นั่งห้างแหวกบังไพร
กับ ประสิทธิ์ คำอุด
เจ้าหน้าที่ผู้บันทึก
ชีวิตซ่อนเร้นในทุ่งกะมัง
ช่างภาพสัตว์ป่าเมืองไทย
Thai Wildlife Photographers
เรื่อง : ธเนศ แสงทองศรีกมล
ภาพ : ประสิทธิ์ คำอุด
“การทำงานฝ่ายสื่อความหมายธรรมชาติก็ได้ถ่ายภาพและได้งานควบคู่กันไป ได้ภาพมาเล่า ถ่ายทอดประสบการณ์ว่าทำไมสัตว์ป่ามีพฤติกรรมแบบนี้ แสดงออกแบบนี้
บางอย่างที่อ่านจากตำรากับสิ่งที่เห็นจริงก็ต่างกัน”
เสียงปืนดังขึ้นกลางป่าห้วยขาแข้งเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๓ พรากชีวิตของ สืบ นาคะเสถียร ไปอย่างไม่หวนกลับ แต่สิ่งที่คงอยู่ตลอดกาลคืออุดมการณ์ของเขาที่มีต่อการอนุรักษ์ผืนป่าและสรรพชีวิตในธรรมชาติ ถูกส่งต่อไปทั่วทุกสารทิศ
อุดมการณ์นั้นถูกสลักลงในหัวใจของ ประสิทธิ์ คำอุด เจ้าหน้าที่สื่อสารความหมายธรรมชาติประจำฝ่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ที่ตั้งใจแน่วแน่ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
ประสิทธิ์เริ่มสนใจการถ่ายภาพเมื่อครั้งไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูกระดึงกับเพื่อนนักศึกษา ขณะที่หลายคนตั้งใจขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น เขาเห็นคนกลุ่มหนึ่งรุมถ่ายภาพกล้วยไม้ดิน จนสายกลุ่มดังกล่าวยังถ่ายภาพไม่เสร็จ ด้วยความสงสัยเขาเลยเข้าไปดู พลางคิดว่าหากตนเองมีกล้องถ่ายรูปแบบนี้บ้างคงจะดีไม่น้อย
จากความสนใจกลายเป็นความลุ่มหลง
ประสิทธิ์ในวัยเรียนมหาวิทยาลัยเริ่มศึกษาทักษะการถ่ายภาพผ่านนิตยสารชั้นนำมากมาย เช่น หนังสือสอนถ่ายภาพ Photo Life และนิตยสาร Shutter Photography อยู่แรมปี ก่อนตัดสินใจซื้อกล้องคอมแพกต์ฟิล์มตัวจิ๋วมาลองหัดถ่ายดูสักตั้ง และพัฒนามาเป็นกล้อง SLR อย่าง Nikon FM2n พร้อมเลนส์ ๗๐-๒๐๐ มม. เพื่อยกระดับงานภาพของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
“แรก ๆ ผมก็ไปนั่งดูพวกนกจาบคา นกกระติ๊ดขี้หมู นกกางเขน นกปรอดที่มากินกล้วยสุกตามบ้าน ดูพฤติกรรมว่ามันเกาะกิ่งช่วงเวลานี้ เข้านอนเวลานี้ตามป่าใกล้ ๆ บ้านนั่นแหละครับ ตอนนั้นยังไม่มีบังไพรก็หาผ้าไปบังไว้แทน แล้วส่องเลนส์ผ่านจากหน้าต่างบ้าน อาจไม่ได้ภาพดี ๆ แต่ก็ได้เห็นพฤติกรรมได้เรียนรู้ไปด้วย รู้สึกว่ามีความสุขดีนะ” ประสิทธิ์เล่าวิธีฝึกถ่ายภาพ
"ดับกระหาย"
ในห้วงฤดูแล้งแหล่งน้ำตามลำห้วยขนาดเล็กในป่าต่างเหือดแห้ง ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า โดยเฉพาะพี่ใหญ่แห่งป่าที่ต้องอาศัยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ดับกระหายและเล่นน้ำคลายร้อน
ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือนเมษายนของทุกปี ช้างไม่ต่ำกว่า ๗๐-๘๐ ตัว ทั้งฝูงเล็กฝูงใหญ่ ต่างแวะเวียนมาอาศัยน้ำในบึงรอบ ๆ ทุ่งกะมัง ซึ่งมีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี ช่วงเวลานี้ จึงเป็นมหกรรมการเฝ้าดูพฤติกรรมและถ่ายภาพ
ช้างประจำปี
Canon EOS 5D4 เลนส์ 100-400 มม.
