี กิจการหลักคือจำหน่ายแสตมป์ (ตราไปรษณียากร) ใช้แล้ว สำหรับนักสะสม

จะเห็นได้ว่าร้านขายหนังสือจำนวนไม่น้อย คือโรงพิมพ์ต่าง ๆ ซึ่งขายหนังสือเองมาแต่เดิม นอกจากนั้นก็ได้แก่ห้างสรรพสินค้าและร้านขายยา

ที่น่าสนใจคือมีหนังสือวางจำหน่ายที่โรงละครปราโมทัย ถนนเจริญกรุง ด้วย

โรงละครแห่งนี้เป็นธุรกิจหนึ่งของพระโสภณอักษรกิจ เจ้าของโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร ในยุครัชกาลที่ ๖ การไปชมละครที่ปราโมทัยถือเป็นกิจกรรมทางสังคมที่หรูหรา เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว. เปีย มาลากุล ปี ๒๔๑๐-๒๔๕๙) ถึงกับตักเตือนข้าราชการรุ่นหนุ่มไว้ใน หนังสือเตือนเพื่อน (ปี ๒๔๕๗) โดยยกตัวอย่างการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เช่น 

“เมื่อได้เงินเดือน ๒๐ บาท ชอบกินเข้าต้มถนนราชวงศ์ ขึ้นรถเจ๊กไปดูหนังญี่ปุ่น กินเหล้าโรง ใส่หมวกสักหลาด ครั้นหาได้มากขึ้นก็เลื่อนเกียรติยศ ไปกินที่แป๊ะจันเหลา เช่ารถม้าไปดูละครปราโมทัย ดื่มบรั่นดี สวมหมวกสานปานามา”

ส่วนเหตุที่โรงละครปราโมทัยเปิดขายหนังสือเฉพาะคืนวันเสาร์และวันอาทิตย์ คงเพราะเป็นวันที่มีรอบการแสดงละคร

Image

ตราสัญลักษณ์ของโรงพิมพ์ไทย ใช้อักษร ร พ ท ไขว้กันอยู่ในวงรี

โสภณอักษรกิจ-โสภิตอักษรการ

ตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖ โรงพิมพ์ที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ มีอยู่สองแห่ง แห่งหนึ่งคือโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากรของพระโสภณอักษรกิจ ส่วนอีกแห่งหนึ่งคือโรงพิมพ์ไทย ของขุนโสภิตอักษรการ (เข้าใจว่าเมื่อย้ายที่ตั้งจากเชิงสะพานยศเสไปอยู่ถนนรองเมือง เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพิมพ์ไท” ไม่มี ย) ดังมีผู้กล่าวยกย่องไว้ว่า 

“ในเวลานั้นเป็นที่ปรากฏโดยทั่วไปว่า กระบวนฝีมือการพิมพ์หนังสือ ไม่มีโรงพิมพ์ไหนจะทำปราณีตดีเกินกว่าโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร ของพระโสภณอักษรกิจ ถ้าจะมีเสมอกันอีกโรงพิมพ์หนึ่ง ก็คือโรงพิมพ์ไทยของขุนโสภิตอักษรการ สองแห่งนี้มีฝีมือการพิมพ์เป็นเยี่ยมอยู่ในเวลานั้น ผู้เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ทั้ง ๒ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์มีราชทินนามเป็นคู่กัน ว่าพระโสภณอักษรกิจ และขุนโสภิตอักษรการ”  

พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ หรือนามปากกา “เสฐียรโกเศศ” ปี ๒๔๓๑-๒๕๑๒) ผู้ใกล้ชิดคุ้นเคยกับขุนโสภิตอักษรการ เคยเล่าเรื่องความประณีตในงานพิมพ์ของโรงพิมพ์ไทยว่า

“ขุนโสภิตอักษรการเป็นผู้ใฝ่ฝันการตีพิมพ์หนังสือไทย ต้องการให้มีหนังสือไทยเรื่องดี ๆ และการตีพิมพ์เย็บเล่มหนังสือก็ต้องให้เรียบร้อยถึงขนาดด้วย ขุนโสภิตอักษรการไม่ได้มุ่งเพียงเป็นการค้าอย่างเดียว ยังมุ่งที่จะส่งเสริมการตีพิมพ์หนังสือไทยให้คนรักวรรณคดีไทยด้วย การตรวจปรู๊ฟครั้งแรก ขุนโสภิตอักษรการเป็นผู้ตรวจเองเสมอ ถ้าเห็นหนังสือตัวใดบกพร่องก็ให้เอาตัวพิมพ์นั้นออกทันที ไม่ยอมให้ใช้เป็นอันขาด”

ส่วนกิจการของโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร อาจดูตัวอย่างจากโฆษณาที่ลงในหนังสือ รายงานการแสดงกสิกรรมแลพานิชการ ครั้งที่ ๑ ณ กรุงเทพฯ (ปี ๒๔๕๓) ซึ่งพรรณนารายละเอียดยาวเหยียดถึงสามหน้า แจ้งความว่าเป็นผู้พิมพ์ เทศาภิบาล สามารถหล่อตัวตะกั่วที่ใช้เรียงพิมพ์ทุกขนาดขายให้แก่ผู้ต้องการ จำหน่ายเครื่องใช้ในการพิมพ์และกระดาษ รับงานพิมพ์ทุกประเภท เช่น แบบฟอร์ม ใบเสร็จ หนังสือเล่ม รับทำปก และรับจัดส่งงานที่พิมพ์เสร็จแล้วไปยังปลายทางให้ รวมทั้งยังวางจำหน่ายหนังสือของทางโรงพิมพ์อีกด้วย

“ส่วนหนังสือที่พิมพ์ขายก็มีหลายเรื่อง คือ อธิบายลักษณพยาน โดยย่อ ของท่านพระยานรเนติ ราคาเล่มละ ๗ บาท คำอธิบายหลักกฎหมายอาญาของนายเทียมไกรสี ราคาเล่มละ ๘ บาท ศัพทเลข (สำหรับหัดเขียนให้ทันคนพูด) ของหลวงภักดีวินิจฉัย ราคาเล่มละ ๒ บาท ประพาศยุโรป ร,ศ, ๑๑๖ เล่ม ๑-๒ ราคาเล่มละ ๕ บาท ชินกาลมาลินี (เปนประโยชน์แก่ผู้เรียนภาษาบาฬี) ราคาเล่มละ ๖ บาท หนังสือจีนแปลใหม่ชื่อไซอิ๋ว (เปนเรื่องกล่าวถึงเหตุที่ตั้งโลกและนำพระพุทธสาสนาไปสู่เมืองจีน) มี ๔ เล่มจบ เล่ม ๑-๒-๓ ราคาเล่มละ ๖ บาท แต่เล่ม ๔ คิดราคาเพียง ๔ บาท ไซ่ฮั่นจบละ ๒ เล่ม ราคาเล่มละ ๔ บาท ต้นบัญญัติ (มูลเหตุที่ตั้งสิกขาบท) ราคาเล่มละ ๒ บาท หนังสือเรื่องเหล่านี้ท่านจะมาซื้อเอง หรือใช้ใครมา ส่งโดยทางโทรเลขโทรศัพท์ไปรสนีย์ก็ได้ทั้งสิ้นจะขายและส่งไปขายให้ท่านตามความประสงค์ทุกอย่าง” 

หนังสือฝรั่งในร้านจีน

ยุคปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ มีเพียงหลักร้อย ฝรั่งในกรุงเทพฯ ต่างมีห้องสมุดเฉพาะ เช่น ในสโมสรของฝรั่งผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็น Deutscher Klub (สโมสรเยอรมัน), Alliance Française (สโมสรฝรั่งเศส) หรือ British Club (สโมสรอังกฤษ) ล้วนมีห้องสมุดที่ให้สมาชิกยืมหนังสือไปอ่านได้ ส่วนบรรดา “แหม่ม” ก็มีห้องสมุดเฉพาะสำหรับสตรีแยกไปต่างหาก คือ The Bangkok Ladies' Library Association (สมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพ) ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปีแรก ๆ ของสมัยรัชกาลที่ ๕ 

