Image

Art of Wildlife Photography
ณรงค์ สุวรรณรงค์

ช่างภาพสัตว์ป่าเมืองไทย
Thai Wildlife Photographers

เรื่อง : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
ภาพ : ณรงค์ สุวรรณรงค์

“ถ้าเราปรารถนาดี ก็จะได้อะไรที่ดีกลับมา แต่ต้องอาศัยระยะเวลามันต้องค่อย ๆ ทำไป เหมือนรูปเสือโคร่ง รูปนั้นก็เป็นสิบปี อีก ๑๐ ปี อาจจะไม่เจออย่างนั้นเลยก็ได้”

ทศวรรษ ๒๕๔๐
เดือนมีนาคม ผมไปตามหาฝูงควายป่าเป็นครั้งแรก...เฝ้ารออยู่ริมห้วยหลายวันจึงพบควายป่าแปดตัวมาเล็มหญ้าริมน้ำฝั่งตรงข้าม...

ทศวรรษ ๒๕๕๐

เดือนมีนาคม ผมกลับไปเยือนด้วยความหวังว่าจะพบควายป่าฝูงใหญ่นอนแช่น้ำสักครั้ง หลังจากเฝ้ารอในซุ้มบังไพรที่ร้อนระอุมาหลายวัน บ่ายวันที่เม็ดฝนโปรยละอองบางเบา ควายป่าสี่ตัวก็เดินเล็มหญ้ามาตามริมน้ำ ตัวผู้เดินเล็มหญ้ามาใกล้และลงไปแช่ในน้ำลึก...

ทศวรรษ ๒๕๖๐

เดือนพฤษภาคม...ฝูงหมาในซึ่งมี ๑๑ ตัวและมีลูกอายุราว ๔ เดือน ๕ ตัว ล้มกวางป่าตัวที่ ๒ ในรอบ ๔ วัน หลังจากจ่าฝูงกินลูกตาของเหยื่อแม่หมาในก็เปิดท้องเอาเครื่องในออกมา ลูกที่ยังเล็กเข้ามากินร่วมกับแม่เป็นกลุ่มแรก...

ส่วนหนึ่งของคำบรรยายภาพในหนังสือ สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ของ ณรงค์ สุวรรณรงค์ บ่งบอกว่าเขาใช้เวลาร่วม ๆ กว่า ๒๐ ปี จากทศวรรษ ๒๕๔๐ ที่เข้าไปถ่ายภาพควายป่าครั้งแรก ก่อนจะมาเริ่มโครงการถ่ายภาพในผืนป่าห้วยขาแข้งอย่างจริงจัง เมื่อปี ๒๕๕๗  ใช้เวลา ๗ ปีกว่าหนังสือจะจัดพิมพ์สำเร็จปี ๒๕๖๔

นี่ไม่ใช่หนังสือเล่มแรก

ถอยหลังไปก่อนหน้านั้น เขาใช้เวลา ๑๐ ปี ถ่ายภาพสัตว์ป่าในผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เริ่มจากปี ๒๕๔๗ กับการติดตามถ่ายภาพกระทิง นกเงือก โดยเฉพาะการรวมฝูงของนกเงือกกรามช้างกว่า ๙๐๐ ตัวเป็นเวลาถึง ๕ ปี จนได้ภาพชีวิตอันน่ามหัศจรรย์ของนกเงือกมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือ นกเงือก มรดกไทย มรดกโลก ในปี ๒๕๕๔ และอีก ๓ ปีกับการรวมภาพชีวิตสัตว์ป่าต่าง ๆ จัดพิมพ์เป็นหนังสือ สัตว์ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ในปี ๒๕๕๗

ไม่ต่างจาก ลมหายใจใต้ร่มพระบารมี (พิมพ์ ปี ๒๕๕๓) ผลงานที่เขาเฝ้าสะสมนานถึงเกือบ ๑๐ ปีในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งถือเป็นพื้นที่บ่มเพาะฝีมือในการเริ่มต้นสถานะช่างภาพสัตว์ป่า โดยต่อยอดจากหนังสือรวมผลงานเล่มแรก เพื่อนไพรในภูเขียว ซึ่งจัดพิมพ์ในปี ๒๕๕๐ แล้วได้รับความชื่นชมจากผู้อ่านจนต้องพิมพ์ถึงสองครั้ง

