ยุพดี (งามตา ศุภพงษ์) และส่างหม่อง (ชนะ ศรีอุบล) ที่ถูกสวมกุญแจมือติดกันไว้ตราบ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ในภาพนี้คือฉากที่ยุพดีร้องเพลง “ชั่วฟ้าดินสลาย” คลอเสียงเปียโน
[เอื้อเฟื้อภาพ : หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)]
๕ เรื่องเอกของ “ครูมาลัย”
เมื่อตัวอักษรมีชีวิต
นอกหนังสือ
ทบทวน-อ่านใหม่
๑๒๐ ปีชาตกาล นักเขียนไทย
มาลัย ชูพินิจ
รวบรวมและเรียบเรียง : ศรัณย์ ทองปาน
๑
ชั่วฟ้าดินสลาย
นามปากกา “เรียมเอง”
เริ่มต้นจากเรื่องสั้นลงหนังสือพิมพ์ นิกรวันอาทิตย์ ช่วงปี ๒๔๘๖ ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผู้เขียนปรับใหม่ขยายความยาวเป็นนวนิยายขนาดสั้น (novelette) จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มครั้งแรกโดยสำนักงานพิทยาคมในปี ๒๔๙๔
ชั่วฟ้าดินสลาย อ้างอิงชื่อ “พะโป้” จากนายห้างป่าไม้ชาวพม่าที่มีตัวตนจริงยุครัชกาลที่ ๕ ผู้ซึ่งต่อไปจะปรากฏตัวอีกครั้งใน ทุ่งมหาราช โดยเรื่องนี้ พะโป้ วัย ๖๐ เศษ เป็นเจ้าของปางไม้หรือค่ายพักคนงานกลางป่าลึกแถบเขาท่ากระดาน กำแพงเพชร ผู้เล่าเรื่องหรือ “ข้าพเจ้า” เป็นลูกชายเพื่อนสนิทของนายห้างพะโป้เดินทางรอนแรมเข้าไปเที่ยวที่ปางไม้ตามคำเชิญชวนของเจ้าของ
ตั้งแต่คืนแรก เขาผวาตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนลั่นป่า เหนือแก้วเหล้าวันรุ่งขึ้น นายทิพย์ ผู้จัดการคนสนิทของนายห้าง อธิบายว่านั่นคือเสียงของส่างหม่อง หลานชายของพะโป้ แล้วจากการซักไซ้ไล่เลียงของ “ข้าพเจ้า” จึงค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องได้ว่า หลายปีมาแล้ว นายห้างพะโป้ได้ภรรยาคนใหม่มาจากกรุงเทพฯ เป็นแม่ม่ายวัย ๒๐ สาวสวยทันสมัยและชอบอ่านวรรณกรรมทั้งไทยเทศ เธอชื่อยุพดี
ณ ปางไม้ห่างไกลสังคมคนนอกนี้เอง ยุพดีได้พบส่างหม่อง หลานชายหนุ่มฉกรรจ์ของพะโป้ ผู้เพิ่งเรียนสำเร็จวิชาป่าไม้กลับมาจากพม่า [ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ สยามเคยส่งนักเรียนหลายต่อหลายรุ่นไปเรียนที่โรงเรียนป่าไม้ของอังกฤษในเมืองปินมะนา (Pyinmana) ของพม่า ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่บริเวณเมืองหลวง ใหม่เนปยีดอ (Naypyidaw)] ด้วยเลือดลมของความหนุ่มสาวและความสนใจที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ทั้งคู่เกิดความสนิทสนม จากกระเซ้าเย้าแหย่เล่นหัว ถลำสู่ห้วงเสน่หาต้องห้าม บ่อยครั้งเข้าในที่สุดนายห้างพะโป้ก็จับได้ เขาออกปากยกยุพดีให้ส่างหม่อง โดยมีข้อแม้ว่าทั้งคู่ต้องอยู่ด้วยกัน “ชั่วฟ้าดินสลาย” คือถูกจับใส่กุญแจมือล่ามติดกันตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน
โปสเตอร์ภาพยนตร์ ชั่วฟ้าดินสลาย (ปี ๒๔๙๘) ฉบับของหนุมานภาพยนตร์
[เอื้อเฟื้อภาพ : หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)]
แรก ๆ อาจเหมือนชีวิตในฝัน แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน ยุพดีตั้งครรภ์ ส่างหม่องหมดสิ้นความรักและความอดทน ทางออกที่พะโป้หยิบยื่นให้คือปืนพกพร้อมกระสุน กลับกลายเป็นยุพดีที่ตัดสินใจใช้อาวุธแก้ปัญหา เธอยิงตัวตายขณะที่ส่างหม่องไม่กล้าพอ เขาลากศพเธอวนเวียนไปทั่วปางไม้ข้ามวันข้ามคืน กว่าจะหามีดมาสับข้อมือยุพดีให้ขาดเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากซากศพเธอ แล้วสติแตกกลายเป็น “คนบ้า” นับแต่นั้น