ชาวต่างชาติเหล่านี้คงสั่งซื้อหนังสือในภาษาของตัวเข้ามาโดยตรงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในนามห้องสมุด สโมสร หรือส่วนตัว เพราะในอดีตยังไม่มีร้านหนังสือภาษาฝรั่งในกรุงเทพฯ  ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์ หรือนามปากกา “กาญจนาคพันธุ์” ปี ๒๔๔๐-๒๕๒๓) นักเขียนและนักสร้างภาพยนตร์ยุคเก่า เล่าไว้ตอนหนึ่งในหนังสืออัตชีวประวัติ ๘๐ ปี ในชีวิตข้าพเจ้า ว่า

“สมัยนั้นร้านขายหนังสือต่างประเทศในเมืองแทบจะไม่มีเลย ผู้แปลก็มักจะแปลหนังสืออ่านเล่นที่สั่งมาเอง ที่แปลเป็นสารคดีมีน้อยที่สุด อย่างหนังสือพงศาวดารญี่ปุ่น ข้าพเจ้าต้องไปซื้อที่โรงพิมพ์จีนโนฯ พงศาวดารอังกฤษซื้อที่ไหนจำไม่ได้ พงศาวดารอังกฤษเกี่ยวกับอินเดียซื้อที่โรงพิมพ์มหาชัยสะพานผ่านฟ้า หนังสือพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๖ เกี่ยวกับสงคราม ซื้อที่โรงพิมพ์ไทยซึ่งเขารวมเป็นเล่ม ข้าพเจ้าเที่ยวหาซื้อหนังสือพวกนี้อ่านตามโรงพิมพ์แทบทุกแห่ง เพราะไม่มีร้านขายหนังสือแพร่หลายอย่างปัจจุบันนี้”

นักแปลที่ต้องการแปลหนังสือจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยจึงล้วนต้องจัดการสั่งหนังสือเข้ามาเอง หรือไม่ก็อาศัยความสนับสนุนของโรงพิมพ์ที่ทำหน้าที่สำนักพิมพ์ในตัว เช่นที่พระยาอนุมานราชธนเล่าเรื่องความผูกพันที่มีมาแต่ก่อนเก่ากับพระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป ปี ๒๔๓๓-๒๔๘๘ นามปากกา “นาคะประทีป”) และขุนโสภิตอักษรการแห่งโรงพิมพ์ไทไว้ว่า 

“เราขยันเขียนหนังสือครั้งโน้น เป็นเพราะเราสนุกและหาความรู้เรียนไปในตัว หนังสือเรื่องใดที่เราต้องการ แม้มีราคาแพงเท่าไร ขุนโสภิตอักษรการก็เป็นผู้ออกเงินซื้อให้ เราจึงมีหนังสือดี ๆ พอที่จะทำการค้นคว้าสอบสวนได้สะดวก”

ต่อมาจึงเริ่มมีผู้สั่งหนังสือภาษาอังกฤษเข้ามาขาย “ยุธิษเฐียร” (ยศ วัชรเสถียร ปี ๒๔๕๑-๒๕๒๒) นักเขียนสารคดี เล่าว่า

“ประเดิมเริ่มแรกด้วยความเป็นนักการค้าของพ่อค้าชาวจีน คือเจ้าของห้างชื่อ เคี่ยมฮั่วเส็ง ตั้งอยู่ที่อาคารตึกแถว เชิงสะพานพิทยเสถียร ปากตรอกกรมเจ้าท่า ตำบลตลาดน้อย ตามปกติจำหน่ายสินค้าที่ประดิษฐ์ด้วยโลหะ เล็งเห็นว่าถ้าสั่งหนังสือฝรั่งเข้ามาขายด้วยแล้วจะเป็นสินค้าที่พลอยได้กำไรอย่างงดงามนักหนาทีเดียว จึงสั่งเข้ามาเป็นสินค้าเพิ่มขึ้นในร้านทั้งรับสั่งเรื่องที่ไม่มีในร้านให้แก่ผู้ต้องการด้วย ส่วนมากที่สั่งเข้ามาเป็นสินค้าในร้าน เป็นเรื่องนวนิยายที่เขาเก็งว่าจะต้องขายดี”

Image

นายเซียวเม่งเต๊ก เจ้าของห้างเคียมฮั่วเสง
(ภาพ : ศตวรรษอัสสัมชัญ อนุสรณ์ครบรอบ ๑๐๐ ปี)

แม้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเคี่ยมฮั่วเสงเป็นห้างแรกที่สั่งหนังสือภาษาอังกฤษเข้ามาจำหน่ายจริงหรือไม่ แต่จาก “แจ้งความรายการสินค้า” ของห้างเคียมฮั่วเสง-แอนโก ก็ปรากฏลักษณะเช่นที่ยศเล่าไว้ คือมีหนังสือฝรั่งขายเป็น “ตัวแถม” จากสินค้าหลักของร้าน เช่นในหนังสือพิมพ์ จีนโนสยามวารศัพท์ ฉบับวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๔๖๑ บรรยายว่าตอนนี้มีสินค้ามาใหม่ ทั้งคีมดัดผม เตารีด กระจกส่องหน้า ที่ใส่บุหรี่ ที่เขี่ยบุหรี่ ไม้แบดมินตัน เสื้อฝน รองเท้า รวมทั้งยังมี “สมุดแผนที่สนามรบ เล่มละ ๑๐ บาท” ซึ่งย่อมหมายถึงหนังสือแผนที่แนวรบยุโรปในมหายุทธสงคราม (The Great War ภายหลังเรียกว่า “สงครามโลกครั้งที่ ๑”) อันเป็นเรื่องที่สาธารณชนสยามสนใจ และแน่นอนว่าต้องเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ เพราะราคาแพงถึงเล่มละ ๑๐ บาท ขณะที่หนังสือพิมพ์รายวันฉบับละเพียง ๑๕ สตางค์ 

ถึงหากห้างเคียมฮั่วเสงแอนโกจะเป็น “ร้านแรก” ที่สั่งหนังสือฝรั่งเข้ามาขายจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนายห้างเซียวเม่งเต๊ก (J. B. Meng Teck ปี ๒๔๑๒-๒๔๗๖) เจ้าของร้าน ได้รับการจารึกนามว่าเป็น “อัสสัมชนิก” คนแรก คือนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ เลขประจำตัว ๑ มีความรู้ภาษาต่างประเทศเป็นอย่างดี ถึงขนาดเคยทำงานเป็นล่ามประจำสถานทูตเยอรมนี ก่อนจะลาออกมาตั้งห้างเคียมฮั่วเสง

มือสองที่เวิ้งนาครเขษม 

ช่องทางหนึ่งในการได้หนังสือราคาย่อมเยา คือหนังสือเก่าหรือหนังสือมือสอง ซึ่งผ่านมือเจ้าของคนเก่ามาก่อน

ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เชื่อว่าตนเองคือผู้ค้นพบหนังสือมือสองใน “เวิ้งนาครเขษม” ซึ่งอยู่ระหว่างถนนเจริญกรุงกับถนนเยาวราช ดังบันทึกไว้ในอัตชีวประวัติ ๘๐ ปี ในชีวิตข้าพเจ้า ว่าแต่เดิม ย่านนั้นยังมิได้มีร้านหนังสือ หากแต่เป็นแหล่งค้าของเก่า ท่านขุนเล่าว่าในปี ๒๔๖๑ เมื่อแต่งงานแล้วย้ายมาอยู่บ้านภรรยาย่านสะพานหัน ว่าง ๆ ไปเดินแถวเวิ้งนาครเขษม เวลานั้นเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุติลงไม่นาน บังเอิญเห็นมีหนังสือวางกองอยู่บนทางเท้าหน้าร้านของเก่าแห่งหนึ่ง