แมวลายหินอ่อน
ตอนนั้นไปรอถ่ายเลียงผาเงียบ ๆ คนเดียวที่ผาเดียวดาย
เลือกวันกลางสัปดาห์ช่วงอังคาร-พฤหัสบดี ถ้าช่วงปลายถึงต้นสัปดาห์คนเยอะ มักมีคนไม่เคารพธรรมชาติวิ่งมาตาม boardwalk และส่งเสียงดังมาก ๆ ตั้งแต่เห็นท่าเดินแวบแรกก็คิดว่าเป็นแมวลายหินอ่อน เพราะเคยเห็นมาก่อนที่ภูเขียว ภาพยัง “ติดตา”

Canon EOS 5D Mark II 
เลือกใช้เลนส์ 70-200mm F4 L IS ถือถ่าย แม้จะมีเลนส์ 300mm F2.8 แต่ต้องใช้ขาตั้งกล้องซึ่งจะไม่สะดวกในสภาพจุดที่ยืนถ่ายบน boardwalk อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เล่มล่าสุดคือ ลมหายใจในป่าเมฆ ดอยอินทนนท์ จัดพิมพ์ปี ๒๕๖๘ ใช้เวลาถ่ายภาพ ๒ ปี

ณรงค์หรือ “เบ” ในชื่อเล่นที่หลายคนรู้จัก น่าจะเป็นช่างภาพสัตว์ป่าที่มีผลงานหนังสือรวมภาพถ่ายมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย  เบื้องหลังที่เขาอธิบายถึงความสำเร็จคือการเฝ้าเรียนรู้พฤติกรรมและวิถีชีวิตของสัตว์ป่าอย่างต่อเนื่อง “แทบทุกภาพเกิดจากการทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า” กว่าจะได้ภาพที่บอกเล่าวิถีชีวิตสัตว์ป่าซึ่งดำรงอยู่อย่างอิสรเสรีตามธรรมชาติมาจัดพิมพ์แต่ละเล่ม

เกือบทุกโครงการเขาลงทุนลงแรงเริ่มถ่ายภาพไปก่อนเพื่อสร้างฝันของตัวเอง แม้ยังไม่รู้ว่าจะมีสปอนเซอร์สนับสนุนโครงการหรือการจัดพิมพ์หรือไม่

ในโลกที่ทุกคนเสพสื่อออนไลน์ผ่านหน้าจออย่างรวดเร็ว ช่างภาพที่ยกย่องคุณค่าของภาพถ่ายกับการพิมพ์บนหน้ากระดาษเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนเริ่มแยกแยะไม่ออกว่าภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ดีที่สวยจริง ๆ เป็นอย่างไร เพราะภาพหลายภาพที่คนชื่นชมกัน ในมุมมองของเขาไม่ใช่ภาพที่ดี

“คนก็เสพภาพแบบนี้กันไป บางคนบอกถ่ายรูปสัตว์ต้องตัวใหญ่ ๆ ภาพคม ๆ ชัด ๆ ซึ่งที่จริงการถ่ายภาพมีมากกว่านั้น”

Image

เสือโคร่งในสวนเซน
ผมเรียกโป่งที่มีหินสวยมาก ๆ ตรงนั้นว่าสวนเซน แค่ได้ไปนั่งมองอยู่ในบังไพรก็มีความสุข วาดฝันว่าอยากบันทึกภาพสัตว์ต่าง ๆ ในฉากของสวนเซน ไม่มีวิธีอื่นก็ได้แต่รอให้สัตว์แต่ละตัวมาเข้าฉาก ยากที่สุดคงจะเป็นเสือโคร่ง เพราะปรกติมักจะเดินอยู่ตาม “ด่าน” ประจำเป็นหลักรอ ๑๐ ปี ได้ภาพแบบนี้มา

Canon EOS R3 เลนส์ RF 600mm F4 L IS
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ลับมุมมอง

ก่อนจะเป็นช่างภาพมากผลงาน หนังสือหลายเล่มและภาพหลายภาพได้รับรางวัลจากการประกวดต่าง ๆ  จุดเริ่มต้นก็คงเหมือนทุกคนที่อยากเป็นนักถ่ายภาพ คือการได้เห็นภาพสวย ๆ ของคนอื่นแล้วอยากถ่ายภาพเองบ้าง

เบเผยว่าช่างภาพสัตว์ป่าต่างประเทศที่เป็นแรงบันดาลใจคือ ไมเคิล นิโคลส์ (Michael Nichols) ช่างภาพประจำนิตยสาร National Geographic

“ตกใจว่าเขาทำงานเรื่องหนึ่งใช้เวลาหลายปีมากในการเข้าป่าไปตามถ่าย ลงทุนหลายล้าน แล้วเลือกรูปแค่ไม่กี่รูปมาลงนิตยสาร เขาให้คุณค่ากับภาพถ่ายมากขนาดนั้น” เป็นแรงกระตุ้นให้เขาอยากลองถ่ายภาพแบบเกาะติดยาว ๆ ในพื้นที่