ใช้ขาตั้งกล้อง นั่งซุ่มในบังไพร
ระยะห่างจากช้าง ๒๐๐ กว่าเมตร
หลังจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ประสิทธิ์ตัดสินใจซิ่งมอเตอร์ไซค์และถือใบปริญญาตรีจากบ้านมายังทุ่งกะมังเพื่อยื่นใบสมัครเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ และเริ่มต้นเส้นทางช่างภาพสัตว์ป่าที่นั่น
“เจ้าหน้าที่ก็ขำกัน เขาบอกใช้แค่วุฒิ ม. ๓ ผมเลยจะกลับไปเอาวุฒิ ม. ๓ มาสมัคร” ประสิทธิ์หัวเราะ
สิ่งพิเศษมากกว่าการสวมเครื่องแบบลายพราง สะพายกระเป๋าสัมภาระ และถืออุปกรณ์ดูนก คือไหล่อีกข้างของประสิทธิ์อุทิศให้กล้องถ่ายภาพที่เขามักนำติดตัวยามต้องออกปฏิบัติหน้าที่ เพื่อบันทึกภาพสัตว์ป่าเล็กใหญ่ที่ซ่อนเร้นจากสายตามนุษย์
“เคยถ่ายภาพมาหลายแนว พอได้ถ่ายนก สัตว์ป่า รู้สึกว่าเป็นทางของเรา การทำงานฝ่ายสื่อความหมายธรรมชาติก็ได้ถ่ายภาพและได้งานควบคู่กันไป ได้ภาพมาเล่า ถ่ายทอดประสบการณ์ ว่าทำไมสัตว์ป่ามีพฤติกรรมแบบนี้ แสดงออกแบบนี้
“บางอย่างที่อ่านจากตำรากับสิ่งที่เห็นจริงก็ต่างกัน เราเลยกลายเป็นตำราอีกเล่มหนึ่งของคนที่เข้ามาศึกษาธรรมชาติ”
ประสิทธิ์ใช้ชื่อในฐานะช่างภาพสัตว์ป่าว่า “อาเฌอ”
คำว่า “อา” เป็นภาษาถิ่นที่มักใช้เรียกคนที่สนิทสนม ส่วน “เฌอ” แปลว่าต้นไม้ เมื่อรวมกันประสิทธิ์จึงให้ความหมายว่า “คนที่ผูกพันกับต้นไม้และธรรมชาติ”
ครั้งแรกที่ประสิทธิ์เห็นกระทิงโทนชราเดินผ่านระหว่างนั่งเฝ้าถ่ายภาพบนห้าง เป็นวินาทีที่ตัวตนของเขาชัดเจนขึ้น
“ตื่นเต้นมาก เพราะกว่าจะเจอต้องใช้เวลา มันเป็นกระทิงโทนแก่ แต่กล้ามเนื้อยังแน่นอยู่ คงผ่านศึกมาเยอะเพราะมีแผลตามตัว พอได้เห็นกระทิงก็รู้ว่าใช่เลย” เขาเล่าราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
"อาทิตย์อัสดง”
เนื้อทรายคือซิกเนเจอร์ของทุ่งกะมังและภาพถ่ายของอาเฌอเปรียบเสมือนปฐมบทของการเข้าสู่เส้นทางช่างภาพสัตว์ป่า ทั้งการศึกษาพฤติกรรม มุมมอง แสง และองค์ประกอบในการถ่ายภาพ
ภาพเนื้อทรายกับพระอาทิตย์อัสดงที่ทุ่งกะมัง เป็นมุมที่อาเฌอและใครหลายคนอยากบันทึกภาพสักครั้งในชีวิต
Canon EOS R7 เลนส์ 100-400 มม. F4.5-5.6L IS ใช้ระยะ 360 มม. f/5.6
ค่อย ๆ หมอบถ่ายระนาบต่ำ ไม่ใช้ขาตั้งกล้อง เพื่อให้ฉากหลังละลายและเห็นพระอาทิตย์
"เส้นทางช้าง"
ช้างแต่ละโขลงต่างมีเส้นทางเดินประจำ ผ่านแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ ตามวงรอบปี โดยมีแม่แปรกหรือช้าง
เพศเมียที่มีประสบการณ์นำฝูงออกเดินทาง
บางช่วงช้างอาจเดินแยกกระจัดกระจายเพื่อกินอาหาร แต่เมื่อถึงจุดสำคัญจะเห็นการปรับระเบียบแถวเดินเรียงรายตามกันไป โดยมีแม่แปรกนำหน้าและมีช้างผู้มากประสบการณ์เดินคุมท้ายเพื่อดูแลความปลอดภัย เป็นภาพที่สื่อให้เห็นระเบียบสังคมของสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ปรับตัวอยู่รอดได้จนถึงปัจจุบัน
Nikon D90 เลนส์ 300 มม. ใช้ขาตั้งกล้อง ค่อย ๆ เดินตามถ่ายในระยะปลอดภัย และเลือกอยู่ใต้ทิศทางลม
ประสิทธิ์มักตื่นแต่เช้า รอช่วงแสงเช้าที่ดีที่สุดพร้อมกับสัตว์ป่าที่เดินผ่านทุ่งกะมัง เขาชอบเดินลาดตระเวน ๒-๓ กิโลเมตร เข้าไปในป่าจนถึงโป่งเพื่อเก็บภาพสัตว์ระหว่างทาง อีกทางหนึ่งคือนั่งซุ่มบนห้าง ซึ่งต้องเตรียมอุปกรณ์กล้อง ห่อข้าว น้ำสะอาด การเข้าไปเฝ้าบนห้างแต่ละครั้งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน เขาจึงชอบทำงานคนเดียว เพราะส่งผลหลายทาง ทั้งเรื่องกลิ่น สมาธิ และความปลอดภัย
“(การทำงานบนห้าง) มันยากนะ คือมุมมองจำกัดและโอกาสเลือกช่วงแสงก็ไม่มี ต้องใช้ทั้งสมาธิและความอดทน ขยับตัวก็ยาก จะรูดซิปก็ต้องเบาที่สุด จะฉี่ก็ต้องฉี่ใส่ขวดไว้ ถ้านอนกลางป่าคนเดียวจิตใจต้องแข็ง แรก ๆ ก็คิดมาก เพราะอ่านหนังสือเกี่ยวกับป่ามาเยอะ ก่อนขึ้นห้างผมก็จะขอขมาเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา เอาดินกับมูลสัตว์แห้ง ๆ ลูบตัว กลบกลิ่น และทำเหมือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ พอขึ้นห้างแล้วก็จะไม่ลงมาเลยจนประมาณ ๗-๘ โมง เพราะถ้าเช้าไปสัตว์ป่าจะยังออกหากินอยู่ จะเสียโอกาสถ่ายภาพ” เขาสาธยาย
ครั้งหนึ่งประสิทธิ์พบฝูงหมาในกำลังไล่ต้อนกระทิงสองแม่ลูก กลุ่มหนึ่งพยายามไล่แม่ให้ไกลจากลูก ขณะที่ลูกส่งเสียงร้องดังลั่นอยู่หลังกอไผ่ ฉากการปะทะระหว่างสัตว์สองสายพันธุ์ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาอดใจไม่ไหวหยิบกล้องมาบันทึกภาพ
ปรกติเขาบันทึกเป็นภาพนิ่งในแต่ละระยะ แต่วันนั้นเขาเลือกภาพเคลื่อนไหวเพื่อให้เห็นฉากต่อสู้ครบทุกวินาที แต่ด้วยความที่พักกล้องไว้นานจนเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน การกดปุ่มครั้งนั้นจึงเป็นเพียงการเปิดกล้องให้พร้อมใช้งาน เขาพลาดการบันทึกฉากสุดระห่ำนั้น
“ไอ้เราก็นึกว่ากดถ่ายแล้ว มองในช่องมองภาพก็เป็นภาพเคลื่อนไหว ไม่ได้ดูวินาที เซตอะไรไม่ค่อยเป็น ไม่เคยถ่ายวิดีโอมาก่อน แต่พอเห็นช็อตนั้นก็อยากถ่ายวิดีโอไว้ ผลคือไม่มีในเมมโมรีการ์ด มีแต่ในความทรงจำ เสียดายนะ เป็นช็อตที่น่าเสียดายสุดในการถ่ายภาพแล้ว” ประสิทธิ์เล่าพลางหัวเราะ
"กำเนิดชีวิตใหม่ ใต้ร่มพระบารมี"
การให้กำเนิดลูกในธรรมชาติถือเป็นเรื่องที่ดีในการสืบทอด ดำรงอยู่ และการเพิ่มประชากรของสัตว์ป่า
ในอดีตเนื้อทรายถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ โชคดีที่ยังมีเหลือรอดจนสามารถเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ และนำกลับมาปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้งที่ทุ่งกะมังในโครงการสวนสัตว์เปิดธรรมชาติป่าภูเขียว ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ปัจจุบันประชากรเนื้อทรายที่ทุ่งกะมังมีไม่ต่ำกว่า ๒๕๐ ตัว เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดูหนาว “ลูกตามะแนน้อย” ลายจุดนับสิบตัวลืมตาดูโลกและโลดแล่นในทุ่งกว้าง ชวนให้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
Nikon D750 เลนส์ 200-500 มม.
ใช้ผ้าพรางคุมตัวค่อย ๆ ขยับเข้าไปถ่ายในมุมระนาบ เลือกจังหวะที่ลูกเนื้อทรายนอนพักและผ่อนคลาย
"เนื้อทรายในม่านหมอก"
ในความรู้สึก อาเฌอชอบทุกภาพที่บันทึกไว้ แม้บางภาพอาจไม่สวยงามลงตัวทั้งองค์ประกอบและแสง แต่ทุกภาพล้วนบันทึกเรื่องราวและความทรงจำที่ดี
อาเฌอเลือกภาพนี้เพราะมีความพิเศษ เพราะเป็นจังหวะที่ฝูงเนื้อทรายกำลังเดินเรียงรายในสายหมอกยามเช้า โชคดีที่ไปถูกจังหวะและเวลา สายหมอกเบาบางกว่าพื้นล่างและทิวเขา เผยให้เห็นเงาร่างเนื้อทรายโดดเด่นตัดกับม่านหมอก มีทิวไม้สองสามต้นประดับฉากราวภาพในฝัน เป็นที่มาของ “ทุ่งกะมัง แดนสวรรค์ของสัตว์ป่า”
แต่ความสวยงามมักอยู่กับเราไม่นาน เพียงเสี้ยวนาทีสายหมอกเคลื่อนมาปกคลุมจนเนื้อทรายเลือนหาย หลังจากนั้นมาอาเฌอก็ไม่เคยบันทึกภาพแบบนี้ในมุมนี้ได้อีกเลย
Canon EOS R7 เลนส์ 150-600 มม.
F5.6-6.3 มม. ขับรถออกไปถ่าย
พาดกล้องที่ขอบกระจกรถยนต์ และใช้ระบบกันสั่น
ประสิทธิ์บอกว่าภาพที่เขาถ่ายมักถูกนำไปใช้เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่าง ๆ ของจังหวัดชัยภูมิ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเช่นภาพหมาในกว่า ๑๐ ตัวที่กำลังล่ากระทิงโทนตัวใหญ่ ซึ่งเขาเองก็ทึ่งกับรูปแบบการล่าและการทำงานเป็นทีมของเหล่าหมาใน หรือภาพเหล่าเนื้อทรายที่เคยอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ ก่อนจะได้รับการอนุรักษ์จนปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๒๕๐-๓๐๐ ตัวกระจายอยู่ตามพื้นที่ทุ่งกะมัง ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว
อย่างไรก็ดียังมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่อีกหลายชนิดที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง เช่น เสือโคร่งที่ไม่พบเจอในทุ่งกะมังมากว่า ๑๐ ปีแล้ว หรือสัตว์นักล่าอื่น ๆ อย่างหมาในฝูงหนึ่งที่เคยอาศัยในทุ่งกะมัง แต่ปัจจุบันกลับลดจำนวนลง สวนทางกับสัตว์กินพืชที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งสาเหตุคงต้องทำวิจัยกันต่อไป
ภาพถ่ายสัตว์ป่าเป็นสื่อกลางสำคัญที่เขาใช้บรรยายให้ความรู้แก่เหล่าเยาวชนจากพื้นที่รอบ ๆ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่เข้ามาเรียนรู้ความหลากหลายในทุ่งกะมังเพื่อเป็น “นักอนุรักษ์ตัวน้อย”
ในบทบาทเจ้าหน้าที่สื่อสารความหมายธรรมชาติ ประสิทธิ์เล่าถึงหน้าที่จัดทำหลักสูตรการศึกษาธรรมชาติ โดยนำประสบการณ์การถ่ายภาพกว่า ๒๐ ปีมาเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นถ่ายภาพ เทคนิคการถ่ายภาพ การเตรียมอุปกรณ์ วิธีปฏิบัติเมื่อขึ้นห้างในป่า การศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ป่า และวิธีการทำงานของช่างภาพ
ที่ไม่รบกวนความเป็นไปของธรรมชาติ
เขามักจะไม่ถ่ายภาพหากสัตว์ป่ากำลังทำกิจกรรมบางอย่างที่สำคัญ เช่น ช่วงที่นกกกไข่ เพราะเพียงเสียงชัตเตอร์เบา ๆ ก็ส่งผลกระทบด้านลบต่อกิจกรรมของสัตว์ ณ ขณะนั้นได้
มีครั้งหนึ่งที่แม้ไม่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ แต่ก็เป็นตราบาปติดอยู่ในใจ ในช่วงแรกของการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เขากับเพื่อนเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนพบรังนกจับแมลงจุกดำซึ่งมีไข่อยู่สามใบ ด้วยความสนใจพวกเขาก็ยืนดูอยู่พักหนึ่งก่อน
ลาดตระเวนต่อ แต่เมื่อกลับมายังจุดเดิมกลับพบว่าไข่ทั้งสามใบถูกเจาะทำลายหมดแล้ว เมื่อสอบถามหน่วยวิชาการของสำนักงานก็ได้รับแจ้งว่าพ่อแม่นกอาจไม่อยากให้ลูกของมันเกิดมาพบอันตราย และอันตรายที่ว่าก็คือพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่นั่นเอง
“เราอาจไม่ต้องรู้เลยก็ได้ว่ามันเป็นต้นไม้อะไรหรือเป็นสัตว์ชนิดไหน ผมพาคนไปเดินป่าศึกษาธรรมชาติ
เพราะอยากให้เค้าเรียนรู้และมองให้เห็นถึงคุณค่าที่มันเป็นอยู่ ตั้งแต่รากจนถึงยอดต้นไม้มันคือระบบนิเวศ และมนุษย์อย่างเราก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ”
"ในเงาจันทร์"
ช่วงฤดูหนาวปี ๒๕๕๗-๒๕๖๑ ที่ลานหญ้าหน้าทุ่งกะมัง มีเหยี่ยวเคสเตรล อาคันตุกะจากแดนไกลอพยพมาเยือน ในภาพเป็นช่วงที่พระจันทร์ค้างฟ้าและเหยี่ยวเคสเตรลบินขึ้นมาเกาะตรงตำแหน่งที่เล็งไว้พอดี เป็นอีกภาพหนึ่งที่คุ้มค่าการรอคอย
Nikon D750 เลนส์ 200-500 มม. ใช้ผ้าพรางคุมกล้องและเลนส์ ยืนรอในมุมที่พระจันทร์ทาบลงมายังจุดที่เหยี่ยวบินมาเกาะ เลือกใช้รูรับแสงแคบ f/18 เพื่อให้คมชัดลึกเห็นรายละเอียดของพระจันทร์
"กวางในสายรุ้ง"
ปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นสิ่งสวยงามมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะพายุฝน ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ดวงดาว พระจันทร์ ทางช้างเผือก พระอาทิตย์ขึ้นและตก แสงทไวไลต์และสายรุ้ง การถ่ายภาพแนวนี้ต้องอาศัยการเลือกมุมและคาดเดาปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ อย่างเช่นภาพกวางกับสายรุ้ง เป็นอีกภาพหนึ่งที่สัตว์ป่าและธรรมชาติเป็นใจ อยู่ถูกที่ถูกเวลาให้บันทึกภาพ
Canon EOS R7 เลนส์ 150-600 มม. ใช้ช่วง 150 มม. เพื่อเก็บสายรุ้งให้กว้างที่สุด เลือกใช้รูรับแสงแคบ f/16 เพื่อให้ชัดลึกตั้งแต่ฉากหน้าถึงสายรุ้ง
“ฝังใจเลยว่าเรามาทำหน้าที่ดูแลรักษาธรรมชาติแต่กลับเป็นคนทำลายเอง รุ่นพี่เขาก็ปลอบใจว่าไม่เป็นไร ให้เอาตรงนี้แหละเป็นประสบการณ์ เรียนรู้แล้วถ่ายทอดให้คนอื่น เพราะบางคนอยากได้ภาพอย่างเดียว ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ภาพมา แต่เบื้องหลังภาพอาจไม่ได้สวยหรู” ประสิทธิ์บอก
ในยุคสมัยที่เปลี่ยนจนถึงยุคที่เต็มไปด้วยแสงสีฟ้าจากจอ เด็กรุ่นใหม่อาจใกล้ชิดธรรมชาติน้อยกว่าเด็กรุ่นก่อน แต่ก็มีหลายคนที่เข้ามาศึกษาธรรมชาติกับประสิทธิ์ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และวันนี้ได้ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเช่นเดียวกับเขา
ประสิทธิ์เชื่อว่าภาพถ่ายสัตว์ป่าและเรื่องราวจากตัวหนังสือเป็นกุญแจสำคัญของการอนุรักษ์ เพราะเมื่อเผยแพร่แล้วจะกลายเป็นสื่อกลางระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ภายนอก แน่นอนว่าความงดงามและความอัศจรรย์ของธรรมชาติและสัตว์ป่าจะเป็นเรื่องแรกที่ถูกฉายออกไป แต่ลึกเข้าไปในผืนป่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้ถูกนำเสนอสู่สังคมวงกว้าง เช่น วิถีชีวิตของสัตว์นักล่า หรืองานอนุรักษ์สัตว์ต่าง ๆ ที่กำลังจะหายไปจากผืนป่า
ดังนั้นภาพถ่ายจึงไม่ได้ฉายเพียงความสวยงามของธรรมชาติ แต่ลึกลงไปถึงเรื่องราว พฤติกรรม และจังหวะชีวิตที่ธรรมชาติกำลังดำเนินไป หากใครได้รับชม รับรู้ และหลงใหลสิ่งเหล่านี้ หัวใจที่อยากอนุรักษ์ธรรมชาติคงเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็นนัก
นี่คือความหมายที่ประสิทธิ์อยากสื่อสารในฐานะเจ้าหน้าที่สื่อสารความหมายธรรมชาติจากทุ่งกะมัง
“เราอาจไม่ต้องรู้เลยก็ได้ว่ามันเป็นต้นไม้อะไรหรือเป็นสัตว์ชนิดไหน ผมพาคนไปเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เพราะอยากให้เค้าเรียนรู้และมองให้เห็นถึงคุณค่าที่มันเป็นอยู่ ตั้งแต่รากจนถึงยอดต้นไม้มันคือระบบนิเวศ และมนุษย์อย่างเราก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ แล้วเราจะทำยังไงเพื่อให้อยู่กับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มนุษย์ห่างไกลจากธรรมชาติออกไปเรื่อย ๆ”
ความฝันของเขาตอนนี้คือการมีหนังสือรวมเล่มผลงานภาพถ่ายของตนเองสักเล่ม และการถ่ายภาพเสือโคร่งแห่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
“คาใจอยู่คือเสือโคร่งครับ ผมไปตามที่ห้วยขาแข้งหลายสิบรอบแล้ว แต่ก็คลาดกันตลอด มันอาจไม่อยากให้ผมเลิกถ่ายภาพก็ได้ แต่ถ้าเจอแล้วก็ไม่เลิกหรอก” ประสิทธิ์ทิ้งท้าย