“ข้าพเจ้าหยิบขึ้นมาพลิกดู ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่พวกมิชชันนารีอเมริกันเขียนไว้ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเมืองไทย ของคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง ต่าง ๆ กัน ตลอดจนของหมอปลัดเล เช่น บางกอกรีคอเดอร์และอื่น ๆ อีก ข้าพเจ้าถามเขาว่าหนังสือนี้เอามาจากไหน เจ้าของร้านเป็นหญิงจีน พูดไทยเหมือนคนไทย...เขาบอกว่าเอามาจากบ้านฝรั่ง สรุปเรื่องที่พูดกันก็คือว่า ผัวเขาไปเที่ยวซื้อของตามบ้านฝรั่งที่เขาจะไปนอก เลหลัง
ขายเครื่องเฟอร์นิเจอร์และของต่าง ๆ ในบ้านหมด ผัวเขาจะไปซื้อแต่เครื่องเฟอร์นิเจอร์ และเหมาของพวกนั้นมาหมด ฝรั่งเขาก็เลยโละหนังสือให้มาด้วย...ผัวเขารับมาแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหน เพราะในร้านของก็เต็มแน่นไปหมด เลยเอามากองทิ้งไว้”

สรุปว่าขุนวิจิตรมาตราได้หนังสือมาเกือบ ๓๐ เล่ม ในราคาเพียง ๑๐ บาท หลังจากนั้น

“ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นได้พบอีกร้านหนึ่ง เป็นหนังสือพวกหนังสือหอสมุด เช่น ประชุมพงศาวดารและอื่น ๆ รวมทั้งพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๖ เรื่อง เบ็ดเตล็ดต่าง ๆ และมีบทละครพูดของรัชกาลที่ ๖ บางเล่ม ไต่ถามได้ความว่าร้านเขาไปเที่ยวหาซื้อของเก่าตามบ้านใหญ่ ๆ ที่เป็นขุนนางข้าราชการชั้นสูง... เช่นโต๊ะมุก โต๊ะเท้าสิงห์ โตก ตลุ่ม เครื่องเงิน เครื่องนาก ฯลฯ ที่สมัยนั้นไม่ค่อยใช้กัน มาใส่ร้านเป็นของเก่า แต่เมื่อไปซื้อของพวกนี้ เจ้าของบ้าน (ซึ่งมักเป็นภรรยาเจ้าของบ้าน) เอาหนังสือมาขายให้ด้วย” 

ท่านขุนเล่าว่าเที่ยวซื้อหาหนังสือเก่าจากร้านย่านเวิ้งนาครเขษมต่อมา จนหนังสือภาษาฝรั่งมีน้อยลงทุกที ส่วนร้านขายหนังสือภาษาไทยกลับมีของเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหนังสืองานศพ “เขาซื้อเพราะมีข้าพเจ้าคอยซื้อต่อเป็นหลักอยู่แล้ว” จนต่อมาภายหลังทางร้านจึงหันมาทำธุรกิจขายหนังสือเก่าขึ้นมาจริง ๆ

อีกราว ๑๐ ปีต่อมา เมื่อถึงทศวรรษ ๒๔๗๐ เวิ้งนาครเขษมกลายเป็นย่านขายหนังสือมือสองยอดนิยม ลาวัณย์ โชตามระ (ปี ๒๔๖๓-๒๕๓๖) นักเขียนสารคดี เล่าว่าเมื่อยังเด็กเคยติดตามบิดา คือขุนวิศิษฎ์ฐเบียรการ (ลำภู โชตามระ) ซึ่งเป็นนักเล่น (สะสม) หนังสือ ไปหาซื้อหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร ลัทธิธรรมเนียมภาคต่าง ๆ นิบาตชาดก ตลอดจนพงศาวดารจีนที่นิยมกันในเวลานั้นบ่อยครั้ง ตัวเธอเองก็ยังเคยซื้อหนังสือเรียน 

“เมื่อตอนขึ้นเรียนชั้นมัธยม ๗ ในปี ๒๔๗๗ ทางโรงเรียนสั่งหนังสือพีชคณิตของ Hall และ Stevens ซึ่งราคาใหม่ ๆ ถึงเล่มละ ๒.๕๐ บาท แต่ก็ซื้อได้จาก ‘เวิ้ง’ ในราคาเพียงเล่มละ ๑.๐๐ บาทเท่านั้น”

ถัดมาอีก ๑๐ ปี ในปี ๒๔๘๑ พระยาอนุมานราชธนมีจดหมายกราบทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งขณะนั้นทรงลี้ภัยการเมืองไปประทับอยู่ที่เกาะปีนังในเขตอาณานิคมอังกฤษ ตอนหนึ่งว่า

“หนังสือที่แจกในงานกุศลต่าง ๆ พอถัดจากวันแจกก็อาจหาซื้อได้ในตลาด เวลานี้ ที่เวิ้งนครเกษมมีร้านขายหนังสือต่าง ๆ เป็นร้านใหญ่ ๆ มากกว่า ๒๐ ร้าน เป็นอันแสดงว่า มีผู้นิยมซื้อหนังสืออ่านกันมาก”

Image
Image

ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือ สำนักพิมพ์ หรือแม้แต่ผู้เขียนเอง มักประทับตรายางระบุนามไว้บนหน้าแรกของหนังสือ เพื่อยืนยันว่าเป็นฉบับที่จัดพิมพ์และวางจำหน่ายอย่างถูกต้อง

ขายหนังสือในร้านตัดผม

เสาว์ บุญเสนอ บันทึกไว้ในบทความชุด ตามรอยลายสือไทย ว่าตอนปลายรัชกาลที่ ๖ ราวปี ๒๔๖๗ เกิดความนิยมหนังสืออ่านเล่นแบบเล่มเดียวจบ ขนาด ๑๖ หน้ายก จำนวนหน้าอยู่ระหว่าง ๔-๖ ยก (๖๔-๙๖ หน้า) ราคาเล่มละ ๑๕-๒๐ สตางค์ มีผู้พิมพ์ออกมาจำหน่ายกันมาก 

“ผู้ผลิตหนังสือออกจำหน่าย สมัยนั้นไม่เรียกสำนักพิมพ์ เรียกว่าคณะ เช่นคณะรวมการแปล คณะรวมการประพันธ์ คณะบุญสุวรรณ คณะศรนารายณ์ คณะเศวตบรรณ และ ฯลฯ นอกจากคณะผู้ผลิตหนังสือเป็นล่ำเป็นสันเหล่านี้ ยังมีร้านขายของเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ อีกมากที่ร่วมผลิตหนังสือประเภทนี้ออกจำหน่าย เช่นร้านละออพานิช ถนนตะนาว, ร้านอำนวยพานิช ถนนพระราม ๔, ร้านบุญเฉลิม ถนนดินสอ, ร้านศรไชย หน้าโรงเรียนเสาวภา, ร้านเขษมพานิช เวิ้งนครเขษม”

ร้านเหล่านี้ เสาว์เล่าว่าขายของเบ็ดเตล็ดทุกชนิด “บางร้านขายกับข้าวและของชำด้วย...วิธีขายก็แขวนหนังสือติดกันไว้ด้วยที่หนีบกระดาษ ห้อยโตงเตงอยู่ทางด้านใดด้านหนึ่งของร้าน”

เสาว์ผู้ซึ่งใกล้ชิดกับวงการสิ่งพิมพ์มาตั้งแต่วัยรุ่น ยังให้ข้อมูลเรื่องทำเลที่ตั้งและวิธีรับฝากขายหนังสือไว้ด้วย

“ร้านที่มีหนังสือขายด้วยมักอยู่ตามมุมถนน, ปากทางเข้าตลาด, ตามชุมชนที่มีป้ายรถรางหยุด, บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์, โรงละคร, โรงลิเก ทางร้านเขายินดีรับฝากขาย โดยเสียค่าบริการ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาหน้าปก จำนวนที่ฝากขายตั้งแต่ร้านละ ๓ เล่ม, ๕ เล่ม, หรือ ๑๐ เล่ม หรือมากกว่านั้นตามแต่ภูมิฐานของร้านและทำเล เรื่องจำนวนนี้ ชาวร้านเขารู้ดีว่าควรรับไว้เท่าไร เขามีความรู้คาดคะเนกำลังซื้อในย่านของเขาได้ถูกต้อง”

