Image

รอยต่อของลมหายใจ

วิชาความตาย

เรื่อง : ขจรพัฒน์ สุขภัทราพิรมย์
ภาพประกอบ : Phetladda.K

๔๐ ครั้ง ! ! !

คือตัวเลขที่ผมอาเจียนในคืนเดียว

ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนเราจะอาเจียนได้ขนาดนั้นโดยไม่ตาย กล้ามเนื้อท้องเกร็งจนปวดสุดแสน ร่างกายร้อนวูบวาบ อยากพลิกตัว อยากขดตัว แต่ผมไม่สามารถขยับตัวตามที่ต้องการได้

ความปวดแผ่ลามจากช่องท้องไปทุกส่วน ไม่ใช่แค่ก้อนมะเร็งที่ได้รับผลจากยาเคมี แต่เนื้อตับรอบข้างถูกเผาไปด้วย ค่าตับพุ่ง ไข้ขึ้นสูง ร่างกายเหมือนถูกไฟสุมอยู่ภายใน สภาพผมตอนนั้นเหมือนวิญญาณกำลังดิ้นพล่านในร่างกาย

ผมนอนอยู่ที่โรงพยาบาลร่วมสัปดาห์โดยไม่ได้พักจากความปวด ไม่เลยสักวัน มันเป็นความทรมานที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอในชีวิต...

ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับ ก้อนเนื้อไม่ใหญ่แต่เยอะ ผล MRI จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เห็นถ้าเปรียบตับคือทุ่งกว้างในยามค่ำคืน จุดสว่างที่กำลังกะพริบแสงระยิบระยับอยู่นั้นคงไม่ต่างอะไรกับฝูงหิ่งห้อยโบยบินส่องแสงพราวเต็มทุ่ง

แสงจากฝูงหิ่งห้อยที่เห็นคือรอยบ่งชี้โรค เนื้อร้ายแพร่กระจายทั่ว ไม่อาจรักษาด้วยการผ่าตัดเพราะมะเร็งเยอะเกินไป จำต้องใช้เคมี และผลข้างเคียงก็เป็นไปตามที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้น

. . .

ความรู้สึกแรกที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ยอมรับว่าเฉยมาก แม้ร่างกายรู้สึกวูบ ๆ คือเหมือนสับสนเล็ก ๆ ทำนองว่าจริงเหรอวะ ใช่เหรอ แต่แป๊บเดียวก็กลับมาได้ ด้วยนิสัยที่ไม่ได้กลัวอะไรเท่าไรแม้กระทั่งความตายในเมื่อผมใช้ชีวิตมาเต็มที่ ทั้งดื่ม ทั้งเที่ยว ดังนั้นการเป็นโรคนี้ก็สมควรอยู่

ครั้นหันไปมองหน้าเมีย คิดถึงหน้าแม่ วินาทีนั้นแหละที่วูบ ๆ หนักกว่าเดิม  ความเฉยกลายเป็นความห่วงใยขึ้นมา

พอคุณหมออธิบายถึงวิธีต่าง ๆ ในการรักษาโรคมะเร็งในใจผมตอนนั้นไม่ได้คิดตามนัก คิดแค่ว่าภรรยาจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีผม คุณแม่จะเสียใจขนาดไหนถ้าผมต้องตายก่อนท่าน ในหัวผมมีแค่สองเรื่องนี้เท่านั้นจริง ๆ  ในห้วงเวลาชั่วโมงต่อมา ผมตัดสินใจบอกตัวเองง่าย ๆ จะรักษาแบบไหนก็รักษาไป แต่ที่แน่ ๆ คือ...กูยังตายไม่ได้

ผมรับยาเคมีอยู่ร่วม ๒ ปีและไม่เคยไม่ทรมานเลยสักครั้ง

มันหายไปแล้วก็กลับมาซ้ำอยู่อย่างนั้น จากที่เคยคิดว่า...กูไหว แต่พอเวลาผ่านไป เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ความเจ็บปวดหรอกนะที่ไหวหรือไม่ไหว แต่มันคือการที่ต้องเริ่มต้นหวังใหม่ซ้ำ ๆ ต่างหากที่ทรมาน

