Image

รื่น ผู้หญิงของเขา
และชาวคลองสวนหมาก
ตัวละครของ “เรียมเอง” 
และรัก โลภ โกรธ หลง
ใน ทุ่งมหาราช

ทบทวน-อ่านใหม่ 
๑๒๐ ปีชาตกาล นักเขียนไทย
มาลัย ชูพินิจ

เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพ : Facebook : หนังสือเก่าปกสวย@Antique Book

“ถ้าไม่มีรื่นก็ไม่มีทุ่งมหาราช คลองสวนหมากก็คงจะเป็นเพียงคลองสวนหมากที่ไม่มีใครระลึกถึง”

ผู้เข้าใจและตระหนักในพลังอำนาจของวรรณกรรม ย่อมไม่มีใครปฏิเสธประโยคนี้ ที่ รัญจวน อินทรกำแหง เขียนไว้ใน วรรณกรรมวิจารณ์ กล่าวถึง “รื่น” ผู้เป็นตัวละครเอกใน ทุ่งมหาราช ซึ่งเป็นนิยายเรื่องเอกของ “เรียมเอง” หรือ มาลัย ชูพินิจ

เช่นเดียวกับที่ อัศศิริ ธรรมโชติ เขียนไว้ใน “ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง ‘ทุ่งมหาราช’” ว่า “ด้วยการวาดภาพอันเป็นเลิศของครูมาลัย ชูพินิจ ก็ได้ทำให้หมู่บ้านเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ ที่อยู่บนลำคลองและลำน้ำสายนี้ มีชีวิตชีวายิ่งนัก”

ผู้ประพันธ์จากไปกว่า ๖๐ ปีแล้ว แต่เรื่องราวของรื่น ผู้หญิงของเขา และชาวคลองสวนหมาก ยังคงชีวิตชีวา เต้นเร่าอยู่ในใจคนอ่านทุกยุคสมัยที่ได้เปิดอ่าน ทุ่งมหาราช

พื้นเพเดิมของรื่นเป็นคนวังแขม เมื่อรุ่นหนุ่มใช้ชีวิตอยู่บนเรือเป็ดคู่ชีพ ล่องตามแม่น้ำปิง  ซื้อไม้ไต้ สีเสียด ยาสูบ จากที่หนึ่งไปขายอีกที่หนึ่ง จนมาถึงคลองสวนหมาก

ซึ่งเป็นชุมชนชาวดงชาวไร่และลาวอพยพ กับชาวเรือเร่ร่อน ในฤดูน้ำหลากลงน้ำจับปลาหากิน หน้าแล้งทำไร่ยาสูบบนเกาะกลางแม่น้ำ

ปฐมบทของเรื่องราวใน ทุ่งมหาราช เริ่มขึ้นเมื่อรื่นในวัย ๓๒ ได้มาพบเด็กสาวรุ่นอายุ ๑๖ ชื่อ “สุดใจ” ที่ชุมชนริมฝั่งน้ำปิงบ้านคลองสวนหมาก หรือนครชุม ในจังหวัดกำแพงเพชรปัจจุบัน เมื่อราวปี ๒๔๓๓ ซึ่งในวันนั้นเขาบอกกับตัวเองและบอกเธอว่า

“ที่นี่ดีทุกอย่าง สำหรับจะอยู่ จะกินและตาย”