ในยุคนั้นแม้แต่ร้านตัดผมก็ยังขายหนังสือและพิมพ์หนังสือขาย ที่มีชื่อเสียงได้แก่ร้านผดุงเกษากิจและร้านเจริญเกษากิจ

คำว่า “เกษากิจ” ที่ต่อท้ายชื่อร้านบ่งบอกในตัวว่าประกอบกิจการเนื่องด้วย “ผม” คือเป็นร้านตัดผม 

ร้านเจริญเกษากิจตั้งอยู่ใกล้โรงละครปราโมทัย ถนนเจริญกรุง มีนายสงวนเป็นผู้จัดการ ดังที่มักพบข้อความประกาศขอบคุณในหนังสือพิมพ์ เช่น “เรื่องใครเปนผู้ให้หญิงนี้ เล่ม ๖ ซึ่งนายสงวน เจริญเกษากิจ ได้ส่งมาให้เปนสมบัติแก่โรงพิมพ์เรา ๑ เล่มนั้น บรรณาธิการได้รับไว้แล้วโดยขอบใจ หนังสือนี้มีขายที่ร้านเจริญเกษากิจ ราคาเล่มละ ๒๕ สตางค์” (กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ๒๔ มีนาคม ๒๔๕๙) 

การส่งหนังสือไปเป็นอภินันทนาการแด่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เป็นวิธีประชาสัมพันธ์หนังสือออกใหม่ที่นิยมกันในเวลานั้น เพราะจะได้รับการกล่าวถึงพร้อมประกาศขอบคุณ 

แม้กิจการหลักของเจริญเกษากิจคือเป็นร้านตัดผมผู้ชาย ดังที่นายสงวนลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ฉบับวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๕๙ ว่า “หวังใจว่าไม่ต้องอวดสถานที่หรือช่างว่าจะดีสามารถเพียงใดเพราะได้เคยตัดท่านผู้ใหญ่แลผมสมัยนิยมมาแล้วทุกอย่าง ตลอดท่านผู้ใหญ่เจ้านายก็ได้มาอุดหนุนอยู่เสมอ ไม่จำเปนต้องอวด” ทว่าที่นี่ก็ยังขายของอีกสารพัดอย่าง ดังที่นายสงวนพรรณนาไว้ 

“เวลานี้นายจำรูญ ตลาดท่าเรือ ได้ส่งยาวิเศษปฤษนาแลยาอื่น ๆ ที่แก้โรคชงัดดีมาให้ข้าพเจ้าจำหน่ายทุกอย่าง แลมีพวกพ้องที่เชียงใหม่ลำพูน ลำปางได้ส่งกล้วยไม้ต่าง ๆ ที่มีชื่อมาให้ข้าพเจ้าเปนเอเย็นต์จำหน่ายโดยราคาถูก ทั้งตำรากล้วยไม้ก็มีจำหน่าย” 

กล่าวโดยสรุปคือ ไม่ว่าจะอยากซื้อต้นกล้วยไม้ เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ผมยาวแล้วอยากตัดผม หรือต้องการซื้อหาหนังสือกฎหมาย ตำราแพทย์ ตำราปลูกกล้วยไม้ หนังสืออ่านเล่นเก่าใหม่ทุกอย่าง “เชิญมาอุดหนุนที่เจริญเกษากิจจะได้สมประสงค์”

ร้านหอพระสมุดฯ 
และหนังสือตราหอฯ

เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีพระบรมราชโองการให้ปรับเปลี่ยนหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งแต่แรกตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๔๒๕ มีความมุ่งหมายให้เป็นหอสมุด “สำหรับผู้ซึ่งได้รับเลือกสรรเข้าเปนสมาชิก” อันหมายถึงพระบรมวงศานุวงศ์เป็นหลัก ให้เป็น “หอสมุดใหญ่สำหรับพระนคร ให้เปนที่อาไศรยแก่บรรดาประชาชนที่จะแสวงหาประโยชน์ต่าง ๆ อันจะพึงได้ในการอ่านหนังสือ” จึงให้หอพระสมุดวชิรญาณ “เปนหอหลวงสำหรับแผ่นดินสืบไป”

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ พระราชทานตึกถาวรวัตถุ ริมถนนหน้าพระธาตุ ให้เป็นที่ตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร จึงย้ายหอพระสมุดฯ จากศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวังออกมา และมีพระราชพิธีเสด็จฯ ไปทรงเปิด เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๔๕๙

นอกจากเป็นสถานที่เก็บรักษาและให้บริการหนังสือแล้ว หอพระสมุดสำหรับพระนครยังนับเป็นผู้จัดพิมพ์รายใหญ่ กรมพระดำรงราชานุภาพ (พระอิสริยยศขณะนั้น) ในฐานะสภานายกหอพระสมุดฯ ทรงกล่าวตอนหนึ่งในคำกราบบังคมทูลในการเปิดหอพระสมุดฯ ใหม่ ว่านับตั้งแต่ปี ๒๔๔๘ ถึงสิ้นปี ๒๔๕๘ หอพระสมุดฯ จัดพิมพ์หนังสือไปแล้ว ๑๐๐ เรื่อง คิดเป็นจำนวนเล่มถึง ๑๐๖,๘๐๐ เล่ม

หนังสือเหล่านี้พิมพ์ตราหอพระสมุดวชิรญาณบนหน้าปก จึงเรียกกันติดปากว่า “หนังสือตราหอฯ”

เนื่องในวาระเปิดหอพระสมุดฯ ปี ๒๔๕๙ กรมพระดำรงราชานุภาพพร้อมด้วยกรรมการและพนักงานหอพระสมุดฯ ยังช่วยกันเรียบเรียงหนังสือ ตำนานหอพระสมุด หอพระมณเฑียรธรรม หอวชิรญาณ หอพุทธสาสนสังคหะ แลหอสมุดสำหรับพระนคร ขึ้นเป็นที่ระลึก ตอนหนึ่งขยายความเรื่องการพิมพ์หนังสือไว้อีกว่าส่วนใหญ่หนังสือที่หอพระสมุดฯ จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่ใช้แจกจ่ายเนื่องในงานศพ

ทั้งนี้ยังมีกฎที่กรมพระดำรงราชานุภาพทรงกำหนดขึ้นด้วย นั่นคือในกรณีที่มีผู้ขอต้นฉบับไปจัดพิมพ์จำหน่าย จะมีส่วนที่ต้องแบ่งไว้เป็น “ภาคหอพระสมุดฯ” เหมือนเป็นค่าลิขสิทธิ์ โดยระบุในสัญญาว่าต้องแบ่งหนังสือที่พิมพ์แล้วจำนวนร้อยละ ๒๐ ให้แก่ทางหอพระสมุดฯ ส่วนหนังสือที่พิมพ์ในการกุศล แม้มิได้มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าต้องมีส่วนแบ่งของหอพระสมุดฯ จำนวนเท่าใด แต่โดยทั่วไปผู้สร้างก็มักยกให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ เช่นกัน

Image

บาญชีหนังสือมีจำหน่ายในหอพระสมุดสำหรับพระนคร ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ขอให้สังเกต “ตราหอฯ” หรือตราหอพระสมุดวชิรญาณด้านบนสุดตรงกลางมีรูปพระมหามงกุฎเปล่งรัศมีขนาบข้างซ้ายขวาด้วยพานรองรับสมุดและแว่นฟ้าเบื้องล่างเป็นอักษรอริยกะ เขียนว่า “วชิรญาณ”

กรมพระดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า “การจำหน่ายหนังสือเหล่านี้ เบื้องต้นได้จัดส่งไปเปนของแลกเปลี่ยนกับนานาประเทศ เหลือนั้นขายที่หอพระสมุดฯ โดยราคาพอสมควร บางทีก็มีร้านขายหนังสือมาขอรับไปขายบ้าง หอพระสมุดฯ คงจำหน่ายหนังสือได้เงินเปนผลประโยชน์พิเศษอยู่เสมอไม่ขาด”