หลังจากรับรู้เรื่องสยดสยองนี้จากนายทิพย์ “ข้าพเจ้า” จึงตัดใจอำลาจากปางไม้ทันทีในวันรุ่งขึ้น อ้างว่าต้องรีบกลับลงมาทำธุระด่วนที่กรุงเทพฯ ท่ามกลางความงุนงงของพะโป้
มาลัย ชูพินิจ เคยเอ่ยถึงบทประพันธ์เรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย ว่า “อาจกล่าวได้ว่า เป็นบทประพันธ์ประเภท Realistic เรื่องแรกที่ข้าพเจ้าได้ทดลองอย่างจริงจัง และนำไปสู่การเขียนนวนิยายประเภทเดียวกันในระยะหลัง ๆ อย่าง...ทุ่งมหาราช”
ชั่วฟ้าดินสลาย ได้รับการดัดแปลงเป็นละครเวทีเรื่อง ชั่วฟ้า ในปี ๒๔๙๓ ยุคเฟื่องฟูของละครเวทีช่วงหลังสงครามโลก นำแสดงโดย “ส. อาสนจินดา” เป็น “ส่างหม่อง” และ สุพรรณ บูรณะพิมพ์ รับบท “ยุพดี” แล้วสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี ๒๔๙๖ กำกับการแสดงโดย ม.ล. ต้อย ชุมสาย แต่ฟิล์มทั้งหมดเสียหายระหว่างขั้นตอนการล้างฟิล์ม จึงไม่เคยมีใครได้ดู
ถัดมาปี ๒๔๙๘ มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย เป็นครั้งที่ ๒ โดยบริษัทหนุมานภาพยนตร์ กำกับการแสดงโดย “ครูมารุต” (ทวี ณ บางช้าง) มี รัตน์ เปสตันยี เป็นผู้อำนวยการสร้าง นำแสดงโดย ชนะ ศรีอุบล เป็น “ส่างหม่อง” งามตา ศุภพงษ์ เป็น “ยุพดี” และ ประจวบ ฤกษ์ยามดี รับบท “ทิพย์” ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ปี ๒๕๐๐ สาขาบทประพันธ์ยอดเยี่ยม สาขาบันทึกเสียง และสาขาการถ่ายภาพ
โปสเตอร์ภาพยนตร์ ชั่วฟ้าดินสลาย (ปี ๒๕๒๓) สร้างโดย จี.พี. โปรโมชั่น
[ภาพ : หนังสือ นิทรรศการใบปิดหนังไทย ครั้งที่ ๑ (ปี ๒๕๒๗)]
ชั่วฟ้าดินสลาย ฉบับภาพยนตร์ ปี ๒๔๙๘ มีเพลงเอกชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง ประพันธ์เนื้อร้องโดย “ครูมารุต” ทำนองของอาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ พี่ชายแท้ ๆ ของ งามตา ศุภพงษ์ ผู้แสดงเป็นยุพดี แต่ในภาพยนตร์ พูลศรี เจริญพงษ์ นักร้องผู้มีชื่อเสียง ขับร้องเพลงนี้แทนในฉากที่ยุพดีนั่งเล่นเปียโนพร้อมร้องเพลงคลอ
ชั่วดินฟ้า รักเธอ เสมอใจ
ที่ฉันรำพัน ทุกวัน ฝันไป ถึงเธอ
อยากให้เธอ หวานใจ อยู่ใกล้ พลอดรัก
ร้อยเรียง ร่วมเคล้าเคียง ฉันและเธอ
ก่อนเข้านอน ฉันวอน ฝันไป เพ้อครวญ
ภาพรักหลอน ให้ชวน ละเมอ
อยากให้เป็น ของเธอ ชั่วฟ้าดินได้
อย่ามี อันใดพรากไป ไกลกัน
เพลง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ได้รับรางวัลแผ่นเสียงเงินพระราชทานในปีนั้นด้วย
หลังจากนั้น ชั่วฟ้าดินสลาย ยังสร้างเป็นภาพยนตร์อีกสองครั้ง คือในปี ๒๕๒๓ และปี ๒๕๕๓ รวมถึงละครโทรทัศน์อีกสองครั้งในปี ๒๕๒๖ และปี ๒๕๓๓
ภาพยนตร์ฉบับของปี ๒๕๒๓ กํากับการแสดงโดย ชาลี อินทรวิจิตร นําแสดงโดย สมจินต์ ธรรมทัต (พะโป้), วิฑูรย์ กรุณา (ส่างหม่อง) และ ธิติมา สังขพิทักษ์ (ยุพดี)
ภาพยนตร์ฉบับล่าสุดคือปี ๒๕๕๓ ถือเป็นครั้งที่ ๔ กำกับการแสดงโดย “หม่อมน้อย” ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล ผู้ล่วงลับ นำแสดงโดย ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ (พะโป้), อนันดา เอเวอริงแฮม (ส่างหม่อง) และ เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ (ยุพดี)
ส่วนเพลง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ก็มีศิลปินรุ่นต่อ ๆ มาอีกหลายคนนำไปขับร้อง ไม่ว่า สวลี ผกาพันธุ์, ศรีไศล สุชาตวุฒิ หรือ ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์
๒
แผ่นดินของเรา
นามปากกา “แม่อนงค์”
มีข้อมูลว่า มาลัย ชูพินิจ เขียนเรื่องนี้เมื่อปี ๒๔๘๖ ลงในหนังสือพิมพ์รายวัน ประชาชาติ ของ ม.จ. วรรณไวทยากร วรวรรณ (ภายหลังทรงกรมเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) แต่ด้วยภาวะสงครามมหาเอเชียบูรพาจึงค้างขาดตอน ก่อนกลับมาเขียนต่อจนจบในนิตยสาร สยามสมัย ช่วงปี ๒๔๙๓-๒๔๙๔
แผ่นดินของเรา เริ่มเรื่องช่วงปลายยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภัคคินี เด็กสาววัย ๑๗ ปี เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของคุณพระวรนาถประณต (ผิน จิระสวัสดิ์) เจ้าของคฤหาสน์จิระเวสน์ ระหว่างครอบครัวเดินทางไปพักผ่อนที่สวนมะพร้าวริมทะเลขนาด ๒๐๐ ไร่ ในตำบลทุ่งวัวแล่น จังหวัดชุมพร เธอเกิดตกหลุมรักเจ้าของสวนคือ ธำรง โรจนคุปต์ หนุ่มใหญ่วัย ๔๐ ปี สหายเก่าแก่ของบิดา จนตกลงปลงใจแต่งงานกัน แต่แล้วต่อมาเมื่อภัคคินีได้พบ นเรนทร์ นรารักษ์ หนุ่มนักเรียนกฎหมายจากฝรั่งเศส คู่หมั้นของอัจฉรา พี่สาวต่างมารดา เธอก็ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจอีก ทั้งคู่ลอบรักกันอย่างลับ ๆ แล้วหนีตามกันไปเพียงไม่กี่วันก่อนพิธีสมรสระหว่างอัจฉรากับ
นเรนทร์ ทิ้งไว้เพียงความอัปยศอดสูให้แก่ครอบครัว
แผ่นดินของเรา ฉบับที่จัดพิมพ์เป็นสองเล่ม โดยคุรุสภา
(ปี ๒๕๑๕)
ทว่าเส้นทางรักของทั้งคู่ไม่ได้จบลงอย่างสวยงาม แต่กลับตกระกำลำบากอยู่ที่ตลาดปากน้ำโพในอีกหลายปีต่อมา เมื่อมีผู้ไปพบทั้งคู่อยู่ที่นั่น ธำรงจึงรับอาสาครอบครัวพระวรนาถฯ ว่าจะช่วยตามภัคคินีกลับมา กระทั่งพบว่าเธอต้องขายตัวเพื่อหาเงินมารักษาพยาบาลนเรนทร์ผู้กำลังป่วยหนัก ธำรงล้มเหลวในภารกิจครั้งนั้น ส่วนนเรนทร์เมื่อหายป่วยก็ไปมีลูกเมียใหม่อีก บางครั้งถึงกับหาเรื่องทุบตีทำร้ายภัคคินี
สุดท้ายภัคคินีถูกนเรนทร์ผลักไสไล่ส่งจนต้องกลับมาตายที่บ้านทุ่งวัวแล่นของธำรง ครอบครัวจิระสวัสดิ์ล่มสลาย ทั้งมารดา บิดา และอัจฉรา พี่สาวของภัคคินี ต่างทยอยล่วงลับด้วยหัวใจแตกสลาย คฤหาสน์จิระเวสน์เปลี่ยนมือหลายครั้ง จนท้ายสุดถูกนำออกขายทอดตลาด ธำรงในวัยชราทุ่มเงินทั้งหมดที่มีประมูลคฤหาสน์จิระเวสน์ด้วยความรักและอาลัยในตัวภัคคินี เพราะนี่คือบ้านที่รักยิ่งของเธอ ในวันเดียวกันนั้นนเรนทร์ผู้ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้วในชีวิตก็มายืนปะปนกับฝูงชน เฝ้ามองการเลหลังด้วยความระลึกถึงภัคคินีเช่นกัน
แผ่นดินของเรา ได้รับการดัดแปลงหลากรูปแบบหลายครั้ง มีการสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ๒๕๑๙ กำกับการแสดงโดย “ส. อาสนจินดา” นำแสดงโดย เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ (ภัคคินี), สมบัติ เมทะนี (ธำรง) และ นิรุตติ์ ศิริจรรยา (นเรนทร์) ถือเป็นการเปิดตัว เนาวรัตน์ ยุกตะ-นันท์ ซึ่งเพิ่งได้ตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ ๒ จากการประกวดมิสออด๊าซ (ยี่ห้อแชมพู) ปี ๒๕๑๘
ในปี ๒๕๓๙ สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ช่อง ๕ กำกับการแสดงโดย “หม่อมน้อย” ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล ใหม่ เจริญปุระ รับบทภัคคินี ยุรนันท์ ภมรมนตรี เป็นธำรง และ จอนนี่ แอนโฟเน่ เป็นนเรนทร์
ล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๘ มีการสร้างเป็นละครเวที เดอะมิวสิคัล กำกับการแสดงโดย มารุต สาโรวาท ใหม่ เจริญ-ปุระ หวนกลับมารับบทภัคคินีอีกครั้ง ร่วมด้วย ศรัณยู วงษ์กระจ่าง เป็นธำรง และ ดอม เหตระกูล เป็นนเรนทร์
โปสเตอร์ภาพยนตร์ แผ่นดินของเรา (ปี ๒๕๑๙) สร้างโดยจิรบันเทิงฟิล์ม
[เอื้อเฟื้อภาพ : หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)]
ย่อหน้าแรกของ แผ่นดินของเรา เป็นฉากเปิดที่ตราตรึงใจนักอ่านมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกวรรณกรรมไทย เริ่มต้นด้วยการพรรณนาต้นจันทน์กะพ้อในเช้าวันที่คฤหาสน์จิระเวสน์ถูกนำออกขายทอดตลาด พร้อมถ้อยคำบอกใบ้ล่วงหน้าให้ผู้อ่านเตรียมตัวเตรียมใจรับรู้ชะตากรรมอันน่าหดหู่ของตัวละคร
“ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู แต่มิได้หล่นลงสู่พื้นดินทีเดียว กลีบสีขาวของมันน้อย ๆ และอ่อนนุ่มปลิวกระจายตามลมเหมือนฝูงผึ้งแตกรัง ไปตกที่นั่นนิดที่นี่หน่อย บนพื้นสีเขียวในลำคู เกลื่อนกลาดอยู่รอบโคนต้นอย่างที่เคยหล่นมาแล้วในชีวิตของมัน ต่างแต่วันนี้ไม่มีใครเขาจะเหลียวแล ไม่มีใครเขาจะเอาใจใส่ไม่มีแม้แต่เด็กจะคอยเก็บไปร้อยเป็นพวงมาลัยเล่นหรือใส่พานบูชาพระ บางกลีบเคราะห์ร้ายปลิวไปตกลงกลางทางเดิน ก็รังแต่จะถูกเหยียบย่ำแหลกเหลวไปใต้ฝ่าเท้าที่โหดร้ายของคนผู้ไม่รู้จักค่าของมันทำนองเดียวกับหัวใจอันบริสุทธิ์ของหญิงสาวถูกขยี้โดยชายผู้ไม่รู้จักคุณค่าของความรัก”
ฉากเปิดเรื่องนี้ยังถูกดัดแปลงเป็นเนื้อเพลง “จันทน์กะพ้อร่วง” โดยครูแก้ว อัจฉริยะกุล ประกอบเข้ากับทำนองของครูเอื้อ สุนทรสนาน ขับร้องฉบับแรกโดย สวลี ผกาพันธุ์ ในปี ๒๔๙๒ และบันทึกเสียงครั้งแรกโดย มัณฑนา โมรากุล เมื่อปี ๒๔๙๔
ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู
เจ้ามิใช่ร่วงสู่แผ่นดินแห่งไหนโดยง่าย
ลมพาเอากลีบกระจาย
ร่อนปลิวพร่างพลิ้วพรายไม่มีที่หมายใด
ดูดังฝูงผึ้งแตกรัง
เมื่อไร้กำลังหล่นก็ลงฝังทั่วไป
ไร้ผู้จะเหลียวใส่ใจ
ไม่มีใครที่ไหนเก็บเอาไปเพื่อไว้บูชา
บางกลีบเขาเหยียบลง
แหลกเป็นผงอย่างไร้เมตตา
กลีบจมแผ่นดินสิ้นสูญราคา
กลิ่นนั้นหนายังหอมเป็นค่าผูกพัน
จันทน์กะพ้อคือเหล่าสตรี
มีราคีเพราะชายขยี้พรหมจรรย์
ความสาวแหลกเหลวสิ้นกัน
ไร้ค่าผูกพันเหมือนจันทน์กะพ้อร่วงพรู
ใน แผ่นดินของเรา ครูมาลัยยังบรรยายไว้ว่า “จันทน์กะพ้อต้นนั้น ตั้งอยู่ระหว่างตึกหลังนอกและหลังใน ซึ่งเชื่อมโดยระเบียงเล็ก ๆ กิ่งใหญ่ ๆ หลายกิ่งมีรอยตัดทิ้งไว้เก่า เพราะไประชายคาด้านหลังตึกหน้าและด้านหน้าของตึกในเข้า” คฤหาสน์ซึ่งมีตึกหลังนอกเชื่อมต่อกับหลังในด้วยระเบียงนี้ คือความทรงจำที่ผู้เขียนมีต่อบ้านของพระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิรยศิริ) ที่พำนักเมื่อครั้งเข้ามาเรียนหนังสือในพระนคร คุณสด กูรมะโรหิต ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยพักอาศัยในร่มเงาบ้านนี้ เล่าไว้ในหนังสืองานศพครูมาลัยว่า “บ้านเจ้าคุณมหาอำมาตย์ฯ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยยุคนั้นใหญ่โตกว้างขวางมาก บริเวณบ้านมีเนื้อที่อย่างน้อยยี่สิบไร่ มีตึกและบ้านเรือนมากมายหลายหลังแวดล้อมไปด้วยสนามและสุมทุมพุ่มไม้อันงามตระการ” ในเวลานั้นข้าราชการและคหบดีหัวเมืองนิยมนำบุตรหลานมาฝากไว้ที่บ้านของท่านเจ้าคุณ เพื่อให้เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ โดย “ท่านเจ้าคุณได้ปลูกเรือนแถวยาวให้นักเรียนอยู่กันอย่างสบาย มี ‘เงินวิค’ แจกให้คนละหนึ่งบาททุกสัปดาห์ มีอาหารเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์”
คฤหาสน์ของเจ้าคุณมหาอำมาตย์ฯ ที่กล่าวถึงนี้ถูกรื้อทิ้งช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของโรงพยาบาลหัวเฉียว แต่ยังคงปรากฏชื่อ “ซอยพระยามหาอำมาตย์” ให้เห็นเป็นอนุสรณ์
๓
X.O. Group
เรื่องภายในขบวนเสรีไทย
นามปากกา “นายฉันทนา”
นอกจากผลงานเรื่องสั้นและนวนิยายแล้ว มาลัย ชูพินิจ ยังมีงานเขียนแนวสารคดีหลายเรื่อง แต่ที่มีชื่อเสียงและได้รับการอ้างอิงบ่อยครั้งที่สุดย่อมได้แก่ X.O. Group เรื่องภายในขบวนเสรีไทย ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ก้าวหน้า ปี ๒๔๘๙
“นายฉันทนา” เขียนเรื่องนี้ภายหลังสงครามมหาเอเชียบูรพาเพิ่งยุติลงเพียงปีเดียว จึงมีโอกาสพบปะสัมภาษณ์บุคคลผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ไล่มาตั้งแต่หัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ คือ ฯพณฯ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ใช้นามในขบวนการว่า “รูธ (Ruth)” จนถึงหัวหน้าสายงานต่าง ๆ รวมทั้งสามารถเข้าถึงเอกสารชั้นต้นมากมาย โดยเฉพาะบันทึกรายวันของ จำกัด พลางกูร เสรีไทยผู้พลีชีพระหว่างลักลอบเดินทางเข้าไปติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่นครจุงกิง [ปัจจุบันรู้จักในนาม “ฉงชิ่ง (Chongqing)] มณฑลเสฉวน ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ตั้งนครหลวงชั่วคราวของสาธารณรัฐประชาชนจีน
X.O. Group เป็นรหัสที่นายปรีดี พนมยงค์ ตั้งขึ้นสำหรับใช้เรียกองค์กรใต้ดินของคนไทยที่ต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่นระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา (ปี ๒๔๘๔-๒๔๘๘) เขาอ้างว่าชื่อนี้ “ไม่มีความหมายหรือย่อจากอะไร...เห็นจะเป็นเพราะฟังวิทยุจุงกิงมาก ได้ยินชื่อสถานีขึ้นต้น X.O. บ่อยเลยติดหู”
สถานีวิทยุของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ส่งกระจายเสียงจากนครจุงกิงซึ่งนายปรีดีกล่าวถึง ชื่อสถานี XGOY
“นายฉันทนา” กล่าวปิดท้ายไว้ในคำนำหนังสือเรื่องนี้ว่า
“เมื่อพูดถึงเสรีไทย ขอให้เราอย่านึกถึงตัวตนของบุคคลซึ่งย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่ขอให้นึกถึงงานอันอมตะของเขา บุคคลอาจจะแตกต่างกันด้วยกำเนิด ด้วยฐานะและการศึกษา แต่การเสียสละ เป็นยอดแห่งคุณธรรมที่ยกให้มนุษย์อยู่ในระดับเดียวกัน ฉะนั้น เมื่อเขียนงานของเสรีไทย ข้าพเจ้าจึงหมายถึงทั้งงานฝ่ายสมองและงานของฝ่ายกำลังกาย ไม่มีครั้งใดที่บุคคลผู้ต่างกันทั้งความเป็นอยู่ อาชีพ สังคม และสิ่งแวดล้อม ราวฟ้าแลดิน จะมีโอกาสรับใช้ชาติได้ร่วมชีวิตเพื่ออยู่ตายร่วมกันอย่างสมาชิกขององค์การ X.O. Group”
X.O. Group เรื่องภายในขบวนเสรีไทย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ (ปี ๒๕๒๒) โดยสำนักพิมพ์เชษฐบุรุษ
ในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๐ ปีถัดมาจากการตีพิมพ์ X.O. Group เรื่องภายในขบวนเสรีไทย ครั้งแรก “คณะทหารแห่งชาติ” ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนของ พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของคณะราษฎรที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ชื่อของนายปรีดี พนมยงค์ คณะราษฎร ตลอดจนเรื่องราวของขบวนการเสรีไทย กลายเป็นเรื่องต้องห้าม น่าแปลกใจว่าในปี ๒๕๒๒ เมื่อสำนักพิมพ์เชษฐบุรุษจะตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกครั้ง ถึงกับต้องไปถ่ายสำเนากลับมาจากห้องสมุดของวิทยาลัยบูรพคดีและแอฟริกาศึกษา หรือ “โซแอส (School of Oriental and African Studies - SOAS)” กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ปัจจุบัน X.O. Group เรื่องภายในขบวนเสรีไทย ถือเป็นจุดตั้งต้นที่ผู้สนใจเรื่องขบวนการเสรีไทยทุกคนต้องอ่าน รวมทั้งงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่กล่าวถึงขบวนการเสรีไทย ส่วนมากต้องใช้อ้างอิง
๔
ทุ่งมหาราช
นามปากกา “เรียมเอง”
มีประวัติว่าเริ่มลงในนิตยสาร ปิยะมิตร รายสัปดาห์ และตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกปี ๒๔๙๕ โดยสำนักพิมพ์ รวมสาส์น
ทุ่งมหาราช ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในหลักสูตรภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ จากนั้นปี ๒๕๔๑ ยังได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหนังสือดี ๑๐๐ เล่ม ที่คนไทยควรอ่าน อันเป็นงานวิจัยของอาจารย์วิทยากร เชียงกูล แห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ทุ่งมหาราช “ฉบับนักเรียน” ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บรรณกิจ เป็นหนึ่งในหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับชั้นมัธยมฯ ปลายมาหลายสิบปี
ผู้เขียนคือครูมาลัย ชูพินิจ เคยให้คำจำกัดความ ทุ่งมหาราช ว่า
“เป็นนวนิยายประเภท Realistic ดีที่สุดของผู้ประพันธ์ กล่าวถึงชีวิตของชายผู้หนึ่งซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการนำชาวบ้านคลองสวนหมาก (เดี๋ยวนี้นครชุมน์) จังหวัดกำแพงเพชร ต่อสู้กับภัยธรรมชาติ และภัยของมนุษย์ เพื่อการดำรงอยู่ของพวกเขา เรื่องนี้กล่าวถึงชีวิตชาวกำแพงเพชรโดยทั่วไป และชาวคลองสวนหมาก โดยฉะเพาะในรัชสมัยพระปิยะมหาราช ซึ่งใครถูกส่งไปรับราชการที่นั่นหมายถึงต้องเอาหม้อใหม่สำหรับใส่กระดูกติดตัวไปด้วย เพราะยังเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บและโรคระบาดจากไข้ป่า จากฝีดาด และอหิวาตกโรค
“จากการนำของชายผู้เกิดมาเพื่อที่จะเป็นหัวหน้าคน ๆ นี้เอง คลองสวนหมากซึ่งตายแล้วตายอีก บางครั้งด้วยฝีดาดเย็นไปทั้งหมู่บ้าน บางครั้งด้วยไฟป่าและฉาตกภัย กลับเกิดใหม่ มีชีวิตต่อมาจากหมู่บ้านเป็นตำบล และพร้อมด้วยแรงศรัทธาของหญิงคนรักกับความซื่อสัตย์ของภรรยาเขา ชายผู้นี้ได้พาชาวคลองสวนหมากฝ่าอุปสรรคและภัยทั้งปวง มาสู่ยุคอยู่ที่กินดีจนได้ กระทั่งในที่สุดเขาได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันของตำบลนั้น และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุน
“เรื่องนี้อาจจะเป็นชีวะประวัติของคลองสวนหมาก กลาย ๆ แต่ในชีวะประวัติของตำบลนั้นเอง คือชีวิตของบุคคลต่าง ๆ กัน บรรยากาศสมัยนั้น ขนบประเพณีเก่า ๆ ของไทย การทำไร่ ล่องไม้ หาของป่ามาค้าขาย ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการฝ่ายปกครองกับชาวเมืองซึ่งจากที่ต่าง ๆ กันไปตั้งภูมิลำเนาทำมาหากินอยู่ที่นั่น”
เมื่อปี ๒๕๑๓ มีการสร้าง ทุ่งมหาราช เป็นภาพยนตร์ ๑๖ มม. กำกับการแสดงโดย “ส. อาสนจินดา” นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี รับบท “รื่น” และ สุทิศา พัฒนุช เป็น “สุดใจ”
๕
ล่องไพร
นามปากกา “น้อย อินทนนท์”
เช่นเดียวกับผู้ชายชนชั้นกลางชาวเมืองร่วมยุคเดียวกันอีกหลายคน ครูมาลัย ชูพินิจ เป็น “นักนิยมไพร” ที่สนใจชีวิตกลางแจ้ง เข้าป่าล่าสัตว์ เสาะแสวงหาต้นกล้วยไม้มาเลี้ยง ประสบการณ์เรื่องป่า รวมทั้งความรู้ว่าด้วยปืนผาหน้าไม้ ถูกสอดแทรกอยู่ในนวนิยายของเขาเสมอ แต่ในชุด “ล่องไพร” ครูมาลัยหันมาเขียนเรื่องการเข้าป่าล่าสัตว์โดยตรง
ในปี ๒๔๙๗ มีการก่อตั้งสถานีวิทยุ ท.ท.ท. อันเป็นส่วนหนึ่งของกิจการบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัด เพื่อฝึกหัดบุคลากรและช่างเทคนิคสำหรับผลิตรายการโทรทัศน์ ตัวสถานีวิทยุ ท.ท.ท. อยู่ที่อาคารราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว จังหวัดพระนคร ในการนี้ สรรพสิริ วิรยศิริ บุตรชายคนหนึ่งของพระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิรยศิริ) คือผู้รับผิดชอบสถานีวิทยุ ท.ท.ท. ได้เสนอแนะให้ครูมาลัยเขียนเรื่องป่าเพื่ออ่านออกอากาศทางวิทยุ
“ล่องไพร” ว่าด้วยการผจญภัยในป่าดงดิบของ ศักดิ์ สุริยัน นายพรานสมัครเล่น หนุ่มใหญ่ชาวกรุงวัย ๕๐ ปี กับเพื่อนคือ ร้อยเอก เรือง ยุทธนา พร้อมด้วยตาเกิ้น พรานกะเหรี่ยงเฒ่าคู่ใจ ซึ่งนอกจากจะต้องเผชิญสัตว์ร้ายแล้ว ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวอาถรรพณ์ ความลี้ลับ ชนเผ่าดึกดำบรรพ์ นครที่สาบสูญ และเหล่าภูตผีปีศาจ
ในยุคทศวรรษ ๒๕๓๐ สำนักพิมพ์กระท่อม ป.ล. ซึ่งดำเนินการโดยทายาทของครูมาลัย ได้จัดพิมพ์นิยาย ชุด ล่องไพร ครบชุด จำนวน ๑๙ ตอน แบ่งเป็นเล่มได้ถึง ๑๔ เล่ม ภาพปกทั้งหมดเป็นฝีมือของประติมากรชื่อดัง อาจารย์สนั่น ศิลากรณ์ (ปี ๒๔๖๒-๒๕๒๙)
บทละครวิทยุชุด “ล่องไพร” มีเจ้าหน้าที่ของ ท.ท.ท. เป็นผู้แสดงหลัก โดยใช้เสียงของ สมชาย มาลาเจริญ เป็น “ศักดิ์ สุริยัน” อาคม มกรานนท์ เป็น “ร้อยเอกเรือง” “ตาเกิ้น” รับบทโดย ธนะ นาคพันธุ์ คุณสรรพสิริเล่าว่า “ผมเป็นคนไปเร่งต้นฉบับจากครูมาลัย บางทีนัดกันจะอัดเทปอยู่แล้ว ครูมาลัยยังเขียนบทไม่เสร็จ นั่งรอกันเลย ครูก็นั่งเขียนขยิก ๆ ลายมือครูขยุกขยิก ตัวเล็ก ๆ เส้นบาง ๆ เขียนทั่วไปหมดเต็มหน้ากระดาษ”
ละครวิทยุเรื่อง “ล่องไพร” ใช้วิธีบันทึกเสียงล่วงหน้าตอนกลางวันหรือตอนเย็น แล้วนำเทปไปออกอากาศทางสถานี ท.ท.ท. ช่วงค่ำวันจันทร์ หลังข่าว ๒๐ นาฬิกา สัปดาห์ละครั้ง แต่ละตอนยาวครึ่งชั่วโมง ปรากฏว่าได้รับความนิยมอย่างยิ่ง มีผู้คอยติดตามรับฟังทั่วบ้านทั่วเมือง และออกอากาศต่อเนื่องอยู่ ๕-๖ ปี ซึ่งถือว่าทำลายสถิติในยุคนั้น เพราะไม่เคยมีละครวิทยุเรื่องใดออกอากาศยาวนานขนาดนี้มาก่อน ต่อมาในปี ๒๕๐๑ ยังนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ โดยส่วนใหญ่ใช้นักแสดงชุดเดียวกับละครวิทยุ มีทั้งออกไปถ่ายทำนอกสถานที่ตามป่าเขาจริง ๆ และใช้ฉากในสตูดิโอห้องส่ง
จากความสำเร็จของละครวิทยุ ปีถัดมาคือ ๒๔๙๘ ครูมาลัยจึงขยาย “ล่องไพร” เป็นนวนิยาย พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์พิทยาคาร และตีพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง จนเมื่อไม่นานมานี้มีการนำเรื่องชุด ล่องไพร ไปอ่านบันทึกเป็นพอดแคสต์ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสด้วย
เรื่องชุด ล่องไพร ที่จัดพิมพ์รวมเล่มครั้งล่าสุดโดยสำนักพิมพ์กระท่อม ป.ล. มีถึง ๑๙ ตอน แบ่งเป็น ๑๔ เล่ม ได้แก่ ๑) อ้ายเก และงาดำ ๒) มนุษย์นาคา แดนสมิง หุบผามฤตยู ๓) ป่าช้าช้าง และเจ้าแผ่นดิน ๔) จามเทวี ๕) เจ้าป่า ๖) ตุ๊กตาผี ๗) มนุษย์หิมพานต์ ๘) เมืองลับแล มดแดง พรายตะเคียน ๙) เทวรูปชาวอินคา ๑๐) เสือกึ่งพุทธกาล ๑๑) ทางช้างเผือก ๑๒) ผีตองเหลืองคนสุดท้าย ๑๓) และ ๑๔) วิมานฉิมพลี (สองเล่มจบ)
นอกจากชุด ล่องไพร แล้ว มาลัย ชูพินิจ ยังมีผลงานหนังสือแนวผจญภัยในป่าดงดิบทำนองนี้อีกสองเรื่องคือ ลูกไพร กับ ทุ่งโล่งและดงทึบ ซึ่งเป็นบันทึกชีวิตการเที่ยวป่าของผู้เขียน
ยังมีผลงานการประพันธ์ของ “เรียมเอง” (มาลัย ชูพินิจ) อีกหลายเรื่อง ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เช่น ธาตุโลกีย์ (ปี ๒๔๙๙) ซึ่งดัดแปลงจากเรื่อง ธาตุดิน และ ตะวันหลั่งเลือด (ปี ๒๕๐๖)
[เอื้อเฟื้อภาพ : หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)]
อ้างอิง
น้อย อินทนนท์. (๒๕๓๓). ล่องไพร ตอนอ้ายเก และงาดำ. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล..
นายฉันทนา. (๒๕๒๒). X.O. Group เรื่องภายในขบวนเสรีไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : เชษฐบุรุษ.
แม่อนงค์. (๒๕๑๕). แผ่นดินของเรา เล่ม ๑-๒. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : คุรุสภา.
แม้ไม่เหลือมาลัยในปฐพี ก็ยังมีมาลัยคล้องใจคน. (๒๕๐๖). ม.ป.ท. : การพิมพ์เกื้อกูล.
เรียมเอง. (๒๕๔๒). ชั่วฟ้าดินสลาย. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล..
สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย. (๒๕๐๖). มาลัยอนุสรณ์. พระนคร : โรงพิมพ์ไทยแบบเรียน.
หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน). (๒๕๕๗). ภาพยนตรานุกรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๙๙. นครปฐม : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน). (๒๕๖๔). ภาพยนตรานุกรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ พ.ศ.
๒๕๑๐-๒๕๑๙ เล่มที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๔). นครปฐม :
อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.