ปี ๒๕๔๓ เขาสบโอกาสติดตามทีมวิจัยค่างแว่นถิ่นเหนือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว นำโดย ดร. แคโรลา บอร์รีส์ (Dr. Carola Borries) และ ดร. อันเดรอัส เคอนิก (Dr. Andreas Koenig) เป็นช่างภาพอาสา บันทึกภาพอยู่นาน ๖-๗ ปี พร้อมเรียนรู้พฤติกรรมของสัตว์ป่าร่วมกับนักวิจัย จนมีเรื่องเล่าขำ ๆ ว่า ดร. แคโรลาถามเขาว่าสนใจเรียนปริญญาเอกไหม

แม้จะใช้เวลายาวนาน แต่เบสารภาพว่าภาพชุดนั้นไม่ค่อยดี สิ่งที่ได้คือการเรียนรู้ข้อจำกัดของการทำงานจริงและเงื่อนไขของเวลา ซึ่งต้องเข้าใจสภาพพื้นที่และธรรมชาติของสัตว์แต่ละชนิด

“ตอนแรกไม่คิดว่าจะทำได้หรอกครับ แต่คิดว่าต้องลองทำดูรู้เลยว่ามันยากมาก ๆ” 

ช่างภาพสัตว์ป่าที่เป็นแรงบันดาลใจคนแรกคือ วรรณชนก สุวรรณกร หรือ “พี่หวอ” เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ซึ่งเป็นผู้ชักชวนเขาให้ถ่ายภาพสัตว์ป่า รวมทั้งอีกคนหนึ่ง กิตติ กรีติยุตา-นนท์ ผู้ช่วยหัวหน้าเขตฯ ซึ่งชอบถ่ายภาพสัตว์ป่าบันทึกเป็นข้อมูลสำหรับการอนุรักษ์สัตว์ป่า คอยสนับสนุนและให้ความรู้  ด้วยความที่เบทำงานเป็นวิศวกรอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น จึงมาภูเขียวได้บ่อย ๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  มีทั้งกล้อง เลนส์ และชอบถ่ายภาพนก

“ผมเริ่มถ่ายนกที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย กับพี่หน่อย-พิทักษ์ ชิดเครือ หัวหน้าสถานีฯ ได้เรียนรู้ว่านกแต่ละชนิดเวลาทำรังวางไข่มีความละเอียดอ่อนขนาดไหน บางชนิดแค่เจ้าหน้าที่ไปตั้งบังไพรหรือถ้ามีคนเอามือไปจับไข่ นกก็ทิ้งรัง

“พอมาเจอพี่หวอที่ภูเขียว แกเหมือนนักเลงโบราณ สอนว่าเวลาจะถ่ายรูปสัตว์ก็เหมือนเล่นกีฬา เราต้องไม่เอาเปรียบเขา ภาพถ่ายของพี่หวอจะใส่ความเป็นศิลปะเข้าไป ใครได้เห็นรูปของพี่หวอถือว่าโชคดีมาก ๆ เพราะแกถ่ายบ้างไม่ถ่ายบ้าง โพสต์บ้างไม่โพสต์บ้าง”

Image

Wildlife Photographer
วาดฝันมาตลอดว่าอยากถ่ายภาพฉากเสือในเมืองไทยล่าเหยื่อสักครั้ง

อันที่จริงก็เคยอยู่ในฉากเสือดาวพยายามล่าเหยื่อมาหลายครั้ง ตอนที่เก้งลงมากินน้ำในโป่งและเสือดาวเริ่มย่องเข้าไปล่า ผมเลือกบันทึกภาพแบบเงียบที่สุดโดยอัตโนมัติ

หลังจากฉากไล่ล่าผ่านไปก็นั่งนึกตั้งแต่อยู่ในบังไพรว่า เออ...ทำไมเราไม่ใช้โหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง แบบสูงสุดซึ่งจะได้ภาพดีกว่านี้แน่นอน แต่การกดถ่ายแบบรัว ๆ กล้อง DSLR จะมีเสียงดัง อาจไปรบกวนวิถีชีวิตของพวกมันได้ เลือกบันทึกภาพแบบนี้โดยไม่ได้คิด มันอยู่ในจิตวิญญาณ

ตัวเองรู้สึกว่าเป็น wildlife photographer จริง ๆ หลังจากบันทึกภาพนี้...แม้อยากได้ภาพดี ๆ มากมายเพียงใด แต่วิถีชีวิตในป่าใหญ่ต้องมาก่อนเสมอ