หนังสือที่หอพระสมุดได้รับเป็นภาคหอพระสมุดฯ เมื่อสะสมกันนานปีเข้าก็มีจำนวนไม่น้อย จนจัดพิมพ์ บาญชีหนังสือมีจำหน่ายในหอพระสมุดสำหรับพระนคร เป็นแค็ตตาล็อกประจำปีได้ โดยมีรายชื่อพร้อมราคาของหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่มีจำหน่ายในหอพระสมุดฯ แบ่งเป็นหมวดต่าง ๆ ได้แก่ พงศาวดาร ตำราความรู้ บทละครรำ กลอน ชาดก เทศนา และพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทว่าร้านหนังสือที่นี่เองก็อาจมิได้มีลูกค้ามากมายนัก ในปี ๒๔๘๑ พระยาอนุมานราชธนซึ่งย้ายมารับราชการในกรมศิลปากรแล้ว เคยมีจดหมายกราบทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่าด้วยเรื่องหนังสือที่หอสมุดได้รับเป็น “ภาคหอพระสมุดฯ” ว่า

“หนังสือที่ชักเป็นภาคหลวงของหอ ตามปกติมักตีพิมพ์กันเป็นจำนวน ๕๐๐ เล่ม ได้ภาคหลวงไว้ ๑๐๐ เล่ม ส่งไปยังสาขาหอสมุดตามหัวเมืองต่าง ๆ ในเวลานี้เสีย ๖๕ เล่ม นอกนั้นก็แจกกรรมการชำระปทานุกรมกรรมการทำอักขรานุกรมภูมิศาสตร์สยาม กับเจ้าพนักงานชั้นหัวหน้ากองและผู้เกี่ยวข้องกับการตรวจหนังสือนั้น คงเหลืออยู่ไม่กี่เล่ม ก็เก็บไว้ในตู้สำรองเป็นอันไม่มีเหลือไว้ขาย ต่อเมื่อได้ภาคหลวงเป็น
๒๐๐ เล่ม จึงจะมีเหลือไว้ขายบ้าง...ข้าพระพุทธเจ้าเคยสอบถามผู้ซื้อ ซึ่งนาน ๆ จะมีมาสักรายหนึ่ง ก็ว่าซื้อจากหอพระสมุดราคาแพงมาก สู้ซื้อตามร้านขายหนังสือเก่าของพวกจีนไม่ได้ เพราะราคาถูกกว่า จะต้องการหนังสือเรื่องอะไร ร้านขายหนังสือก็หามาขายให้ได้โดยมาก”

ชีวิตและจุดจบของร้านอันดับ ๑

เมื่อถึงทศวรรษ ๒๔๗๐ กรุงเทพฯ จึงมีร้านจำหน่ายหนังสือโดยเฉพาะ และร้านใหญ่ที่สุดซึ่งมีหนังสือมากเป็นอันดับ ๑ ได้แก่ กรุงเทพบรรณาคาร (Bangkok Central Books Depot) 

ร้านหนังสือกรุงเทพบรรณาคารตั้งอยู่ในตึกใหญ่ห้าชั้นย่าน “สี่กั๊กพระยาศรี” ถนนเจริญกรุง ไม่ไกลจากโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ที่นี่จำหน่ายทั้งแบบเรียนภาษาไทยและต่างประเทศ มีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษจากต่างประเทศจำหน่ายด้วย รวมทั้งยังมีตำรับตำราต่าง ๆ อีกมาก

เจ้าของร้านกรุงเทพบรรณาคารคือพระยานิพนธ์-พจนาตถ์ (สันตติ์ นิพนธ์พจนาตถ์ วิจิตรานนท์ ปี ๒๔๓๓-๒๔๘๗) ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบภาษาอังกฤษและโรงเรียนอัสสัมชัญ เคยไปศึกษาในฝรั่งเศส เมื่อกลับมาแล้วเข้ารับราชการกระทรวงต่างประเทศ ต่อมาโอนไปกระทรวงมหาดไทย ในรัชกาลที่ ๖ ย้ายมารับราชการกรมมหาดเล็กและกรมราชเลขาธิการ เติบโตในหน้าที่การงานจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นพระยาและมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้ากรมราชเลขาธิการ

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี ๒๔๗๕ กรมราชเลขาธิการถูกยุบเลิก พระยานิพนธ์ฯ จึงออกรับพระราชทานบำนาญ  ต่อมาเมื่อรัฐบาลเรียกร้องให้ข้าราชการลาออกจากบรรดาศักดิ์ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงความเท่าเทียมกันในระบอบใหม่ พระยานิพนธ์ฯ จึงลาออกด้วย แล้วเก็บราชทินนามเดิมไว้เป็นชื่อกลางว่า “สันตติ์ นิพนธ์พจนาตถ์ วิจิตรานนท์” 

พระยานิพนธ์ฯ สมรสกับ ม.ร.ว. หญิงเลื่อน อรณพ เมื่อปี ๒๔๕๓ มีบุตรีคนเดียวคือสุเนตรา แต่นอกจากนั้นแล้วท่านยังมีบุตรธิดาที่เกิดจากภรรยาอื่น ๆ อีกรวมทั้งสิ้นถึง ๒๑ คน

ยังค้นไม่พบว่ากรุงเทพบรรณาคารเปิดร้านครั้งแรกเมื่อใด แต่เข้าใจว่าคงอยู่ในราวปลายทศวรรษ ๒๔๖๐ ต่อต้นทศวรรษ ๒๔๗๐ นอกจากจะขายหนังสือแล้วที่นี่ยังเป็นผู้จัดพิมพ์เองอีกด้วย 

ผลงานสำคัญที่น่าจะกล่าวถึงในที่นี้ได้แก่ปทานุกรมอังกฤษ-ไทย ของ สอ เสถบุตร (หลวงมหาสิทธิโวหาร ปี ๒๔๔๖-๒๕๑๓) ผู้เคยร่วมรับราชการและคุ้นเคยกับพระยานิพนธ์ฯ มาตั้งแต่สมัยราชาธิปไตย สอติดคุกเป็นนักโทษการเมืองจากคดีกบฏบวรเดชตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ ดังนั้นเขาจึงต้องลักลอบเขียนต้นฉบับปทานุกรม (พจนานุกรม) ทั้งหมดส่งออกมาจากในคุก โดยพระยานิพนธ์ฯ ส่งจดหมายแจ้งแก่ผู้เขียนว่า “ผมจะแก้ตัวว่าหนังสือเล่มนี้ คุณหลวงได้เขียนไว้นานแล้ว คุณหลวงได้มอบต้นฉบับไว้กับผมแต่วันที่ถูกจับ...” 

Image

The New Model English - Siamese Dictionary
ฉะบับย่อยเล่ม ๑ จัดพิมพ์โดยกรุงเทพบรรณาคาร

ตุลาคม ๒๔๘๐ กรุงเทพบรรณาคารเริ่มลงประกาศแจ้งความตามหน้าหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๔๘๐ ว่าจะจัดพิมพ์ปทานุกรมอังกฤษเป็นไทยแบบใหม่ของสอออกจำหน่ายเป็นรายสัปดาห์ สัปดาห์ละหนึ่งเล่ม หนา ๓ ยก (๒๔ หน้า) ทั้งชุดจบบริบูรณ์จะเป็นหนังสือประมาณ ๑๐๐ เล่ม หรือ ๒,๔๐๐ หน้า สามารถเย็บรวมเป็นเล่มปกแข็งได้สองเล่มใหญ่ ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถบอกรับเป็นสมาชิกได้ โดยราคาจะย่อมเยากว่าซื้อปลีกเป็นอันมาก ทว่าท้ายที่สุด กว่า The New Model English - Siamese Dictionary จะจบคำศัพท์ตัว Z ฉบับสุดท้าย ก็ล่วงเลยไปถึงเดือนมิถุนายน ๒๔๘๓ คิดเป็นจำนวนเล่มย่อย ๑๔๐ เล่ม ความหนารวมถึง ๔,๐๐๐ หน้า 

ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ใกล้เที่ยงของวันวิสาขบูชา ๕ มิถุนายน ๒๔๘๗ เครื่องบินทิ้งระเบิดสี่เครื่องยนต์แบบบี-๒๙ (B-29 Flying Fortress) ของสหรัฐอเมริกา จำนวนกว่า ๓๐ ลำ บินตรงเข้ามาโปรยลูกระเบิดลงทั่วกรุงเทพฯ การโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรในวันนั้นทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือบาดเจ็บ ๘๔๒ คน และเสียชีวิตถึง ๑๔๐ คน  อันหมายรวมถึงพระยานิพนธ์พจนาตถ์ และ ม.ร.ว. หญิงเลื่อน อรณพ ภรรยาของท่านด้วย ทั้งคู่ถึงแก่กรรมขณะยังนั่งทำงานอยู่ในร้านกรุงเทพบรรณาคาร ซึ่งกลายเป็นซากปรักหักพังด้วยแรงระเบิด

นอกจากหนังสืออนุสรณ์ผู้วายชนม์ที่รวบรวมประวัติและคำไว้อาลัยแล้ว หนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพท่านเจ้าคุณและคุณหญิง ยังมีหนังสือที่ทางกรุงเทพบรรณาคารจัดพิมพ์เองและย้ายไปไว้ในที่ปลอดภัยก่อน โดยแจก ตำราปรุงอาหารสำรับรอบปี ของนางสมรรคนันท-พล แก่แขกที่เป็นสุภาพสตรี ส่วนสุภาพบุรุษจะได้รับแจกหนังสือ อนามัยวิทยาและอายุวัธนสาตร ของหมอแซลมอน (ปริญญา เอ็ม.ดี.) 

ต่อมาหลังสงคราม สุเนตรา (วิจิตรานนท์) คงศิริ บุตรีของพระยานิพนธ์พจนาตถ์และ ม.ร.ว. หญิงเลื่อน อรณพ เปิดร้านหนังสือแห่งใหม่ขึ้นที่สี่กั๊กพระยาศรีบนพื้นที่ของร้านกรุงเทพบรรณาคารเดิม ใช้ชื่อร้านว่า “นิพนธ์” ตามราชทินนามของบิดา ซึ่งยังคงเปิดดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน

DAS KAPITAL 

“สมัยผมเป็นเด็กนักเรียนตัวมอม ๆ ซึ่งหลงไหลหนังสือที่แต่งโดย ‘ป. บูรณศิลปิน’ ครั้งที่ ‘พี่อ้วน’ เปิดร้านขายหนังสืออยู่หน้าเฉลิมกรุง ผมขี่จักรยานผ่านแทบทุกวันมองเข้าไปในร้านปราดเดียวก็รู้จัก–อ้อ นั่นคุณป่วน นั่นคุณกัณหา แหม ! น่ารักทั้งคู่” - อิศรา อมันตกุล 

ปกรณ์ บูรณปกรณ์ หรือชื่อเดิมคือ ป่วน บูรณศิลปิน (ปี ๒๔๔๗-๒๔๙๕) เป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้มีชื่อเสียงในทศวรรษ ๒๔๗๐ เขาคือคู่ชีวิตคนแรกของ กัณหา วรรธนะภัฎ หรือ “ก. สุรางคนางค์” เจ้าของผลงานนวนิยาย บ้านทรายทอง และทั้งคู่เคยร่วมกันเปิด “สำนักงานนายศิลปี” ซึ่งตั้งชื่อตามนามปากกา “นายศิลปี” ที่ฝ่ายชายใช้สำหรับเขียนงานแนวสารคดี

เริ่มต้นจากสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ที่มุมถนนจักรพรรดิพงษ์ตัดกับถนนนครสวรรค์ ตอนปลายทศวรรษ ๒๔๗๐ ต่อมาย้ายไปอยู่ถนนเฟื่องนคร หลังกระทรวงมหาดไทย แล้วเริ่มเปิดแผนกสั่งหนังสือจากต่างประเทศ 

“ด่วน ! ข่าวดีพิเศษสำหรับท่านนักศึกษา หนังสืออังกฤษเพิ่งได้รับเที่ยวเมล์วันนี้ ! มีมาเล็กน้อย ! โปรดรีบมาเลือกเร็ว ช้าจะหมดอีก” สำนักงานนายศิลปีลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ ฉบับวันที่ ๒ มกราคม ๒๔๗๘ จากรายชื่อหนังสือดูเหมือนว่าสินค้าขายดี “สำหรับท่านนักศึกษา” ล้วนเป็นหนังสือแนว “ซ้าย” เช่น Figures of the Revolution ของมาเดอแล็ง (Louis Madelin) นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ว่าด้วยชีวประวัติบุคคลสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศส, Das Kapital (ฉบับภาษาอังกฤษ) ของมาร์กซ์ (Karl Marx) อันถือเป็นคัมภีร์ของลัทธิคอมมิวนิสต์, History of the Russian Revolution ประวัติศาสตร์การปฏิวัติรัสเซีย โดยทรอตสกี (Leon Trotsky) หนึ่งในนักปฏิวัติผู้มีบทบาทสำคัญ และ All Quiet on the Western Front (ฉบับภาษาอังกฤษ) นวนิยายต่อต้านสงครามกึ่งอัตชีวประวัติของเรมาร์ค (Erich Maria Remarque) สอดคล้องกับที่มีผู้แสดงทัศนะไว้ว่า “ป. บูรณปกรณ์ เป็นนักสังคมนิยม เห็นจิตเห็นใจคนจน ชิงชังสังคมชั้นสูงที่แฝงไว้ด้วยความสกปรก”

Image

ปกรณ์ บูรณปกรณ์ นักเขียน ผู้จัดพิมพ์และเจ้าของ “สำนักงานนายศิลปี”
(ภาพ : แด่ผู้ที่จากไป ปกรณ์ บูรณปกรณ์)

หลังจากปกรณ์และกัณหาแต่งงานกันในเดือนธันวาคม ๒๔๗๙ จึงขยับขยายมาเปิด “สำนักงานนายศิลปี” แห่งใหม่บนถนนตีทอง เยื้องกับโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง อันเป็นย่านชุมนุมชนแห่งยุค จำหน่ายหนังสือภาษาต่างประเทศเป็นหลัก มิตรสหายท่านหนึ่งของเจ้าของร้านบรรยายว่า

“คุณปกรณ์ เจ้าของร้านผู้มีทรวดทรงท้วมน่วมนิ่ม มีอารมณ์ขบขันในการสนทนาปราศรัยกับข้าพเจ้า ทุก ๆ ครั้งที่ข้าพเจ้าไปอุดหนุนซื้อหนังสือจากร้านซึ่งมีชื่อว่าสำนักงานนายศิลปี ส่วนคุณกัณหาก็ต้อนรับข้าพเจ้าและบรรดาลูกค้าด้วยการยิ้ม และอธิบายสรรพคุณของหนังสือดุจดังอธิบายสรรพคุณของเภสัช แปลว่า ผู้ขายมีความรู้ลึกซึ้งในคุณสมบัติของหนังสือตลอดจนชีวะประวัติของผู้แต่งหนังสือที่เขาสั่งเข้ามาขายเกือบแทบทุกเล่มทีเดียว”

สำนักงานนายศิลปียังกลายเป็นที่นัดพบชุมนุมของเหล่านักเขียนไปด้วยในตัว จากความรอบรู้เรื่องหนังสือต่างประเทศของปกรณ์ เขาจึงชักชวน “สันตสิริ” หรือ สงบ สวนสิริ (ปี ๒๔๕๒-๒๕๑๓) ให้เริ่มแปลวรรณกรรมว่าด้วยเรื่องเมืองจีนของ เพิร์ล เอส. บัค (Pearl S. Buck) นักเขียนสตรีชาวอเมริกัน รวมทั้งปกรณ์ยังมีส่วนสนับสนุนส่งเสริม อาษา ขอจิตต์เมตต์ (ปี ๒๔๕๑-๒๕๑๙) ในงานแปลหนังสือแนวจิตวิทยาของ เดล คาร์เนกี (Dale Carnegie) อีกด้วย

