Image

รูป “พ่อ” (มาลัย ชูพินิจ) ที่ ขนิษฐา ณ บางช้าง (บุตรสาว) พกติดตัวเอาไว้มาจนถึงปัจจุบัน 
(ปี ๒๕๖๙)

Image

เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์

ในปี ๒๕๖๙ ลองถามคนทั่วไป อาจแทบไม่มีใครรู้จักชื่อ มาลัย ชูพินิจ

แต่ถ้าบอกว่านี่คือนามผู้ประพันธ์ ชั่วฟ้าดินสลาย, ทุ่งมหาราช, แผ่นดินของเรา และบทละครวิทยุที่ต่อมากลายเป็นชุดนวนิยายอย่าง ล่องไพร หลายคนอาจเริ่มนึกออก--พร้อมนามปากกาอย่าง “เรียมเอง” “แม่อนงค์” “ม. ชูพินิจ” “น้อย อินทนนท์” ฯลฯ

ทั้งหมดมาจาก มาลัย ชูพินิจ

ผู้เกิดที่ริมคลองสวนหมาก เมืองกำแพงเพชร ในปี ๒๔๔๙ พออายุ ๑๐ ขวบเดินทางเข้าพระนครมาเรียนต่อ ฉายแววเขียนหนังสือ เคยประกอบอาชีพครู ก่อนผันตัวเป็นนักหนังสือพิมพ์-นักเขียน ในยุคที่บรรณพิภพไทยกำลังก่อร่างสร้างตัว ร่วมกับเพื่อนคณะ “สุภาพบุรุษ” วางรากฐานการทำหนังสือพิมพ์ ยึดอาชีพสื่อมวลชน เขียนงานได้ทุกประเภท ผ่านเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ สงครามมหาเอเชียบูรพา ภาวะข้าวยากหมากแพงหลังสงคราม แล้วก็ลับหายในยุคสงครามเย็น และช่วงพีกที่สุดของระบอบเผด็จการทหาร จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี ๒๕๐๖

ในฐานะ “นักเขียนไทยคนสำคัญ” เรื่องราวของ มาลัย ชูพินิจ เคยได้รับการเอ่ยถึงบ้างแล้ว ในวาระครบ ๑๐๐ ปีชาตกาล เมื่อปี ๒๕๔๙ แต่ก็เป็นวงแคบ มีคนรับรู้ไม่มากนัก

ในวาระ ๑๒๐ ปีชาตกาล มาลัย ชูพินิจ สารคดี ชวนผู้อ่าน “ทบทวน-อ่านใหม่” เรื่องราวของท่านผู้นี้อีกครั้ง เพราะเรื่องของมาลัยไม่ใช่แค่เรื่องของนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์

แต่เป็น “บทเรียน” และ “ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย” อย่างแยกไม่ออก

Image

ภาพสเกตช์ใบหน้า มาลัย ชูพินิจ คาบบุหรี่ โดย “เนรมิตร์” หรือ พนม สุวรรณะบุณย์ จิตรกร-นักวาดภาพประกอบถูกใช้บ่อยในยุคหลังเมื่อเขียนถึงครูมาลัย
(ผู้สืบค้นที่มา : จีรนันทน์ วีรวรรณ)

มาลัย ชูพินิจ จากโลกนี้ไปเมื่อวันอังคารที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖-ห้าสิบเจ็ดปี หลังจากลืมตาดูโลก ผ่านชีวิตนักเขียน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ และมรสุมการเมืองอย่างโชกโชน

ที่วัดมกุฏกษัตริยารามวรวิหาร ร่างของเขานอนสงบอยู่บนเตียงไม้ ญาติและเพื่อนต่างทำใจไม่ได้ การล้มป่วยกะทันหันช่วงต้นเดือนสิงหาคม ไม่มีใครคาดว่าจะเป็นเหตุแห่งการสิ้นนักหนังสือพิมพ์นามอุโฆษ

สด กูรมะโรหิต เพื่อนนักเขียนของมาลัยเล่าว่า เขาไปร่วมงานรดน้ำศพ “บรรจงรินน้ำอบลงบนมือขวาที่เหลืองและซีด มือที่หยุดเขียนหนังสือเป็นการแน่นอนนับตั้งแต่นี้ไป...คุณมาลัยหลับตาสงบ มีความสุข จากเรา-จากทุกสิ่งทุกอย่างในโลกอันวุ่นวายเพราะความไม่รู้จักพอของมนุษย์ทั้งปวงไปแล้ว...”

มาลัย ชูพินิจ จากไปแล้ว ! ในห้วงขณะที่โลกทั้งใบอยู่ในบรรยากาศสงครามเย็น การเผชิญหน้าของมหาอำนาจค่ายโลกเสรี-สหรัฐอเมริกากับค่ายคอมมิวนิสต์-สหภาพโซเวียต, จีน กำลังเขม็งเกลียว เขาจากไปในปีเดียวกับผู้นำทางการเมืองทยอยสิ้นสุดการเดินทางบนโลก ไม่ว่าประธานาธิบดีโงดิ่งห์เสี่ยมแห่งเวียดนามใต้ (๒ พฤศจิกายน) ประธานาธิบดีเคนเนดีแห่งสหรัฐฯ (๒๒ พฤศจิกายน) และจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (๘ ธันวาคม)

มาลัย ชูพินิจ จากไปแล้ว ! หนังสือพิมพ์ลงข่าวหน้า ๑ ว่า “นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนบทความ และนักประพันธ์ที่เลื่องชื่อ...ถึงแก่กรรมแล้วด้วยโรคมะเร็งในปอดเมื่อ ๑๗.๔๕ น. ณ ตึกวชิราวุธ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์...” (สยามนิกร ๒๒ สิงหาคม ๒๕๐๖)

มาลัย ชูพินิจ จากไปแล้ว ! แต่ “เสียง” ของเขายังปรากฏในบทความ เรื่องสั้น เรื่องสั้น-สั้น (งานเขียนที่สั้นกว่าเรื่องสั้น) นิยาย สารคดี ฯลฯ ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ชิ้น กระจัดกระจายตามหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ ตลอดจนในความทรงจำของมิตรและลูกศิษย์ลูกหา

ในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ ปีที่ ๑๒๐ (หากมาลัยยังมีชีวิตอยู่) สิ่งที่ดังยิ่งกว่านามของเขาคงเป็นนิยาย ชั่วฟ้าดินสลาย, แผ่นดินของเรา, ทุ่งมหาราช และงานชุด ล่องไพร ซึ่งโดดเด่นกว่างานวางรากฐานวงการหนังสือพิมพ์ไทยที่เขาและเพื่อนอย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์ (“ศรีบูรพา”) บุกเบิกไว้

นอกเหนือไปจากนั้นสังคมไทยแทบไม่มีความทรงจำเหลือถึงเขา

มาลัยเคยบอกเพื่อนฝูงว่า “เมื่อผมมีเรื่องที่จะเขียนแล้วผมก็เขียน ไม่ได้นึกถึงอะไรทั้งนั้น ผมซื่อสัตย์ต่อคนคนเดียวคือตัวของผมเอง และรับผิดชอบต่อตัวละครของผม แล้วผมก็เขียนไปตามนั้น ด้านประชาชนผมไม่ได้นึกถึงเลย เช่นว่าประชาชนจะชอบหรือไม่ ผมไม่ได้เก็บเอามาคิด ผมเขียนเพื่อความพอใจของผมคนเดียว”

ร้อยยี่สิบปีที่แล้ว เรื่องราวของ มาลัย ชูพินิจ เริ่มขึ้นที่กำแพงเพชร ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางเหนือประมาณ ๓๕๐ กิโลเมตร

ณ ตำแหน่งที่คลองสวนหมากไหลมาจบกับแม่น้ำปิง

Image

ปากคลองสวนหมาก มองจากทางบ้านผู้ใหญ่วัน
(ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ / ภ.หวญ. ๕๗๑/๓๒)

เด็กคลองสวนหมาก

ปลายปีพุทธศักราช ๒๕๖๘

ระหว่างที่ผมซ้อนมอเตอร์ไซค์ของ มนัส สอนตน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ บ้านปากคลองใต้ อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อตามหา “บ้านเกิด” ของ มาลัย ชูพินิจ เขาเล่าให้ฟังว่า ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พื้นที่แถบนี้ผู้คนเบาบางกว่านี้ และบ้านเกิดของมาลัยก็เป็นเรื่องที่คนท้องถิ่นรับรู้กันทั่วไป เพียงแต่หลายคนอาจสับสนตำแหน่ง

ก่อนเจอผู้ใหญ่มนัส ผมเดินหลงอยู่ในบ้านปากคลอง-ใต้มาพักหนึ่ง โดนบ้านหลังหนึ่งเข้าใจผิดว่ามาหาซื้อที่ดิน บ้านอีกหลังหนึ่งเข้าใจว่าต้องการมาซื้อบ้านคุณมาลัยซึ่งเป็นใครสักคนที่อยู่ในชุมชน จนผู้ใหญ่มนัสพาผมมาถึงบ้านหลังหนึ่งใกล้คลองสวนหมาก มีถนนสายเล็ก ๆ กั้นระหว่างบ้านกับคลอง ฝั่งบ้านมีคูเล็ก ๆ กั้นระหว่างตัวบ้านกับถนน มีรั้วสังกะสียาว มีซุ้มประตูเล็ก ๆ

นี่คือ “บ้านเกิด” ของ มาลัย ชูพินิจ

สถิตพงษ์ ยศสัญญา เปิดประตูบ้านเลขที่ ๖๖ หลังได้ยินเสียงกริ่ง เขาเล่าว่าเป็นญาติสายหนึ่งของมาลัย ตัวบ้านเดิมถูกรื้อไปนานหลายปีแล้ว “บ้านในที่ดินตอนนี้เป็นของใหม่ทั้งหมด”

จากตรงนี้ ถ้านั่งเรือขึ้นไปทางต้นคลองสวนหมาก (เขตอุทยานแห่งชาติคลองลานและคลองวังเจ้า) อีกประมาณ ๖ กิโลเมตร จะพบ “บ้านห้าง” บ้านไม้เก่าสองชั้นยกสูงตั้งอยู่กลางดงกล้วย อดีตที่พำนักของ “พะโป้” พ่อค้าไม้ชาวกะเหรี่ยงที่มีอิทธิพลกว้างขวางในกำแพงเพชรสมัยรัชกาลที่ ๕

ร่องรอยการทำไม้ในกำแพงเพชรและชาวกะเหรี่ยงที่เข้ามาทำไม้ เห็นได้ตั้งแต่ปี ๒๔๑๔ ในสารตราจากสมุหนายกที่มีไปถึงผู้สำเร็จราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือและพระยากำแพงเพชรอนุญาตให้ “แซภอ” (พญาตะก่า) ทำไม้สักในป่าคลองสวนหมาก คลองวังเจ้า คลองประกัง บูรณะพระบรมธาตุนครชุมที่สร้างมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยเพื่อให้ “สง่างามแก่เมืองกำแพงเพชร”

ทางการมองว่าเขามีทุนมาก การทำบุญก็ได้กับตัวแซภอเอง เขาลงทุนจ้างคนทำอิฐเป็นเงินไปมากแล้ว มีเงื่อนไขแค่อย่าถือว่าพระเจดีย์เป็นที่ของตนเท่านั้น และถ้าจะบูรณะที่ใดอีกก็ “ตามแต่ใจของแซภอ”

อย่างไรก็ตามหลังแซภอถึงแก่กรรมในปี ๒๔๑๘ การบูรณะพระบรมธาตุนครชุมชะงักลง ต้องรอจนปี ๒๔๔๗ ที่ “พะโป้” น้องชายแซภอเข้ามาบูรณะต่อจนเสร็จสิ้นและยกยอดฉัตรในปี ๒๔๔๙

มาลัย ชูพินิจ เกิดก่อนงานยกยอดฉัตรพระบรมธาตุนครชุมเพียง ๓ เดือน-เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๔๙ ในครอบครัวที่มีอาชีพค้าไม้สักและไม้กระยาเลย  ถ้าวางตำแหน่งบ้านของเขาลงไปใน Google Earth จะพบว่าไม่ต่างจากบ้านพะโป้ที่ต้องอาศัยคลองสวนหมากประกอบอาชีพค้าไม้เช่นกัน

มาลัยมีน้องชายคนหนึ่ง แต่ก็จากไปด้วยไข้ทรพิษ เขาเขียนถึงน้องไว้ใน บทเรียนจากชีวิต ว่าน้องซนกว่า จนทำให้ “พี่กลายเป็นลูกน้องไป” และพ่อนั้น “พูดด้วยไม้เรียวมากกว่าวาจาดุดัน”

Image

รัชกาลที่ ๕ ทรงฉายพระรูปกับผู้ตามเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร ปี ๒๔๔๙
[ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ / ภ.หวญ. 8-2 (8).jpg]

Image

รัชกาลที่ ๕ ทรงหยุดพักเสวยพระกระยาหารร่วมกับผู้ตามเสด็จ
(ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ / ภ.หวญ. ๕๗๑/๓๓)

Image

ราษฎรชาวไทยและพ่อค้าชาวไทยใหญ่เมืองกำแพงเพชร จัดโต๊ะเครื่องบูชารับเสด็จ ร.๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ เดือนสิงหาคม ๒๔๔๙
(ภาพ : ฟิล์มกระจก ชุดหอพระสมุดวชิรญาณ / หวญ. ๓๓/๑๑)

Image

หน้าบ้านพะโป้ พ่อค้าไม้ชาวกะเหรี่ยง ริมคลองสวนหมาก
(ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ / หวญ. ๓๓/๑)

Image

ภาพถ่ายของ “พะโป้” และ “อำแดงทองย้อย” สมบัติของสกุล “รัตนบรรพต” ถ่ายที่ร้านโรเบิร์ต เลนซ์ (Robert Lenz & Co.) ในสมัยรัชกาลที่ ๕  “พะโป้” นี้เองที่เป็นตัวละครสำคัญในนิยายของ มาลัย ชูพินิจ
(ภาพ : ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ)

ในวัยเด็ก มาลัยคงเดินจากบ้านไปที่โรงเรียนวัดพระบรมธาตุ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสาธิตวัดพระบรมธาตุ) โดยใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที

บันทึกช่วงชีวิตวัยเด็กของมาลัยมีข้อมูลน้อยมาก เราเพียงสันนิษฐานได้ว่าเมื่อมาลัยในวัย ๑๐ ขวบเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ (ตามหลักสูตรสมัยนั้น) ในปี ๒๔๕๙ เขาคงจดจำบรรยากาศของบ้านเกิดได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าแพซุงที่ล่องลงมาตามคลองสวนหมาก แม่น้ำปิง ชาวกะเหรี่ยง สถานที่อย่างพระบรมธาตุนครชุม วัดพระแก้ว วัดวังพระธาตุ ฯลฯ โดยเฉพาะความทรงจำเกี่ยวกับแม่น้ำปิงที่เขาเกือบจมน้ำและแม่โดดลงไปช่วย “ทั้ง ๆ ที่ตนเอง...เกือบว่ายไม่เป็นเลย” ก่อนที่แม่จะจากไปเมื่อเขา ๑๐ ขวบ

ด้วยหลายปีต่อมาทั้งหมดนี้ปรากฏใน ทุ่งมหาราช นิยายที่ใช้กำแพงเพชรเป็นฉากหลังทั้งเรื่อง

นักเรียน-นักเขียน

ในยุคของมาลัย เขาเป็นไม่กี่คนในกำแพงเพชรที่มีโอกาสเรียนต่อที่พระนคร จากการ “ฝาก” เข้ามาเรียนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข โดยอยู่บ้านญาติระยะหนึ่ง แล้วย้ายมาอาศัยอยู่บ้านพระยามหาอำมาตยาธิบดี (เส็ง วิรยศิริ) รองเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (ในรัฐบาลรัชกาลที่ ๖) เชิงสะพานยศเส

สด กูรมะโรหิต เล่าถึงมาลัยว่า เข้ามาอยู่บ้านรองเสนาบดีท่านนี้หลังจากเขาไม่กี่ปี “บ้านมีเนื้อที่อย่างน้อยยี่สิบไร่ มีตึกและบ้านเรือนมากมายหลายหลัง แวดล้อมไปด้วยสนามและสุมทุมพุ่มไม้อันงามตระการ...ท่านเจ้าคุณได้ปลูกเรือนแถวยาวให้นักเรียนอยู่กันอย่างสบายมี ‘เงินวิค’ (week-เงินรายสัปดาห์) แจกให้คนละหนึ่งบาท...มีอาหารเลี้ยงอย่างอุดมสมบูรณ์ นักเรียนหัวเมืองเหล่านี้มาชุมนุมอยู่ในบ้านของท่านนับสิบ เย็น ๆ ก็เล่นหัวกันอย่างสนุกสนาน” สดยังเล่าว่าในบ้านของพระยามหาอำมาตย์ฯมีห้องสมุดที่มีหนังสือจำนวนมาก โดยมาลัย “จะได้อ่านเสียเกือบทุกเล่ม แต่ที่สนใจมากคือหนังสือประวัติศาสตร์และวรรณคดี”

เมื่อเรียน ม. ๖ ชั้นเรียนสุดท้ายของระดับมัธยมกลาง (ปี ๒๔๖๕) มาลัยในวัย ๑๖ ปี ตัดสินใจเรียนวิชาครูไปด้วย เนื่องจากสถานการณ์ธุรกิจครอบครัวไม่ดีนัก จากนั้นย้ายไปเรียนประโยคครูประถมที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ โดยเขาสอบได้ประโยคครูประถมในปีนั้นแล้วต่อด้วยประโยคครูมัธยม ด้วยขณะนั้นครูขาดแคลน กระทรวงธรรมการ (ต่อมาคือกระทรวงศึกษาธิการ) จึงไม่เก็บค่าเรียน เงื่อนไขนี้จึงเหมาะกับมาลัยมากที่สุด

Image

มาลัย ชูพินิจ ถ่ายสมัยยังหนุ่ม

ก่อนหน้านั้นมาลัยเคยวางเป้าหมายในชีวิตว่าจะศึกษาเรื่อง “ป่าไม้หรือกสิกรรม” เพราะพ่อได้สัมปทานป่าไม้ “กระยาเลยและเบญจพรรณอยู่ระหว่างตากลงมาถึงกำแพงเพชร ๒-๓ ป่า มีนาซึ่งเหมาะจะแปลงเป็นไร่ฝ้าย ไร่ยาสูบหรือไร่อ้อย” หลายร้อยไร่ เขาจึงอยากเป็น “จ้าวป่า” ถ้าล้มเหลวก็จะเป็น “เด็กเลี้ยงควาย” และอาชีพการเขียนหนังสือนั้น “เป็นอาชีพหลังที่สุดที่ฉันเคยนึกถึงสมัยโน้น”

แต่ตั้งแต่ปี ๒๔๖๓ ตลาดค้าไม้ตกต่ำทำให้ธุรกิจที่บ้าน “ขาดทุนอย่างย่อยยับ” ผลคือ “ฉันก็ต้องหันเข้าเป็นนักเรียนสอนเพื่อเลี้ยงครอบครัวขณะที่อายุยังไม่ครบ ๑๘ ปีเต็ม”

ช่วงเรียนประโยคครูประถม บุษปะเกศ หงสกุล เพื่อนร่วมชั้นบันทึกว่า นักเรียนส่วนมากมาจากชนชั้นสูง “สวมรองเท้าถุงเท้ายาวกันหมด มีนักเรียนที่เดินแบร์ฟี้ตเต็ด (เท้าเปล่า) ...ซึ่งทุกวันจะต้องไปหลบนั่งอยู่กลาง ๆ ชั้น เพื่อไม่ให้ครูเห็น ผมและคุณมาลัยเป็นสองคนที่ไม่มีรองเท้าสวม” พวกเขาจึงสนิทกันเพราะยากจนเหมือนกัน โดยช่วงกลางวันเขากับมาลัยจะขลุกอยู่ในห้องสมุด “อ่านหนังสือทุกชนิดที่มี” และไม่ได้สนใจเรื่องเล่นกีฬามากนัก

ครั้งหนึ่งในชั่วโมงสอนเขียนกวีนิพนธ์ ครูให้แต่งลิลิตพรรณนาสิ่งที่เห็นภายใน ๔๕ นาที โดยสมมุติว่านั่งเครื่องบินเข้ามาในพระนครผ่านลานพระบรมรูปทรงม้ามาจนถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ขณะที่เพื่อน ๆ แต่งได้ไม่กี่บท มาลัยทำตามโจทย์ได้ดีจนครูชมว่ามีแววเป็นนักประพันธ์

มาลัยบอกเพื่อนฝูงว่าจุดเริ่มต้นของเขาอยู่ที่ “ร้านกาแฟของอาตง” การไปสภากาแฟทำให้เขา “เป็นคนรู้จักคิด และรู้จักชีวิตดีขึ้น”

Image

ศึกอนงค์ ฉบับรวมเล่ม

Image
Image

ศัพท์ไทย หนังสือวรรณกรรมรายเดือน

สดยังเล่าว่าช่วงอยู่ที่บ้านพระยามหาอำมาตย์ฯ นี้ มาลัยเขียนนิยาย ศึกอนงค์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการชิงอำนาจบนเกาะชวาลงหนังสือพิมพ์ ศัพท์ไทย เป็นตอน ๆ ด้วยนามปากกา “แม่อนงค์” แข่งกับ ดาบศักดิ์เหล็กน้ำพี้ ของ “อายัณโฆษ” (ขุนธนกิจวิจารณ์/ประยูร ธชาลุภัฏ)  สดจำได้ว่าเมื่อไปที่ห้องมาลัยในเรือนแถวใต้ต้นมะขามใหญ่ก็เจอ “เถ้าบุหรี่เต็มพื้น เจ้าของห้องหน้าตาอิดโรย ผมยุ่ง มุ้งไม่ได้ตลบลง เพราะไม่ได้นอน” โดยมาลัยเป็น “นักอดนอนที่ดูเหมือนว่าชนะพวกเราทุกคน” เพราะแม้จะตี ๓ ก็มองว่ายังไม่ดึกเกินไป เขาเห็นมาลัยทำงานหนักจนนามปากกาอีกชื่อคือ “ม. ชูพินิจ” “อยู่ที่ริมฝีปากผู้อ่านทั้งกรุง”

การเขียนงานในยุคนั้นไม่มีการจ่ายค่าเรื่อง เพราะหนังสือพิมพ์ถือว่าการลงเรื่องก็คือการตอบแทน และมากที่สุดคือการให้เป็นสมาชิกฟรี

เมื่อเรียนวิชาครูประโยคมัธยมสำเร็จ มาลัยกลับมาเรียนสายสามัญคือระดับมัธยมบริบูรณ์ (ม. ๗ และ ม. ๘) ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยใช้เวลาช่วงค่ำกวดวิชาภาษาอังกฤษกับครูที่โรงเรียนเทพศิรินทร์

ผลคือเขาได้รู้จักกับนักเรียนหัวก้าวหน้าที่จะกลายเป็นกลุ่มนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนมีชื่อในเวลาต่อมา เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ (“ศรีบูรพา”), สด กูรมะโรหิต, โชติ แพร่พันธุ์ (“ยาขอบ”) ฯลฯ และที่นี่เองเขาเริ่มเขียนเรื่องลง แถลงการศึกษาเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นหนังสือของโรงเรียน แต่ก็น่าเสียดายว่าหลักฐานเหล่านี้สูญหายไปหมดแล้ว

เพื่อนพ้องแห่งวันวาร

เมื่อมาลัยอายุราว ๑๙ ปี สังคมสยามเปลี่ยนแปลงไปมากจากการติดต่อค้าขายกับนานาประเทศ

สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการอาวุโส ผู้ค้นคว้าเรื่องกลุ่มนักเขียน “สุภาพบุรุษ” ที่ต่อมามาลัยจะกลายเป็นสมาชิกคนสำคัญ อธิบายว่า ตั้งแต่ บางกอกรีคอร์เดอร์ (รายปักษ์) ของหมอบรัดเลย์ออกสู่ตลาดสยามครั้งแรก ในปี ๒๓๘๗ วงการประพันธ์ของสยามก็เติบโตขึ้นจากประสบการณ์หลายอย่าง เช่น หนังสือ นิราศหนองคาย ของ ทิม สุขยางค์ (หลวงพัฒนพงศ์ภักดี) ถูกเผาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากวิจารณ์กองทัพ เกิดประเพณีพิมพ์หนังสืองานศพ (ปี ๒๔๑๗) 

การเปิดโรงเรียนวัดมหรรณพารามให้การศึกษากับสามัญชน (ปี ๒๔๒๗) ยังทำให้คนจำนวนมากอ่านออกเขียนได้ เกิดผู้แต่งเรื่องตามสมัยนิยมที่เรียกกันว่า “หนังสืออ่านเล่น” จนยึดเป็นอาชีพ  เกิดโรงพิมพ์ (สำนักพิมพ์) เอกชนหลายแห่ง มีหนังสือหัว (ชื่อ) ต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า ๓๐ ฉบับ เกิดกลุ่มนักเขียนหลายกลุ่ม

กรณีของสามัญชนอย่าง “เทียนวรรณ” (“ต.ว.ส. วัณณาโภ”) บรรณาธิการและผู้ทำหนังสือ ตุละวิภาคพจนกิจ
กับ “ก.ศ.ร. กุหลาบ” ผู้ทำหนังสือ สยามประเภท ที่วิพากษ์รัฐบาลสยามจนเกิดคดีความ ยังสร้างพื้นฐานให้คนรุ่นมาลัย มาลัยน่าจะเคยอ่าน ลักวิทยา (รายเดือน วางตลาดครั้งแรกปี ๒๔๔๓) ที่ตีพิมพ์เรื่องสั้นและนำเรื่องสั้นตะวันตกมาแปล ส่วนผู้อ่านจากเดิมนิยมงานแปลวรรณกรรมจีน (เช่น สามก๊ก) เรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ เริ่มสนใจอ่านงานร้อยแก้วที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น

เมื่อมาลัยเรียนจบมัธยมศึกษาบริบูรณ์ในปี ๒๔๖๗ เขาไปสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนวัดสระเกศ แฉล้ม ต่วน-ศิลปกิจ อดีตนักเรียนบันทึกว่า เมื่อเรียนที่นั่นในปีสุดท้าย (ปี ๒๔๗๑) เขาอยู่ชั้น ม. ๓  ครูมาลัยในสายตาเขาเป็น “หนุ่มน้อยวัยไม่เกิน ๒๒ ปี นุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน สวมเสื้อนอกสีขาวสะอาด คอติดกระดุม ๕ เม็ด สวมถุงเท้าใยบัวสีขาว รองเท้าสีดำหัวมันปลาบ หวีผมเป๋เรียบเป็นเงางาม...ดวงตาบ่งบอกความเข้มแข็งอยู่เหนืออารมณ์อันเยือกเย็น” และ “ไม่เคยเห็นความกราดเกรี้ยว หรือการเฆี่ยนตีศิษย์ของคุณครูมาลัยแม้แต่ครั้งเดียว”

แฉล้มเล่าว่า ครั้งหนึ่งเขาถูกจับได้ว่ากำลังลอกต้นฉบับเพื่อทำวารสารประจำห้องเรียนในชั่วโมงเรียนจนครูมาลัยเรียกพบ แต่แทนที่จะลงโทษก็แค่อบรมว่าให้ทำนอกเวลา ซ้ำยังเสนอว่า “เย็นนี้ครูจะให้สักเรื่อง”

มาลัยน่าจะทำงานครูที่วัดสระเกศตั้งแต่ปี ๒๔๖๗-๒๔๗๑ แต่ก็ยังไม่ได้หยุดเขียนงาน ส่งงานไปลงหนังสือหลายเล่ม เช่น เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ วารสารรายเดือนของกรมยุทธศึกษาทหารบกที่กุหลาบเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นแหล่งความรู้สมัยใหม่ ด้วยทหารเป็นหน่วยที่รับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก่อนส่วนราชการอื่น  มาลัยยังส่งงานไปลงหนังสือวรรณกรรมรายเดือนอย่าง ศัพท์ไทย (ตีพิมพ์ระหว่างปี ๒๔๖๔-๒๔๖๗) ไทยเขษม (วางตลาดปี ๒๔๖๗-๒๔๗๘) ด้วย

Image

มาลัยในวัยหนุ่ม

จงกลณี พุทธิแพทย์ (“แขไข เทวิณ”) นักเขียนรุ่นน้องของมาลัย ประเมินว่า ระยะนี้มาลัยเขียนเรื่องสั้นจำนวนมากและน่าจะสอบได้ประโยคครูมัธยม (ป.ม.) ด้วย แต่ไม่เดินทางไปรับประกาศนียบัตรเพราะติดพันงานเขียน และยังช่วยกุหลาบทำ “สำนักพิมพ์นายเทพปรีชา” ออกหนังสือเป็นระยะ

สดบันทึกว่าบางครั้งมาลัยเขียนต้นฉบับไม่ทัน จวนตัวเข้าก็บอกว่า “ต้นฉบับหาย” งานจึงไปตกที่เขาอย่างช่วยไม่ได้และเล่าบรรยากาศเที่ยวเตร่ของมาลัยและเพื่อนพ้องในพระนครว่าจะวนอยู่ย่านสะพานผ่านฟ้าฯ แยกหลานหลวง นางเลิ้ง “มีคุณมาลัย คุณกุหลาบ คุณสุกรี และข้าพเจ้าเป็นต้น มักใช้เวลาว่างเตร่ไปตามถนนอาศัยหาบเจ๊กในเวลาค่ำคืน, มีเฉโป, เต้าทึง, ข้าวต้มกุ๊ย เป็นที่ประชุมหารือการงานเกี่ยวกับการแต่งหนังสือ” สดเล่าว่ายุคนั้นพวกเขายังหนุ่มมาก ไม่แตะสุรา เพราะ “หนุ่มเกินไปที่จะริหัดกินเหล้า”

ในแง่ของความรัก บุษปะเกศเล่าว่า เมื่อเป็นครูไม่นาน มาลัยย้ายไปเช่าที่ปลูกบ้านอยู่กับเพื่อนใกล้โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (ถนนราชดำเนินกลาง ปัจจุบันคือกองบัญชาการกองทัพบก) ติดกับบ้านของ นงเยาว์ ประภาสถิต ข้าหลวงในวังสวนสุนันทา มาลัยติดพันกับสตรีคนนี้หลังผิดหวังจากธิดาของพระยามหาอำมาตยาธิบดี  เขาเขียนจดหมายหา แต่สาวเจ้าก็นำจดหมายมาให้บุษปะเกศอ่านเสียทุกฉบับ จึงถือได้ว่ามาลัยอาภัพเรื่องความรักพอสมควร

แต่ “ความรัก” นี่เองที่ผลักให้มาลัยเขียนงาน เขาเล่าถึง “ผู้หญิงคนหนึ่ง” ที่ไม่คอยเขาหลังผ่านไปหลายปี กับ “ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง” ที่มีศรัทธาในตัวเขา ดังนั้นการประพันธ์จึงเกิดขึ้นเพื่อ “หาทางบรรยายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ ซึ่งมิใช่อะไรอื่นไกลยิ่งไปกว่าความรักและความขมขื่นที่ความรักมักจะให้แก่ผู้ชายโง่ ๆ หน้าทุย ๆ ผู้เชื่อในความดีของคนทั่วไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่หน้าขาวเหมือนไข่ปอกคนนั้น”

มาลัยยังทำงานพิเศษ รวมตัวกับเพื่อน ๆ สอนใน “โรงเรียนรวมการสอน” โดยได้รับความอนุเคราะห์จากคหบดี คือนายแตงโม วันทวิมพ์ ช่วยเปิดโรงเรียนให้ที่ถนนรองเมือง และรับจ้างแปลในชื่อว่า “สำนักรวมการแปล” แต่ก็ไม่ได้รายได้ตามที่หวัง เพราะนักเรียนหลายคนติดค่าสอน  นอกจากนี้ยังทดลองทำหนังสือพิมพ์รายทศ (๑๐ วัน) ชื่อ สาส์นสหาย ช่วงแรกขายดีในย่านชุมชน แต่ไม่กี่เดือนก็เจอปัญหาทางการเงินเช่นเคย เขากับเพื่อนพ้องยังทดลองทำหนังสือพิมพ์จน “ล้ม” (ละลาย) ไปอีกสองฉบับ คือ เสียงไทย รายวัน และ ข่าวด่วน รายวัน

Image

หนังสือพิมพ์ ศรีกรุง ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองไทย ลงข่าวกรณี “กบฏบวรเดช” ในปี ๒๔๗๖

ปี ๒๔๖๙ ในที่สุดมาลัยก็เลิกเป็นครู เพราะไม่ “พิสมัย” เท่าเขียนหนังสือ เมื่อลาออกจากครู การเกณฑ์ทหารจึงไม่ได้รับการยกเว้น เขาต้องเป็นพลทหารเสนารักษ์อยู่ระยะหนึ่ง โดย มนัส จรรยงค์ นักเขียนเรื่องสั้นชื่อดัง อดีตนักข่าวที่เคยทำงานกับมาลัยจำได้ว่า เขาพบกับมาลัยครั้งแรกขณะเป็นพลทหารใส่เครื่องแบบ “ในมือถือกระเป๋าเอกสารที่อัดแน่นจนโป่ง เปล่า ไม่ใช่เสื้อผ้า หามิได้ แต่เป็นต้นฉบับเรื่องแปล หรือนวนิยาย...” กำลังนำต้นฉบับไปส่ง

ยังมีบันทึกของ ทองอิน บุณยเสนา (“เวทางค์”) บรรณาธิการ ผู้นำ รายสัปดาห์ เล่าว่า ชื่อหนังสือของเขาคือ “ผู้นำ” ก็มาลัยนี่เองที่เป็นคนตั้งให้ และในวันเสาร์
“คุณมาลัยจะเดินจากโรงหมอที่นั่นมาส่งต้นฉบับให้ที่โรงพิมพ์ถนนสีลมเป็นประจำ” ระยะทางจากปากคลองหลอดไปถนนสีลมอยู่ที่ราว ๙ กิโลเมตร

สดบอกว่าตอนนั้นมาลัยมีชื่อเสียงแล้ว อย่างน้อยก็จากเรื่อง ศึกอนงค์ และ หล่อนคือหญิง (ปี ๒๔๖๙)

นอกจากเขียนหนังสือมาลัยยังเล่นดนตรีไทยคือซออู้ ทั้งยัง “ริเป็นนักมวย อ่านตำรามวยหลายเล่มและฝึกหัดมวย...ชกได้ดีพอใช้ สมกับที่ใช้นามปากกา ‘สมิงกะหร่อง’ (เขียนเรื่องเกี่ยวกับกีฬา)” และไปซ้อมกันที่บ้านบิดาของสด ถนนบรรทัดทองทุกเย็น  ทองอินยังบันทึกว่ามาลัยเคยเป็นคู่ซ้อมกับนักมวยเอกอย่าง แนบ นิ่มรักย์ และขนาด สมาน ดิลกวิลาศ แชมป์มวยก็เรียก “ครู”

ช่วงหนึ่งมาลัยยังไปสมาคมอยู่ที่สำนักงานย่านแม้นศรีของ ธงไทย หนังสือพิมพ์การเมืองรายสัปดาห์ ซึ่งวิจารณ์การเมืองและการทุจริตของข้าราชการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนได้รู้จัก โชติ แพร่พันธุ์ (“ยาขอบ”) ที่ไปเริ่มต้นชีวิตนักประพันธ์ที่นั่น

ต่อมามาลัยในวัย ๒๐ ปี ลงใต้ไปสงขลา กลายเป็นบรรณาธิการในทางปฏิบัติของ ไทยใต้ อยู่ระยะหนึ่ง ที่นี่ชีวิตนักหนังสือพิมพ์จริง ๆ เริ่มขึ้นเพราะรู้จัก “เขียนข่าวก็ที่นั่น ได้สัมภาษณ์เอช ยอห์นสัน ระหว่างบินเดี่ยวรอบโลกแล้วไปหยุดพักบนโฮเต็ลเขาน้อยก็ที่นั่น” ก่อนที่ “ศรีบูรพา” จะชวนกลับมาทำ บางกอกการเมือง รายวัน ในปี ๒๔๗๐ ตั้งสำนักงานอยู่ที่ตรอกพระยาสุนทรพิมล ใกล้หัวลำโพง โดยรับหน้าที่ผู้ช่วยบรรณาธิการ

แต่ถึงแม้ว่า “ศรีบูรพา” มาลัย และเพื่อน ๆ จะปรับปรุง บางกอกการเมือง ที่ตีพิมพ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ จนผู้อ่านมองว่านี่เป็น “ยุคใหม่” (ในสมัยรัชกาลที่ ๗) เพราะมีทั้งพิมพ์สี่สีในวาระพิเศษ ทำฉบับพิเศษ จนได้ยอดขายสูง แต่ทุกอย่างก็จบลงเมื่อพวกเขาลงข่าวพระยาสมบัติบริหาร เจ้ากรมมหาดเล็กหกล้มหน้าพระที่นั่ง ผู้ตกเป็นข่าวไม่พอใจจึงบีบมาทางเจ้าของทุน จน “ศรีบูรพา” มาลัย และเพื่อน ๆ ตัดสินใจลาออกทั้งคณะ

หลังทำได้เพียง ๓ เดือนเท่านั้น

Image
Image

การรวมตัวของ “สุภาพบุรุษ”

ต่อมากุหลาบก็ชวนมาลัยไปทำหนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ มีสำนักงานอยู่ที่หน้าวัดชนะสงคราม ย่านบางลำพู (ปัจจุบันเป็นย่านการค้าและแหล่งชุมนุมของนักท่องเที่ยวต่างชาติสายแบกเป้เพราะใกล้ถนนข้าวสาร) โดยที่นี่ “คณะสุภาพบุรุษ” เปิดตัวชัดเจนเป็นทางการ

ส่วน สุภาพบุรุษ มีลักษณะเทียบได้กับ bookazine ในสมัยปัจจุบัน ออกทุกวันที่ ๑ และ ๑๕ ของเดือน หนา ๑๖๔ หน้า พิมพ์ขั้นต่ำครั้งละ ๒,๐๐๐ เล่ม ฉบับแรกออกวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๗๒ งานของมาลัย (ในวัย ๒๓ ปี) ที่โดดเด่นคือนิยายเรื่อง ธาตุรัก ลงตั้งแต่เล่มปฐมฤกษ์ในนามปากกา “แม่อนงค์” ประชันกับ ปราบพยศ ของ “ศรีบูรพา”  ที่นี่มาลัยยังเขียนเรื่องสั้น ความเรียง ด้วยนามปากกา “ม. ชูพินิจ” “นายดอกไม้”

สุชาติอธิบายว่า มาลัยนั้นมีสถานะเป็นเหมือน “มือขวา” กุหลาบในกองบรรณาธิการ ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลการผลิตหนังสือในสถานที่ที่เรียกว่า “ห้องเกษมศรี” ซึ่ง อบ ไชยวสุ (“ฮิวเมอริสต์”) ให้ยืมเป็นสำนักงาน บางครั้งยังทำหน้าที่เขียนบทบรรณาธิการในคอลัมน์ “หมายเหตุเบ็ดเตล็ด” ท้ายเล่มด้วย

สุภาพบุรุษ มีคุณูปการคือ วางมาตรฐานให้นักเขียนรุ่นหลังด้วยการประกาศในคอลัมน์ที่เป็นเหมือนบทบรรณาธิการคือ “เชิญรู้จักกับเรา” ว่า งานเขียนหนังสือเป็นงานที่มีเกียรติประกอบเป็นอาชีพได้ และเพื่อให้มีงานดี ๆ “เราปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะรับซื้อเรื่องจากนักประพันธ์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นเรื่องบันเทิงคดีและสารคดี...” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมในเวลานั้นที่หนังสือต่าง ๆ รับงานเขียนโดยไม่จ่ายค่าเรื่องและตอบแทนเพียงแค่ส่งหนังสือฉบับที่ลงเรื่องให้ผู้เขียนหรือให้เป็นสมาชิกระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

พวกเขายังนิยามคำว่า “สุภาพบุรุษ” ไว้ว่า “ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับคนอื่น”

Image

คณะสุภาพบุรุษ ในภาพนี้ไม่ปรากฏ มาลัย ชูพินิจ

กิจการ สุภาพบุรุษ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ต้องเพิ่มการพิมพ์ขึ้นไปถึงปักษ์ละ ๔,๐๐๐ ฉบับ แต่สุดท้ายกลุ่มเด็กหนุ่มอายุไม่เกิน ๒๓ ปีก็ประสบปัญหาเดิม คือเก็บเงินจากสายส่งและผู้รับไปจำหน่ายไม่ได้ อีกทั้งความเป็นคนหนุ่มก็ใช้เงินกันมือเติบ หลังผ่านไป ๒ ปี ออกหนังสือได้ ๓๗ เล่ม สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดปัญหาทางธุรกิจ ประกอบกับคณะสุภาพบุรุษถูกชวนไปทำหนังสือพิมพ์ ไทยใหม่ รายวัน ที่ตรอกกัปตันบุช ย่านสี่พระยา  สุภาพบุรุษ ก็ยุติการวางจำหน่ายอย่างเงียบ ๆ ในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๗๓

ที่ ไทยใหม่ หลังมาลัยรับตำแหน่งบรรณาธิการฝ่ายสารคดีและบันเทิง ได้ติดต่อพูดคุยกับนายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) เขาบันทึกว่าทุกครั้งที่ได้สนทนากับนายพันตรีผู้นี้ก็มักได้ฟังความเห็นที่ “เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง (สมบูรณาญาสิทธิราชย์) และความห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎรทั่ว ๆ ไป” โดยนายทหารผู้นี้ยังส่งงานเขียนให้มาลัยพิจารณาลงพิมพ์ด้วย แต่ “ภาษาหนังสือที่ใช้ขาดความรัดกุม” จึงไม่ได้ลงให้แต่ก็ทำให้มาลัยเห็นความจริงใจและศรัทธา

ไม่นานหลังจากนั้น พอกุหลาบเขียนบทความ “มนุษยภาพ” ที่กล่าวถึงความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชนตีพิมพ์ได้สองตอนในเดือนธันวาคม ๒๔๗๔ ก็เกิดแรงกดดันจากรัฐบาลรัชกาลที่ ๗ ทันที หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) เข้ามาถือหุ้นและออกนโยบายห้ามพวกเขาวิจารณ์รัฐบาล

ผลคือทั้งคณะ “ตบเท้าออก” อีกครั้ง

สุภา ศิริมานนท์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ลูกศิษย์ของกุหลาบ เล่าไว้ใน ความทรงจำ ชีวิตและการต่อสู้ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ว่า ที่คณะสุภาพบุรุษลาออก “ไม่ใช่ว่ามีสตางค์เต็มกระเป๋า หากเป็นการออกมาด้วยการทระนงของคนหนุ่มผู้ยึดมั่นในความเป็นธรรมแห่งสังคม ชิงชังในความเอาเปรียบของฝ่ายเจ้าของทุน และรังเกียจในความจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง” แต่ผลที่ตามมาทั้งคณะซึ่งรวมถึงมาลัยก็ “ถังแตก” ทันที

จนต่อมาต้องหันมาวิ่งเต้นทำหนังสือ ผู้นำ รายสัปดาห์ที่สุภาเล่าว่าแม้จะเล็ก แต่ก็ “มีชื่อเสียงไม่น้อย” มีเรื่องสั้นและบทความดี ๆ มาก “ผลของการงานก็เหมือนว่าเพียงแต่หวังจะมีกินไปโดยไม่อดอยากเท่านั้นเอง”

อย่างไรก็ตามบทความ “มนุษยภาพ” ตอนต่อมา “ศรีบูรพา” ยังนำไปลงหนังสือพิมพ์ ศรีกรุง ในเดือนมกราคม ๒๔๗๔ (ตามปฏิทินเก่า) จนทำให้ ศรีกรุง ถูกสั่งปิดไป ๙ วัน และต้องเปลี่ยนตัวบรรณาธิการ

เห็นได้ชัดเจนว่าช่วงปี ๒๔๗๐-๒๔๗๔ มาลัยและเพื่อนอยู่ในจุดเปลี่ยนของยุคสมัย การเมืองตึงเครียด เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลรัชกาลที่ ๗ ดุลข้าราชการออกจำนวนมาก เสียงวิจารณ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แหลมคม เกิดข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่ทั่วไป

ในระยะนั้น “คณะราษฎร” และนายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม ที่มาลัยมองว่าเป็นความหวังได้ ยังคงเตรียมการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่ใต้ดิน

Image

สุชาติ สวัสดิ์ศรี อ่านภาพนี้ว่า เป็นภาพถ่ายของเพื่อนพ้องคณะสุภาพบุรุษ  มาลัย (ขวาสุด ถอดหมวก) ถ่ายที่บ้านพระยาประดิพัทธภูบาล ปี ๒๔๖๗ นั่งยงโย่ข้างหน้าคือ กุหลาบ สายประดิษฐ์

“มาลัย” ใน “ประชาชาติ”

การอภิวัฒน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นอกจากทำให้ระบอบรัฐธรรมนูญในสยามเดินก้าวแรก สิ่งที่ตามมาคือการเติบโตของวงการหนังสือพิมพ์สยาม และ “ความหวัง” ของคนจำนวนมาก

มาลัยจำได้ว่าในวันนั้นเขาพบกับนายพันตรี หลวงพิบูลสงครามในฐานะหนึ่งในแกนนำคณะราษฎรบนรถที่กำลังไปส่งยังพระที่นั่งอนันตสมาคม นายพันคนนี้บอกเขาว่า “เขาทำการอย่างยอมสละชีวิตครั้งนี้มิได้มีความปรารถนาในลาภยศอันใด เมื่อเป็นที่แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญอยู่ในฐานะที่ปลอดภัยแล้วก็จะวางมือ ให้ผู้ที่มีความสามารถทางการเมืองว่ากันต่อไป”

ไม่นานนัก ม.จ. วรรณไวทยากร วรวรรณ (ต่อมาคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ก็ชักชวนคณะสุภาพบุรุษให้ทำหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ รายวัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบอบประชาธิปไตย

สำนักงานยุคแรกอยู่ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ใกล้สี่แยกสี่กั๊กเสาชิงช้า ก่อนจะย้ายมาอยู่แถบแยกหลานหลวง ประชาชาติ วางแผงฉบับแรกในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๗๕ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๔ เดือน มีคำขวัญว่า “บำเพ็ญกรณีย์ ไมตรีจิตต์ วิทยาคม อุดมสันติสุข”

มาลัยกับเพื่อน ๆ มีบทบาทวางมาตรฐานใหม่ของหนังสือพิมพ์ โดยโฆษณาว่าข่าวต้อง “สดและสวย” คือนอกจากทำข่าวตามหลักวิชา ยังเขียนข่าวแบบไม่แห้ง สุภาอธิบายเรื่องนี้ว่า เมื่อบอกว่าข่าวต้องสวยก็จะ “ให้ความสำนึกอย่างใหม่พร้อมกัน (กับความสด)...แสดงให้รู้อยู่ในตัวว่าคณะจัดทำมีคุณสมบัติทางการประพันธ์อย่างเด่นชัด” และจุดยืนของประชาชาตินั้นชัดเจนว่ายืนเคียงข้างระบอบรัฐธรรมนูญ

มาลัยเล่าถึงการทำงานในฐานะผู้ช่วยบรรณาธิการ ประชาชาติ ใน “ได้ประทานจากเสด็จในกรมฯ” ว่า “ในชีวิตการทำหนังสือพิมพ์...สมัยที่ได้มามีความรู้และประสบการณ์มากที่สุดและอบอุ่นที่สุด เพราะมีที่พึ่งสำหรับจะศึกษาหาความรู้และที่ถูกหลักวิชาในงานสาขานั้นและการครองชีวิต ได้แก่ช่วงระยะเวลา ๗ ปีที่ประจำทำงานอยู่กั หนังสือพิมพ์ ‘ประชาชาติ’...” (ปี ๒๔๗๕-๒๔๘๑) 

นอกจากตำแหน่งหลักเขายังรับตำแหน่งบรรณาธิการฝ่ายบันเทิงของฉบับรายวัน รับตำแหน่งบรรณาธิการ ประชาชาติรายสัปดาห์ ด้วย และมีบทบาทวางคนเข้าประจำแผนกต่าง ๆ เช่น แผนกสารคดี แผนกข่าวต่างประเทศ โดยตัดสินใจร่วมกับกุหลาบ 

ประชาชาติ คล้ายทีมรวมดารา เพราะรวมเอาคณะสุภาพบุรุษที่บ่มจนได้ที่เข้ามาร่วมกันทำงานโดยแทบทุกคนมีชื่อเสียงแล้ว ทำให้ส่วนบันเทิงที่มาลัยดูแลได้รับความนิยมมากและมีบทบาทสำคัญ เพราะสมัยนั้นหนังสือพิมพ์รายวันใช้สารคดีและนิยายดึงผู้อ่านนอกเหนือจากการเสนอข่าวสารปรกติ จนยอดพิมพ์ ประชาชาติ รายวันเคยสูงสุดถึง ๒.๕ หมื่นฉบับต่อวัน

ดังนั้นงานของมาลัยที่ใช้นามปากกาอย่าง “แม่อนงค์ 
“เรียมเอง” ก็ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น 

Image

มาลัยกับเพื่อน ๆ ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ (แถวหน้า คนที่ ๒ จากซ้าย)

ที่นี่มาลัยเขียนทุกแนวตั้งแต่เรื่องสั้น สารคดี นิยาย คอลัมน์ บทกวี กระทั่งกีฬาหมัดมวย สิ่งสำคัญที่มาลัยวางรากฐานไว้คือเรื่องสั้นจบหน้าเดียวใน ประชาชาติรายสัปดาห์ ด้วยนามปากกา “เรียมเอง” ที่เรียกกันว่า “เรื่องสั้น ๕ นาที” มาลัยอธิบายว่างานแบบนี้คล้ายรายงานข่าว แต่วางจุดสุดยอดของเรื่องไว้ในตอนท้ายไม่เยิ่นเย้อเสียเวลา ซึ่ง สด กูรมะโรหิต ยกย่องว่านี่คือการ “เปิดยุคเรื่องสั้น” ที่จะแพร่หลายในเมืองไทยต่อไป เพราะ ประชาชาติรายสัปดาห์ นั้นมียอดพิมพ์มากถึงสัปดาห์ละ ๑.๒ หมื่นฉบับ

ในส่วนงานข่าว ประชาชาติ สนับสนุนระบอบรัฐธรรมนูญ เห็นได้จากคราว “กบฏบวรเดช” (ตุลาคม ๒๔๗๖ ฝ่ายกบฏนำโดยพระองค์เจ้าบวรเดชยกกำลังทหารหัวเมืองเข้ายึดสนามบินดอนเมือง ขยายแนวรบลงมาตามทางรถไฟสายเหนือ ยื่นคำขาดให้รัฐบาลของนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนาลาออก แต่ก็ไม่มีแผนแน่ชัดว่าจะกลับไปใช้ระบอบใด โดยเผชิญหน้ากับพันตรี หลวงพิบูลสงคราม ซึ่งนำทหารในพระนครมาตั้งรับบริเวณแนวรางรถไฟตั้งแต่ช่วงหลักสี่ลงมาจนถึงอำเภอบางซื่อ) ที่ ประชาชาติ ยอมให้รัฐบาลใช้โรงพิมพ์พิมพ์ใบปลิวแถลงการณ์แจกจ่ายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ สื่อสารกับประชาชนระหว่างเกิดสงครามกลางเมือง

มาลัยลงพื้นที่ไป “จดข่าว” โดย ทองอิน บุณยเสนา (“เวทางค์”) หนึ่งในคณะนักเขียนสุภาพบุรุษเล่าว่า มาลัย “ลงไปฝ่ากระสุนปืน” กับ สงัด ศรีเพ็ญ นายอำเภอบางซื่อ (ปัจจุบันคือเขตบางซื่อ กรุงเทพฯ) แบบเกาะติดแนวรบ  หลังเหตุการณ์จบลง ประชาชาติ ก็หันกลับมาวิจารณ์รัฐบาลตามหลักวิชา คนที่รับแรงกระแทกมากที่สุดคือกุหลาบ รองลงมาคือมาลัย

ครั้งหนึ่งมาลัยถูกขุนปลดปรปักษ์คุมทหารมา “เชิญ” ไปเจรจาในฐานที่ ประชาชาติ ลงข่าวการสอบสวนของตำรวจที่ทำคดีทหารทุบตีคนขับสามล้อ โดยอ้างว่า “ลบหลู่เกียรติทหาร” เอารถเกราะติดปืนกลไปถึงวังของเสด็จในกรมฯ  มาลัยตกลงรับว่าเขาเป็นผู้ทำหน้าที่บรรณาธิการ (กุหลาบเพิ่งกลับจากดูงานที่ญี่ปุ่นและรับเป็นแค่ “นักเขียนพิเศษประจำ”) จะไปเอง  เมื่อไปถึงกรม ปตอ. ขุนปลดฯ ก็พยายามเรียกทหารเข้าแถว ทำให้มาลัยมองว่า “หรือจะมีเจตนาถึงกับให้ข้าพเจ้าไปขอโทษพวกทหารในกรม” ซึ่งเขาบอกชัดเจนว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอม” ผลคือต้องเจรจากันในกองบัญชาการ เพื่อทำความเข้าใจหน้าที่หนังสือพิมพ์กับหน้าที่ทหาร โดยขุนเรืองฯ (ลูกน้องของขุนปลดปรปักษ์) ขอว่าจะแก้ข่าวโดยจะร่างส่งให้ ซึ่งวันต่อมามาลัยก็ตะลึง “เพราะเมื่ออ่านแล้วก็ได้ความหมายกลับเป็นการยืนยันข่าวที่เราลงไปให้เด่นชัดขึ้นอีก”

ยังมีกรณีทำหน้าที่ผิดพลาด มาลัยเล่าใน “ได้ประทานจากเสด็จในกรมฯ” ว่าเกิดจาก ประชาชาติ ลงข้อเขียนวิจารณ์ข้าราชการผู้ใหญ่โดยผิดข้อเท็จจริง ข้าราชการท่านนั้นส่งจดหมายแย้งมาลง ประชาชาติ ก็ยอมลงให้แต่ก็เขียนหมายเหตุยืนยัน “ไม่เปลี่ยนแปลงทรรศนะของเรา เพราะถือว่าบทนำที่เขียนนั้นวิจารณ์ตามข่าวที่ลง” ทำให้ข้าราชการผู้นั้นเขียนจดหมายไปทูลกรมหมื่นนราธิปฯ ผลคือทรงขอให้ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง จนพบว่ารายงานที่ได้มาคลาดเคลื่อน ทำให้กองบรรณาธิการต้องลงแก้ข่าวและเขียนจดหมายขอโทษข้าราชการผู้นั้น

Image

ประชาชาติ ฉบับวันอาทิตย์

มาลัยได้รับมอบเป็นตัวแทนไปเข้าเฝ้ากรมหมื่นนราธิปฯ ที่วังถนนเพลินจิต “ทูลสารภาพผิดทั้งปวง” เขาบันทึกว่าคราวนั้นเขาได้บทเรียนคือเห็น “คุณค่าของการเสนอข่าวอย่างสุภาพ ยอมรับฟังผู้เป็นเจ้าทุกข์จากการเสนอข่าว” เข้าถึง “ความหมายของ arm-chair reporter ซึ่งพวกเราเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก การแยกข่าวกับความเห็นออกจากกันโดยเด็ดขาด และทรรศนะที่แสดงตามข้อเท็จจริงของรายงานข่าวที่คลาดเคลื่อน ย่อมจะบิดเบือนตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้แม้ไม่มีเจตนา”

มาลัยได้รับโอวาทว่า “ผู้ใดก็ตามที่ความรู้สึกผิดชอบแจ่มใส ย่อมมีพลังอยู่ในตัว...ไม่จำเป็นจะต้องไปเกรงกลัวในการที่จะเผชิญกับทรรศนะหรือความคิดเห็นของใครที่ตรงกันข้าม...ที่คนเราควรจะมีเหตุผลสะพรึงกลัวมากกว่า ก็ได้แก่การสรรเสริญเยินยอที่ไร้สาระและการวิพากษ์วิจารณ์อันกลายเป็นสดุดีไป”

สำหรับมาลัย ประชาชาติ จึงเป็น “มหาวิทยาลัยหนังสือพิมพ์” ที่มีเสด็จในกรมฯ เป็น “ครูใหญ่”

ในช่วงนี้มาลัยแต่งงานกับ สงวน จันทรสิงห์ (พฤศจิกายน ๒๔๗๙) ครูโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ที่พบกันตั้งแต่เขาไปสอนหนังสือที่โรงเรียนรวมการสอน และย้ายมาอยู่บ้านบริเวณตรอกต้นโพธิ์ วัดบุปผาราม ฝั่งธนบุรี

พัฒน์ เนตรรังษี (“พ. เนตรรังษี”) นักเขียนร่วมยุคเล่าชีวิตแต่งงานของมาลัยช่วงแรกว่า ที่เขาเห็นเพราะบ้านเขาอยู่สุด (ท้าย) ตรอก ส่วนบ้านมาลัยอยู่ต้นตรอก เขาเจอมาลัยที่โรงพิมพ์มากกว่าที่บ้าน  เมื่อสงวนลาออกมาเป็นแม่บ้าน “บ้านคุณสงวน (และมาลัย) เงียบ แม้ประตูหน้าต่างเปิด ก็ไม่ใคร่ได้ยินเสียงผู้คน คงจะเป็นเพราะคุณมาลัยมัวเขียนหนังสือ คุณสงวนก็ทำหน้าที่แม่บ้าน ตอนนั้นหลาน ๆ ดูเหมือนจะยังไม่เกิดสักคน”

มาลัยบันทึกว่าตัวเขาคือ “นักเขียนเล็ก ๆ คนหนึ่ง ซึ่งทั้งเนื้อทั้งตัวมีสมบัติติดกายอยู่ชิ้นเดียวคือ ‘งาน’ ๑๒ ถึง ๑๘ ชั่วโมงในหนึ่งวัน ๗ วันในหนึ่งสัปดาห์ และ ๕๒ สัปดาห์ในหนึ่งปี” 

พัฒน์สังเกตว่าพอมาลัยว่างก็มักจะ “แบกปืนท่อม ๆ เข้าป่า ยิงสัตว์บ้าง เก็บกล้วยไม้บ้าง ดูช่างมีความสุขเหลือเกิน” โดยฟันธงว่าที่มาลัยทำเช่นนั้นได้เพราะมี “นางแก้ว” (ภรรยาที่ดี) เป็นแม่บ้าน  นี่เองที่น่าจะเป็นต้นทางของนิยายชุด ล่องไพร และ ลูกไพร ในนามปากกา “น้อย อินทนนท์” รวมไปถึงฉากของนิยายหลายเรื่องของมาลัย

ทว่าเวลาใน “มหาวิทยาลัยประชาชาติ” สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วในปี ๒๔๗๙ เมื่อนายพันตรี หลวงพิบูล-สงครามเริ่มมีอำนาจและไม่พอใจท่าทีของ ประชาชาติ จึงบีบมาทางเจ้าของทุน

ในช่วงนี้มาลัยต้องดูแล ประชาชาติ แทนกุหลาบที่เลี่ยงการกระทบกระทั่งกับเสด็จในกรมฯ ไปดูงานที่ญี่ปุ่น (ต้นกำเนิดของนิยาย ข้างหลังภาพ ของ “ศรีบูรพา”) หลังจากนั้น หม่อมพร้อยสุพิณ วรวรรณ ณ อยุธยา หม่อมของเสด็จในกรมฯ ก็ขอร้องให้มาลัยรักษาการตำแหน่งของกุหลาบ แต่มาลัยและกองบรรณาธิการปฏิเสธ

พวกเขาจึง “ตบเท้าออก” อีกครั้ง

มาลัยบันทึกว่า “เวลานั้นพวกเราต่างเห็นเงินเป็นก้อนกรวดไปหมด”

“แม่บ้าน”
ใน ประชามิตร-สุภาพบุรุส

เมื่อออกจาก ประชาชาติ มาลัยไปทำไร่ถั่วเหลืองที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่พักหนึ่ง ไม่นานก็กลับพระนคร เนื่องจากประสบความล้มเหลวในการจัดการ แต่ต้นเค้านิยาย แผ่นดินของเรา ซึ่งมีฉากเปิดที่ผู้อ่านจำนวนมากจดจำแม่นว่า “ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู...” ก็ถือกำเนิดขึ้น และเมื่อเพื่อน ๆ ร่วมกันทำ ประชามิตร รายวัน (ฉบับบ่าย) และ สุภาพบุรุษ (ฉบับเช้า) ภายใต้การดำเนินการของบริษัทไทยวิวัฒน์ จำกัด และโรงพิมพ์อักษรนิติ โดยมี ชลอ รังควร เจ้าของโรงพิมพ์สนับสนุน

หมู่นักเขียนสมัยนั้นเรียกสำนักนี้ว่า “วิกบางขุนพรหม”
เพราะสำนักงานอยู่สี่แยกบางขุนพรหม (ปัจจุบันอยู่ใกล้ธนาคารแห่งประเทศไทย) วิกนี้มีชีวิตชีวาอยู่ระหว่างปี ๒๔๘๑-๒๔๘๙

ในส่วน สุภาพบุรุษ มาลัยรับหน้าที่ผู้ช่วยบรรณาธิการ (กุหลาบเป็นบรรณาธิการ) ส่วน ประชามิตร กุหลาบเป็นกรรมการอำนวยการ มาลัยเป็นบรรณาธิการ แต่ต่อมาก็ต้องรวมสองฉบับเป็น ประชามิตร-สุภาพบุรุส (เขียนตามอักขรวิธียุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม) เมื่อเกิดภาวะกระดาษขาดแคลน

มาลัยเริ่มปล่อยงาน แผ่นดินของเรา ภาคแรกในระยะนี้เอง และเริ่มคอลัมน์ “ป.ล.” ที่เขาจะเขียนไปอีกหลายสิบปี มาลัยเคยอธิบายว่าสัญลักษณ์คนอ้วนปิดหู ตา ปาก หมายถึงคติในการเขียนที่เขาจะ “ไม่ฟังในสิ่งที่ชั่ว เห็นในสิ่งที่ชั่ว พูดในสิ่งที่ชั่ว” คอลัมน์นี้ “จึงเป็นเรื่องของโลกและชีวิต ของความเห็นอกเห็นใจ...”

ตามบริบทที่ ประชามิตร-สุภาพบุรุส เกิดขึ้นท่ามกลางเมฆหมอกในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในยุครัฐบาลจอมพล ป. ที่ใช้นโยบายชาตินิยมเข้มข้น และมีบรรณาธิการอย่างกุหลาบที่เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล มาลัยก็ต้องกลายเป็น “กองหลัง” แก้ปัญหา

มนัส จรรยงค์ นักเขียนเรื่องสั้นชื่อดังซึ่งเคยทำงานในฐานะนักข่าวชั้นผู้น้อยกับมาลัยที่ ประชามิตร เล่าว่าวันหนึ่งสันติบาลแห่กันมาค้นสำนักงาน เขาไปทำงานเช้าจึงโดนกักตัว “เจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นเอกสารในโรงพิมพ์ทั้งหมด โดยเฉพาะในห้องคุณกุหลาบ” กุหลาบถูกหิ้วไปขังไว้ที่สถานีตำรวจ (สน.) พระราชวัง ได้แต่ฝากมนัสให้ระวังตำรวจ “ยัดเอกสาร” ในช่วงตรวจค้น

Image

สุภาพบุรุษ ฉบับเช้า

มนัสจำได้ว่ามาลัยหายไป ๒-๓ วันก่อนจะโผล่เข้ามาที่สำนักงานแล้วฝากให้มนัสไปพบกุหลาบที่ สน.  เขาทราบตอนนั้นว่ามาลัยรู้จักท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภรรยานายกฯ ตั้งแต่สมัยที่จอมพล ป. ยังเป็นนายทหารยศร้อยโทอยู่บ้านย่านแพร่งสรรพศาสตร์เพราะเคยเช่าบ้านอยู่ใกล้กัน จึงไปขอร้องให้ช่วย

เมื่อมนัสไปถึง สน.  ตำรวจบอกว่าถ้าจะคุยกับผู้ต้องขังต้องพูดให้ตำรวจได้ยิน เขาจึงพูดเสียงดังว่า “คุณมาลัยให้มาบอกว่าไม่ต้องตกใจ...ได้ไปพบท่านผู้หญิงละเอียดมาแล้ว ท่านรับปากว่าจะช่วย แต่ขอให้ทนเอาอีกสัก ๒-๓ วัน” จนตำรวจชะงักทั้งโรงพัก ไม่นานกุหลาบก็ได้อิสรภาพ

นอกจากภัยจากสันติบาล ตั้งแต่ต้นปี ๒๔๘๕ หลังไทยเข้าร่วมรบกับญี่ปุ่น เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรก็เริ่มทิ้งระเบิดพระนคร แถมยังเกิดน้ำท่วมใหญ่ มาลัยต้องต่อเรือพายมาทำงาน มนัสเล่าว่าเรือของมาลัยทำให้คนที่สำนักงาน “หัวเราะกันครืนไปทีเดียว มันกว้างแต่สั้นม่อต้อ ดู ๆ ก็เหมือนเรือลำเลียงพลขึ้นบกหรือไม่ก็เหมือนรองเท้างิ้วที่ทำไว้สำหรับกงเต๊ก คุณมาลัยกว่าจะพายมาถึงโรงพิมพ์ได้ก็เหงื่อกาฬแตก เพราะหัวมันทู่...ยังอวดเสียอีกว่าท่านเป็นโรบินสัน ครูโซ เสียวันเต็ม ๆ กว่าจะต่อเรือได้เสร็จ”

เมื่อพระนครโดนระเบิดหนักขึ้น มาลัยตัดสินใจอพยพครอบครัวไปหาบ้านอยู่ริมคลองแสนแสบย่านใกล้กับสุเหร่าคลองจั่น ให้ชื่อว่า “กระท่อม ป.ล.” ทำป้ายเล็ก ๆ ห้อยเอาไว้บนต้นไม้ริมบันไดท่าน้ำ

มนัสเล่าอีกว่ามาลัย “ปลูกบ้านพักเอาเองด้วยตัวคนเดียว” พอกุหลาบเห็นเข้าก็ชอบใจ ก็มาลัยอีกที่ช่วยเพื่อน “เป็นนายสถาปนิกสร้างบ้านให้คุณกุหลาบอีกหลังหนึ่ง โดยลงมือเลื่อยไม้ไสกบเองเหมือนกัน” แถมเจ้าตัวยังบ่นติดตลกว่าต้อง “ออกค่าตะปู (ยามสงคราม)” ให้กุหลาบไปด้วย

ประสบการณ์ระหว่างหลบระเบิดในคลองแสนแสบนี้เองที่กลายเป็นนิยาย เมืองนิมิตร ที่มาลัยเขียนขึ้นในปี ๒๔๙๖-๒๔๙๗ โดยใช้คลองแสนแสบเป็นฉาก ใช้ตัวละครหลากหลายภูมิหลังดำเนินเรื่อง ต่อสู้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตและเส้นทางความรักยามสงคราม ยังมีข้อมูลช่วงหนึ่งที่มาลัยหลบไปอยู่ในไร่ (เขาตั้งชื่อว่า “สวนหงส์”) ที่จังหวัดนครนายกด้วย

ช่วงทำงานกับ ประชามิตร-สุภาพบุรุส มาลัยก็ทำเช่นเดียวกับสมัย ประชาชาติ คือเขียนทั้งเรื่องสั้น สารคดี คอลัมน์ กวี จนเพื่อนคนหนึ่งประเมินว่าบางทีจะ “เขียนได้ทั้งฉบับโดยไม่ต้องอาศัยใคร”

มาลัยยังมีโอกาสช่วย ทองอิน บุณยเสนา (“เวทางค์”) เขียนบทรักในภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเรื่องแรกของไทยคือ สามปอยหลวง (ปี ๒๔๘๓) เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถ่ายด้วยฟิล์มสีขนาด ๑๖ มม. ช่างภาพผู้ถ่ายทำคือ ม.จ. ศุกรวรรณดิศ ดิศกุล หัวหน้าแผนกโฆษณา กรมรถไฟ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังในยุคนั้น

ทองอินเล่าว่า จริง ๆ แล้วความตั้งใจแรกจะให้มาลัยเขียนบททั้งหมด แต่มาลัยมีภารกิจมากจนไม่สามารถทำได้ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๔๘๓ ที่ศาลาเฉลิมกรุง ทำรายได้กว่า ๓.๔ หมื่นบาท มากกว่าหนังอเมริกันอย่าง ทาร์ซาน ที่เข้าฉายในเวลาใกล้กัน หนังเรื่องนี้มีผลทำให้เชียงใหม่เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ในยุคนั้นมาลัยจึงต่างจากคนอื่นและโดดเด่นตรงที่เขียนงานได้หลากหลายแบบ ดังที่กุหลาบบอกไว้ว่า ถ้าเป็นนักมวย มาลัยก็เป็น “นักมวยชนิดแอ ม่วงดี ชกไม่เลือก แพ้ชนะเอาทั้งนั้น”

Image

มาลัย (แถวนั่ง คนที่ ๓ จากขวา) ที่สำนักงาน พิมพ์ไทย

“มาลัย” ใน “วิกสีลม”

ใน ๑๐๐ ปี มาลัย ชูพินิจ ลูกเขียนถึงพ่อ และ เรื่องเล่า ชาว ๓๒ ป.ล. เล่าว่า มาลัยออกจาก ประชามิตร-สุภาพบุรุส เพราะ “สุขภาพไม่สมบูรณ์” ในปี ๒๔๘๖ ซึ่งเป็นห้วงที่สงครามโลกยังไม่จบ เขาไปทำสวนมะพร้าวอยู่ที่อ่าวพนังตัก จังหวัดชุมพร ระยะหนึ่ง 

มาลัยเอ่ยถึงช่วงนี้ว่า “ผมเขียนนวนิยาย ‘แผ่นดินของเรา’ (ภาคต่อ ซึ่งจะเขียนจบในปี ๒๔๙๓) ท่ามกลางแสงริบหรี่ของตะเกียงน้ำมันมะพร้าว อากาศร่มเย็นที่พนังตัก ทำให้เขียนเรื่องนี้ด้วยใจของคนอยากเขียนหนังสือ กลิ่นจันทน์กะพ้อดึงดูดใจ มันเป็นความหลังที่จะต้องบันทึกไว้ชั่วชีวิต”

เขาขอกุหลาบจบ “ภาคต้น” ใน ประชามิตร-สุภาพบุรุส ไว้ก่อนเพื่อเลี่ยงอักขระวิบัติที่รัฐบาลจอมพล ป. นำมาใช้ “จนกว่าภาษาไทยจะค่อยสบายหายอลเวง และข้าพเจ้าหายเวียนหัวแล้ว”

แต่ไม่นานก็ต้องกลับเมืองกรุง เพราะรับต้นทุนขนส่งมะพร้าวจากสวนออกมาขายไม่ไหว “จะพึ่งรถไฟก็สู้ ‘ค่าน้ำชา’ ของเจ้าพนักงานรถไฟผู้ ‘ทำได้ตามใจคือไทยแท้’ ไม่ได้ หวังพึ่งเรือก็เหลว จึงต้องโจนกลับมา”

ไม่มีข้อมูลยืนยันว่าช่วงนี้มาลัยกลับไปทำงานกับ ประชามิตร-สุภาพบุรุส อีกหรือไม่ แต่ก็ปรากฏงานสำคัญคือ ชั่วฟ้าดินสลาย ที่เริ่มลงตีพิมพ์ใน นิกรวันอาทิตย์ (ปี ๒๔๘๖ และรวมเล่มในปี ๒๔๙๔)

ภาพแสดงบรรยากาศของโรงพิมพ์ในทศวรรษ ๒๔๗๐-๒๔๘๐ จะมีการเรียงพิมพ์ และแท่นพิมพ์จะมีเสียง “ฉับแกระ” ดังตลอดเวลา

งานสำคัญซึ่งเป็นงานแท้ ๆ ของนักหนังสือพิมพ์ที่ผลิตในช่วงนี้คือบทสัมภาษณ์จอมพล ป. หลังพ้นอำนาจ (ต่อมารวมเล่มเป็น บันทึกจอมพล) ที่เขาเดินทางไปสนทนากับจอมพล ป. ในบ้านย่านบางเขนโดยใช้เวลากว่า ๔ ชั่วโมง ด้วยประเด็นคำถามที่หนักหน่วงไม่เกรงใจ เช่น การใช้อำนาจของทหารในทศวรรษ ๒๔๗๐ การเข้าเป็นฝ่ายเดียวกับกองทัพญี่ปุ่น การสร้างเมืองหลวงใหม่ที่เพชรบูรณ์ที่ทำให้คนจำนวนมากเสียชีวิต  เราเห็นมาลัยสนทนากับตัวเองตลอดเวลาเพื่อวางท่าทีในการสัมภาษณ์จอมพลที่เขารู้จักคุ้นเคยดีและกลายเป็นอาชญากรสงครามของฝ่ายสัมพันธมิตร

มาลัยสรุปไว้ว่าเขาได้พบ “จอมพล” ไม่ใช่ “นายพันตรีนักปฏิวัติ ใน พ.ศ. ๒๔๗๕”

งานชิ้นนี้น่าจะเป็นบทสัมภาษณ์ที่ภาษาข่าวเรียกว่า exclusive ชิ้นแรกหลังจอมพล ป. หมดอำนาจ และเปิดเผย
ความคิดเบื้องหลังของชายผู้มีอำนาจที่สุดในไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒

หลังจากนั้นราวปี ๒๔๙๐ มาลัยในวัย ๔๑ ปี ทำงานกับบริษัทไทยพณิชยการ จำกัด (ยุคใหม่) ที่มี อารีย์ ลีวีระ เป็นผู้อำนวยการ ทำหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย รายวัน (ถือเป็นฉบับเช้าเล่มแรก ด้วยหนังสือพิมพ์รายวันเดิมมีแต่ฉบับบ่าย) ในฐานะที่ปรึกษา หมู่นักประพันธ์เรียกสำนักนี้ว่า “วิกสีลม” เพราะสำนักงานอยู่บนถนนสีลม ซึ่งต่อมาออก สยามนิกร (ฉบับบ่าย), สยามสมัยรายสัปดาห์ ทำนิตยสาร ภาพข่าวสยามนิกร, เริงรมย์, ดารา, พิมพ์ไทยรายเดือน ฯลฯ รวมกว่า ๑๐ ฉบับ

มาลัยมีงานเขียนอยู่แทบทุกฉบับเพียงแต่ต่างนามปากกาตามประเภทงานเขียน เช่น “เรียมเอง” “น้อย อินทนนท์” “ม. ชูพินิจ”  คอลัมน์ที่ผู้อ่านติดกันมากคือ “ระหว่างบรรทัด” “ระหว่างสัปดาห์” “ระหว่างปี” “คอลัมน์ ป.ล.” (สยามสมัยรายสัปดาห์) 

แต่ชิ้นงานโดดเด่นของมาลัยช่วงนี้คืองานในนามปากกา “นายฉันทนา”

Image

ตั้งแต่การสัมภาษณ์พิเศษ “เสือฝ้าย” ในสถานที่ปิดลับแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีแล้วนำเสนอมุมมองแตกต่างจากสื่อกระแสหลักทั่วไปเกี่ยวกับขุนโจรนามกระเดื่องผู้นี้ โดยเฉพาะที่มาที่ไปของเสือฝ้ายก่อนจะมาเป็นโจร ยังไม่นับว่าการสัมภาษณ์ของเขาทำให้ สมบุญ ณ ฤกษ์ ได้ถ่ายภาพเสือฝ้ายมาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรก ทั้งนี้มาลัยตั้งข้อสังเกตกรณีเสือฝ้ายไว้ว่ามีความผิดพลาดบางอย่างในบ้านเมืองที่ทำให้ “พลเมืองดีคนหนึ่งต้องกลายเป็นคนร้ายไป”

งานอีกชิ้นคือ X.O. Group เรื่องภายในขบวนเสรีไทย เบื้องหลังการทำงานของขบวนการเสรีไทยทั้งในและนอกประเทศที่รวบรวมจากการสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องหลังเหตุการณ์ไม่นาน โดยเฉพาะปากคำของ ปรีดี พนมยงค์ “รูธ” หัวหน้าใหญ่ของขบวนการที่บอกเขาว่า “อย่าดูแต่งานของผม” แต่ให้ดูงานของคนที่อยู่เบื้องหลังอีกมาก

มาลัยนำข้อมูลเหล่านั้นมาเรียบเรียงจนเห็นภาพรวม เขาเขียนคำนำถึงที่มาของงานชิ้นนี้ว่า เห็นความ “ประหลาดอัศจรรย์” ที่ขบวนการเสรีไทยแม้จะทำให้อิสรภาพของไทยยังคงอยู่แต่กลับ “ถูกลากตัวไปสอบสวนกลางเมือง” (ในสภาผู้แทนราษฎร กรณีคำถามเรื่องงบประมาณ) เขาจึงตัดสินใจเขียน “แทนที่จะรอต่อไป จนกว่าตัวละครจะเข้าโรงและโลง”

Image

มาลัยถ่ายกับ “เสือฝ้าย” ภาพนี้เป็นภาพแรกที่เสือฝ้ายปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนสมัยนั้น

“มาลัย” สมัย “สงครามเย็น” 

เมื่อมาลัยมาอยู่ พิมพ์ไทย สถานการณ์การเมืองไทยและโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นการ “วางตำแหน่งทางการเมือง” ของมาลัยที่เปลี่ยนไปด้วย

ปลายปี ๒๔๙๐ จอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมามีอำนาจอีกครั้ง หลังร่วมกับกลุ่มอนุรักษนิยมทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ซึ่งเป็นรัฐบาลของคณะราษฎรสายพลเรือนและทำให้ ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ  ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา ผู้นำค่ายโลกเสรีกับสหภาพโซเวียต ผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่ทั่วโลกรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้อเมริกาต้องการไทยเป็นป้อมปราการป้องกันคอมมิวนิสต์ และสหรัฐฯ ไม่มีปัญหากับการทำรัฐประหารในไทย ตราบใดที่รัฐบาลจอมพล ป. เลือกค่ายโลกเสรี

ตลอดทศวรรษนี้เกิดความพยายามทำรัฐประหารอีกหลายรอบ ไม่ว่าจะเป็นกบฏเสนาธิการ (ปี ๒๔๙๑), กบฏวังหลวง (ปี ๒๔๙๒), กบฏแมนฮัตตัน (ปี ๒๔๙๔) และการยึดอำนาจตัวเองของจอมพล ป. (ปลายปี ๒๔๙๔) เพื่อนำรัฐธรรมนูญปี ๒๔๗๕ (ในเวอร์ชัน “ฉบับแก้ไข ปี ๒๔๙๕”) กลับมาใช้

ครั้งที่กระทบกับคณะสุภาพบุรุษคือกุหลาบถูกจับใน ปี ๒๔๙๕ กรณี “กบฏสันติภาพ” ในฐานะคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทยที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่ส่งทหารไปช่วยเกาหลีใต้รบกับเกาหลีเหนือตั้งแต่เดือนมิถุนายน
๒๔๙๓ โดยเรียกร้องให้ไทยถอนทหาร 

จากหลักฐานที่มีและเวลาอันจำกัด ผมไม่เห็นความเคลื่อนไหวของมาลัยในระยะนี้ชัดเจน แต่มีคำบอกเล่าของ สวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่งสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาในทศวรรษ ๒๔๙๐ มาอาศัยอยู่บ้านมาลัย (ย่านถนนราชวิถี) ว่า จอมพลสฤษดิ์และ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ต่าง “ทาบทาม” ให้มาลัยไปทำงานด้วย “ซึ่งท่านก็ได้ปฏิเสธไปทั้ง ๒ ราย”

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก มาลัยเคยบันทึกไว้ว่า หลังสงครามโลกสงบใหม่ ๆ มี “ท่านผู้ใหญ่” ในรัฐบาลมาติดต่อ “ทาบทามจะให้ข้าพเจ้ารับเป็นหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพรรคการเมืองใหญ่ที่จะตั้งขึ้น และข้าพเจ้าก็ปฏิเสธไป”

ในที่สุดก็เกิดรัฐประหารปี ๒๕๐๐ ทำให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในปี ๒๕๐๑ และปกครองประเทศด้วยประกาศคณะปฏิวัติและมาตรา ๑๗ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์อาจสนใจว่าทำไมช่วงนี้มาลัยยังคงทำงานที่ พิมพ์ไทย แต่กุหลาบลี้ภัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน (คอมมิวนิสต์)

Image

มาลัยในชุดครุยดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มาลัยเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เป็นที่น่าเศร้าใจที่พระเจ้าของเวลาในเวลาต่อ ๆ มาได้แยกพวกเราบางคนออกไปในอาณาจักรของความคิดจนกระทั่งยากที่จะร่วมงานกันอีกได้” 

เมื่อนำมาประกอบกับอีกร่องรอยหนึ่งคือบันทึกของ วิมลศิริ ร่วมสุข ใน ระหว่างชีวิตของ มาลัย ชูพินิจ ซึ่งเล่าว่า มาลัยเขียนในคอลัมน์ “ระหว่างบรรทัด” ของ พิมพ์ไทย ว่าโดยส่วนตัวยังรักและนับถือ “ศรีบูรพา” แต่ใน “เมื่อประจักษ์ชัดว่า ‘ศรีบูรพา’ นักประพันธ์เอกผู้เลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์พูดใส่ร้ายประเทศไทยจากวิทยุปักกิ่ง” และ “ทำตนเป็นสมุนคอมมิวนิสต์ คิดประทุษร้ายประเทศไทยที่รักและสถาบันที่ท่านเคารพ ท่านก็จำเป็นต้องตัดขาดจากเพื่อนคนนี้”

มาลัยมีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์ชัดเจน บทความ “การป้องกันชายแดนของเรา” ใน สยามสมัย (วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐) สนับสนุนรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ที่ส่งทหารไปที่ชายแดนในเหตุการณ์ที่ฝ่ายลาวคอมมิวนิสต์โจมตีเมืองน้ำทาใกล้ชายแดนไทยบริเวณจังหวัดน่าน มาลัยมองว่าคอมมิวนิสต์ในลาวที่ละเมิดสัญญาสงบศึกในประเทศนั้นไม่มีความจริงใจ “ในการที่จะเจรจาระงับสถานการณ์อันเลวร้ายในลาว (ซึ่งเกิดสงครามกลางเมือง) โดยสันติ”

ความแตกร้าวทางอุดมการณ์ของสองนักเขียนจึงค่อนข้างชัด

สุชาติ สวัสดิ์ศรี วิเคราะห์ว่า “เคยได้ยินว่าทั้งสองคนเลิกคบกันแต่ไม่เชื่อนัก ยุคนั้นคือสงครามเย็น ปั่นป่วนไม่น้อย ผมคิดว่าคุณมาลัยมีจุดยืนแบบเสรีนิยม ด้วยสถานะนักหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย เจ้าของคือ อารีย์ ลีวีระ ก็เป็นซ้าย เมื่อคุณอารีย์โดนยิงเสียชีวิต คุณมาลัยก็ยังทำงานอยู่ต่อมา  มองอย่างกว้าง คุณมาลัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เป็นที่ซุ่มซ่อนของซ้ายที่ยังเหลืออยู่ เป็นซ้ายแบบไหนไม่ชัด เพราะหลังจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจ นักเขียนพวกนี้แตกกระจัดกระจาย สุภา ศิริมานนท์ ไปทำงานบริษัทประกันภัย ลาว คำหอม ก็ไปซื้อที่ดินทำไร่ที่ปากช่อง คือถ้าไม่เข้าป่าก็ไปอยู่ต่างประเทศ หลายคนก็ทำงานสำนักงานข่าวสารอเมริกัน (USIS)”

ช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ปกครองด้วย ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๐๒ (มี ๒๐ มาตรา ในมาตรา ๑๗ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ) และอ้างว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เหมาะกับสังคมไทย มาลัยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ๓ ธันวาคม ๒๕๐๒ ทั้งยังเป็นกรรมการร่างสุนทรพจน์สำนักนายกรัฐมนตรีและกรรมการเซนเซอร์ภาพยนตร์ ฯลฯ

ต่อเรื่องนี้ สุชาติมองว่า “ผมตั้งข้อสงสัยที่คุณมาลัยเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ ไม่แน่ใจว่าเส้นสายของแกคือใคร ผมเชื่อว่าคนเรามีหลายด้าน แต่อะไรที่ชัดเจนเราก็พูดได้ การร่วมกับจอมพลสฤษดิ์นี่เห็น แต่ก็มีปัญหาอีกว่า ร่างสุนทรพจน์ให้ด้วยหรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด มีแต่คนพูดกัน ผมเสียดายที่แกจากไปเร็วเกินไป”

จุดยืนทางการเมืองของมาลัยคงเป็นเรื่องที่นักประวัติศาสตร์ต้องหาคำตอบ แต่ก็มีคำยืนยันจาก ชนิตร์นัยน์ ณ บางช้าง บิคเคล (อาย) หลานตา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมาลัยกับกุหลาบว่า ไม่เป็นอย่างที่เชื่อกัน

ขณะเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน ปี ๒๕๐๒

Image
Image

ขณะเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน ปี ๒๕๐๒

ถึงแม้ชนิตร์นัยน์ไม่เคยพบหน้าคุณตา แต่ก็ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง “แนวคิดด้านการเมืองและสังคมกับลักษณะความเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่สะท้อนจากงานเขียนของ มาลัย ชูพินิจ” ทำให้มีโอกาสสัมภาษณ์ ชนิด สายประดิษฐ์ ภรรยาของกุหลาบ “ยังเก็บเทปเสียงเอาไว้ คุณชนิดยืนยันว่ามาลัยยังคอยช่วยเหลือครอบครัวกุหลาบตลอดเวลาที่คุณกุหลาบไม่อยู่ เพียงแต่ไม่มีคนทราบ ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างสองท่านนี้ไม่ดี ไม่มีทางที่คุณแม่ (ขนิษฐา ณ บางช้าง) ที่เป็นลูกคนโปรดของตา จะติดต่อกับคุณชนิดและมีความสัมพันธ์กันด้วยดีมาตลอดจนถึงรุ่นของดิฉันได้”

ย้อนกลับไปยุคสงครามเย็น มาลัยยังมีตำแหน่งทางสังคมอื่น ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐบาลยุคสงครามเย็นและสนับสนุนวงการวรรณกรรม เช่น ร่วมประชุมสัมมนาขององค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ตั้ง “ชมรมนักประพันธ์” เพื่อให้นักเขียนสนทนากันโดยใช้พื้นที่สำนักงานชั้นบนของตึกอำนวยการ บริษัทไทยพณิชยการ จำกัด เป็นที่เสวนาและแลกเปลี่ยนความรู้อย่างน้อยเดือนละครั้ง

อาจินต์ ปัญจพรรค์ นักเขียนชื่อดัง ซึ่งเคยทำงานกับมาลัย บันทึกถึงคราวไป “ประชุมผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องการเซ็นเซ่อร์ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์” ในประเด็นต่าง ๆ เช่น ครั้งหนึ่งมาลัยบอกว่า “จะเซ็นเซ่อร์เรื่องอะไรก็เซ็นไปเถิด ผมขอเรื่อง จ้าวทุ่ง เอาไว้แล้วกัน” หรือต่อกรณีการตัดบางฉากของภาพยนตร์ “ทีหนังฝรั่งมีการยิงผู้หญิง ถ้าเราต้องตัดทิ้งมันก็เกินไป คนไทยเราก็ยิงผู้หญิงกันอยู่บ่อย ๆ” หรือกรณีเซนเซอร์งานเขียน “ถ้าเป็นบทประพันธ์ของผม ใครจะเซ็นเซ่อร์ ตัดตรงไหนก็ตัดได้ แต่ต้องตัดชื่อผมออกไปด้วย” มาลัยยังเป็นกรรมการตัดสินงานเขียนของนิตยสารหลายแห่ง เช่น สกุลไทยรายสัปดาห์ ที่จัดการประกวดเรื่องสั้น โดยนักเขียนรุ่นน้องต่างบันทึกตรงกันว่ามาลัยเที่ยงตรงในการตัดสินงาน ถ้าไม่มีงานไหนดีก็ไม่ให้รางวัล และยังให้โอกาสคนรุ่นหลัง เปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ถือเรื่องอาวุโส

บ้านเลขที่ ๓๒ ของมาลัย บนถนนราชวิถี ข้างวังสวนจิตรลดา ในซอยสุจริต ๑ (ราชวิถี) ห้อยป้ายว่า “กระท่อม ป.ล.” (ตามชื่อคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์) ทำหน้าที่คล้ายบ้านอดีตรองเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยที่เขาอาศัยในวัยเยาว์ คือรับอุปการะเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในพระนครแล้วไม่มีที่พักอยู่หลายรุ่น มีอาหารเลี้ยง และหลายครั้งเขาก็ช่วยฝากฝังเข้าโรงเรียนต่าง ๆ หรือช่วยพาไปสอบ เด็ก ๆ เหล่านี้ต่อมามีหน้าที่การงานมั่นคง เช่น สวัสดิ์ โชติพานิช (อดีตประธานศาลฎีกา) วีระ ลำไยทอง (อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล)

Image

มาลัยกับปืนคู่ใจในป่า

นักหนังสือพิมพ์ผู้ “ล่องไพร”

ฤดูหนาว, ปลายปี ๒๕๖๘

ผมจำได้ดีว่าตอนออกเดินทางจากตัวเมืองกำแพงเพชร อุณหภูมิสูงเกิน ๓๐ องศาเซลเซียส แต่เมื่อไปถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติคลองลานที่ ๔ (คลองสวนหมาก) อากาศก็เย็นลงเหลือราว ๒๐ องศาเซลเซียส 

เมื่อทบทวนเส้นทาง รถที่ผมนั่งเกาะแนวคลองสวนหมากมาตลอด ลองจินตนาการว่าลงเรือที่หน้าบ้านมาลัยในเมืองกำแพงเพชร ย้อนขึ้นมาต้นแม่น้ำ เรือจะผ่านบ้านพะโป้ ผ่านไร่นาต่าง ๆ ในพื้นที่อำเภอคลองลาน

คลองสวนหมากในฤดูแล้งปริมาณน้ำน้อย แต่ตลิ่งสูงชันบอกเราว่าในฤดูน้ำหลากปริมาณน้ำน่าจะมากกว่านี้หลายเท่า

พอถึงหน่วยพิทักษ์ฯ ผมพบว่ามีการสร้างฝายกั้นน้ำของกรมชลประทานเพื่อชะลอน้ำเอาไว้ เหนือขึ้นไป ตรงที่ทำการอุทยานฯ คลองสวนหมากเต็มไปด้วยก้อนหิน มองไปที่ต้นน้ำเห็นเทือกเขาและป่าไม้สักแน่นขนัดของอุทยานแห่งชาติคลองลานซึ่งกินพื้นที่เข้าไปถึงจังหวัดตาก

จากคำบอกเล่าของญาติมาลัยในตัวเมือง กรณีเข้าป่าในภาคเหนือ มาลัยมักใช้บ้านที่กำแพงเพชรเป็นจุดพัก จากนั้นจึงมุ่งหน้าเข้าป่าคลองลาน ป่าแม่วงก์ กิจวัตรนี้เป็นที่รู้กันในหมู่ลูก ๆ

มาลัยเล่าว่าความชอบนี้อาจเริ่มต้นแต่สมัยเด็กเขาได้ “ปืนเมาเซอร์ไรเฟิลขนาด ๙ มม.” เป็นรางวัลในการสอบไล่ แล้วไปยิงหมี “หิ้วหัวและหนังหมีตัวเบ้อเร่อ มาเป็นกำนัลท่านบิดา...สาบานว่าจะไม่ขอยิงหมีบนพื้นดินอีกต่อไป”  เขามองว่าการออกจากความสุขสบายในเมือง “ไปสู่ความวิเวกวังเวงและเปลี่ยวดายของป่าดง” จะทำให้รู้จัก “ช่วยตัวเอง ในการหุงหาอาหาร ในการเผชิญกับความยากลำบาก...นั่นแหละคือความหมายของการออกป่า...เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างลุ่ม ๆ ตามธรรมชาติ ปราศจากปรุงแต่ง...ความกังวล จากขนบประเพณีและพันธะที่มนุษย์สร้างขึ้นผูกมัดตัวเอง”

สุคต ลูกชายคนโตของมาลัยเล่าว่า พ่ออยู่ในกรุงไม่เคยเกิน “สามเดือนเป็นอย่างมาก เพราะจะต้องปลีกเวลาหาทางเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติ...” เวลาเข้าป่าจะมี “ผู้เจนจัดในกระบวนล่องไพร” ไปด้วย

สุคตสรุปว่าการพักผ่อนของพ่อคือเข้าป่า “เวลาที่พ่อตรากตรำทำงานทางด้านสมองมากนัก พ่อก็มักจะผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยการโยนเสื้อกางเกงสองสามชุดลงถุงเดินป่า...หายเงียบไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์ตามแต่เวลาจะมีให้ เมืองกาญจน์บ้าง ป่าแม่วงก์บ้าง ดงพญาเย็นบ้าง” แล้วก็กลับจากป่า “ด้วยท่าทางสดชื่นกระปรี้กระเปร่าทุกที” เพราะเรื่องป่า “เหมือนอยู่ในสายเลือดและเป็นลมหายใจของข้าพเจ้า”

Image

มาลัย (ยืนถ่อเรือข้ามแก่งในแม่น้ำเชี่ยวกราก) ขณะล่องไพรในป่าแห่งหนึ่ง

ขนิษฐา บุตรสาวคนที่ ๓ เล่าว่า ในห้องทำงานของพ่อที่บ้านนั้นจะมีตู้เก็บปืน “เป็นตู้ไม้สักทึบ สูงและแคบ เปิดออกจะเห็นปืนประเภทต่าง ๆ ตั้งอยู่ในที่ทางของมันอย่างเรียบร้อย มีตั้งแต่ไรเฟิลกระบอกใหญ่ จนกระทั่งปืนพกหลายกระบอก” โดยเปิดเมื่อจำเป็น ระวังมาก และเก็บกุญแจในที่ปลอดภัย

หลักของการยิงสัตว์ป่าคือ “สัตว์ป่าแต่ละตัวที่จะล้ม หมายถึงต้องทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนละแวกนั้นจริง ๆ และเขามาขอร้องให้พ่อจัดการ” เช่น เสือที่ลักกินวัวควายและทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

สุคตเชื่อว่าคนที่เข้าป่ากับพ่อบางคนกลายมาเป็น “ตาเกิ้น” ใน “ล่องไพร” ละครวิทยุที่ สรรพสิริ วิรยศิริ บุตรชายคนเล็กของพระยามหาอำมาตย์ฯ ชวนมาลัยเขียนบท ออกอากาศทางสถานีวิทยุไทยโทรทัศน์ โดยทดลองจากเรื่อง “ล่องไพร” ชุด “อ้ายเก” และ “กระทิงผี” ใน ปี ๒๔๙๗ ก่อนเขียนเป็นนิยายในปี ๒๔๙๘ และยังมีการถ่ายทำเป็นละครโทรทัศน์

ขนิษฐาเล่าว่าถ้าไม่เข้าป่าชีวิตประจำวันของมาลัยจะเริ่มตั้งแต่ช่วงสาย “ตื่นเช้ามาพ่อจะกินกาแฟดำ ก่อนจะออกไปโรงพิมพ์ ช่วงบ่ายถ้าไม่ติดงานก็ไปรับลูกที่โรงเรียน บางครั้งก็แวะกลับไปโรงพิมพ์ ก่อนจะกลับบ้านในช่วงค่ำ และทำงานไปจนดึกหรือโต้รุ่ง”

แต่บางเย็นสุคตก็เล่าว่า “พ่อจะกลับมานั่งพักผ่อนที่เฉลียงบ้าน เปิดวิทยุฟังเพลงเบา ๆ เคล้าไปด้วยการดื่มเบียร์เล็กน้อย และถ้าหากยังไม่ค่ำจนเกินไปก็จะลงไปเดินดูกล้วยไม้หลากหลายประเภท” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ามาลัยเป็นนักเลงกล้วยไม้คนหนึ่งและมีคอลัมน์เรื่องนี้ในนามปากกา “ลดารักษ์”

ส่วนในช่วงสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะวันศุกร์สุดท้ายของเดือนซึ่งโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยที่ลูกสาวเรียนอยู่หยุดทำการ มาลัยจะทำต้นฉบับเตรียมส่ง แล้วก็ขับรถพาครอบครัวไปทางฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กลางดึก ขนิษฐายังจำได้ว่าระหว่างทางพ่อมักแวะจอดชมแม่น้ำบางปะกง ส่วนหาดที่มักไปกางเต็นท์คือหาดวงเดือน หาดสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ (สนอ.) ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี (ปัจจุบันคือพัทยา) ก่อนที่ภายหลังจะซื้อบ้านหลังหนึ่งกลางไร่มันสำปะหลังติดชายทะเลเอาไว้พักผ่อน

Image

มาลัยกับเพื่อนแช่น้ำในลำธารระหว่างตั้งแคมป์พักแรมในป่าแห่งหนึ่ง

ป.ล. ของมาลัย

พุทธศักราช ๒๕๐๕-๒๕๐๖ คือ ๒ ปีสุดท้ายในชีวิตของ มาลัย ชูพินิจ และเป็นช่วงที่การเมืองโลกผันผวนที่สุดในยุคสงครามเย็น

วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๕ มาลัยในวัย ๕๖ ปี ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากแผนกวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คำประกาศเกียรติคุณตอนหนึ่งระบุว่า “...นายมาลัย ชูพินิจ ได้สมญาว่าเป็นนักหนังสือพิมพ์ผู้มีจรรยามารยาท และเทิดทูนจรรยาบรรณของหนังสือพิมพ์ เป็นคติประกอบแนวทางประพฤติปฏิบัติหน้าที่การงานที่มีส่วนรับผิดชอบ...จึงเป็นการเหมาะสมทุกประการ” หลังรับเกียรตินี้ มาลัยรับเชิญไปสอนที่คณะวารสารศาสตร์ มธ. ในวิชา “การบริหารฝ่ายบรรณาธิการ”

ผู้ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์พร้อมกับมาลัยคือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (วารสารฯ), ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ภรรยาจอมพลสฤษดิ์ (สังคมสงเคราะห์), ปกรณ์ อังศุสิงห์ (สังคมสงเคราะห์), พล.อ. สุรจิต จารุเศรณี (วารสารฯ)

ปีรุ่งขึ้น (ปี ๒๕๐๖) การเมืองภายในค่อนข้างนิ่ง รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ที่ครองอำนาจมานาน ๕ ปีมีอำนาจเบ็ดเสร็จจาก ประกาศคณะปฏิวัติ และ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๐๒ การปราบคอมมิวนิสต์เข้มข้นมากขึ้น ทั้งยังเกิดกรณีจับสึกพระพิมลธรรม เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ด้วยข้อหาเสพเมถุนและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ภายใต้การควบคุมของจอมพลสฤษดิ์เอง

ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างราชอาณาจักรลาวแข็งกร้าวมากขึ้น  ในทางลับ จอมพลสฤษดิ์สั่งให้ก่อตั้งกองบัญชาการผสม ๓๓๓ (บก. ๓๓๓) ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนและทหารไทยเข้าไปช่วยรัฐบาลฝ่ายขวาของลาวทำสงครามกับขบวนการปะเทดลาว (ฝ่ายซ้าย) อย่างลับ ๆ

มาลัยย่อมทราบจุดยืนของรัฐบาลไทยในเวลานั้น

ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ นักเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายแนวผจญภัยในป่าดงดิบ บันทึกไว้ว่าเขาเคยพบ “ครูมาลัย” ในงาน “ณ วังเจ้าเพ็ชร์ราช รัตนวงศา ซึ่งได้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ที่วังถนนวิทยุ” ทั้งนี้ “เจ้าเพ็ดชะลาด” (เขียนแบบลาว) เวลานั้นคืออดีตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาล “ลาวอิสสระ” ที่ย้ายรัฐบาลตามระบอบรัฐธรรมนูญของลาวซึ่งต่อต้านฝรั่งเศสเข้ามาลี้ภัยและตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ ในปี ๒๔๘๙ หลังฝรั่งเศสกลับมาสถาปนาระบอบอาณานิคมในลาวหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ อีก ทว่าต่อมาเมื่อฝรั่งเศสสัญญาให้เอกราชแก่ลาวและเริ่มกระบวนการปรองดองทางการเมือง รัฐบาลลาวอิสสระก็สลายตัวเพราะความแตกแยกภายใน ส่วนหนึ่งกลับเข้าสู่วงการเมืองในราชอาณาจักรลาว อีกส่วนหนึ่งหนีเข้าสู่บริเวณชายแดนลาว-เวียดนาม ร่วมมือกับขบวนการเวียดมินห์ (ขบวนการกู้ชาติเวียดนามภายใต้การนำของโฮจิมินห์ มีอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์) ซึ่งสถานการณ์นี้เกี่ยวพันกับสงครามเวียดนามอย่างลึกซึ้ง

Image

ภาพถ่ายมาลัยที่บ้านถนนราชวิถี
ก่อนถึงแก่กรรมไม่นาน

เจ้าเพ็ดชะลาดทรงเบื่อหน่ายความแตกแยกทางการเมืองในลาว ตัดสินพระทัยประทับในกรุงเทพฯ ต่อไปด้วยความช่วยเหลือของรัฐบาลไทยซึ่งจัดที่ประทับให้โดยเช่าบ้านบนถนนวิทยุเป็นพระตำหนัก

บั้นปลายชีวิตของมาลัย เขายังทำงานสังคมสงเคราะห์กับมูลนิธิและสมาคมหลายแห่ง ขนิษฐาเล่าว่าช่วงนี้บิดา “งานรัดตัวยิ่งขึ้นจนแทบไม่มีเวลาสำหรับพวกเรา” และแทบ “ลืมไปแล้วว่าตนมีตำแหน่งอะไรอยู่บ้าง หากว่าไม่ได้รับหมายกำหนดการประชุม” ส่วนสุขภาพนั้น “ก็เริ่มจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเป็นพัก ๆ”

พล.ต. ไชยันต์ ถนัดหัตถกรรม (“ชาญหัตถกิจ”) นักเขียนเรื่องสั้น ผู้เป็นมิตรของมาลัย บันทึกว่าเขาเคยเตือนมาลัยเรื่องสูบบุหรี่ ด้วยเวลานั้นทางการแพทย์ตระหนักถึงภัยของบุหรี่แล้ว ตัวเขาเองสูบปีละเป็นหมื่นมวน แต่ “คุณมาลัยสูบจัดกว่าข้าพเจ้าเสียอีก เมื่อเรามาพบกันเข้าครั้งไร ควันบุหรี่จึงลอยขโมงคลุ้งไปหมด” แต่มาลัยก็ยอมรับกับเพื่อนว่า “...สูบ...เพื่อความพอใจของตนเอง เช่นเดียวกับที่เขียนหนังสืออยู่ทุกวัน ก็เพื่ออย่างเดียว คือ เพื่อความพอใจ”

หลังไปเชียงใหม่เพื่อสำรวจความขาดแคลนของนักเรียนในภาคเหนือกับมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พอกลับถึงพระนครในช่วงต้นเดือนสิงหาคม มาลัยก็ล้มป่วย

Image

หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวมาลัยถึงแก่กรรม ปี ๒๕๐๖ (ภาพ : หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ขนิษฐาเล่าว่า “ในที่สุดพ่อก็ต้องเข้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คุณแม่ไปนอนเฝ้า สามวันแรกเรายังคุยกับพ่อ ท่านว่าคราวนี้เจ็บนานหน่อย ฝากดูแลบ้าน ดูแลแม่กับน้องด้วย จนช่วงหลังท่านไม่ได้สติ เราก็ไปเรียนตามปรกติที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วันไหนเรียนสายก็จะแวะไปเยี่ยมท่านที่โรงพยาบาลก่อน จนวันที่ท่านจากไป เรานั่งเรียนอยู่ในห้อง นักการภารโรงเอากระดาษโน้ตมาส่งให้อาจารย์ เราถึงรู้ว่าต้องรีบไปโรงพยาบาล”

มาลัย ชูพินิจ จากไปด้วยโรคมะเร็งปอดในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๐๖-ห้าสิบเจ็ดปี นับหลังลืมตาดูโลกและผ่านชีวิตมาแล้วอย่างโชกโชน

มาลัย ชูพินิจ จากไปแล้ว ! ในห้วงขณะที่โลกทั้งใบอยู่ในบรรยากาศสงครามเย็น การเผชิญหน้าของมหาอำนาจค่ายโลกเสรี-สหรัฐอเมริกากับค่ายคอมมิวนิสต์-สหภาพโซเวียต, จีน กำลังเขม็งเกลียว เขาจากไปในปีเดียวกับผู้นำทางการเมืองทยอยสิ้นสุดการเดินทางบนโลก

มาลัย ชูพินิจ จากไปแล้ว ! แต่ “เสียง” ของเขายังปรากฏอยู่ในบทความ เรื่องสั้น เรื่องสั้น-สั้น นิยาย สารคดี ฯลฯ ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ชิ้น กระจัดกระจายตามหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ ตลอดจนในความทรงจำของมิตรและลูกศิษย์ลูกหา

ปี ๒๕๖๙ เวลาผ่านไป ๑๒๐ ปี นับจาก มาลัย ชูพินิจ ถือกำเนิด สังคมไทยจะนิยามชีวิตและงานของเขาอย่างไร จะทำได้มากกว่าผลิตซ้ำ ยกย่อง ศึกษาชีวิตมาลัยในฐานะนักเขียนคนสำคัญของไทยอย่างรอบด้านหรือไม่ 

เป็นคำตอบที่วงวรรณกรรมและสังคมไทยต้องค้นหา

ที่เก็บอัฐิของมาลัยใต้ฐานพระพุทธรูปบริเวณทิศใต้ของพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)
(ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง)

ขอขอบคุณ
สำนักพิมพ์เคล็ดไทย คุณวินัย ชาติอนันต์ และคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี

หนังสือประกอบการเขียน
ขนิษฐา ณ บางช้าง (บรรณาธิการ). (๒๕๓๗). ระหว่างชีวิตของมาลัย ชูพินิจ. กรุงเทพฯ : ดำรงสิทธิ์.

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์. (๒๕๕๘). อ่านใหม่ : เมืองกับชนบท ในวรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ : อ่าน. 

น้อย อินทนนท์. (๒๕๓๓). ล่องไพร ตอน จามเทวี. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล.. 

นายฉันทนา. (๒๕๔๔). บันทึกจอมพล : สัมภาษณ์จอมพล ป.พิบูลสงคราม. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล..

_____. (๒๕๔๔). X.O. GROUP เรื่องภายในขบวนเสรีไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล.. 

_____. (๒๕๔๖). เสือฝ้าย ๑๐ ทิศ. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล..

แม่อนงค์. (๒๕๓๙). แผ่นดินของเรา. พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล.. 

เรียมเอง. (๒๕๔๔). เมืองนิมิตร. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล..

_____. (๒๕๔๙). ทุ่งมหาราช : หนังสือเลือกอ่านนอกเวลาวิชา ท ๔๐๑-ท ๖๐๖ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ ๑๙๙๑. 

วรรณา สวัสดิ์ศรี (ชำระต้นฉบับ) สุชาติ สวัสดิ์ศรี (บรรณาธิการและหมายเหตุบรรณาธิการ). (๒๕๕๓). เพื่อนพ้องแห่งวันวาร เรื่องสั้น “สุภาพบุรุษ”. กรุงเทพฯ : กองทุนสุภาพบุรุษ.

“ศิลปะ ความเป็นมา และความมหัศจรรย์ของกำแพงเพชร” ในวารสาร เมืองโบราณ ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๒ เมษายน-มิถุนายน ๒๕๓๖.

สันติ อภัยราช (บรรณาธิการ). (๒๕๓๙). ทุ่งมหาราชกับประวัติศาสตร์เมืองกำแพงเพชร. กำแพงเพชร : ศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย จังหวัดกำแพงเพชร โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม. 

สุธิรา สุขนิยม. (๒๕๓๒). มาลัย ชูพินิจ และผลงานประพันธ์เชิงสร้างสรรค์. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : แสงดาว. 

๑๐๐ ปี มาลัย ชูพินิจ ลูกเขียนถึงพ่อ และเรื่องเล่าชาว ๓๒ ป.ล.. กรุงเทพฯ : กระท่อม ป.ล., ๒๕๔๙.  

วิทยานิพนธ์
ชนิตร์นัยน์ ณ บางช้าง. “แนวคิดด้านการเมืองและสังคมกับลักษณะความเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่สะท้อนจากงานเขียนของ มาลัย ชูพินิจ”. วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญานิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหนังสือพิมพ์ ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา ๒๕๔๒.