Image

วินัย ชาติอนันต์
กรรมการผู้จัดการ
บริษัทเคล็ดไทย จำกัด

SMALL TALK

สัมภาษณ์ : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

“ โหยหาอดีตอันรุ่งเรืองคงไม่ได้ คิดว่าจะปรับตัวอย่างไรมากกว่า ”

ในแวดวงสำนักพิมพ์ ชื่อ “เคล็ดไทย” เป็นที่รับรู้และคุ้นเคยกันดีว่าเป็น “สายส่ง (หนังสือ)” เจ้าสำคัญ ด้วยเคล็ดไทยทำหน้าที่จัดจำหน่ายหนังสือให้สำนักพิมพ์ไม่ต่ำกว่า ๒๐ แห่ง โดยกระจายหนังสือไปยังร้านหนังสือทั่วประเทศหลายร้อยแห่ง

ส่วนหนอนหนังสือก็จะนึกถึง “สำนักพิมพ์เคล็ดไทย” ที่โดดเด่นด้านผลิตหนังสือแนวปรัชญา ศาสนา ด้วยพื้นฐานเดิมก่อนเริ่มต้นจากร้านหนังสือ “ศึกษิตสยาม” ที่ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนอาวุโส ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๑๖ ในห้วงเวลาที่พลังนักศึกษาเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม

ต่อมาร้านศึกษิตฯ ตั้ง “สายส่งศึกษิต” เพื่อจัดส่งและกระจายหนังสือจากสำนักพิมพ์ไปยังร้านหนังสือ ด้วยในยุคนั้นร้านหนังสือส่วนมากมักวางจำหน่ายแค่หนังสือพิมพ์รายวัน

สายส่งนี้เองที่กลายเป็นบริษัทเคล็ดไทย จำกัด

ในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ วงการหนังสือถูกเทคโนโลยีใหม่ ๆ “ป่วน” (disruption) ไม่ต่างจากวงการอื่น ร้านหนังสืออิสระล้มหาย สำนักพิมพ์ต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมการอ่านแบบใหม่  สารคดี ชวน วินัย ชาติอนันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเคล็ดไทย จำกัด คุยกันเรื่องอนาคตของธุรกิจหนังสือไทย โดยเฉพาะเรื่องของ “สำนักพิมพ์” “สายส่ง” และ “ร้านหนังสือ” ที่ทำงานร่วมกันมายาวนานหลายทศวรรษ

นี่คือบทสนทนาสั้น ๆ ว่า “สายส่ง (หนังสือ)” จะอยู่อย่างไร จะรอดหรือไม่และจะปรับตัวอย่างไร

อยากให้คุณวินัยเล่าเรื่อง “สายส่ง (หนังสือ)” ให้คนที่ไม่รู้จักอาชีพนี้ฟัง

“สายส่ง” คือตัวกลางจัดจำหน่ายหนังสือให้สำนักพิมพ์ต่าง ๆ คือนำหนังสือไปส่งให้ร้านหนังสือทั่วประเทศ

พอสำนักพิมพ์พิมพ์หนังสือเสร็จแล้วก็ส่งมาให้ “สายส่ง” จัดจำหน่าย ถ้าสายส่งนั้นมีธุรกิจสำนักพิมพ์ด้วยก็จะเอาหนังสือของตัวเองไปกระจายจำหน่ายด้วย

ในกรุงเทพฯ ใช้รถมอเตอร์ไซค์และรถปิกอัป ต่างจังหวัดก็ใช้รถขนส่ง

ธุรกิจสายส่งต้องมียานพาหนะ
และมีโกดังเก็บหนังสือของตัวเอง

ใช่ครับ จะมีรถกี่คัน มีโกดังแค่ไหน ก็แล้วแต่ว่ามีงานมากแค่ไหน

ช่วงปี ๒๕๒๓ ผมเข้าทำงานที่เคล็ดไทย สมัยนั้นเคล็ดไทยมีรถมอเตอร์ไซค์ส่งหนังสือในกรุงเทพฯ ห้าคันมีโกดังและสำนักงานอยู่แถวบางรัก  ถ้าต้องส่งหนังสือไปต่างจังหวัดบางครั้งก็ห่อหนังสือฝากส่งไปกับรถบรรทุกสิบล้อที่จะออกเดินทางจากแถวถนนบรรทัดทอง แล้วเขาจะไปจัดการกระจายกันเอง