หนังสือ วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข (How to Stop Worrying and Start Living), วิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends & Inf luence People) และ การพูดในที่ชุมนุม (How to Develop Self-Confidence & Inf luence People by Public Speaking) ที่ อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปลจากหนังสือของคาร์เนกีไว้ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ยังคงมีผู้จัดพิมพ์จำหน่ายอยู่จนถึงบัดนี้ 

ส่วนสำนักงานนายศิลปี ดูเหมือนจะอยู่มาได้ถึงราวต้นทศวรรษ ๒๔๘๐ เท่านั้น อาจเพราะสงครามโลกที่เริ่มปะทุขึ้นในยุโรปตั้งแต่ปี ๒๔๘๒ เป็นอุปสรรคสำคัญของการสั่งซื้อหนังสือจากต่างประเทศ รวมทั้งยังมีผู้ให้เหตุผลขำ ๆ ไว้อีกประการหนึ่งคือ “โดยที่หนังสือทุกเล่มจะเก็บเข้าห้องสมุดส่วนตัวเสียหมด จึงต้องหยุดกิจการ” คือปกรณ์ เจ้าของร้าน ชอบหนังสือที่สั่งซื้อมาจนอยากเก็บไว้เองทั้งหมด 

Image

โรงภาพยนตร์โอเดียนในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา
(ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

Image

เดล คาร์เนกี และ จิตต์ แพร่พานิช (สวมแว่นดำ) ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติในวันเปิดร้านแพร่พิทยาที่วังบูรพา
(ภาพ : ที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ นายจิตต์ แพร่พานิช)

ร้านหนังสือหน้าโรงหนัง

ครึ่งหลังทศวรรษ ๒๔๙๐ เกิดศูนย์การค้าสมัยใหม่แห่งแรกของกรุงเทพฯ บนพื้นที่วังบูรพาภิรมย์ อดีตที่ประทับของ “สมเด็จวังบูรพา” สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (ปี ๒๔๐๓-๒๔๗๑) เมื่อนายโอสถ โกศิน (ปี ๒๔๕๖-๒๕๔๙) นักธุรกิจหนุ่ม ประสบความสำเร็จในการเจรจาขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในวังจากพระทายาทราชสกุลภาณุพันธุ์ แล้วรื้อตำหนักเก่าซึ่งอยู่ในสภาพรกร้างทรุดโทรมสร้างเป็นศูนย์การค้าทันสมัย มีโรงภาพยนตร์ถึงสามแห่ง ได้แก่ คิงส์ ควีนส์ และแกรนด์  ร้านค้าสมัยใหม่จึงย้ายไปกระจุกตัวอยู่ที่ “วังบูรพา” ที่สำคัญคือมีร้านหนังสือจำนวนมากตั้งอยู่รายรอบโรงภาพยนตร์ทั้งสาม

อันที่จริงการมีร้านหนังสืออยู่กับมหรสพสถานอาจย้อนกลับไปได้ถึงตั้งแต่ที่โรงละครปราโมทัย สืบเนื่องมาจนเมื่อโรงภาพยนตร์กลายเป็นสถานที่ประชุมชน  ตามโรงหนังในกรุงเทพฯ ล้วนเคยมี “แผงหนังสือ” ขายหนังสือพิมพ์ หนังสืออ่านเล่น และของขบเคี้ยว  “ยุธิษเฐียร” (ยศ วัชรเสถียร) เคยไล่เรียงความทรงจำว่า ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังปีนัง (ศรีบางลำภู), โรงหนังสิงคโปร์ (เฉลิมบุรี), โรงหนังฮ่องกง (ศาลาเฉลิมเวียง), โรงหนังพัฒนากร หรือโรงหนังนาครเขษม ล้วนเคยมีแผงหนังสือทำนองนี้ และเมื่อเกิดโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงที่ทันสมัยใหญ่โต ในปี ๒๔๗๕ ก็มีร้านขายหนังสือ “เฉลิมกรุงสตอลล์” ของ นายเทียน เหลียวรักวงศ์ ขายหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ และนิตยสารดาราของต่างประเทศ พร้อมทั้งขนมและของขบเคี้ยว อันเป็นต้นแบบให้นายจิตต์ แพร่พานิช (ปี ๒๔๕๖-๒๕๒๙) คิดเปิด “โอเดียนสตอลล์” ขึ้นบ้าง ในปี ๒๔๗๗ ที่หน้าโรงภาพยนตร์โอเดียน หัวถนนเยาวราช

ผู้ชมรายหนึ่งที่เคยไปดู วิมานลอย หรือ Gone with the Wind เมื่อปี ๒๔๘๓ จำได้ว่า “มีของขบเคี้ยวของต่างประเทศขายมากมายหลายชนิด ทั้งท็อฟฟี่ ลูกกวาด ช็อคโกเลท ตลอดจนลูกกวาดเสียบไม้ (candies)... แผงหรือร้านหน้าโรงหนังอื่น ๆ ก็ไม่มีของดีเหมือนและมากเหมือน”

ต่อมานายจิตต์ย้ายมาเปิดร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ “โอเดียนสโตร์” ในตึกแถวคูหาเดียวสองชั้นริมถนนตรีมิตร ฝั่งตรงข้ามโรงภาพยนตร์โอเดียน ซึ่งเมื่อถึงทศวรรษ ๒๔๙๐ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “นิวโอเดียน” 

เมื่อเกิดศูนย์การค้าวังบูรพา จิตต์ แพร่พานิช แลเห็นโอกาส จึงยกร้านเดิมให้น้องชาย คือ วิชัย แพร่พานิช แล้วตัวเองย้ายไปเปิดร้านใหม่ ตั้งชื่อตามนามสกุลของเขาว่า “แพร่พิทยา” ข้างโรงภาพยนตร์แกรนด์ วังบูรพา โดยมี เดล คาร์เนกี นักเขียนชื่อดังระดับโลกเป็นประธานทำพิธีตัดริบบิ้นเปิดร้าน เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๖ ด้วยการประสานงานของ อาษา ขอจิตต์เมตต์ เพื่อนนักเขียนและนักแปล ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเทพฯ 

แพร่พิทยาและโอเดียนสโตร์เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด ดังข้อความโฆษณาที่หลังปกหน้าในหนังสือ อติรูป ของ “แสงทอง” (หลวงบุณยมานพพานิชย์ อรุณ บุณยมานพ ปี ๒๔๓๗-๒๕๐๗) ซึ่งจัดพิมพ์ในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๖ ว่า

“เมื่อจะซื้อหนังสือ โปรดนึกถึง ‘แพร่พิทยา-โอเดียนสโตร์’ ก่อนเสมอ สถานที่จำหน่ายหนังสือที่ใหญ่และทันสมัยยิ่งในประเทศไทย สั่ง-จำหน่าย โนเวล, หนังสือวิทยาการ, แม๊กกาซีนต่างประเทศ พิมพ์จำหน่ายหนังสือตำรา, วิทยาการ, สารคดี, วรรณคดี, นวนิยาย เป็นตัวแทนส่งหนังสือทุกชนิดไปจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร รับจองหนังสือที่ประกาศจองของทุกสำนักพิมพ์ บริการดี-ซื่อตรง พร้อมที่จะรับใช้ท่านอยู่เสมอทุกวินาฑี ตั้งแต่ ๘.๐๐ น. ถึง ๒๑.๐๐ น.”