Canon EOS 1DX Mark II เลนส์ 600mm F4 L IS II + 2X III
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ในวงการถ่ายภาพสัตว์ป่า ชื่อ ณรงค์ สุวรรณ-รงค์ กับ วรรณชนก สุวรรณกร เป็นคู่หูที่ร่วมกันถ่ายภาพและทำหนังสือด้วยกันมาหลายเล่ม ตั้งแต่ เพื่อนไพรในภูเขียว, ลมหายใจใต้ร่มพระบารมี, สัตว์ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ฯลฯ

เบยังเรียนลัดศิลปะการถ่ายภาพผ่านการหมั่นดูนิตยสาร BBC Wildlife และเคยส่งภาพค่างเข้าประกวด Wildlife Photographer of The Year (WPY) แต่ได้แค่ประสบการณ์การส่งประกวด เพราะคุณภาพเทียบชั้นต่างประเทศไม่ได้เลย

“ผมโตมากับ BBC Wildlife โตมากับ WPY ดูมานาน เดี๋ยวนี้มีเว็บไซต์ให้เข้าไปดูได้เลย แต่ทางที่ดีซื้อหนังสือมาดู ได้ดูรูปที่ดีที่สุด ๑๐๐ รูปในแต่ละปีแรก ๆ ผมก็ถ่ายแบบแข็ง ๆ ทื่อ ๆ แหละครับ”

ถ้าใครดูภาพถ่ายสัตว์ป่าของเบก็จะเห็นความโดดเด่นในภาพ คือความสามารถจับพฤติกรรมของสัตว์ป่าถ่ายทอดให้เห็นจังหวะชีวิตตามวิถี ซึ่งเบยอมรับว่าคืออิทธิพลจาก BBC Wildlife โดยตรง

“เป็นภาพของสัตว์แสดงอะไรสักอย่างที่น่าสนใจ ต้องมีอากัปกิริยา คือไม่ใช่แค่ภาพบันทึกหรือว่าแค่เห็นตัว”

ภาพชื่อ “การทำงานของหมาใน” เป็นภาพกวางที่ถูกหมาในกัดจนตาบอดขณะกำลังว่ายน้ำหนี ถ่ายในปี ๒๕๔๔ และ “เต้นรำ” ภาพหมาในวัยรุ่นสองตัวกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน ถ่ายในปี ๒๕๕๕ เป็นตัวอย่างภาพอันโดดเด่นตามแนวทางของเบ ซึ่งทั้งสองภาพได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากการประกวดภาพของกรมป่าไม้ เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจให้เขาทำงานตามคอนเซปต์นี้มาถึงปัจจุบัน

“การประกวด WPY ปีหลัง ๆ มีออนไลน์ไลฟ์สดประกาศผล เขาจะบอกรูปเข้ารอบหนึ่ง สอง สาม สี่ ผมก็จะนั่งทายว่ารูปไหนจะชนะเลิศ ส่วนใหญ่ผมทายถูกเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะ  พอผ่านชีวิตมาก็จะรู้ว่านอกจากสวยแล้วต้องเป็นงานที่มีคอนเซปต์มีคุณค่าเหมือนงานศิลปะ”

Image

ครอบครัวนกกระเรียนพันธุ์ไทย
ผมไปปรากฏตัวอยู่ตรงนั้น จนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนกกระเรียน

ใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับนกกระเรียนคู่ที่จะทำงานด้วยเป็นปี ๆ คู่ไหนไม่ยอมรับเราก็ไม่เข้าไปรบกวน ยึดหลักเสมอมาว่าสวัสดิภาพของสัตว์ต้องมาก่อน An animal’s welfare must always come first.

Canon EOS 1DX Mark II เลนส์ 300mm F2.8 L IS II
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน บุรีรัมย์

มุมในฝัน

“วิธีทำงานของผมจะใช้เวลานานกับสัตว์แต่ละชนิด ถ่ายให้เห็นการเคลื่อนไหว เห็นวงจรชีวิต ยิ่งอยู่กับสัตว์นาน ๆ ก็จะรู้พฤติกรรมเขาว่าจะถ่ายระยะอะไร ตรงไหน พอเข้าใจก็เลยเกิดมุมในฝันที่หวังจะถ่ายให้ได้มาก ๆ ขึ้นมา”

เบยกตัวอย่างภาพเสือโคร่งในสวนเซน ปกหนังสือ หัวใจแห่งพงไพร มรดกไทย มรดกโลก (ปี ๒๕๖๘)

เขารอถ่ายภาพมุมในฝันนี้ ๑๐ ปี

“รอ อยากถ่ายเสือโคร่งเดินผ่านลานหินที่ผมเรียกสวนเซน มันไม่มีวิธีอื่น ก็ต้องรอ และพยายามเข้าไปในช่วงเวลาที่ถูก”

จากภาพที่ถ่ายได้ตามจังหวะและโอกาส มาสู่การตั้งธงเป็นภาพในจินตนาการที่ต้องการถ่ายให้ได้ เฝ้าตามถ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะยังไม่ได้ภาพที่ต้องการ แต่การเข้าพื้นที่แต่ละครั้งก็ไม่ใช่ความสูญเปล่า

“เราได้อย่างอื่นด้วย อาจเจอนั่นเจอนี่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ภาพสัตว์ในอิริยาบถต่าง ๆ หรือว่าอยู่ในฉากต่าง ๆ ได้มาจากการทำการบ้าน วางแผนว่าอยากถ่ายอะไร อย่างไรถ้าต้องการมุมภาพแบบนี้ เราต้องไปอยู่แบบนี้  มุมตรงนี้ถ่ายได้
มุมนี้ถ่ายไม่ได้ รวมถึงการเข้าพื้นที่ก็ต้องดูฤดูกาล สภาพอากาศ  คนเห็นภาพจะพูดว่าโชคดีจังเลย แต่ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของผมคือการทำงานในป่า อีก ๑ เปอร์เซ็นต์คือโชค”

หลายคนอาจเชื่อเรื่องโชคลางว่าจะได้เจอสัตว์ป่าให้ถ่ายหรือไม่ สำหรับเบ เขาเชื่อว่าหากเราเคารพนอบน้อมธรรมชาติด้วยใจที่แท้จริง สิ่งมหัศจรรย์ก็อาจปรากฏ

“ถ้าเราปรารถนาดี ก็จะได้อะไรที่ดีกลับมา แต่ต้องอาศัยระยะเวลา มันต้องค่อย ๆ ทำไป เหมือนรูปเสือโคร่งรูปนั้นก็เป็นสิบปี อีก ๑๐ ปีอาจจะไม่เจออย่างนั้นเลยก็ได้”

แสงจากฟ้า
ตะวันตกดินแล้วตอนที่เสือดำปรากฏตัวในป่าเต็งรัง

แสงจากท้องฟ้าสะท้อนลงมาสร้างสีสันให้ผืนป่าในห้วงเวลาที่มีเรา-ผมกับเสือดำ อยู่ตรงนั้น...ด้วยกัน

Canon EOS 5D Mark III เลนส์ 300mm F2.8 L IS
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

มุมต้องห้าม

จากประสบการณ์ทำงาน เบสรุปว่าแต่ละโครงการต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๆ คือ ๓ ปี ปีที่ ๑ สำรวจและถ่ายเก็บภาพไปด้วย ปีที่ ๒ เริ่มถ่ายภาพจริงจัง และปีที่ ๓ คือเก็บงาน ถ่ายภาพที่ยังขาดให้ครบ

แต่หัวใจสำคัญที่สุดของการทำงาน ไม่ใช่การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ภาพถ่ายในฝัน ทว่าคือสวัสดิภาพของสัตว์ป่า

“ต้องรบกวนให้น้อยที่สุด เพราะว่าการเข้าไปในป่าของเรารบกวนเขาอยู่แล้ว จะทำยังไงให้เขารู้สึกว่าไม่รบกวน  อย่างตอนถ่ายกวางผาที่ดอยอินทนนท์ มีมุมถ่ายบังคับไว้แค่ตรงจุดนั้น จริง ๆ ถ้าอยากได้ภาพที่ว้าวกว่านั้นก็ต้องตามลงไปมุมอื่น ๆ ซึ่งผมไม่ทำเพราะรู้ว่าจะรบกวนสัตว์  แม้แต่การทำงานในพื้นที่ก็ต้องขออนุญาตจากเจ้าของพื้นที่หรือใครที่เกี่ยวข้องก่อน ถ้าเขาห้ามเราก็ไม่ทำ ไม่ใช่ว่าอยากไปตั้งบังไพรไว้ตรงไหนก็ไปตั้งเอง”

ปัญหากติกามารยาทหรือ “ดรามา” จริยธรรมของการถ่ายภาพสัตว์ป่าในเมืองไทยมีมานานแล้ว โดยเฉพาะวงการถ่ายภาพนก สมัยเบเริ่มจับกล้องก็เคยรับรู้ เช่นกรณีเอาอาหารล่อนกเพื่อให้ได้ภาพนกในฉากที่ต้องการ  ประจวบเหมาะที่ได้โอกาสเข้าป่าภูเขียว เบจึงมุ่งถ่ายภาพสัตว์ป่าแทน อีกส่วนหนึ่งก็เพราะถูกจริตความสันโดษ ขณะที่นักถ่ายภาพนก มักไปกันเป็นกลุ่ม แต่ล่วงมาถึงวันนี้วิธีเอาอาหารล่อก็ลุกลามถึงสัตว์ป่าอื่น ๆ

“ถ่ายสัตว์ป่าไม่เหมือนที่คนไปถ่ายนก แบบนกตัวหนึ่งคนตั้งกล้องถ่ายเป็นสิบ  เรื่องให้อาหารสัตว์ต้องคำนึงถึงผลกระทบ ยิ่งถ้าทำในพื้นที่อนุรักษ์มันผิดกฎหมาย คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าเนื้อหมูสดที่ใช้ล่อหมีไม่มีเชื้อโรคแพร่ให้มันป่วยและตาย แล้วพอเกิดปัญหาก็มีคนโทษเจ้าหน้าที่ว่าไม่ดูแลไม่จัดการ ทั้งที่เขาไม่ได้มีหน้าที่มาเฝ้าช่างภาพ”

สิ่งสำคัญสูงสุดอีกอย่างคือสวัสดิภาพของช่างภาพเอง ถ้ารู้ว่าทำแล้วเสี่ยงต่อความปลอดภัยเบจะหลีกเลี่ยงเสมอ

“เข้าป่าความจริงก็เสี่ยงตลอดเวลาอยู่แล้ว เราต้องไม่อยากได้ภาพจนเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย ปัจจุบันยิ่งสัตว์ป่ามีมากขึ้นก็เสี่ยงมากขึ้น หลายแห่งสัตว์ไม่กลัวคน อย่างช้างป่า กระทิง เราจะได้ข่าวเจ้าหน้าที่หรือนักท่องเที่ยวถูกสัตว์ป่าทำร้าย เจ้าหน้าที่เขาเตือนเราก็ต้องระวัง”

เบให้ความเห็นว่าทุกวันนี้ผู้คนเหมือนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล อยากทำแบบนั้นแบบนี้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบหรืออันตราย ทั้งต่อธรรมชาติและตัวเอง “ไม่รู้ถูกผิดเป็นอย่างไร ผิดเพี้ยนกันไปหมด

“เอาเข้าจริง เวลาไปทำงานในพื้นที่อนุรักษ์ การถ่ายภาพแทบจะเป็นเรื่องสุดท้ายเลยที่ผมคิดถึง”

“...”
อยู่ในบังไพรลอยน้ำที่รายล้อมด้วยนกช้อนหอยดำเหลือบนับร้อยตัว

เมื่อนกกระแตแต้แว้ดโวยวาย พวกมันก็พากันบินขึ้นลง บินไปมา ฟ้าหลัวไม่สวยเลย ใช้สปีดต่ำ รูรับแสงแคบ ๆ แพนกล้องตาม ได้ภาพที่ชอบมาก ๆ (ภาพเป็นแบบนี้เลย ไม่ได้โปรเซสให้เป็นขาวดำ)

Canon EOS 1DX Mark II เลนส์ 600mm F4 L IS II
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน บุรีรัมย์

“วิธีทำงานของผมจะใช้เวลานานกับสัตว์แต่ละชนิด ถ่ายให้เห็นการเคลื่อนไหวเห็นวงจรชีวิต ยิ่งอยู่กับสัตว์นาน ๆ ก็จะรู้พฤติกรรมเขาว่าจะถ่ายระยะอะไร ตรงไหน”

Image

รวมฝูง
เป็นภาพนกแก๊กฝูงใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกภาพได้

ภาพที่มีอิทธิพลจริง ๆ คงเป็นภาพในหนังสือทุกเล่มโดยรวม ส่วนหนังสือ นกเงือก มรดกไทย มรดกโลก เป็นเล่มที่มี อิทธิพลต่อการอนุรักษ์นกเงือกในเมืองไทย ซึ่งได้รับการพิสูจน์ผลผ่านกาลเวลามาแล้ว เลือกภาพนกแก๊กรวมฝูงมาเป็นตัวแทน

เดือนกุมภาพันธ์ ต้นไม้ทิ้งใบมาได้พักใหญ่ พอทราบว่านกแก๊กที่มารวมฝูงนอนชอบบินผ่านหน้าบ้านพักในตอนเช้าก็เลื่อนเวลาเดินทางไปเข้าบังไพรออกไป  เช้าวันแรกนับนกแก๊กได้ราว ๘๐-๑๐๐ ตัว พร้อมกับบันทึกภาพไปด้วย จนวันที่ ๒ มีช่วงเวลาหนึ่งไม่กี่วินาทีที่นกราว ๖๐ ตัวมาเกาะต้นไม้พร้อม ๆ กัน ก่อนทยอยบินออกไป

ส่วนอีก ๒ วันแม้จำนวนนกไม่ลดลงแต่มาเกาะไม่ค่อยพร้อมกัน เกาะแป๊บเดียวก็บินออกไปหากินเลย  บางวันแสงไม่ดีบ้าง นกมาเช้ามืดบ้าง ในธรรมชาติ ทุก ๆ วัน ยากที่จะมีอะไรซ้ำกัน

Canon EOS 5D Mark III เลนส์ 100-400mm F4.5-5 6 L IS II
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

มุมถ่ายทอด

ตั้งแต่หนังสือเล่มแรก ความตั้งใจของเบคือการทำให้แต่ละพื้นที่อนุรักษ์มีหนังสือของตนใช้สื่อสาร เผยแพร่กับโรงเรียนรอบ ๆ และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างสำนึกหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติอันมีคุณค่าของบ้านเราเอง

“มันเป็นความภูมิใจของเจ้าหน้าที่และของคนในพื้นที่ หนังสือยังเป็นสิ่งมีคุณค่ามาก ๆ  เป็นที่รวมข้อมูลความรู้ แม้ว่าทุกวันนี้จะหาได้จากในอินเทอร์เน็ต แต่ข้อมูลที่ถูกต้องและอ้างอิงได้จริง ๆ จะยังอยู่ในหนังสือ”

นอกจากหนังสือภาพเล่มใหญ่ปกแข็ง เบยังทำหนังสือภาพเล่มบาง แต่ละเล่มเล่าเจาะชีวิตสัตว์ป่าแต่ละชนิด เช่น บินไปกับนกกก, ในอ้อมกอดกระทิง, เต้นรำกับหมาใน ฯลฯ เพราะอยากเผยแพร่ความงามของสัตว์ป่าเมืองไทยให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสเห็น

ชีวิตสัตว์ป่าต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดไว้ในภาพถ่าย นอกจากเป็นหลักฐานชั้นดีของความอุดมสมบูรณ์ในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ยังสะท้อนถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วย อย่างเช่นภาพกวางผาเขาเดียวที่เบถ่ายได้บนดอยอินทนนท์

“บ่งบอกว่ากวางผาที่ดอยอินทนนท์มีพันธุกรรมด้อยลงเพราะการผสมพันธุ์กันเองในกลุ่มเล็ก ๆ (inbreeding) นักวิชาการพอจะคาดเดาถึงปัญหานี้ไว้นานแล้ว แต่ภาพถ่ายของเราช่วยยืนยันว่ากำลังเกิดขึ้นจริง ๆ และนำไปสู่การต้องคิดลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เช่น การปล่อยกวางผากลับคืนสู่ธรรมชาติ”

เบเล่าว่าเคยมีรุ่นพี่ในวงการถ่ายภาพเตือนเขาว่าห้ามทำสามอย่าง คือ หนึ่ง หนังสือรวมเล่ม สอง เวิร์กช็อป และสาม นิทรรศการภาพ เพราะอาจเจ๊งหรือโดนด่า แต่เบทำครบหมดทั้งสามอย่างและทำต่อเนื่องมาหลายครั้ง

Image

นกกระเรียน ดวงจันทร์ และดาวเสาร์
ชอบฉากสัตว์ป่ากับดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์

ตามถ่ายภาพนกกระเรียนกับดวงจันทร์มา ๖ ปี พบว่าในรอบปีจะมีโอกาสดี ๆ ที่จันทร์เต็มดวงในช่วงที่พอมีแสงและมีมุมให้ได้ถ่ายภาพในฉากที่วาดไว้แค่หนึ่งถึงสองครั้ง ครั้งละไม่กี่นาที

ที่สําคัญคือการที่จะให้นกกระเรียนกับพระจันทร์มาบรรจบกันในมุมที่ถ่ายภาพได้นั้น...ยากมาก ๆ ระหว่างที่ไปตามถ่ายฉากที่วาดไว้ในใจก็ได้ภาพนี้มาแบบไม่เคยวาดฝันไว้ รักมาก ๆ เลย

Canon EOS R3 เลนส์ RF 70-200mm F2.8 L IS
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก บุรีรัมย์

ครั้งหนึ่งเบมาเป็นวิทยากรพิเศษเรื่องการถ่ายภาพให้ค่ายสารคดีของนิตยสาร สารคดี เขารู้สึกว่าตัวเองยังถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนได้ไม่ดี เลยเกิดแรงบันดาลใจว่าจะทำเวิร์กช็อปสอนการถ่ายภาพสัตว์ป่าให้ได้ดี  ถึงวันนี้เขาเปิดอบรมถ่ายภาพสัตว์ป่ามากว่า ๑๐๐ ครั้งเป็นเวลา ๘ ปีแล้ว ช่วยปั้นลูกศิษย์เยาวชนรุ่นใหม่ที่มีผลงานโดดเด่นเข้ามาสืบทอดงานช่างภาพสัตว์ป่า เช่น กตัญญู วุฒิชัยธนากร, จอมทัพ เจริญลาภนำชัย, ธรรมบุญ อุยยานนวาระ  เขายังอยู่เบื้องหลังการจัดนิทรรศการภาพถ่ายผลงานของลูกศิษย์ชื่อ “ง่าย-งาม” เมื่อปี ๒๕๖๗ ภาพที่จัดแสดงมีผู้จับจองหมดทุกรูป ได้เงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก มูลนิธิไทยรักษ์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่าง ๆ

แม้เกือบทุกโครงการเบจะหาผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายได้หลายเจ้า แต่หลายครั้งก็ครอบคลุมเฉพาะค่าจัดพิมพ์หนังสือ ไม่รวมถึงค่าทำงานถ่ายภาพแรมปี แต่ด้วยเงินเดือนอาชีพวิศวกรทำให้เขามีเงินเก็บมากพอที่จะไม่เดือดร้อน เขาออกตัวว่าเป็นคนไม่ค่อยมีคอนเนกชันและไม่ชอบใช้คอนเนกชัน แม้จะมีเพื่อนเป็นผู้บริหารองค์กรใหญ่ ๆ อยู่บ้าง ถ้าหาสปอนเซอร์ไม่ได้จริง ๆ เขาก็อาจลงทุนพิมพ์เองขายเอง

“ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยมีความสุขที่ได้ทำ นั่นคือสิ่งที่ผมประสบความสำเร็จแล้ว ไม่ใช่รางวัลต่าง ๆ  ประสบความสำเร็จสำหรับผม คือคนที่เราไปอยู่ด้วยมีความสุข สัตว์ป่ามีความสุข ถึงเราจะรบกวนบ้างแต่เขาก็ไม่เดือดร้อน วิถีชีวิตเขาไม่ได้เปลี่ยน เหมือนเวลาเราเข้าป่าก็พยายามไร้ตัวตน ไปจนสัตว์ป่าจำเราและคุ้นเคยกับเรา ไปอยู่กับค่างก็เหมือนเราไปเป็นส่วนหนึ่งของฝูง อยู่ในครอบครัวเขา

“เช่นเดียวกับเราไปแล้วเจ้าหน้าที่หรือเจ้าของพื้นที่เขาอยากต้อนรับ อยากให้กลับไปอีก ไม่ใช่เขาด่าไล่หลังกลับมาเพราะไปทำอะไรไม่ดีไม่ถูกต้องไว้ นี่คือความสำเร็จของผม”

...

ด้วยอายุอานามมากขึ้น หลังจากทุ่มเทเวลาหลายปีทำโครงการถ่ายภาพหนังสือสัตว์ป่าเสร็จเล่มหนึ่ง เขามักบอกเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ใกล้ชิดว่า “เหนื่อยไม่ไหวแล้ว เล่มสุดท้ายแล้วพี่”

แต่วันนี้เขากำลังตามถ่ายภาพนกกระเรียนที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

ติดตามถ่ายภาพมาได้ ๖ ปีแล้ว

พร้อมกับตามหาภาพมุมในฝันของนกกระเรียนสองตัวชื่อ “ตะวันกับจันทรา”

และคงปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มต่อไปของเบ ซึ่งเชื่อว่าคงไม่ใช่หนังสือเล่มสุดท้าย

Image

ดวงแดง
ในแต่ละวัน มีช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ดวงแดงจะเกิดขึ้นแค่ไม่กี่นาที และในรอบปีจะมีบางเดือนเท่านั้นที่จะได้เห็นภาพแบบนี้

แค่ได้บันทึกภาพสัตว์หรือนกสักตัวเคียงคู่พระอาทิตย์ดวงแดงก็มีความสุขมาก ๆ แล้ว

Canon EOS 1DX Mark II เลนส์ 600mm
F4 L IS II + 1.4X III
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบินบุรีรัมย์