Image

วิวัฒน์ โรจนาวรรณ กับคู่ชีวิต ที่ทำร้าน “น้ำพุบุ๊คสโตร์” ด้วยกันมาเป็นปีที่ ๔๕  เหนือชั้นวางหนังสือเป็นแถวกระป๋องเบียร์ (เปล่า) ที่มีคนให้มาเป็นของฝาก และบนสุดเป็นภาพกิจกรรมที่เคยจัดในพื้นที่

Image

INDEPENDENT
BOOKSTORES
ทั่วไทย

“หนังสือกระดาษเป็นกลุ่มเฉพาะ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ได้เป็นที่นิยมของคนทุกระดับ และคงเป็นอย่างนี้ต่อไป  เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิต และไม่ว่าคนจะเข้าหามันหรือไม่ หนังสือก็ยังคงอยู่”

วิวัฒน์ โรจนาวรรณ เจ้าของร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์พูดถึงหนังสือหรือแพลตฟอร์มกระดาษ ในยุคที่โลกมีแพลตฟอร์มออนไลน์คู่ขนาน

“ทำอย่างไรให้คนอ่านกับหนังสือได้พบกัน” เขาพูดถึงบทบาทของร้านหนังสือที่ทำมากว่า ๔๐ ปี “ที่ทำอยู่ทุกวันนี้เพื่อทำให้สองสิ่งนี้มาเจอกัน  อนาคตยังไม่รู้ แต่เราพยายามรักษาสิ่งนี้ไว้”

ร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ตั้งอยู่ที่ถนนธานีในตัวเมืองบุรีรัมย์ วิวัฒน์สร้างร้านนี้ขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ ช่วงที่สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มบูม ในเวลาไล่เลี่ยกันมีร้านหนังสือเกิดใหม่หลายแห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักของหนอนหนังสือ และนับเป็นแรงบันดาลใจแก่วิวัฒน์ด้วย

วิวัฒน์เรียนจบมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๒๐ หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เขาเล่าว่าคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้ายุคนั้นมีสองทางเลือก หากไม่เข้าป่าจับอาวุธต่อสู้ร่วมกับกองทัพปฏิวัติ ก็กลับบ้านเกิดไปทำงาน “ใต้ดิน” เขาตัดสินใจเลือกอย่างหลัง

ทำการค้าหลายอย่างกับที่บ้านอยู่ช่วงหนึ่ง จนปี ๒๕๒๔ ก็เปิดร้านหนังสือ

“ล้มเหลวทางธุรกิจจึงหันมาหาสิ่งที่เราคุ้ยเคยนับ ๒๐ ปี คือหนังสือ  ก่อนนั้นร้านหนังสือจริง ๆ ในบุรีรัมย์ยังไม่มี พ็อกเกตบุ๊กฝากไว้กับแผงหนังสือพิมพ์ แต่ร้านเราทำชั้นวางโชว์ปกเป็นแนว”

“ทำไมชื่อร้านน้ำพุ ?”

“ร้านแรกเป็นร้านที่ผมเช่าอยู่หลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ตรงนั้นมีวงเวียนน้ำพุ  ระหว่างตกแต่งร้าน คิดเรื่องชื่อ มองเห็นน้ำพุอยู่ใกล้ ๆ ก็เลยใช้ชื่อร้านน้ำพุแล้วกัน”

ร้านหนังสือยุคบุกเบิกของเมืองบุรีรัมย์ เจ้าของไม่มั่นใจว่าขายหนังสืออย่างเดียวจะอยู่รอดไหม จึงขายเครื่องเขียนด้วย “แบ่งร้านเป็นสองส่วน วางตู้ขาย เครื่องเขียน อีกล็อกหนึ่งสำหรับพ็อกเกตบุ๊ก หน้าร้านเป็นแผงขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร”

“อันไหนทำเงินมากกว่า ?”

“พูดตรง ๆ ที่ผมมีรายได้มาสร้างตึกกับใช้หนี้ญาติ มาจากขายเครื่องเขียน”

ร้านน้ำพุบุ๊คสโตร์ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟ ๑๐ ปี จากนั้นย้ายมาที่ถนนธานี

“ตอนอยู่หลังสถานีรถไฟเป็นช่วงสะสมเงิน ขายเครื่องเขียนรายได้เยอะ ย้ายมาอยู่ที่ใหม่เป็นร้านหนังสือเต็มตัว แต่รายได้รวมลดลงมาก  การเลิกขายเครื่องเขียนสวนทางกับร้านหนังสือส่วนใหญ่ที่ขยายโซนขายเครื่องเขียน เครื่องดื่ม และอื่น ๆ มากขึ้น”

เมื่อถามเหตุผล เจ้าของร้านตอบว่าเป็นเรื่องเวลาและพื้นที่

“อย่างไรหนังสือก็เป็นส่วนน้อยของประชากร แต่มีค่าสำหรับเรา

Image

วิวัฒน์ในวัยหลังเกษียณยังคงทำร้านหนังสือ ตามที่เขาเชื่อว่าวรรณกรรมจะสร้างนักอ่านและสังคมที่ดีได้ในอนาคต

