“อยากให้คนไทยจำพ่อได้ทั้งในบทบาทของนักหนังสือพิมพ์และนักเขียน”
ขนิษฐา ณ บางช้าง
บุตรคนที่ ๓ ของ มาลัย ชูพินิจ
ทบทวน-อ่านใหม่
๑๒๐ ปีชาตกาล นักเขียนไทย
มาลัย ชูพินิจ
เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง
“คุณพ่อเรียกเราว่า ‘จิ๋ว’ เราเริ่มรับรู้เรื่องของพ่อตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ ก่อนไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
“พ่อเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยพูด คนอื่นกลัว แต่เราไม่กลัว กลัวแม่มากกว่า เราเป็นลูกคนโปรดของพ่อเพราะชอบอ่านหนังสือ ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนโรงเรียนวัฒนาฯ จะเลิกครึ่งวัน ถ้าพ่อมาเองไม่ได้ก็จะส่งรถของที่ทำงานมารับ ยังจำได้ว่าคนขับรถตู้ชื่อยง เราก็เรียก ‘น้ายง’ ช่วงนั้นพ่อยังไม่ซื้อรถ เลยใช้รถยนต์ของที่ทำงาน
“บางครั้งพ่อไปรับที่โรงเรียนแล้วพาไปไว้ที่สำนักงาน พิมพ์ไทย ก่อนพากลับบ้าน ตอนนั้นก็ได้ยินเสียงฉับแกระของแท่นพิมพ์ดังไปหมด เพราะเราไม่ชอบนั่งในห้องทำงานของพ่อ ออกมานั่งในห้องที่มีคนเต็มไปหมด ไปนั่งเก้าอี้ คุณอาคนนั้นคนนี้ รื้อหนังสือมาอ่านไปเรื่อย เห็นนักข่าวคนนั้นคนนี้เอาข่าวมาส่งตลอดเวลา คุณประยูร จรรยาวงษ์ ก็นั่งเขียนการ์ตูนอยู่ข้าง ๆ คนส่งกาแฟก็มาถามว่าทำไมไม่ไปนั่งในห้องพ่อ คุณอาบางคนก็พาไปเดินเล่นในโรงพิมพ์
“บางทีรถสำนักงานไม่ว่าง พ่อก็มารับกับรถสามล้อแบบหนึ่ง เราอาย แต่มีผู้ปกครองเพื่อนลงจากรถคันใหญ่มายกมือไหว้พ่อ ด้วยความเป็นเด็กเราก็คิดกับเรื่องแบบนี้
“สมัยนั้นรู้ว่าพ่อทำงานโรงพิมพ์ แต่ไม่รู้ว่าทำหน้าที่อะไร ส่วนมากจะอ่านงานของพ่อตอนผ่านแท่นพิมพ์แล้ว ถ้าเป็นต้นฉบับลายมืออ่านยาก คนที่อ่านออกคือแม่ที่จะช่วยดูก่อนช่างเรียงพิมพ์ สมัยนั้นจะมีหน่วยงานต่าง ๆ มาขอเรื่องพ่อไปลง บางทีเขียนไม่ทันก็เอาบทความเก่าให้ไป ให้เราช่วยเลือก จำได้ว่าอายุ ๑๐ ขวบพ่อยังชมว่าเราใช้งานได้
“ตอนอยู่บ้าน พ่อจะไม่คุยเรื่องการเมืองเลย แต่มีความสุขกับการเขียนต้นฉบับ เล่นดนตรี พ่อชอบเล่นแอคคอร์เดียน (หีบเพลงชัก) มาก ถ้าอารมณ์ดีจะเล่นเพลงไทย อย่าง ‘แขกมอญบางช้าง’ บางทีเล่นซออู้ ซอด้วง
“ช่วงมัธยมฯ ปลายถึงรู้ว่าพ่อเป็นคนสำคัญ เพราะครูที่โรงเรียนติดตามงาน มีเพื่อนที่โรงเรียนเรียกพ่อว่าอาจารย์ คนมาทักพ่อเยอะและพ่อไม่ถือตัวเลย เราจะคุยกับพ่อเวลาต้องการความรู้ เช่น เวลาเขียนเรียงความ พ่อก็จะหยิบหนังสือมาให้ เช่น งานของ เดล คาร์เนกี (Dale Carnegie
อาจารย์และนักเขียนชาวอเมริกัน) ที่ทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น สมัยนั้นเรามัวแต่ไปมองงานนักเขียนคนอื่น
“ปรกติคุณพ่อเป็นคนนอนดึก บางครั้งก็โต้รุ่ง ที่เขี่ยบุหรี่มีแต่ก้นบุหรี่ ข้าง ๆ เป็นแก้วกาแฟดำ บางวันก็ตื่นสาย ตื่นแล้วก็จะออกไปโรงพิมพ์ที่สีลม บางครั้งก็พาเราไปเดินเล่นที่วังบูรพา ท่านรู้จักโรงพิมพ์ทุกแห่ง เราก็ซื้องาน พล นิกร กิมหงวน มาอ่านบ้าง
“พ่อมักซื้อหนังสือภาษาอังกฤษ บางทีใส่กล่องใหญ่เอาไปอ่านที่บ้านริมทะเล ท่านมีความสุขกับการอ่านมาก ถ้าเป็นช่วงที่เข้าป่าจะหายไปประมาณ ๑ อาทิตย์หรือนานกว่า พอกลับมาบางทีเห็นคนหน้าตาน่ากลัวมาคุยที่บ้าน เป็นพรานหรือคนนำทาง บางคนก็มาขอให้ช่วยไปจัดการสัตว์ดุร้าย คนเหล่านี้พ่อเอามาเป็นตัวละครในนิยาย คนที่ไม่ชอบการล่าสัตว์ก็จะไม่เข้าใจว่าที่ทำไปเพราะช่วยชาวบ้าน ส่วนมากพ่อจะพาพี่ชายคนโต (สุคต ชูพินิจ) ไปป่า แต่กับเราอย่างมากก็แค่สระบุรี
“ที่บ้านซอยราชวิถีสมัยนั้นแคบมาก ต้องจอดรถหน้าปากซอย ในบ้านเด็กมาอาศัยอยู่เพื่อเรียนหนังสือหลายคน ส่วนมากก็เป็นลูกเพื่อนของพ่อกับแม่ จำได้ว่ารู้สึกรำคาญ (หัวเราะ) งงว่าคนนี้คือใคร ต้องไปถามแม่ครัวถึงรู้ คนที่มาอาศัยก็มักจะเอาใจเรา เพื่อจะถามว่าตอนนี้พ่ออารมณ์เป็นอย่างไร จะได้เข้าไปหาถูกจังหวะ พอพ่อทำงานไม่ยอมรับประทานข้าว แม่ครัวก็จะวานให้เราไปบอก เราไปถึงก็ดึงดินสอออกจากมือท่านเลย ท่านก็ไม่โกรธ ยอมกินข้าว เดาว่าคงเมื่อยแล้วด้วย จำได้ว่าคนทั้งซอยรู้จักเราเพราะเป็นลูกครูมาลัย
“อ่านงานพ่อจริงจังก็ช่วงที่อยากเขียนเรียงความ เราเขียนแล้วได้คะแนนมากที่สุดทุกครั้ง หนังสือที่ครูให้อ่านอย่างเรื่อง กามนิต-วาสิฏฐี (วรรณกรรมแปลอิงพุทธศาสนา) ครูให้อ่านไม่กี่หน้าเราก็อ่านเสียหมดเล่มเพราะสนุก ครูก็ชมว่าสมเป็นลูกพ่อ แต่จริง ๆ พ่อไม่เคยถ่ายทอดวิชาอะไรให้ เคยมีการประกวดเรียงความแล้วเราก็ฝากเรื่องไปประกวดลง สกุลไทย บอกไปว่าห้ามบอกใครว่าลูกครูมาลัย จนวันหนึ่งพ่อกลับบ้าน บอกมารับรางวัลนักเขียน เอาเงินมาให้ เขาบอกกับพ่อว่าเราห้ามไม่ให้บอกใคร แต่เขาไม่รู้จะเอาเงินส่งมาให้ยังไง ได้มา ๒๐๐ บาท เยอะมากในสมัยนั้น
“หลังคุณพ่อไม่อยู่แล้ว เรื่องสิ่งของของพ่อก็เป็นหน้าที่ของแม่ มีอะไรท่านก็จะมาถามเราเพราะลูกคนอื่นไม่ได้สนใจเท่า ตอนนั้นยังรักษาข้าวของไว้ได้บ้าง เราเก็บกระป๋องดินสอของพ่อไว้ แต่สุดท้ายก็หายหมด เพราะในตัวบ้านสมัยนั้นเดินถึงกันได้หมด เห็นอะไรก็หยิบกันไป บางคนอยากได้ของครูมาลัยเป็นที่ระลึกก็เอาไป มีคนเดียวที่ยืมของไปแล้วคืนคือคุณประภัสสร เสวิกุล ยืมโปสต์การ์ดไป
“บ้านกับที่ดินที่ชลบุรีขายไปตั้งแต่หลังคุณพ่อเสียชีวิต เพราะตอนนั้นเรากับน้องสองคนยังเรียนไม่จบ ส่วนบ้านที่กรุงเทพฯ ที่คุณพ่อกับคุณแม่เคยอยู่ ยังอยู่ต่อไปอีกระยะ อัฐิของพ่อเก็บไว้ในห้องกลาง มีคนมาไหว้เสมอแล้วก็หยิบของไปเลยหายหมด บ้านหลังนี้รื้อหลังจากคุณแม่เสียชีวิต เราคิดว่าจะดูแลอัฐิคุณพ่อไม่ไหว ถ้าเราไม่อยู่ใครจะดูแลต่อ พอไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เราเห็นใต้ฐานพระพุทธรูปรอบโบสถ์มีการเก็บกระดูก เช่น พระยาอนุมานราชธน เลยคิดว่าเป็นวิธีที่ดี พ่อไปอยู่ตรงนั้นถึงเวลาเราก็มาทำบุญ ที่เห็นข้อความบนฐานพระว่า ‘แม้ไม่มีมาลัยในปฐพี ก็ยังมีมาลัยคล้องใจคน’ เพราะเราชอบกลอนบทนี้และเราจะทำบุญให้พ่อทุกวันที่ ๒๐ สิงหาคม ตรงหน้าพระพุทธรูปองค์นั้น
“ในวาระครบ ๑๒๐ ปีชาตกาลของพ่อ เราตั้งใจพิมพ์หนังสือรวมข้อคิดของ มาลัย ชูพินิจ และเล่มอื่น ๆ แต่คงต้องทยอยทำ เราอยากให้คนไทยจำพ่อได้ทั้งในบทบาทของนักหนังสือพิมพ์และนักเขียน”