เขาเกี้ยวสุดใจด้วยสำนวนหนุ่มลูกทุ่งที่อยากได้หล่อนมาเป็นเมียและเป็นแม่ของลูก

“สำหรับข้าไม่สำคัญว่าเอ็งจะเป็นใครมา...ข้าเชื่อตาข้าว่าเจอคนที่ข้าต้องการเท่านั้นก็พอแล้ว ตาข้าไม่หลอก ใจข้าไม่ลวง  เทือกเถาเหล่ากอหรือหัวนอนปลายตีนคนเราสำคัญอะไรหนักหนา  เมื่อมีตาสำหรับดู มีใจสำหรับบอก ถามใจของเอ็ง สุดใจ ถามใจของเอ็งเกี่ยวกับหัวนอนปลายตีนข้า...กว่าสิบปีในชีวิตท่องเที่ยว ทิดรื่นอาจจะเกี้ยวผู้หญิง
มาไม่เลือกหน้า แต่ข้าไม่เคยตั้งใจจริงเหมือนครั้งนี้...ไม่เคยมีความรักใครเหมือนอย่างเอ็ง...ต้องการใครเหมือนอย่างเอ็ง...เที่ยวมาหลายแคว แต่เหนือจดใต้ จากเชียงใหม่ พิษณุโลก ถึงปากน้ำโพ มโนรมย์ บางกอก ยังไม่เคยเห็นใครเหมือนเอ็ง”

หลังแต่งงานสร้างครอบครัวกับสุดใจ รื่นก็ขึ้นฝั่งละจากการเป็นพ่อค้าเรือเร่ ปักหลักเป็นชาวไร่ปลูกฟัก แฟง แตง น้ำเต้า ยาสูบ กระทั่งเป็นพ่อค้าไม้ซุง

คราวหนึ่งเขาบอกกับเมียว่า “พญาตะก่ากะพะโป้สร้างพระธาตุ แต่ข้ากะเอ็งจะสร้างปากคลองให้เป็นของพวกเราต่อไป”

รื่นมีลักษณะเด่นของความเป็นผู้นำ นักพัฒนาบุกเบิกที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

“ชายสามัญคนหนึ่งซึ่งอุดมไปด้วยความโลภ โกรธ หลง และทะเยอทะยานอยู่ในวิสัยสามัญ” อัศศิริ ธรรมโชติ พูดถึงรื่น ผู้เต็มไปด้วยพลังความใฝ่ฝัน

ชีวิตของฉันเป็นเพียงสนามหญ้าธรรมดาแต่ชีวิตของรื่นเป็นทุ่งใหญ่
--ทุ่งมหาราช”

เขานำคนในชุมชนสร้างหมู่บ้านที่เคยมีเหย้าเรือนฝาขัดแตะมุงแฝกอยู่ไม่กี่สิบหลังคาเรือนเมื่อ ๑๕๐ กว่าปี จนเจริญขึ้นเป็นตำบล เขาได้เป็น “กำนันรื่น” ได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ คราวเสด็จประพาสกำแพงเพชร เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๔๔๙

ต่อมารื่นได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนิคมบริบาลในบั้นปลายชีวิต หลังผ่านการต่อสู้มาหนักหน่วงโชกโชน ทั้งจากภายนอก ในชุมชน ในตัวเขาเอง และผู้คนรอบตัว รวมทั้งภัยธรรมชาติจากโรคระบาด

ในช่วงที่ผืนป่าของชุมชนคลองสวนหมากจะถูกสัมปทานโดยบริษัทฝรั่งจากกรุงเทพฯ เขาเป็นคนนำการต่อต้าน

การยืนหยัดต่อสู้ของรื่นเพื่อปกป้องท้องถิ่นและพี่น้องร่วมชุมชน สะท้อนความเป็นลูกผู้ชายไทยในความหมายดั้งเดิมตามที่ ธัญญา สังขพันธานนท์ เห็นว่ารื่นไม่ได้มีชีวิตเฉพาะเพื่อตนเองและครอบครัว แต่ชีวิตเขามีไว้เพื่อคนอื่น

“เขาอาจทรยศต่อคนรักของเขาได้ แต่เขาจะไม่มีวันทรยศต่อเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วมชะตากรรม นั่นคือคุณสมบัติผู้นำที่ ‘เรียมเอง’ ได้เสนอผ่านตัวละครอย่างรื่น”

คราวหนึ่งรื่นประกาศกับชาวบ้านว่า “ไม้ในป่าโป่งน้ำร้อน จะเป็นชีวิตของฉันกะคนบ้านนี้ตลอดไป”

และ

“เราต้องการเป็นนายของตัวเราเอง ไม่ใช่ลูกจ้าง”

