กา-วิทยา ก๋าคำ และโดนัท-งามแสนหลวง สิงห์เฉลิม ผู้เปิดร้านหนังสือมา ๘ ปี ด้วยความหลงใหลในหนังสือ
INDEPENDENT
BOOKSTORES
ในกรุงเทพฯ
“คิดยังไงกับคำว่า ‘สมัยนี้คนไม่อ่านหนังสือกันแล้ว’”
นี่คงเป็นคำถามคุ้นหูจนเกือบกลายเป็นความเคยชินที่ออกจะน่าเบื่อ ทว่าสะท้อนความเชื่อของปัจเจกบุคคลได้อย่างดี และหากคุณมีความ (ไม่) เชื่อชุดเดียวกัน คุณอาจเข้าใจว่าทำไมร้านหนังสืออิสระริมถนนสามเสนแห่งนี้ถึงยังคงเปิดต้อนรับผู้คนอยู่
“ไม่เชื่อคำนี้…ทำไมต้องบอกว่าคนเขาไม่ทำแบบนั้นแบบนี้กันแล้ว สุดท้ายก็ยังมีคนทำอยู่ หนังสือก็เหมือนกัน ยังมีคนอ่านและไม่มีวันหายไป ในเมื่อยังมีคนอ่านอยู่”
กา-วิทยา ก๋าคำ เจ้าของร้านหนังสือ A BOOK with NO NAME สะท้อนมุมมองต่อชะตากรรมของหนังสือในยุคสมัยที่แพลตฟอร์มออนไลน์ค่อย ๆ เข้ามาแทนพื้นที่หลายอย่างในชีวิตผู้คน
กาและโดนัท-งามแสนหลวง สิงห์เฉลิม เจ้าของอีกคนผู้ร่วมลงแรงสร้างร้านนี้ขึ้นมา ต่างมาจากรั้วศิลปากร วังท่าพระ เดิมทีพวกเขาคือ “คนอ่าน” ที่หลงรักในเสน่ห์ของหนังสือ
กาเติบโตที่จังหวัดพะเยา ก่อนเข้ามาเรียนที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชีวิตในรั้ววังท่าพระสำหรับเขาไม่ต่างจากฉากหนึ่งในภาพยนตร์ กลิ่นสีและกาวแป้ง มหาวิทยาลัยนี้เปิดโลกหนังสือของเขาให้กว้างกว่าเดิม
“มีชื่อ” แมวลายขาวดำประจำร้าน หนึ่งในสี่เหมียวที่คอยเฝ้ามองคนแปลกหน้าผู้มาเยือน
“เราชอบอ่านวรรณกรรม เสน่ห์ของมันคือความเชื่อมโยงที่หนังสือเล่มหนึ่งจะพาไปหาเล่มอื่นด้วย ทำให้กระหายอยากอ่านขึ้นเรื่อย ๆ… ตอนเรียนศิลปากร ทั้งเพื่อนและรุ่นพี่อ่านหนังสือกันเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นวรรณกรรมแปลหนัก ๆ เราก็เลยได้คลุกคลีอยู่กับมันมาโดยตลอด”
“ทำไมถึงเปิดร้านหนังสือ ?”
ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าคนเราต้องหลงใหลหนังสือมากแค่ไหนจึงเปิดร้านหนังสือและประคองมันไว้ได้นานกว่า ๘ ปี
“คืออีกหนึ่งความฝัน ถ้าเราไม่ทำก็คงรู้สึกเสียดาย สมัยเรียนมีร้านหนังสือเดินทางของพี่หนุ่ม (อำนาจ รัตนมณี) ตอนนี้ก็ยังอยู่นะ เราชอบไปอ่านหนังสือ ไปพูดคุย เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากเปิดร้านหนังสือ
“พอได้มาเปิดร้านจริง ๆ มีทั้งเรื่องปวดหัว สุข ทุกข์นะ ไม่เคยเอามาชั่งว่าอันไหนเยอะกว่ากัน มันก็เรื่อย ๆ…แต่แค่เราได้มองหนังสือบนชั้นวาง หรือนั่งเหม่อมองไปข้างนอกร้านผ่านกองหนังสือโดยไม่ต้องคิดอะไรก็มีความสุขแล้ว
“บางคนชอบร้านสไตล์นี้ บางคนก็เฉย ๆ…ถ้าใครอยากได้ที่เงียบมาก ๆ มาอ่านหนังสือสอบ เราก็จะมีสไตล์ไม่ตรงกับเขาแล้ว เพราะร้านนี้เราต้องการให้เป็นพื้นที่พูดคุยกันด้วย เป็นคอมมูนิตีเล็ก ๆ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็มีความชอบคล้าย ๆ กัน”
“ที่นี่ใครชอบแมวก็มาเล่นกับแมว ใครชอบหนังสือก็มาอ่านหนังสือ” คือคำเชิญชวนจากเจ้าของร้าน
หนังสือทุกเล่มบนชั้นผ่านการคัดเลือกจากเจ้าของร้าน ไม่ใช่แค่สิ่งที่อยากขาย แต่คือหนังสือที่อยากให้คนอ่านได้รู้จัก
“แค่เราได้มองหนังสือบนชั้นวางหรือนั่งเหม่อมองไปข้างนอกร้านผ่านกองหนังสือโดยไม่ต้องคิดอะไรก็มีความสุุขแล้ว”
สำหรับกา A BOOK with NO NAME ไม่ได้อยากถูกนิยามว่าเป็นร้านหนังสือหรือคาเฟ่ แต่อยากให้เป็นพื้นที่ที่ใครสักคนเข้ามานั่งพูดคุย ถกเถียง ฟังดนตรี ดูหนัง หรือร่วมวงเสวนาเล็ก ๆ และทำหน้าที่ในฐานะร้านหนังสือด้วยการแนะนำหนังสือสักเล่มสองเล่ม เพื่อ “ให้หนังสือได้เจอคนอ่าน”
“คือเขามาถามหาหนังสือแนวเดียวแหละ แต่เราก็พยายามบอกแนวอื่น ๆ ด้วย ว่าแนวนี้ก็น่าสนใจนะ อยากให้เขารู้จักสิ่งที่เขาไม่รู้จัก เพราะในฐานะร้านหนังสือเรามีหน้าที่แนะนำหนังสือที่ลูกค้าไม่รู้จัก…หนังสือทุกเล่มในร้านเราคัดมาเองหมดเลย อ่านแล้วชอบบ้าง อยากอ่านเองบ้าง
“เกลียดใครก็ไล่ให้ไปเปิดร้านหนังสือ”
ประโยคกึ่งขำกึ่งจริงข้างต้นนี้กาเอ่ยขึ้นในวงสนทนาบ่อยครั้ง สะท้อนความยากลำบากที่ต้องเผชิญในยุคที่ทุกคนต่างมีโทรศัพท์มือถือและความเฟื่องฟูของสำนักพิมพ์ที่ลดลงกว่าแต่ก่อน
“กำไรจากร้านหนังสือพอแค่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับแมว ค่าอาหารแมว หรือพาแมวไปหาหมอ…บางทีเอามาใช้ฉลองช่วงปีใหม่ เพราะรายได้หลักจริง ๆ มาจากการทำงานอื่น แต่ถึงได้กำไรน้อยก็ยังดีกว่าขาดทุนเนาะ” กาพูดพลางหัวเราะ เป็นตลกร้ายที่ฉันเข้าใจเมื่อนึกย้อนตอนเปิดประตูเข้ามาในร้านแล้วกาทักทายฉันด้วยประโยคที่ว่า “เป็นลูกค้าคนที่ ๓ ของร้านเลยนะวันนี้”
ท้องฟ้าเหนือศรีย่านค่อย ๆ มืดลง แสงไฟสีส้มนวลตัดกับสีเขียวของร้าน A BOOK with NO NAME เริ่มเด่นขึ้นมาแทน “มา ๆ มานั่งกินด้วยกัน” ประโยคสั้น ๆ ที่เจ้าของร้านชอบเอ่ย
ฉันนั่งอยู่ในวงล้อมของคนแปลกหน้า ทั้งช่างสักและนักเขียน มือหนึ่งฉันแงะหอยแครงลวก อีกมือยกเครื่องดื่มเย็นฉ่ำขึ้นจิบ เสียงหัวเราะเคล้าเพลงอินดี้โฟล์กทำให้กำแพงความไม่คุ้นเคยทลายลงอย่างรวดเร็ว
ที่นี่คือ “จุดร่วม” ของผู้คนที่หลงใหลในศิลปะและการอ่าน เพียงฉันเปรยถามว่า “หนังสือเล่มไหนที่ต้องอ่านให้ได้สักครั้งในชีวิต” คำตอบก็หลั่งไหลอย่างเป็นธรรมชาติ
กาแฟหนึ่งแก้ว เพลงอินดี้โฟล์กและกลิ่นอายศิลปะ ชวนให้ผู้คนค่อย ๆ ใช้เวลาอยู่กับหนังสือและบทสนทนา
“หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว...ที่สุดแล้ว สักเก็บไว้เลยนะ” โดนัทตอบพลางอวดรอยสักรูปปลาที่ต้นแขนขวา พร้อมข้อความ 100 YEARS OF SOLITUDE ยืนยันความคลั่งไคล้ในวรรณกรรมระดับโลกเล่มนี้
บทสนทนาขยายออกไปสู่เรื่องความยากง่ายของการอ่าน ก่อนจะลามไปถึงภาพยนตร์ Stand by Me, A Sun, The Voice of Hind Rajab และเรื่องเล่าสมัยเรียนที่ศิลปากร…ก็ไม่รู้ทำไมจากเรื่องหนังสือจึงโยงสู่ภาพยนตร์ และจบลงที่ความทรงจำวัยเยาว์
หรือบางทีหนังสือไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกอ่าน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์
ในคืนที่ศรีย่านค่อย ๆ มืดลง แสงไฟสีส้มจากร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ยังคงส่องอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม ไม่ได้สว่างพอจะเปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่เรืองรองพอให้คนแปลกหน้าสองสามคนเดินเข้ามา นั่งลงข้างกัน และเริ่มพูดคุยกันได้จากหนังสือเพียงเล่มเดียว
บางทีคำว่า “สมัยนี้คนไม่อ่านหนังสือกันแล้ว” อาจไม่ใช่คำตอบของยุคนี้เสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยในร้าน A BOOK with NO NAME หนังสือยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่เสมอ
ไม่ใช่แค่ให้ใครบางคนอ่าน แต่เพื่อให้ใครบางคนได้รู้จักกัน