“ตึกใหม่เหลือคูหาเดียว เครื่องเขียนต้องใช้พื้นที่เยอะและจุกจิกมาก ปากกา กระดาษ มีหลายแบบ ต้องทำสต๊อกเกี่ยวข้องกับการบริหารการเงินที่เราไม่ถนัดด้วย ก็เลยเลือกทำสิ่งที่ชอบมากกว่า ขายหนังสือเพราะเป็นคนอ่านหนังสือ และการอ่านทำให้เจอมิตรภาพของคนในวงการหนังสือ”

ที่สำคัญกว่านั้นคือการหวนคิดถึงคำเตือนของเพื่อนชื่อ เกียรติ ปรัชญาศิลปวุฒิ บรรณาธิการสำนักพิมพ์เม็ดทราย ที่แนะนำตอนเขาติดต่อขอหนังสือมาขายเมื่อปี ๒๕๒๕

“เกียรติแนะนำผมว่า ทำร้านหนังสืออย่าขายหนังสืออย่างเดียว ต้องทำกิจกรรมทางปัญญาให้ชุมชนด้วย โดยดูแบบอย่างจากศูนย์หนังสือเชียงใหม่ของ รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน ที่เขาทำกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยอยู่เป็นประจำ คำแนะนำนี้ตรงกับธาตุแท้ในตัวผมด้วย ก็เอ๊ะ เราทำได้นี่หว่า แต่กว่าจะลงมือทำกิจกรรมจริง ๆ ก็ล่วงเข้าปี ๒๕๓๔ ในปีแรกของน้ำพุบุ๊คสโตร์หลังปัจจุบัน ประเดิมด้วยการชวน สุชาติ สวัสดิ์ศรี กับ ‘ศุ บุญเลี้ยง’ มาบรรยายให้นักเรียนมัธยมฯ สองแห่ง และให้ ไพวรินทร์ ขาวงาม ช่วยประสานกับนักเขียนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ผลัดกันมาบรรยายในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่บุรีรัมย์เป็นระยะ ๆ มากกว่า ๑๐ ครั้ง งานใหญ่สุดคือชุมนุมช่อการะเกด ภาคอีสาน เมื่อปี ๒๕๔๒ มีคนมาร่วมงานกว่า ๒๐๐ คน ช่วงหลังเมื่อมีการตั้งร้านหนังสืออิสระ ผมถึงเริ่มหันมาจัดกิจกรรมภายในร้าน ผมทำด้วยความเชื่อว่าวรรณกรรมสร้างนักอ่านและสังคมที่ดีได้ในอนาคต”

“ขายหนังสืออย่างเดียวเลี้ยงตัวเองได้ไหม ?”

“ได้ แต่ไม่ราบรื่น เราต้องพึ่งพาให้ญาติพี่น้องช่วยส่งลูกสามคนเรียน พอลูกเรียนจบแล้วภาระก็ลดลง พออยู่รอดได้ ไม่อดตาย  ปี ๒๕๓๐-๒๕๕๐ เป็นช่วงพีกสุดของหนังสือพิมพ์รายวัน ผมขายวันละ ๓๐๐-๔๐๐ เล่ม ยุคนี้ ๒๐ เล่มยังขายไม่หมด  หน่วยงานราชการ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ไม่รับแล้ว บอกไม่มีคนอ่าน การเสพข่าวสารบ้านเมืองเปลี่ยน คนไม่ต้องพึ่งสื่อกระดาษอีกต่อไป การขายหนังสือเล่มจึงลดลงมาก และสำนักพิมพ์กับสายส่งหนังสือกระโดดลงมาหาลูกค้าในออนไลน์ แข่งกับร้านหนังสือด้วย เป็นเรื่องที่ร้านหนังสือมีแต่เป็นฝ่ายต้องล่าถอยอย่างแน่นอน”

“ร้านหนังสือน้ำพุจะปรับตัวอย่างไรต่อไป ?”

“ปีนี้ผมกำลังปรับสภาพภายในร้าน ให้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เช่น ทำนิทรรศการภาพถ่ายเมืองบุรีรัมย์ในอดีต ทำร้านให้เป็นแหล่งนั่งอ่านหนังสือ นั่งทำงาน นั่งทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้ตรงกับความหมายของคำว่า ‘สถานที่ ๓ ของเมือง’ นอกจากนี้ผมจะนำหนังสือเก่าที่ผมสะสมมานานแล้วออกมาจำหน่าย ให้นักอ่านและนักสะสมหนังสือรุ่นใหม่ได้สัมผัส”

บทสรุปจาก ๔๕ ปีที่อยู่กับร้านหนังสือ ซึ่งยังไม่ราโรยไปตามความซบเซาของสื่อกระดาษ

“สื่อกระดาษยังเติบโตอยู่ภายในใจเจ้าของร้านหนังสือน้ำพุบุ๊คสโตร์  หนังสือไม่ได้ทำลายเราให้ล่มจม เราอยู่กับมันได้ แต่ต้องยอมรับส่วนหนึ่งว่าอย่างไรหนังสือก็เป็นส่วนน้อยของประชากร แต่มีค่าสำหรับเรา”

ในฐานะเจ้าของร้าน

“แค่แกะห่อหนังสือที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ แล้วมีหนังสือที่เราชอบ และวันใดวันหนึ่งมีเยาวชนมาถามหาหนังสือของ ‘ศรีบูรพา’ รวมทั้งได้พบปะเพื่อนในวงการนักเขียนที่คุ้นเคย ผมก็มีความสุขแล้วครับ”  

Image
Image