Image

ผมขาวชั่วข้ามคืน

วิทย์คิดไม่ถึง

เรื่อง : ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ namchai4sci@gmail.com
ภาพประกอบ : นายดอกมา

มีตำนานและเรื่องเล่ามากมายที่ตัวเอกมีสีผมเปลี่ยนจากดำเป็นขาวเพียงชั่วข้ามคืน

คนจีนมีเรื่องของ “นางพญาผมขาว” ซึ่งฉบับที่คนไทยคุ้นเคยกันดีที่สุดน่าจะเป็นภาพยนตร์ฮ่องกง ค.ศ. ๑๙๙๓ นำแสดงโดยดาราระดับแม่เหล็กคือ หลิน ชิงเสีย และ เลสลี จาง

ทางตะวันตกก็มีเรื่องเล่าของพระนางมารี-อ็องตัวแน็ต พระราชินีฝรั่งเศสในพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ผู้ถูกประหารด้วยกิโยตีนใน ค.ศ. ๑๗๙๓ ระหว่างช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ร่ำลือกันว่าพระองค์ทรงมีผมขาวโพลนทั้งศีรษะเพียงชั่วข้ามคืนก่อนวันประหารชีวิต จนเกิดคำเรียกปรากฏการณ์นี้ว่ามารี-อ็องตัวแน็ตซินโดรม

บางครั้งมีผู้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าทอมัสมอร์ซินโดรม จากอาการผมขาวโพลนชั่วข้ามคืนก่อนวันประหารชีวิตของเซอร์ทอมัส มอร์ ผู้แต่งนิยายว่าด้วยโลกอันสงบสุขในจินตนาการ ยูโทเปีย (Utopia) อันโด่งดังนั่นเอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ของอาการแบบนี้คือแคนิตีส์ซูบิตา (Canities subita) แปลตรงตัวได้ว่า “ผมหงอกอย่างฉับพลัน” ซึ่งมักอ้างอิงกันว่าเกิดจากความเครียดเป็นหลัก ดังเช่นทั้งสองกรณีข้างต้นนั่นเอง

มีผู้สืบค้นบันทึกถึงคนที่อาจผมหงอกในชั่วเวลาสั้น ๆ  เก่าแก่สุดพบใน ทัลมุด พระคัมภีร์ของชาวยิว (ค.ศ. ๘๓) ที่เล่าถึงนักวิชาการอัจฉริยะผู้หนึ่งซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าของสถาบันทัลมุดแห่งอิสราเอล ตั้งแต่อายุได้เพียง ๑๗ ปี เขามีผมขาวมากถึง ๑๘ แถว นักบวชยิวหรือแรบไบในยุคกลางชื่อไมโมนิเดสสันนิษฐานว่าเรื่องนี้เป็นผลจากการศึกษาตำรับตำราอย่างหนัก

อีกกรณีหนึ่ง แพทย์ผู้หนึ่งบันทึกไว้ว่า มีทหารกบฏนายหนึ่งถูกกองทัพเบงกอลจับตัวเป็นนักโทษใน ค.ศ. ๑๘๖๑ เขาโดนเปลื้องผ้าและถูกควบคุมตัวแน่นหนา แค่เพียง ๓๐ นาทีให้หลัง สีผมก็เปลี่ยนจากสีดำสนิทกลายเป็นสีขาว

ใน ค.ศ. ๑๙๕๗ แพทย์ผิวหนังชาวอเมริกันรายงานกรณีของชายอายุ ๖๓ ปีที่ผมหงอกและผมร่วงในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังเกิดอุบัติเหตุตกบันได กระนั้นหนังศีรษะก็ไม่ปรากฏลักษณะแบบคนหัวล้านแต่อย่างใด หลังจากผ่านไป ๑๗ สัปดาห์ เขามีอาการของโรคด่างขาว (vitiligo) ที่เป็นปื้นหรือจุดสีขาวซีดชัดเจนบนผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแสงแดดบ่อยอย่างเช่นใบหน้า คอ มือ และเท้า

ความเครียดทำให้เกิดผมหงอกได้เราอาจมีคนรู้จักที่ผมหงอกก่อนวัยหรือผมหงอกบ่อย ๆ ในช่วงชีวิตที่เครียดจัด ปรกติมนุษย์จะมีเส้นใยประสาทที่ไปยังเซลล์รากขนหรือรากผม ซึ่งจะคอยหลั่งฮอร์โมนนอร์เอพิเนฟรีน (norepinephrine) หรือมีอีกชื่อว่านอร์อะดรีนาลิน (noradrenaline) แต่หากเครียดจัดนาน ๆ ฮอร์โมนดังกล่าวอาจหลั่งมากเกินควร จนไปกดยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน จึงทำให้ผมเปลี่ยนเป็นสีขาวได้

ไม่แต่เพียงเท่านั้น ยังอาจส่งผลต่อระบบประสาทและระบบเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจได้ด้วย

อย่างไรก็ตามมีรายงานพบชายอายุ ๕๖ ปีที่ผมหงอกหมดศีรษะในไม่กี่สัปดาห์ แม้ว่าร่างกายปรกติดีและไม่มีอาการของความเครียดอย่างหนักเลย

ในทางวิทยาศาสตร์มีสมมุติฐานเพื่ออธิบายการเปลี่ยนสีผมอย่างปุบปับ (แม้อาจไม่เป็นแบบชั่วข้ามคืน) มากถึงหกแบบด้วยกัน

แบบแรกเรียกว่าภาวะ “การกัดกินเม็ดสี (pigmentophages)” ซึ่งเสนอว่า มีเซลล์พิเศษชนิดหนึ่งที่กัดกินเม็ดสีได้เรียกว่าพิกเมนโตเฟจ (pigmentophage) แต่ยังไม่พบเซลล์ดังกล่าวจริง

สมมุติฐานที่ ๒ ระบุว่า เม็ดสีไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่เกิดภาพลวงตา เนื่องจากมีฟองอากาศเกิดขึ้นในแกนและเปลือกเส้นผม เมื่อสะท้อนแสงจึงทำให้เห็นเป็นผมขาว  จุดอ่อนของสมมุติฐานนี้คือแม้แต่กล้องจุลทรรศน์สมัยใหม่ที่มีกำลังขยายสูงมากก็ยังไม่พบฟองอากาศทำนองนี้เลย

สมมุติฐานที่ ๓ แพทย์ชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งสังเกตเห็นว่า แม้ถอนเคราขาวทุกวันหลายสัปดาห์ เขาก็ยังพบเส้นเคราสีขาวที่ยาวเท่า ๆ เดิมปรากฏในตำแหน่งเดิม จึงเชื่อว่าการเปลี่ยนสีของเส้นผมหรือเส้นขนเกิดขึ้นตามความยาวของเส้น ไม่ได้หงอกจากรากไล่ไปสู่ปลายอย่างที่เชื่อกัน  อย่างไรก็ตามยังไม่พบเหตุการณ์เดียวกันกับคนอื่นและไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับแพทย์ผู้นั้นได้อย่างไร

สมมุติฐานต่อไประบุว่า ในสมัยก่อนมีการใช้สีย้อมแบบชั่วคราวที่มาจากพืชพรรณหรือแร่ธาตุ เช่น เฮนนา คาโมไมล์ ตะกั่ว หรือเงิน การถูกขังโดยเฉพาะในพื้นที่อากาศร้อนอาจทำให้สีย้อมพวกนี้จางลงได้จากเหงื่อและน้ำ โดยเฉพาะกรณีของทหารที่กล่าวถึงข้างต้นซึ่งผมขาวในเวลาสั้น ๆ เพียงครึ่งชั่วโมง 

ส่วนสมมุติฐานที่ ๕ อธิบายสาเหตุว่าเกิดจากโรคชนิดหนึ่งที่เรียกรวม ๆ ว่า “โรคผมร่วงเป็นหย่อม” (Alopecia areata)
ซึ่งอาจเป็นโรคในตระกูลภูมิแพ้ตัวเองที่ส่งผลต่อเม็ดสีอย่างจำเพาะ

สมมุติฐานสุดท้ายอ้างอิงการปรับเปลี่ยนสีขนของตัวเพียงพอนหางสั้น (short-tailed weasel) ในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีขาวเพื่อพรางตัว กลไกดังกล่าวเกิดขึ้นจากต่อมใต้สมองสั่งการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระบบต่อมไร้ท่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณของเมลาโทนิน

มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบผู้ป่วย ๓๗ คนซึ่งเป็นโรคด่างขาว โรคผมร่วงเป็นหย่อม และภาวะผมขาวเป็นหย่อม (poliosis) ระหว่างการวิจัยพบว่าผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นคนงานในเหมืองอายุ ๔๐ ปีที่ประสบอุบัติเหตุกระทบสมองส่วนไฮโปทาลามัส ปรากฏว่าแค่เพียงข้ามคืนผมของเขาก็ขาวโพลนทั้งศีรษะ และขนาดอัณฑะก็หดเล็กลงกว่าเดิม เสื่อมสมรรถภาพทางเพศอย่างปุบปับ

แม้ว่าการที่จู่ ๆ สีผมเปลี่ยนเป็นสีขาวชั่วข้ามคืนจะดูเป็นไปไม่ได้ เพราะรงควัตถุที่สร้างขึ้นจะหายไปได้อย่างไร และผมจะงอกยาวจากส่วนรากผม (ที่ติดอยู่กับเซลล์ผม) ไล่ไปยังส่วนปลาย โดยปรกติแล้วผมหงอกจึงมักเกิดจากการที่เริ่มสร้างเม็ดสีในเส้นผม (ส่วนราก) น้อยลงหรือไม่สร้างเลย

ดังนั้นผมหงอกจึงเริ่มหงอกจากรากผมไปหาปลายผมเสมอ

แต่จากสมมุติฐานทั้งหลายข้างต้น สมมุติฐานที่ ๔ เรื่องสีย้อมผมจางหรือหายไปก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าจะอธิบายยากอยู่บ้างว่าสีเหล่านั้นหายไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร

อีกคำอธิบายหนึ่งคือ คนผู้นั้นอาจเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม โดยจำเพาะผมที่มีเม็ดสี จนเหลือแต่ผมสีขาวที่ไม่มีเม็ดสี ทำให้เกิดภาพลวงตาว่าเส้นผมกลายเป็นสีขาวโพลนไปชั่วข้ามคืน  มีรายงานและสนับสนุนคำอธิบายแบบนี้ว่าผู้ป่วยหลายรายเกิดความเครียดอย่างหนักและเกิดผมร่วงเป็นหย่อม โดยผมที่ร่วงเป็นเส้นผมที่มีเม็ดสีเป็นส่วนใหญ่

นอกจากความเครียดหนักแล้ว งานวิจัยสมัยใหม่ที่พบภาวะคล้าย ๆ กันแบบนี้ในผู้ป่วยราว ๒๐๐ รายยังชี้ว่า อาจมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมเกี่ยวข้องด้วย โดยคนที่เสี่ยงจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ (ซึ่งเกิดขึ้นยากมาก) ได้แก่คนในตระกูลที่พบว่าผมหงอกเร็วกว่าคนทั่วไป บางคนอาจมีเพื่อนที่ผมหงอกตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษา

การมีผมหงอกชั่วข้ามคืนยังเป็นปรากฏการณ์ที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้เต็มปากเต็มคำนัก และหากจะมีจริงก็คงน้อยมาก แต่อาจเกิดผมหงอกหรือร่วงที่ชวนให้รู้สึกคล้ายผมขาวอย่างรวดเร็วอยู่จริง