ผมไม่ได้กลัวตาย

แต่ที่ผมหวังว่ามันจะหายทุกครั้งเวลาเข้ารับการรักษา เพราะผมต้องการเวลามากกว่านี้ ฐานะผมยังไม่มั่นคงพอที่จะปล่อยให้ภรรยาอยู่ตามลำพัง ประจวบกับคุณแม่เริ่มเดินไม่ได้ต้องใช้วีลแชร์

ช่วงนั้นผมเงยหน้ามองฟ้าบอกกับสิ่งที่อยู่ข้างบนทุกวัน...ขอร้องละฟ้า ให้เวลาผมอีกหน่อย

คล้ายฟ้าจะได้ยิน ผลการรักษาครั้งต่อมาเนื้อร้ายในตับกลีบขวาหายไปเยอะ เหลือไม่กี่จุด ขณะที่บริเวณกลีบซ้ายนอกจากไม่หายแล้วยังโตขึ้นอีก แต่คุณหมอมองว่าผ่าตัดได้แล้ว

. . .

ในที่สุดผมก็ได้ผ่าตัดครั้งแรกหลังจากป่วยมา ๒ ปีเต็ม คุณหมอตัดกลีบตับข้างซ้ายออกหมดและตัดกลีบขวาส่วนที่มีเนื้อร้ายออก

คนเราถูกตัดตับทิ้งได้ขนาดนี้เลยเหรอ

คุณหมอบอกว่าตับเป็นอวัยวะที่งอกใหม่ได้ถ้าร่างกายยังแข็งแรงพอและไม่มีภาวะแทรกซ้อน โอ้...นี่คือหนึ่งในความอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์เลยนะ

แล้วจิตใจของคนไข้ล่ะ จะงอกใหม่ได้เหมือนตับไหม

อยู่ที่ใจผู้ป่วยเท่านั้น

คุณหมอคงช่วยอะไรไม่ได้มากถ้าใจไม่เอา การรักษาโรคนี้ไม่เคยสบายอยู่แล้ว ทั้งเจ็บและทรมานมากถึงมากที่สุด แต่ที่เราเจ็บ เจ็บเพื่ออะไร รู้ ๆ อยู่ว่ามะเร็งแม่งเถื่อน ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้

จะอยู่ต่อหรือจากไป เราเลือกเองได้เสมอ

. . .

หลังผ่าตัด ตามหลักแล้วผมต้องไม่มีเนื้อร้ายในตัวอีกเลย และถ้าไม่มีถึง ๕ ปี ทางการแพทย์จะถือว่าหายขาด

แต่มันหายไปแค่ ๑๖ เดือน จากนั้นก็กลับมาอีก

ผมผ่าครั้งที่ ๒ แผลเดิม ตำแหน่งเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ผมฟื้นมาด้วยความรู้สึกเจ็บกว่าครั้งแรกมาก

แม้จะเจ็บเพียงไรผมก็ไม่กลัว สิ่งที่ผมกลัวมากกว่าความเจ็บปวดคือการที่ต้องกลับมานอนอยู่ตรงนี้อีก ทั้ง ๆ ที่คิดว่ามันสมควรจบไปแล้ว น่าเจ็บใจที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน

ถ้าชีวิตต้องให้เริ่มต้นใหม่กี่ครั้งผมก็จะเริ่ม ตราบใดที่ยังหายใจ ผมจะไม่ยอมให้ตัวเองแพ้ ผมจะไม่มีวันปล่อยให้โรคมากำหนดบทสุดท้ายของชีวิตแทนผม

ผมเกลียดมะเร็ง

ใครหลายคนบอกว่าให้รักมัน อยู่กับมันจะดีกว่า แต่ไม่ใช่สำหรับผม ผมจะใช้ทุกปี ทุกเดือน ทุกวัน ทุกเวลา บอกเนื้อร้ายในตัวว่า...มึงเอากูไม่ลงหรอก

แต่ความมั่นใจในครั้งนั้นคล้ายไปท้าทายมัน

แค่ ๘ เดือนเนื้อร้ายก็กลับมาอีก

. . .

ผ่าตัดครั้งที่ ๓ ตรงจุดเดิม เพิ่มเติมคือความเหนื่อยที่สั่งสมในใจ ครั้งนี้ทั้งเจ็บและทรมานหนักมาก

ผมฟื้นขึ้นมาโดยมีท่อช่วยหายใจคาอยู่ในลำคอ พูดไม่ได้ ขยับไม่ไหว น้ำตาไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัว ใจที่เคยบอกว่ากูไม่ยอมเริ่มอ่อนแรง

ผมกลับบ้านมาพร้อมบาดแผลทางกายและหัวใจ สมองเริ่มคิดว่าจะไม่เอาแล้ว ผมเหนื่อยเกินไป และความคิดที่ว่านี้ยิ่งชัดขึ้นหลังผ่านไปเพียง ๖ เดือน

ใช่...มันกลับมาอีกแล้ว

แม้พยายามตัดทิ้งกี่ครั้งมะเร็งก็กลับมาเสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รู้ได้ว่าผมไม่มีทางควบคุมทุกสิ่งในชีวิตได้ ผมคงไม่หายแล้วละ

ผมเหนื่อยเหลือเกิน ชีวิตผมหายไป ๖ ปีกว่า การงานไม่สามารถทำได้เต็มที่ เงินทองร่อยหรอ

แล้วผมจะอยู่ต่อเพื่ออะไร

. . .

ครั้งนั้นเป็นการผ่าตัดเอามะเร็งออกครั้งสุดท้ายของผม คุณหมอไม่ผ่าให้อีกแล้ว ถึงผ่าไปก็คงไม่หาย เจ็บตัวเปล่า ๆ

คุณหมอให้ผมเข้าโครงการปลูกถ่ายอวัยวะ (เปลี่ยนตับ) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ตับที่เข้ากับเราได้  ระหว่างรอผมต้องรักษาด้วยวิธีอื่น ประคองไว้ไม่ให้เนื้อร้ายลุกลาม และมันทรมานทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา

ความคิดผมเริ่มเปลี่ยนไป หลังการรักษาแต่ละครั้งผมจะกลับมาบ้านแบบเฉย ๆ เฉยหนักกว่าเดิม เฉยแบบไม่ได้หวังอะไรเลย ด้วยไม่คิดว่ามันจะหาย และไม่คิดแม้แต่นิดเดียวว่าผมจะได้ตับใหม่ ผมเฉยจนภรรยากลัว เธอคงกลัวว่าผมจะกลายเป็นซึมเศร้า

ผมไม่ซึมเศร้าหรอก แค่เฉย...

ความเฉยกลับทำให้ผมรู้สึกปล่อยวาง ครั้นปล่อยวางทุกอย่างลงตัวก็เบาขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาแล้ว ผมยังอยากอยู่ต่อนะ ยังคงรักษาโรคตามที่คุณหมอบอกทุกประการ เพียงแค่ไม่หวังผลลัพธ์อีกต่อไป หายก็ดี ไม่หายก็ไม่เป็นไร

พอคิดเช่นนี้ได้ผมมีความสุขขึ้นมาก

ผมมองว่าความทุกข์ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากโรค แต่มาจากความพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ คือไม่ได้มาจากภายนอกแต่เกิดขึ้นจากภายใน

หากผมต้องตายวันนี้ ทั้งคุณแม่และภรรยาคงเสียใจมาก แต่ก็เป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ ถ้าพวกเขาตายก่อนผมคงเสียใจเหมือนกัน แล้วที่เคยกังวลว่าภรรยาจะอยู่อย่างไรโดยไม่มีผม กลับกลายเป็นมองว่าเธออยู่ได้แน่นอน คนที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างไรเสียเขาจะมีวิธีของเขาเองเสมอ

ความคิดความอ่านผมเปลี่ยนไปหมด ไม่อยากเอาชนะมันอีกแล้ว แค่อยู่กับวันนี้พอ และถ้าพรุ่งนี้ยังตื่นขึ้นมาได้ก็จะกลายเป็นวันนี้

ผมจะอยู่กับวันนี้ไปเรื่อย ๆ ตราบที่ฟ้ายังให้อยู่

. . .

ผมอยู่ของผมแบบนี้ได้ ๒ เดือนกว่า ก็ได้ตับที่เข้ากับผมได้ในที่สุด...

ถึงวันนี้กว่าครึ่งปีแล้วที่ผมได้รับการปลูกถ่ายตับใหม่ ร่างกายยังไม่เหมือนเดิม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีอาการเหนื่อยอยู่บ้าง คุณหมอบอกว่าเป็นปีกว่าจะคงที่ ก็ไม่เป็นไร ค่อยเป็นค่อยไปตามวิถีของมัน

ตับใหม่ในร่างกายผมมาจากใครคนหนึ่งที่จากไป ผมไม่รู้หรอกว่าเขาหรือเธอเป็นใคร ไม่รู้ว่าเคยหัวเราะแบบไหน เคยร้องไห้เรื่องอะไร หรือเคยผ่านอะไรหนัก ๆ มาหรือเปล่า สิ่งที่ผมรู้เพียงอย่างเดียวคือบางส่วนของเขาหรือเธอยังคงมีชีวิตอยู่ในร่างกายของผม

ชีวิตของคนหนึ่งสิ้นสุดเพื่อให้ชีวิตอีกคนเดินต่อ เป็นความจริงที่ทั้งโหดร้ายและสวยงามในคราวเดียวกัน ผมแค่บังเอิญยืนอยู่ตรงรอยต่อระหว่างการสิ้นสุดกับการเริ่มต้นนั้น มันคือรอยต่อของลมหายใจระหว่างคนสองคน

ด้วยความขอบคุณจากหัวใจ...

. . .

ชีวิตผมวันนี้ไม่มีแผนการมากเหมือนก่อน คงทำหน้าที่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีลมหายใจทั้งทางโลกและทางธรรม

ผมยังคงต้องหารายได้จุนเจือครอบครัว ดูแลแม่และภรรยาเป็นปรกติ ผมเคยเป็นทนายความที่รับทุกงาน แต่นับจากวันนี้ตั้งใจจะเลือกงานเฉพาะที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมในใจ และถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะใช้ชีวิตในทางศิลปะที่จรรโลงโลกใบนี้ได้

ผมพยายามจะเป็นคนดีขึ้นหลังจากได้ชีวิตใหม่หรือ ไม่ใช่หรอกครับ ผมยังเป็นผมคนเดิมเพียงแต่มองเห็นโลกชัดขึ้นเท่านั้น  โลกของผมวันนี้สวย ถึงโหดร้ายแต่ก็มีความงามซ่อนอยู่เสมอ ผมเลือกที่จะมองมันแบบนั้น ร่างกายภายนอกยังต้องรอเวลาให้กลับมาแข็งแรง แต่สำหรับข้างในมันเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

มีบางสิ่งเกิดขึ้นในหัวใจ บางอย่างที่ผมไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิต

ความนิ่ง

สุดท้ายผมไม่รู้หรอกว่าชีวิตจะพาผมไปที่ไหนต่อ แต่เท่าที่รู้วันนี้ยังหายใจอยู่ แค่นี้ก็ดูเหมือนจะพอแล้วมิใช่หรือ ที่เหลือให้ชีวิตบอกมาเอง  

Image