เหตุที่ร้านแพร่พิทยาและโอเดียนสโตร์เปิดร้านจนถึง ๒๑ นาฬิกา ย่อมอิงกับลูกค้าที่มารอชมภาพยนตร์รอบดึกนั่นเอง

นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ ๒๔๙๐ สืบเนื่องมาจนถึงทศวรรษ ๒๕๑๐ ย่านวังบูรพาจึงกลายเป็นแหล่งชุมนุมร้านหนังสือใหญ่ที่สุดของพระนคร มีร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ทั้งที่เปิดใหม่หรือมาเปิดสาขาตั้งอยู่รายรอบโรงภาพยนตร์เหล่านี้ เช่น แพร่พิทยา รวมสาส์น คลังวิทยา ต่อมาแม้แต่ร้านโอเดียนสโตร์ก็ยังเปิดสาขาใหม่อีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ตรงข้ามร้านแพร่พิทยา วังบูรพา

แนวคิดการเปิดร้านหนังสือในโรงภาพยนตร์ยังขยายตัวจากพระนครไปสู่เชียงใหม่ ในปี ๒๔๙๗ นายชัย และนางวรรณี จิตติเดชารักษ์ เปิดแผงขายหนังสือพิมพ์ “สุริวงศ์สตอลล์” ในพื้นที่ขนาด ๔ คูณ ๔ เมตร ใต้ถุนโรงภาพยนตร์สุริวงศ์ ถนนคชสาร อันเป็นต้นกำเนิดของสุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ในเวลาต่อมา

ทั้ง จิตต์ แพร่พานิช และ ชัย จิตติเดชารักษ์ คือกำลังสำคัญของภาคเอกชน ร่วมกับนายอภัย จันทวิมล (กรมสามัญศึกษา) ม.ล. มานิจ ชุมสาย (ยูเนสโก) และนายกำธร สถิรกุล (องค์การค้าของคุรุสภา) ก่อตั้งสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยขึ้นเมื่อปี ๒๕๐๒  

Image

ชัย จิตติเดชารักษ์กับร้านสุริวงศ์สตอลล์ใต้ถุนโรงภาพยนตร์สุริวงศ์ เชียงใหม่
(ภาพ : “คนขายหนังสือ” สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ จาก ๒๔๙๗ ถึง ๒๕๕๑)

อ้างอิง
ข่าวมรณะ นาย ย.บ. เซียวเม่งเต้ก. อัสสัมชัญอุโฆษสมัย. เล่มที่ ๗๙ (กันยายน ค.ศ. ๑๙๓๓) : ๒๔๑-๒๔๓.

คำกราบบังคมทูลในการเปิดหอพระสมุดฯ ใหม่ พ.ศ. ๒๔๕๙. (๒๔๕๙). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓๗ (๑๔ มกราคม ๒๔๕๘) : ๒๘๕๗-๒๘๖๓.

จอยุ่ยเหม็ง. (๒๔๙๘). พิมพ์ในการฌาปนกิจศพ นายชัย บำรุงตระกูล. พระนคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย. 

จ้อย จิตติเดชารักษ์. (๒๕๕๒). “คนขายหนังสือ” สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์ จาก ๒๔๙๗ ถึง ๒๕๕๑. 

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๑๙). จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จ.ศ. ๑๒๖๙ (พ.ศ. ๒๔๕๐). พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้ากมลปราโมทย์ เทวกุล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์.

ชูศรี กาลวันตวานิช. (๒๕๑๘). “พัฒนาการของหนังสือปกอ่อนในประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต แผนกบรรณารักษ์ศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

แด่ผู้ที่จากไป ปกรณ์ บูรณปกรณ์. (๒๔๙๖). พระนคร : โรงพิมพ์เจริญธรรม.

ดำรงราชานุภาพ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (๒๔๕๙). ตำนานหอพระสมุด หอพระมณเฑียรธรรม หอวชิรญาณ หอพุทธสาสนสังคหะ แลหอสมุดสำหรับพระนคร. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.

ดำรงราชานุภาพ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (๒๔๗๑). ตำนานหนังสือสามก๊ก. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. (๒๕๒๑). ให้พระยาอนุมานลายพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีโต้ตอบกับพระยาอนุมานราชธน. กรุงเทพฯ :มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป.

ถัด พรหมมาณพ. (๒๔๗๔). ภูมิศาสตร์มณฑลกรุงเทพฯ. พระนคร : โรงพิมพ์ธรรมพิทยาคาร.

ที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ นางเลื่อน ประสารอักษรพรรณ. (๒๕๐๙). พระนคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกษมสุวรรณ.

ที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ นายจิตต์ แพร่พานิช. (๒๕๓๐). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยสัมพันธ์.

บาญชีหนังสือมีจำหน่ายในหอพระสมุดสำหรับพระนครใน พ.ศ. ๒๔๖๙. (๒๔๗๐). พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.

บาร์เน็ต, เย. ซี.. (๒๔๕๓). รายงานการแสดงกสิกรรมแลพานิชการ ครั้งที่ ๑ ณ กรุงเทพฯ วันที่ ๑๘ เมษายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙. กรุงเทพฯ : กระทรวงเกษตราธิการ. 

ประกาศจัดการหอพระสมุดวชิรญาณให้เปนหอสมุดสำหรับพระนคร รัตนโกสินทรศก ๑๒๔. (๒๔๔๘). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๒ (๑๕ ตุลาคม ร.ศ. ๑๒๔) : ๖๑๙-๖๒๑.

ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑๖. (๒๕๖๔). กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

ปราณี กล่ำส้ม. “ร้านเก่าชาวกรุง : ‘รวมสาส์น’ และย่านวังบูรพา” ใน เมืองโบราณ ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๔ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๓) : ๑๒๑-๑๒๗.

พระเสด็จสุเรนทราธิบดี, เจ้าพระยา. (๒๔๗๓). หนังสือเตือนเพื่อน. พิมพ์ในการปลงศพ หม่อมหลวงเป็นศรี มาลากุล. ม.ป.ท. : โรงพิมพ์ศรีหงส์.

ยุธิษเฐียร. (๒๕๑๓). เกล็ดจากอดีต. พระนคร : รวมสาส์น. ลาวัณย์ โชตามระ. (๒๕๐๗). ละครกับฉาก. ธนบุรี : คลังวิทยา. 

ลายพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีโต้ตอบกับพระสารประเสริฐ พร้อมด้วยประวัติพระสารประเสริฐ. (๒๕๑๖). กรุงเทพฯ : มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป.

วิจิตรมาตรา, ขุน. (๒๕๒๓). ๘๐ ปีในชีวิตข้าพเจ้า. กรุงเทพฯ : บัณฑิตการพิมพ์.

ส. บุญเสนอ. “ตามรอยลายสือไทย” ใน ต่วย’ตูน ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๖ (กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘) : ๒๒-๓๐.

ส. บุญเสนอ. “ตามรอยลายสือไทย” ใน ต่วย’ตูน ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๗ (มีนาคม ๒๕๒๘) : ๒๒-๓๕.

สยามพิมพการ : ประวัติศาสตร์การพิมพ์ในประเทศไทย. (๒๕๔๙). กรุงเทพฯ : มติชน. 

แสงทอง. (๒๔๙๖). อติรูป. พระนคร : แพร่พิทยาและโอเดียนสโตร์.

อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ คุณแม่เหนย กูรมะโรหิต. (๒๕๑๒). พระนคร : โรงพิมพ์อำพลพิทยา.

อนุสรไนงานพระราชทานเพลิงสพ นายสันตติ์ นิพนธ์พจนาตถ์ วิจิตรานนท์ และ ม.ร.ว. หยิงเลื่อนอรนพ วิจิตรานนท์. (๒๔๘๗).

เอนก นาวิกมูล. (๒๕๔๒). ตำนานห้างร้านสยาม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ ๑๙๙๙.

เอนก นาวิกมูล. “เบื้องหลังการซื้อขายวังบูรพา” ใน ศิลปวัฒนธรรม. (กรกฎาคม ๒๕๔๓) : ๗๐-๗๕.

เอนก นาวิกมูล. (๒๕๔๙). ขุนนางชาวสยาม ๑. กรุงเทพฯ : แสงดาว.

เอนก นาวิกมูล. (๒๕๔๙). หมายเหตุประเทศสยาม เล่ม ๓. กรุงเทพฯ : 959 พับลิชชิ่ง.