คราวหนึ่ง “เสถียร” พ่อค้าไม้ชักชวนรื่นเข้าร่วมกิจการบริษัทค้าไม้ แต่เขารู้ดีว่าหากเข้าร่วม เขาจะต้องเปลี่ยนสภาพจากการเป็นนายมาเป็นบ่าว ซึ่งหากเขายอม ชาวคลองสวนหมากทั้งหลายจะเป็นเช่นไร

จากอดีตพ่อค้าเรือเร่ที่ไม่มีต้นทุนที่ดินทรัพย์สมบัติอะไร รื่นสามารถนำชาวบ้านคลองสวนหมากเข้าสู่อาชีพค้าไม้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

จนช่วงหนึ่ง “แพที่ล่องไปตามลำน้ำปิงตั้งแต่ขโมงหัก บ้านโคน เกาะขี้เหล็ก ลงไปจนถึงปึกมะกรูด ท่าพุทรา ตั้งแต่หน้าผามาจนถึงวัดไทร ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยแพของกำนันรื่น...และแน่นอนของชาวคลองสวนหมากด้วย”

ช่วงหนึ่งขณะที่กิจการค้าไม้กำลังรุ่งเรือง เข้าซวนเซไปด้วยโรคฝีดาษที่เข้ามาเบียดเบียนชาวคลองสวนหมาก คร่าชีวิตผู้คนไปมาก รวมทั้งลูกชายหนึ่งในสองคนของรื่นกับสุดใจ จนคนคลองสวนหมากถึงกับต้องพากันละทิ้งร้างถิ่นฐานหนีตาย

แต่เมื่อรื่นรวบรวมขวัญของตัวเองและขวัญของชาวบ้านกลับมาได้ เขาก็นำผู้คนมาสร้างบ้านเรือนใหม่ในที่เดิม ทำให้ความเก่าก่อนที่คนหวาดกลัวว่าหากโรคร้ายเคยระบาดขึ้นที่ใดก็จะอยู่กับที่นั่นไม่มีวันสูญหาย ได้ถูกลบล้างไปด้วย

ในช่วงหนึ่งของชีวิต รื่นได้ทรยศต่อคนรัก เมื่อได้พบกับ “ละเมียด” หญิงชาวพระนคร บ้านอยู่ข้างวัดปรินายกผู้พรั่งพร้อมทั้งทรัพย์สินและชาติสกุล ระหว่างเธอถูกโจรปล้นขณะเดินทาง และได้ยิงต่อสู้กับโจรอย่างกล้าหาญ สร้างความประทับใจแก่รื่นที่ได้เข้าไปช่วยโดยบังเอิญ

“คุณนายเป็นผู้หญิงกล้าอย่างผมไม่เคยเห็น...ถึงผู้ชายก็เถอะ น้อยคนจะใจเย็นสู้อยู่ได้อย่างนี้” รื่นพูดกับหล่อนในครั้งแรกที่เจอกัน

ลักษณะของละเมียดตามการบรรยายของ “เรียมเอง” ว่า “หล่อนไม่เหมือนใคร หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สวยสดงดงามโดยเฉพาะ หากงามอย่างผู้หญิงทั่ว ๆ ไปที่ผู้ชายไม่สามารถ
จะจาระไนให้แน่ชัดลงไปได้ กึ่งมนุษย์ กึ่งนางไม้ กึ่งเทพธิดาและปีศาจ  โดยทรวดทรงหล่อนอาจเป็นคนเอวบางร่างเล็ก แต่โดยสำนึกรื่นรู้สึกเหมือนหล่อนจะกำยำล่ำใหญ่กว่าเขา  นัยน์ตาที่ดำสนิทและคมวาวกลมโตเกินที่จะอยู่ในดวงหน้าอันแน่งน้อย ปากที่ค่อนข้างกว้างก็เช่นเดียวกัน ทรวงอกซึ่งอวบผิดปกติก็เช่นเดียวกัน ละเมียดขณะนั้น ๒๕ ปีเต็ม แต่บางคราวรู้สึกเหมือนหล่อนสาว สดชื่น และเด็กกว่าสุดใจ ครั้นแล้วในชั่วขณะต่อไป กลับดูร่วงโรยราวแก่กว่าสัก ๒-๓ รอบ”

ต่อมาหล่อนกลายเป็นคู่รัก ที่รื่นหลงเสน่ห์จนกล่าวถึงละเมียดให้สุดใจฟังว่า “แกทำให้ข้านึกถึงรูปนางกินรีคนนั้น นางกินรีที่ปู่ย่าตายาย กะคนเก่า ๆ เล่ากันมาว่าพวกคนธรรพ์พากันมาตายเสียมากต่อมาก ในการรบราฆ่าฟันเพื่อชิงเอาไปเป็นคู่ครอง !”