สายส่งยังแบ่งเป็นสายส่งพ็อกเกตบุ๊ก กับสายส่งวารสาร นิตยสาร แบบหลังต้องอาศัย “เอเยนต์” ช่วยส่งไปวางตามร้านหนังสือทั่วประเทศ

ในวงการมีเอเยนต์ที่คุ้นชื่อ เช่น เพ็ญบุญ, ประเสริฐศิลป์, ก. สัมพันธ์ ฯลฯ จะรับนิตยสาร วารสาร ไปส่งซึ่งต้องการความเร็วในการวางแผง ระยะเวลาการขายก็สั้นกว่า

แต่พ็อกเกตบุ๊กบางทีก็ใช้เอเยนต์ในกรณีนำหนังสือไปส่งผู้ขายรายเล็กอีกต่อหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยทำแล้วเพราะร้านหนังสือขนาดเล็กล้มหายตายจากไปเยอะ

สายส่งพ็อกเกตบุ๊กบางแห่งก็รับวารสาร นิตยสาร แต่มักมีปัญหาเรื่องโกดังที่ต้องวางเป็นหมื่นเล่มต่อเดือน

ค่าใช้จ่ายที่สายส่งเรียกเก็บจากสำนักพิมพ์โดยทั่วไปเป็นอย่างไร

สมมุติหนังสือราคา ๑๐๐ บาท ปัจจุบันสายส่งเคล็ดไทยจะเก็บจากสำนักพิมพ์ ๔๒ บาท โดยเราแบ่งให้ร้านค้า ๒๕ บาท ส่วน ๑๗ บาทเป็นรายได้นำมาเลี้ยงพนักงานและดูแลสำนักงานของเรา เหลือกำไรไม่มาก

ส่วนคำพูดที่ว่า “สายส่งเป็นเสือนอนกิน” ผมได้ยินมานาน ถ้าอยากพิสูจน์คำกล่าวนี้ต้องให้สำนักพิมพ์ที่คิดแบบนั้นมาทำสายส่งดู เพราะสายส่งเองก็มีค่าใช้จ่ายมากมาย

ที่ผ่านมาเคล็ดไทยเคยช่วยเหลือสำนักพิมพ์บางแห่งเรื่องค่ากระดาษในการพิมพ์หนังสือ เรียกกันในวงการว่า “แอดวานซ์” เพื่อที่เขาจะสามารถผลิตหนังสือให้เราจัดส่งสำนักพิมพ์ขนาดเล็กมักผลิตหนังสือน่าอ่าน พิมพ์วรรณกรรม
ดี ๆ แต่มีทุนน้อย กรณีพิมพ์ ๑,๐๐๐ เล่ม เคล็ดไทยอาจช่วยออกเงินให้ก่อน ๓๐๐ เล่ม แต่ระบบแบบนี้ก็มีปัญหาในตัวเอง เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าหนังสือเล่มไหนจะขายดีหรือไม่ดี ถ้าขายไม่ดีก็ติดลบเพราะเอาเงินลงไปแล้ว

หลายครั้งเราบอกสำนักพิมพ์ว่าช่วยกัน ถ้ามีหนังสือเล่มใหม่ออกมาก็ขอให้เราช่วยส่งให้ แล้วก็หักกลบลบหนี้กันไป

“ลึกๆ ผมเชื่อว่าถ้าต่างคนต่างทำงานที่ถนัด ภาพรวมจะออกมาดีกว่า สำนักพิมพ์ผลิตหนังสือให้ดี สายส่งทำหน้าที่ให้ดี ร้านค้าก็ขายหนังสือให้ดี มันจะดีไปพร้อมกันทั้งวงการ”

ร้านหนังสือเวลาต้องการหนังสือจะติดต่อเคล็ดไทยเองหรือเคล็ดไทยติดต่อไป

ส่วนมากร้านหนังสือจะติดต่อเข้ามา

ปรกติสายส่งแต่ละเจ้ามีจำนวนหนังสือ (ปก) ในมือมากน้อยต่างกัน เคล็ดไทยมีค่อนข้างเยอะ เรารับหนังสือจากสำนักพิมพ์อื่นมาจัดจำหน่าย เทียบเป็นสัดส่วนกับที่จัดพิมพ์เองคือ ๗๐ : ๓๐  ส่วนที่เราทำเองเป็นหนังสือเฉพาะทาง เช่น งานของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์  สมัคร บุราวาศ  กรุณา กุศลาสัย

สมัยก่อนสายส่งไม่เรียกเงินประกันหรือเงินมัดจำเมื่อร้านหนังสือสั่งหนังสือไปวางขาย แต่เกิดกรณีบางร้านขายได้แล้วหนี ไม่จ่าย สายส่งต้องควักเงินชดใช้ให้สำนักพิมพ์ ต่อมาเลยขอให้ร้านหนังสือมัดจำอย่างน้อย ๕,๐๐๐ หรือ ๑๐,๐๐๐ บาท ถือว่าไม่มาก เพราะบางครั้งมูลค่าหนังสือที่ส่งไปสูงราว ๕๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาท

ปัจจุบันมีเงินค้ำประกันจากร้านหนังสือ เฉลี่ย ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท บางร้านขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร (Bank Guarantee) ให้แทน เราก็ตกลง

หนังสือที่อยู่ในความดูแลของสายส่งจะวางอยู่ในร้านหนังสือนานแค่ไหน

ก่อนโรคโควิด-๑๙ ระบาดในปี ๒๕๖๓ เราให้วางขายราว ๒ เดือน ร้านหนังสือในต่างจังหวัดขึ้นกับรอบรถที่วิ่งไปเก็บเงิน

ปรกติในเดือนหนึ่งเราจะส่งรถไปสองภาค เช่น มกราคมไปภาคเหนือและภาคอีสาน ถ้าที่ร้านหนังสือนั้นขายดีเราก็ฝากไว้ต่อ เก็บเงินส่วนที่ขายได้กลับมา บางร้านขายหนังสือบางเล่มไม่ได้หรือขายไม่ดีก็อาจคืนหนังสือเลยหรือจะวางขายต่อไปก็ได้ ขึ้นกับการตกลงกัน

การทำงานกับร้านหนังสืออิสระในสมัยก่อนกับปัจจุบันเป็นอย่างไร

สายส่งบางเจ้าไม่ค่อยให้ความสำคัญกับร้านหนังสืออิสระ กลับมองว่าทำงานกับร้านหนังสือใหญ่ที่มีสาขาเยอะง่ายกว่า เพราะส่งไปทีเดียวแล้วร้านหนังสือนั้นก็กระจายของไปสาขาเองได้  ส่วนร้านหนังสืออิสระที่มีสาขาเดียวหรือมีไม่กี่สาขา พวกนี้จะเป็นตัวของตัวเอง เลือกหนังสือให้กลุ่มลูกค้าเฉพาะของเขา

ลูกค้าของสำนักพิมพ์เคล็ดไทยคือคนกลุ่มไหน

เคล็ดไทยทำงานสายส่งเป็นหลัก เน้นนำหนังสือคนอื่นมาจัดจำหน่ายมากกว่า แม้จะมีสำนักพิมพ์เองด้วยแต่ไม่ได้ผลิตหนังสือมาก ลูกค้าหนังสือที่เราพิมพ์เอง ส่วนมากเป็นคนอ่านงานแนวปรัชญา ศาสนา

ส่วนในฐานะสายส่ง เราจัดจำหน่ายหนังสือที่ได้รางวัลซีไรต์ตั้งแต่ปีแรก ๆ และเรื่อยมาอีกหลายเล่ม ได้แก่ ลูกอีสาน ของ คำพูน บุญทวี (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๒๒), เพียงความเคลื่อนไหว ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๒๓), ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง ของ อัศศิริ ธรรมโชติ (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๒๔), คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๒๕), ใบไม้ที่หายไป ของ จิระนันท์ พิตรปรีชา (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๓๒), ม้าก้านกล้วย ของ ไพวรินทร์ ขาวงาม (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๓๘), บ้านเก่า ของ “โชคชัย บัณฑิต'” (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๔๔), เจ้าหงิญ ของ “บินหลา สันกาลาคีรี” (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๔๘), เราหลงลืมอะไรบางอย่าง ของ วัชระ สัจจะสารสิน (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๕๑), คนแคระ ของ วิภาส ศรีทอง (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๕๕) ฯลฯ จนถึง กี่บาด ของ ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด (รางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๖๗) เราได้รับความไว้วางใจจากนักเขียนและสำนักพิมพ์กลุ่มนี้เมื่อมีผลงานเล่มใหม่ออกมาด้วย

ยังมีกรณีของสำนักพิมพ์กระท่อม ป.ล. ที่พิมพ์งานของ มาลัย ชูพินิจ ลูกสาวคนที่ ๓ ของครูมาลัยคือคุณขนิษฐา ณ บางช้าง รู้จักกับภรรยาของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็แนะนำมาให้เคล็ดไทยช่วยจัดจำหน่ายตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ตอนหลังก็วางใจให้เราดูแลให้ทั้งหมด

ในยุคโซเชียลมีเดีย สถานการณ์เปลี่ยนไปแค่ไหนสำหรับงานสายส่ง

สำนักพิมพ์เคล็ดไทยหันมาขายหนังสือเองมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีและช่องทางง่ายขึ้น มีแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada คนเดินไปร้านหนังสือน้อยลง มีแต่คนรุ่นผมนี่แหละที่ยังเดินเข้าร้านหนังสือ

ร้านหนังสือที่เราเคยส่งหนังสือไปวาง บางเจ้าคุ้นเคยกันมา ๔๐ ปี ตอนนี้แทบหาไม่ได้อีกแล้ว ร้านหนังสืออิสระเลิกกิจการเยอะมาก ส่วนร้านหนังสือขนาดใหญ่เขาก็สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจของตัวเองให้ครบวงจร คือ พิมพ์เอง ส่งเอง ขายเอง เราก็เข้าใจสำนักพิมพ์ที่ขายหนังสือเองตอนนี้ เพราะเขาอยากได้เงินสดไปหมุนทำหนังสือเล่มต่อไป แต่อย่างไรอีกส่วนก็ต้องฝากสายส่งจัดจำหน่ายอยู่

ลึก ๆ ผมเชื่อว่าถ้าต่างคนต่างทำงานที่ถนัด ภาพรวมจะออกมาดีกว่า สำนักพิมพ์ผลิตหนังสือให้ดี สายส่งทำหน้าที่ให้ดี ร้านค้าก็ขายหนังสือให้ดี มันจะดีไปพร้อมกันทั้งวงการ

แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปรกติ เราเลี่ยงไม่ได้ ต้องปรับตัว

เคล็ดไทยปรับตัวแค่ไหน

สถานการณ์เปลี่ยนไป เราจะแค่โหยหาอดีตอันรุ่งเรืองคงไม่ได้ คิดว่าจะปรับตัวอย่างไรมากกว่า

สำนักพิมพ์เคล็ดไทยยังคงทำหนังสือแนวปรัชญา ศาสนา แม้จะพิมพ์ไม่กี่ปก สายส่งเคล็ดไทยยังคงรับหนังสือวรรณกรรมและแนวอื่น ๆ มาจัดจำหน่าย เราต้องมีหนังสือเล่มที่คนอยากอ่านในมือ คนอ่านจะได้แวะมาซื้อ หรือร้านหนังสือมาสั่งหนังสือกับเรา

เราเปิดแผนกฝ่ายขายออนไลน์ขึ้นมา รับคำสั่งซื้อล่วงหน้า (pre-order) บ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจของตัวเองให้ครบวงจร เพราะต้องลงทุนมาก

ผมเชื่อว่างานสายส่งยังอยู่ได้ ตราบใดที่ยังมีคนอ่านหนังสือกระดาษ