…คิดถึงข้าอย่างพี่หรืออย่างชู้ที่เคยรักกันมาก่อน แต่อย่าคิดอย่างผัว”

หล่อนเป็นเหมือนกระแสไฟชีวิตที่ฝังอยู่ในหัวใจของรื่นตราบชั่วชีวิต เขาทะนุถนอมและเทิดทูนหล่อนเป็นทั้งเพื่อนคู่คิด แม่ที่ช่วยปลอบประโลม และเมียที่ไม่สามารถแสดงตนว่าเป็นของกันและกันได้

เนื่องจากละเมียดมี “เสถียร” เป็นคู่ชีวิตอยู่แล้ว

กระทั่งเด็กในท้องหล่อนที่แม้เป็นลูกของรื่น แต่เสถียรก็คือพ่อโดยนิตินัย

และด้วยความรักอันมั่นคงไม่มีเงื่อนไขของเสถียร ทำให้ละเมียดสำนึกได้ว่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งของหล่อนกับรื่นต้องแยกทางจากกัน

“...ความรักไม่เคยทำให้คนเราอ่อนแอ เว้นไว้แต่คนเราจะมีความเห็นแก่ตัว  เมื่อคนเราเห็นแก่ตัวมันก็ไม่ใช่ความรัก หากเป็นความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของครอบครอง... ความรักมิใช่สิ่งที่คนเราจะเสียใจในการให้ และชีวิตก็มิใช่สิ่งที่คนเราจะเสียใจในการรับ” เธอปลอบรื่นก่อนการจากลา

...รื่นผวาเข้ารวบมือทั้งสองของหล่อนไว้ เพราะบังคับใจและความปรารถนาอันตื่นตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันไม่ได้

“ผมคอยโอกาสอย่างนี้มาหลายปี ตั้งแต่คืนนั้น หน้าวังพระธาตุ...คิดถึงคุณละเมียดหรือใจจะขาด ว้าเหว่เหมือนจะเป็นบ้าตาย”

“อย่า--รื่น !...อย่ารื้อฟื้นสิ่งที่ล่วงไปแล้วแต่หนหลังกลับขึ้นมาอีกถ้าเรารักจะคบกัน อยู่ใกล้กันต่อไปข้างหน้า เราต่างคนต่างมีภาระที่จะต้องทำ รื่น--ปากคลองและอนาคตของคนพวกนั้น  ฉัน-กิจการป่าไม้ที่จะต้องรับช่วงมาจากเขา มันเป็นภาระยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา--ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต”

“ตัวของเรามีความหมายอะไร เมื่อปราศจากสิ่งที่ปรารถนา ชีวิตมีค่าอะไร เมื่อปราศจากซึ่งกันและกัน...”

“ความรักมิใช่สิ่งที่จะต้องแสดงออกนอกหน้าเสมอไป รื่น ฉันคิดว่าข้อนี้เป็นที่ตกลงกันแล้วแต่คืนนั้น คืนสุดท้ายที่หน้าวังพระธาตุ”

“ขาดกันแต่เพียงแค่นั้นเองหรือคุณละเมียด ?”

“เปล่าเลย, ความรักไม่มีขาด ไม่มีหยุด เหมือนกระแสน้ำที่ต่อเนื่องกันไป เหมือนกระแสลมในอากาศขาดการติดต่อทางกายหรือห่างไกลกัน มิได้หมายความว่ารักนั้นพลอยขาดไปด้วย”...

ดูเหมือนเสถียรซึ่งถูกสวมเขาจะเป็นผู้ถูกกระทำ แต่เขาเองก็เป็นผู้กระทำต่อคนอื่นด้วย เป็นคู่แข่งการค้าไม้ของรื่นที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม กักขฬะ เห็นแก่ตัว

แต่เขาไม่สามารถเอาชนะรื่นไม่ว่าด้านการงานหรือความรัก

และด้วยความรักอันลึกซึ้งสุดใจ ที่ทำให้เขาให้อภัยต่อภรรยาได้ ดังที่เขาเห็นว่า “ไม่มีอะไรเหลือความสามารถสำหรับคนเราที่มีความรัก”

ส่วนรื่นก็รู้อยู่แก่ใจตนว่า “เขาจะคิดถึงหล่อนต่อไป ตราบใดที่กระแสน้ำในแม่น้ำยังไม่ขาดสาย และตราบใดที่เรือนกายของเขายังไม่ขาดแห้งไปด้วยสายโลหิต”

ขณะความรู้สึกของละเมียดบอกเขาว่า “ฉันจะไม่ลืมคิดถึงรื่น รักรื่นอย่างผู้ชายคนเดียวที่ฉันเคยรักในชีวิต การกระทำของเราอาจจะผิด ไม่ยุติธรรมต่อคนพวกนั้น แต่ฉันบอกแล้วว่า รู้ตัวมาล่วงหน้าว่ามันเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่พ้น  ฉันรู้ว่าฉันและรื่นเกิดมาเพื่อกันและกัน เพียงแต่ไม่สามารถจะให้เป็นไปได้อย่างคู่ผัวตัวเมียธรรมดาสามัญทั้งหลาย ขอให้เผชิญต่อไปเถอะรื่นกับอุปสรรคที่จะมีมาข้างหน้า  ชีวิตของฉันเป็นเพียงสนามหญ้าธรรมดา แต่ชีวิตของรื่นเป็นทุ่งใหญ่--ทุ่งมหาราช ซึ่งใครต่อใครต้องพึ่งเพื่อดำรงชีวิตอยู่ด้วยกัน...”

“‘เรียมเอง’ ได้แสดงฝีมือในเรื่องรักของผู้ชายไว้อย่างเต็มที่”
รัญจวน อินทรกำแหง กล่าวถึงรื่นและ ทุ่งมหาราช

ก่อนมาเจอละเมียด รื่นมีสุดใจเป็นเมียอยู่แล้ว และแอบมีความสัมพันธ์กับ “จำปา” เพื่อนของเมียที่เป็นม่ายสาวกระดังงาลนไฟ

สำหรับรื่นเมื่อได้ใกล้เธอ เขาสารภาพว่า “ข้าอยากได้เอ็ง อยากได้ตั้งแต่เจอหน้ากันที่วงแม่ศรีบ้านผู้ใหญ่พูนคืนนั้นแล้ว...อยากได้มาตลอด”

ต่อมาเธอก็ตกเป็นของรื่น รักเทิดทูนรื่นอย่างไม่ต้องการสิ่งตอบแทน นอกจากแค่รู้ว่าตัวเองยังเป็นที่ต้องการของรื่น ก็เป็นความสุขของชีวิต “เพียงแต่รู้ว่าพี่รื่นยังอยากได้ฉัน ต้องการฉันเท่านั้น...ฉันก็มีความสุขแล้ว”

แต่รื่นบอกแก่เธอว่า “ในทันทีที่เอ็งเป็นเมียทิดเรือง เราจะต้องเลิกติดต่อกันอย่างนี้ จำปาเอ็งจะต้องเป็นเมียของมันต่อไปคนเดียว คิดถึงข้าอย่างพี่หรืออย่างชู้ที่เคยรักกันมาก่อน แต่อย่าคิดอย่างผัว”

แรกสุดสุดใจเต็มไปด้วยความปวดร้าวขมขื่น เมื่อรู้ว่าเพื่อนรักแต่เยาว์วัยที่เธอสนิทใจยิ่งกว่าพี่น้อง มีความสัมพันธ์กับสามีที่เธอมอบชีวิตจิตวิญญาณให้ทั้งหมด ลึกซึ้งเกินความเป็นเพื่อนเขย  แต่ด้วยความรักแท้อันบริสุทธิ์ ในที่สุดสุดใจก็หักความแค้นขมขื่น ความหึงหวง ยอมให้อภัยแก่หล่อน “แม้มันจะหมายถึงการเป็นเจ้าของครอบครองของรักที่สุดสิ่งเดียวกันในชีวิต”

“รื่นมีชีวิตรักอย่างโชกโชน อย่างสมอยากและอิ่มเต็ม ความหมายแห่งความเป็นผู้ชายของเขา” ตามที่รัญจวนสรุปตัวตนของตัวเอกใน ทุ่งมหาราช “เป็นปุถุชนที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและอารมณ์ชายอย่างสมบูรณ์”

รื่นดูเป็น “ชายแท้” อย่างคนละด้านกับตัวตนจริงของคนเขียน ตามที่ มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นที่เป็นเพื่อนประพันธ์ร่วมยุคเดียวกัน เขียนถึง มาลัย ชูพินิจ ว่า เป็นคนสุภาพอ่อนโยน พูดเนิบช้าเหมือนเสียงผู้หญิง “การแสดงความเมตตากรุณาต่อผู้น้อย ก็ได้ทำให้พวกเราที่ได้ร่วมทำงานกันอยู่ด้วย อดที่จะหัวเราะไม่ได้”

และคราวหนึ่งที่กลุ่มนักประพันธ์เตร่กัน “ลองเข้าไปรีวิวซ่องโสเภณีดูบ้าง...คุณมาลัยจะกล่าวช้า ๆ เนิบ ๆ สุภาพเหมือนผู้หญิง แต่เพียงว่า ‘ผมขอคอยอยู่ข้างนอกนะคร้าบ’”

ส่วนที่อยู่ในบทประพันธ์นั้น ในมุมมองของ มนัส จรรยงค์ คงเป็นการขุด...“ขึ้นมาจากพื้นดิน...จากธรรมชาติ...แล้วก็ขุดหรือสอยเอาดวงดาวและหมู่เมฆ จ้วงเอาจากท้องทะเลลมยมนา มาให้มากที่สุด...”

ตามที่รู้กันอยู่ ในโลกของเรื่องแต่ง ตัวบทกับตัวตนของคนเขียนย่อมไม่ใช่เรื่องเดียวกัน  ในโลกของเรื่องเล่าบ่อยครั้งก็หมิ่นเหม่ศีลธรรมความดีงามตามครรลองจารีตของสังคม แต่ก็ให้ความรื่นรมย์และบทเรียนสอนใจ และไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเป็นสามัญวิสัยที่อยู่กับใจและตัวคน

สิ่งเหล่านี้ที่ให้กำเนิดนิยาย และทำให้เรายังอ่านนิยาย

ตามที่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ กล่าวว่า “ความชั่ว ความหลงผิดและความเป็นปุถุชนนั้นเอง ทำให้มีนิยาย”  

ขอขอบคุณ
เรืองเดช จันทรคีรี ฉัตรชัย คุ้มอนุวงศ์ และสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
Facebook : หนังสือเก่าปกสวย@Antique Book

อ้างอิง
ธัญญา สังขพันธานนท์. “มรดก ‘เรียมเอง’ มรดกครูมาลัย ชูพินิจ” ใน นักเขียน ฉบับพิเศษ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙.

มนัส จรรยงค์. “ขุดความจริงจากดิน สอยดวงดาวจากหมู่เมฆ” ใน นักเขียน ฉบับพิเศษ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙.

’รงค์ วงษ์สวรรค์. (๒๕๔๔). บางลำภูสแควร์. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์.

รัญจวน อินทรกำแหง. (๒๕๓๙). วรรณกรรมวิจารณ์. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ แกรมมี่. 

เรียมเอง. (๒๕๓๔). ทุ่งมหาราช. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ.

อัศศิริ ธรรมโชติ. “ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง ‘ทุ่งมหาราช’” ใน นักเขียน ฉบับพิเศษ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙.