Image

ไข่ มาลีฮวนน่า
ขุนพลเพลงใต้
หลักหมายเพลงอินดี้

THE MASTER

เรื่อง : วีระศักร จันทร์ส่งแสง
ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช

“จะคุยประเด็นไหนกันบ้างครับ”

คฑาวุธ ทองไทย หรือ “ไข่ มาลีฮวนน่า” ที่ FC หรือใคร ๆ มักเรียกอาจารย์ไข่ จากบทบาทครูศิลปะโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อหลายสิบปีก่อน ถามก่อนสัมภาษณ์

“คอลัมน์ ‘The Master’ จะเป็นการถอดบทเรียนจากคนที่อยู่กับการงานใดมายาวนาน เพื่อเก็บประสบการณ์ดังกล่าวไว้เป็นองค์ความรู้แก่คนรุ่นหลังที่สนใจครับ อาจารย์ไข่อยู่กับการทำเพลงมากว่า ๓๐ ปีแล้ว เราอยากฟังเรื่องนี้”

“ได้ครับ”

เขาใช้เวลาไม่มากนาทีเล่าย้อนถึงช่วงหลายสิบปีและหลากปัจจัยที่หล่อหลอมเป็นตัวเขา

จากบ้านห้องแถวในตลาดทุ่งหวัง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา
ที่ขนาบด้วยวัดและมัสยิด บทสวดกับอาซานจึงเป็นเสียงแรกที่เขาได้ยินตั้งแต่จำความได้

เสียงในความทรงจำต่อมาคือกาหลอ เสียงดนตรีในงานศพ เสียงลิเกป่า ลิเกฮูลู เพลงบอก โนราหนังตะลุง และเพลงลูกทุ่งทางวิทยุ ทั้งจากส่วนกลางและลูกทุ่งปักษ์ใต้

พอโตขึ้นชั้นมัธยมฯ ก็เล่นกีตาร์ในกลุ่มเพื่อน

เริ่มได้ยินเพลงตะวันตกตอนเรียนมัธยมฯ ต้นที่โรงเรียนหาดใหญ่-วิทยาลัย (ญ.ว.) แล้วมาแว่วเสียงเพลงของแฮมเมอร์, จรัล มโนเพ็ชร, คาราวาน ทางวิทยุเอฟเอ็มและช่องทีวี

เมื่อมาเรียนวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช ตั้งวงดนตรีในยุควงคาราวาน, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, คาราบาว, คนด่าน-เกวียน, โฮป กำลังโด่งดัง เริ่มเกิดค่ายเพลงจริงจัง  เป็นช่วงปลายยุคแผ่นเสียงสู่เทปคาสเซ็ตก่อนเป็นซีดี แล้วก้าวกระโดดเป็นดิจิทัล

ชีวิตสร้างจากการอ่าน
และบ้านเกิด

“มีคำกล่าวว่าเนื้อดินบางอย่างสร้างนักเขียน  เนื้อดินแบบไหนที่สร้างนักร้องคนนี้ขึ้นมา ?”

“ปู่ผมเป็นบุปผาชนรุ่นแรก อยู่แถวควนลัง ซึ่งเป็นสนามบินหาดใหญ่ทุกวันนี้  นามสกุลเดิมแก่นทอง น่าจะมีเรื่องกันในหมู่พี่น้อง ปู่เลยแยกออกมาตั้งรกราก ใช้นามสกุลใหม่ที่ทุ่งหวัง  ปู่ชอบร้องรำทำเพลง พ่อก็ชอบร้องเพลงและวาดรูป ใช้ด้านหลังปฏิทินที่เป็นกระดาษแข็งวาดหนังตะลุงด้วยปากกาเมจิกของลูก ๆ  นั่นคือรากดินที่ผสมเป็นตัวเรา และมีเชื้อจีนจากทั้งสองฝั่งอยู่ในร่างผม”

“บ้านในวัยเด็กเป็นอย่างไร ?”

“อยู่บ้านเช่าห้องแถว แบบ เด็กห้อง-แถว ของ ‘หยก บูรพา’ เลย เป็นห้องแถวชั้นเดียวติดกัน ๑๕-๑๖ ห้องในตลาดบ้านนอก ที่บ้านไม่มียางแม้แต่ต้นเดียว ไม่มีข้าวสักกอ  พ่อเป็นแพทย์แผนโบราณ เปิดร้านขายยาสมุนไพรและร้านตัดผม เลี้ยงหมูด้วยหยวก บอนต้ม รำข้าว เผาถ่านใช้เอง เลี้ยงเป็ดไก่ ปลูกผักสวนครัว แม่ขายกล้วยทับ มันเชื่อม ในสนามแข่งวัวชน ต่อมาขายข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมโค แล้วพัฒนามาขายเต้าคั่ว ข้าวยำ ส้มตำ ตามตลาดนัดต่าง ๆ”

แต่เรื่องดี ๆ เรื่องหนึ่งในความทรงจำวัยเยาว์ของเขาคือการอ่านหนังสือจากพ่อที่เป็นนักอ่าน ทั้งการ์ตูน หนูจ๋า, วิทยาสาร, ชัยพฤกษ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานให้เขาอ่านหนังสืออื่น ๆ ต่อมา

“การอ่านหนังสือเหมือนเราท่องไปในโลกจินตนาการของนักเขียนคนนั้น  ผมอ่าน บ้านเล็กในป่าใหญ่ แล้วมีความสุขมาก ได้ยินเสียงอินเดียนแดง เสียงซุง หิมะ ในอีกฟากโลกที่เราไม่เคยไป  อ่าน เพชรพระอุมา ตื่นเต้นก่อนที่โลกภาพยนตร์จะมี จูราสสิค พาร์ค อีก  ต่อมาชอบอ่าน ’รงค์ วงษ์สวรรค์, ชาติ กอบจิตติ, ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช, อาจินต์ ปัญจพรรค์, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เป็นนักเขียนในดวงใจ  คนุท แฮมซุน ผู้เขียน คนโซ นี่ไอดอลผมเลย”

ส่วนด้านดนตรี เขาบอกตัวเองอยู่ชายขอบมาตลอด

“ขณะเรียน ปวช. วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช เพื่อนตั้งวงดนตรีกัน ผมจะอยู่วงรอบนอก ได้พลอยฟังเขา โดยใช้ความรู้สึก เข้าใจ สนับสนุน เล่นต๊องแต๊งไปกับเพื่อน อินกับบางท่อนบางประโยคของบางเพลง รู้สึกว่ากลอนโนรา กลอนหนังตะลุง ลิเกป่าที่เป็นรากของคาบสมุทรมลายูฟังเพราะ  รู้ว่าครูไพบูลย์ บุตรขัน เขียนเพลงงาม ดนตรีอย่างนี้สวย”

จนจบชั้น ปวช. พ่อจะให้สอบเข้าโรงเรียนพลตำรวจ แต่เขาไม่ตกลง

“ตราบใดที่คนนิ้วยังไม่เท่ากัน มีคนรวยคนจน คนเอาเปรียบ คนโกง ตราบนั้นยังมีเชื้อปุ๋ยให้คนเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำเพลง เขียนงานวรรณกรรมสร้างภาพยนตร์ เพราะเอไอหรือเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนชีวิตและจิตวิญญาณได้

Image

“จับพู่กันอยู่จะให้ไปจับปืน ไม่ใช่ไลน์ของเรา”

แม่จึงบอกพี่สาวให้ซื้อใบสมัครวิทยาลัยครูยะลามาให้ เขาสอบเข้าได้ “แต่ใจผมยังผูกอยู่กับวิทยาลัยเพาะช่าง กับคณะจิตรกรรมฯ ศิลปากร  เรียน วค. ยะลาแป๊บเดียวผมก็ลาออกตอนอายุ ๑๙ ปี”

ช่วง ๑ ปีที่ออกมาใช้ชีวิตนอกสถาบันการศึกษา เขาเป็นลูกมือช่างอยู่ในร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ไปกับกองฉายหนังเร่ อยู่ในค่ายมวยเล็ก ๆ ของรุ่นพี่ข้างบ้าน ทำงานที่สะพานปลาท่าเรือ

และได้ร้องเพลงในวงดนตรีท้องถิ่นตอนกลางคืน “ร้องเพลงแนวพี่สีเผือก คนด่านเกวียน อย่างเพลง ‘ชาวนาอาลัย’ เพลงคาราบาว ซึ่งกำลังออกชุด อเมริโกย เริ่มเป็นนักร้องนำโดยไม่รู้ตัว ทำด้วยความสนุก”

“แม่ซื้อใบสมัครให้ ตอนเลิกเรียนพ่อแม่ไม่ว่าหรือ ?”

“ช็อตนี้เหมือนหนังเอ็มวีเลย แม่อยู่ในชุดเสื้อแม่ไก่เก่า ๆ นุ่งผ้าถุงสีซีด ๆ สวมรองเท้าแตะ กำลังผัดไส้ขนมในกระทะ ผมเข้าไป ‘สวัสดีครับแม่’  วันนั้นเป็นวันพุธ ‘วันนี้ไม่เรียนหรือลูก’ ‘ผมไม่เรียน ผมออกแล้วครับแม่’  แสงเงาเข้ามาราวภาพเขียนโมเนต์ แม่ไม่มีเสียงสะอื้น แต่น้ำตาไหล  ผมทรุดลงกราบเท้าแม่ ‘แต่ผมต้องไปเรียนกรุงเทพฯ ให้ได้ ผมกราบขอโทษแม่ จะไม่ทำให้แม่ผิดหวัง’”

เขาเล่าย้อนไปก่อนหน้านั้น ชั่วโมงสุดท้ายในห้องเรียนวิชาองค์ประกอบศิลป์

“ผมทำงานชิ้นใหญ่ออกแนวอาร์ติสต์ อาจารย์บอก ‘ถ้าเธอทำงานอย่างนี้ไปเรียนศิลปากรดีกว่า’ ซึ่งยิ่งตอกย้ำในใจเรา ผมเลยลุกขึ้นบอกว่า ‘ได้ครับอาจารย์’ แล้วก็เดินออกจากห้องเรียน”

เขาหิ้วลังเล็ก ๆ ใบหนึ่งมาขึ้นรถไฟที่สถานียะลา

“นั่งแถวข้อต่อขบวน รถไฟเคลื่อนออก ฉึกฉัก ๆ รำพันผิดหวังที่ตัวเองไม่ได้ไปเรียนที่กรุงเทพฯ เหมือนเพื่อน ๆ ออกมาเป็นเพลงที่ยังเขียนไม่จบจนทุกวันนี้...”

เขาร้องเสียงสดให้ฟัง

ฉึกกะฉัก ๆ ๆ ฟังเสียงรถไฟที่มันแล่นไป  ฉึกกะฉัก ๆ ๆ ฟังเสียงรถไฟที่มันแล่นไป  เพื่อนฝูงเขาไปได้ดี อยู่เมืองฟ้ามหานคร ทิ้งเราสองคนให้อยู่ยะลา เช้าฮาเย็นเฮเหล้าขาวส่งมา  ฉึกกะฉัก เอ้ย ฉึกกะฉัก รถไฟแล่นไปหัวใจกูร้าวราน...

รถไฟไปแล้ว ทิ้งเราสองคน รถไฟไปแล้วหัวใจกูร้าวราน...

แล้วรถไฟก็พาฉัน...
สู่หนทาง...

เขาขึ้นรถไฟอีกครั้งในปีการศึกษาต่อมา จากสถานีโคกโพธิ์มาลงหัวลำโพง อาศัยอยู่กับเพื่อนที่เช่าบ้านในซอยด้านหลังวัดวิเศษการ แถวพรานนก

สอบเข้าสาขาภาพพิมพ์ วิทยาลัยเพาะช่างได้ แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ต้องสละสิทธิ์

ต่อมาสอบติดคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

วงมาลีฮวนน่าก่อกำเนิดขึ้นช่วงเวลานั้น

“จุดกำเนิดวงในมุมของผม เกิดจากหลังอนุสาวรีย์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่วิทยาเขตวังท่าพระ ตรงนั้นมีตึกจิตรกรรมฯ ข้างซ้ายเป็นตึกสถาปัตย์ เลยไปเป็นตึกโบราณคดี ด้านหลังเป็นตึกมัณฑนศิลป์  ผมอยู่ปี ๑ มีเพื่อนสมัยเรียน ปวช. อยู่ห้อง ๓ เป็นทหารเรือเพิ่งปลดประจำการ ใส่ชุดทหารมาเลย  ยังไม่ได้สอบเข้าเรียนอะไร ผมเลยชวนไปกินข้าวทั้งที่ไม่ค่อยมีตังค์ ก็กินข้าวกินเหล้าจนอ้วกแตก นั่นแหละจุดเริ่มต้นวง”

จากนั้นไปเจอเพื่อนอีกคน

“อยู่ในกรุงเทพฯ บอกอยากทำเพลง แต่ไม่รู้จักใคร ก็ชวนร่วมวง”

อีกคนเป็นรุ่นน้องในคณะจิตรกรรมฯ ปี ๑ ขณะเขาอยู่ปี ๓

“ตัดภาพมาตอนผมเป็นครูสอนโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ ๓-๔ ปี มีบ้านพักครูอยู่ที่นั่น เพื่อนมากองกันอยู่ ลูกศิษย์ก็มาติว รวมถึงน้องนุ่งจากวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราชมาเพื่อเตรียมสอบเข้าเพาะช่างหรือศิลปากร  คนกลุ่มนี้มารวมตัวทำดนตรีทำเพลง เกิดเป็นวงจริงจัง”

“เพื่อนที่มาชุมนุมมีเยอะ ทำไมเหลือสี่คนเมื่อออกเทป ?”

“ใช่ เพื่อนเยอะมากที่ชุมนุมกันทางความคิด เราเป็นแค่ตัวแทนของเพื่อนพ้อง”

“ช่วงนั้นเพื่อนเห็นแววไหมว่าจะเป็นนักร้องนำของวง ?”

“ไม่ใช่ ๆ พอเป็นอาจารย์ เลิกจากสอนผมก็ยังมาหาเพื่อน กินนอนในห้องเช่าเพื่อน จนดึงกันมาอยู่ที่ทับแก้ว สะสมเพลงมาร้อง กลายเป็นว่ามึงน่ะร้องไป มีเพลงที่ผมเขียนบ้าง แต่มีเพื่อนที่เขียนเป็นหลัก”

“นี่คือมหาสึนามิที่สุดในชีวิตซึ่งประเดประดังเข้ามา จนผมรู้สึกไม่มีที่ยืน ทั้งครอบครัว ความรัก ผู้ร่วมงาน เพื่อน 

Image

ชุด ๒ ตัวหนังสือ
‘มาลีฮวนน่า’ หัว ม ยาวมาหน่อย

Image

ชุด ๓
ยาวมาต่อกับหางสระอา

Image

ชุด ๔
เพื่อนเพ เห็นว่าควรมีโลโก้วง ก็ทำเป็นรูปใบกัญชาวางอยู่บน ว ตรงกลางกระแสก็ยิ่งกลายเป็นกัญชา แต่เราก็ปล่อย เพราะเพลงคือบุปผาที่มนุษย์ได้เสพสุนทรียะ”

จากมาริฮัวนา
ถึงบุปผาแห่งเสียงเพลง

“ชื่อวงมาลีฮวนน่า ฟังคล้ายมาริฮัวนาหรือกัญชา  ช่วงนั้นยังเป็นยาเสพติด เป็นภาพลบไหม ?”

“จริง ๆ เราคือบุปผาแห่งเสียงเพลง ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ แปลก ซึ่งมีกรอบเล็ก ๆ เป็นผู้หญิงชาวจาเมกาถือบ้องกัญชาเบ้อเริ่ม ข้างล่างเขียน marijuana แปลว่ากัญชา ผมชอบเลย  วัยนั้นเรายังแอบดูดกัญชากัน ก็พลิกแพลงเป็นมาลีฮวนน่า มาลีแปลว่าดอกไม้ ฮวนน่าภาษาใต้ว่าฮวนหน้า เอาดอกไม้มาแกว่งไล้ที่หน้า  ช่วยกันคิดกับเพื่อนทหารเรือ”

“นิยามจริง ๆ คือบุปผาแห่งเสียงเพลงแต่คนไปเชื่อมโยงกับกัญชา มาริฮัวนา ?”

“ตอนทำชุดที่ ๑ ชุด ๒ ตัวหนังสือ ‘มาลีฮวนน่า’ หัว ม ยาวมาหน่อย พอชุด ๓ ยาวมาต่อกับหางสระอา พอชุด ๔ เพื่อนเพ เห็นว่าควรมีโลโก้วง ก็ทำเป็นรูปใบกัญชาวางอยู่บน ว ตรงกลาง กระแสก็ยิ่งกลายเป็นกัญชา แต่เราก็ปล่อย เพราะเพลงคือบุปผาที่มนุษย์ได้เสพสุนทรียะ”

นักกิจกรรมศิลปะ

“ผมชอบทำงานกับเพื่อน กับพี่ กับน้อง  เป็นคนสนุก มาเลยมาทำอะไรร่วมกัน” คฑาวุธ ทองไทย จำกัดความตัวเอง

“เขาว่าศิลปินต้องเก็บเนื้อเก็บตัว ?”

“ครับ ผมไม่ใช่ศิลปิน ผมเป็นนักอยากร้อง  ผมไม่ได้เป็นคนเก่งเลย เพียงแต่ทำอะไรกับเพื่อนกับพี่กับน้องแล้วสนุกเหมือนมีอุดมคติอยู่ข้างในกลาย ๆ”

ไล่มาแต่ก่อตั้งสมาคมศิลป์หอไตร รวมเพื่อนศิษย์เก่าจากวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราชที่มาอยู่กรุงเทพฯ แล้วจับมือกับสมาคมขัวศิลปะ เชียงราย, เชียงใหม่อาร์ตมิวเซียม, สมาคมศิลปินอีสาน ภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก รวมเป็นสมาพันธ์เครือข่ายศิลปินแห่งประเทศไทยในตอนนี้ เป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่เรียน ปวช. ทำให้สนิทกับครูบาอาจารย์ รวมทั้งอาจารย์ยงยุทธ์ ดำศรี วงด้ามขวาน

“แกทำเทปแล้วมาเป็นอาจารย์ฝึกสอนผมที่วิทยาลัยศิลปะฯ เป็นคนแรกที่แสดงงานศิลปะแล้วเล่นดนตรี นี่คือแรงบันดาลใจเหมือนกัน  ตอนหลังผมพาเพื่อนวงมาลีฮวนน่าไปหาอาจารย์ที่บางพลัด บอกความฝันว่าอยากทำเทปแบบอาจารย์ มีห้องอัดที่ไหน อาจารย์ก็ให้เบอร์โทร. ชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ ฮิเดกิ โมริ”

เป็นเหตุการณ์ก่อนเสียงเพลงมาลี-ฮวนน่าได้อยู่ในตลับเทป

“ในห้องอัดของพี่โมริย่านบางบัวทอง เครื่องอัด ๘ แทร็ก ๔ ไลน์ ซึ่งยังเป็นแอนะล็อก  เห็นห้องเครื่องอัดครั้งแรก ผมตกใจมาก สีแดงสีเขียวปรากฏในความมืด นึกว่าตัวเองอยู่ในยานบินของมนุษย์อวกาศ ผมไม่สามารถฟังเมโทรนอม (metronome) หรือติ๊กต็อกนับจังหวะ ห้องหนึ่ง ๔ บาร์ใช่ไหม ผมร้องไม่ได้ เหมือนมาบังคับผมน่ะครับ  เพลง ‘ลมเพลมพัด’ ผมร้อง ๑๐ กว่ารอบ ทั้งที่เขียนเองร้องเอง ตั้งแต่อยู่ที่ซอยวัดวิเศษการ ก่อนสอบเข้า ปี ๑”

“ทำมา ๑๐ เพลงในอัลบัมหนึ่ง เก็งได้ไหมเพลงไหนจะดัง ?”

“ไม่รู้ครับ แต่จะถกเถียงในวงว่าจะเอาเพลงไหนอยู่-ไม่อยู่ แล้วก็เรียงลำดับเพลง”

สมัยเพลงยังอยู่ในม้วนเทปคาสเซ็ตจะแบ่งเป็นสองหน้า มีทั้งเพลงสั้นเพลงยาวทำให้ความยาวรวมแต่ละหน้าไม่เท่ากัน  การแก้ปัญหานี้กลายเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของเทปมาลีฮวนน่าต่อมา

“เพื่อให้หน้าเอกับบียาวเท่ากัน เป็นเหตุให้เราต้องพูดมุกท้ายม้วน ก็เอาอิทธิพลความทรงจำสมัยเราอยู่บ้านนอกน่ะมาเติม”

“อยู่บ้านเช่าห้องแถวแบบเด็กห้องแถว ของ ‘หยกบูรพา’ แบบนั้นเลย ที่บ้านไม่มียางแม้แต่ต้นเดียวไม่มีข้าวสักกอ

Image

เมโทรนอม (metronome)

หมุดหมายเพลงใต้

เทปชุดแรกของวงมาลีฮวนน่าเมื่อปี ๒๕๓๗ นับเป็นเพลง “ใต้ดิน” หรืออินดี้ ศิลปินทำเองขายเอง ไม่สังกัดค่าย

“ฝากวางขายที่ร้านเบียร์ชื่อ ช.ประทุมทอง แถวหน้าพระลาน แล้วรุ่นน้องนำไปให้พี่มาโนช พุฒตาล ฟังแกบอกภาษาสวย เพลงแปลกดี พอแกติดต่อมา เราไปกันเดี๋ยวนั้นเลย จากปกใต้ดินสีเงิน ลายมือเด็กเขียนชื่อวง โดยน้องลูกคุณ ลูกชายคนโตของอาจารย์สกุล บุณยทัต  พอออกกับไมล์สโตน ถ่ายปกใหม่ เป็นมาลีฮวนน่า บุปผาชน ที่มีรูปคนสี่คนบนหน้าปกเทปเหมือนนักร้องดัง ๆ ยุคนั้น  พี่มาโนชเดินเรื่องการตลาด GMM แกรมมี่จัดจำหน่าย มีผลให้งานมาลีฮวนน่าขยายวงกว้าง แล้ว ‘หัวใจพรือโฉ้’ ก็เริ่มมา”

“นิยามตัวเองว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตไหม ?”

“สำหรับเราเพื่อชีวิตมีวงเดียวยุคเดียว คือคาราวาน ซึ่งจำกัดความโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ที่บอกว่า ศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะเพื่อประชาชน  มาลีฮวนน่าคือบุปผาแห่งเสียงเพลง เราเป็นศิลปะที่ไม่มีนิยาม แต่เป็นความงดงามที่ลงตัว”

“เพลงต้องเป็นอย่างไร เป็นศิลปะเพื่อรับใช้อะไร ?”

“เขามีนิยามว่า ศิลปะเพื่อประชาชน ศิลปะเพื่อพระเจ้า เพื่อศาสนา เพื่อสิ่งแวดล้อม  ของเราคือเพลงที่อัดแน่นอยู่ในตัวบุคคล เราไม่ได้พูดถึงบุคคลที่ ๓ แต่พูดถึงตัวเราเองข้างในว่า เราทุกข์ เศร้า ผิดหวังอย่างไร แล้วหลั่งไหลออกมาเป็นงาน”

Image

ปกใต้ดินสีเงิน

Image

 บุปผาชน

“มีไอดอลด้านเสียงเพลงไหมครับ ?”

“มีครับ ได้รับแรงบันดาลใจจากทุกวงที่เกิดก่อนผม เป็นครูทั้งหมดเลย จะมากบ้างน้อยบ้าง  แม้แต่เพลงลูกทุ่ง หนังสือ ภาพยนตร์ ทั้งในและต่างประเทศ ล้วนเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของเรา”

“ที่เฉพาะเลยมีไหม ?”

“เมโลดีชอบคนนี้ บทเพลงชอบคนนั้น  ถ้าเสียงใหญ่ ๆ แบบปักษ์ใต้ผมชอบ ฉัตรทอง มงคลทอง เสียงร้องเต็มคอดี เอริก แคลปตัน ก็ชอบ ฟังแล้วน้ำตาจะไหล”

“ตอนนี้จะเรียกว่า ไข่ มาลีฮวนน่า ราชาเพลงใต้ได้ไหมครับ ?”

“โอ้ อย่าเรียกเลยครับ ผมยังต้องฝึก ต้องเรียนรู้ไปทั้งชีวิตแหละ”

“นับเป็นหมุดหมายเพลงใต้ได้ไหม มาลีฮวนน่าทำให้เพลงใต้เป็นสากล คนทุกภาคฟัง ?”

“ก็แค่วงหนึ่งในยุคสมัย ไม่ต่างจากวงอื่น ๆ ที่เกิดร่วมสมัย เพลงที่มีคำพื้นถิ่นภาษาใต้เพลงแรกคือ ‘แสนหวังเหวิด’ แต่งโดยหนังตะลุง จูเลี่ยม กิ่งทอง ถ่ายทอดโดย สาริกา กิ่งทอง เป็นยุคลูกทุ่งซึ่งมี ฉัตรทอง มงคลทอง ด้วย ส่วนยุคสตริงน่าจะเป็นวงสันติภาพ และ แสง ธรรมดา แล้วมาวงด้ามขวาน ต่อมาก็มีมาลีฮวนน่า เกิดวงสะพาน, อ้น-ธวัชชัย ชูเหมือน, ป๋อง ณ ปะเหลียน, อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์, ยิว คนเขียนเพลง, บ่าววี, วงพัทลุง, วงนาวา และอีกมากมาย”

“แต่มาลีฮวนน่าเป็นกราฟที่ขึ้นสูงสุด ดังมากสุด คนรู้จักมากสุดในความเป็นเพลงใต้ ?”

“อันนี้ต้องให้ผู้ฟังบอก เราไม่สามารถวิพากษ์ตรงนั้นได้”

How to sing

“อยากทราบฮาวทู เรียนรู้การร้องเพลงอย่างไร ?”

“ร้องด้วยความรู้สึกเพื่อระบายสิ่งที่อยู่ข้างใน ร้องแล้วผมสบายใจ มีความสุข อาจเพราะปมเยอะ ปมความยากจน ที่เราต้องเรียนรู้ว่าหากอยากจะได้เหมือนเขานั้น มันไม่ได้ ต้องอดทน แต่จะไม่ขโมยเพื่อให้ได้มา เพราะคำสอนของแม่ ‘ถึงเราจะขาด แต่เราขาวนะลูก’ ยังติดอยู่ในใจ แม่บอกเสมอ ถ้าลูกมีเรื่องขึ้นโรงพัก แม่ไม่มีเงินประกัน ลูกต้องติดคุกติดตะรางนะ  แม้เราไม่ได้ค้ายาเสพติด ปล้นจี้ หรือตีรันฟันแทงกับใคร แต่สภาพตรงนั้นพ่อแม่คงตระหนักว่าเรามีความเสี่ยงอยู่ โดยวัย ๑๕, ๑๖, ๑๗ ที่กำลังใฝ่รู้ทุกอย่าง เสมือนนกที่ออกจากรัง เป็นสัตว์เถื่อนสัตว์โทนที่ไม่มีควาญเลย”

“มีใครช่วยสอน เทรนการร้องให้บ้างไหม ?”

“ไม่ละครับ สังเกตดู ถ้าเพลงเศร้าผมจะร้องได้ดี เพลงสนุกผมก็ร้องได้ เพราะผมผสมกับในสังคมที่ผมเติบโตมา ฐานผมเป็นลูกทุ่ง ไม่ใช่แค่ลูกทุ่งภาคใต้ ทูล ทองใจ, สายัณห์ สัญญา, ดาว บ้านดอน, ยอดรัก สลักใจ, สุรพล สมบัติเจริญ,
ระพิน ภูไท, แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์, ศรชัย เมฆวิเชียร  ผมเขียนเนื้อเพลงไว้เป็นเล่ม จดเพลงที่ชอบ วาดรูปศิลปินคนนั้นในแต่ละหน้า  ผมคิดว่าฐานของลูกทุ่งทำให้นำมาปรับใช้ทีหลังได้  กับอีกข้อถ้าให้วิเคราะห์ตัวเอง อาจด้วยแก้วเสียงที่ร้องอย่างนี้ได้”

“ต้องเรียนการเต้นการแสดงบนเวทีไหม ?”

“ไม่ละครับ ผมใช้จากข้างในนี่แหละ ถ้าเราแฮปปี้ อารมณ์ดีก็มีผลต่อสภาวะจิตใจ”

“ดื่ม-ดูดหนักในวัยหนุ่ม สุดท้ายมานอนโรงพยาบาลห้องผู้ป่วยรวม เตียงข้างๆ ทั้งซ้ายขวาเครื่องช่วยชีวิตเต็มไปหมด

Image

How to music

“จะทำเพลงให้สำเร็จ เก็งได้ไหมเพลงแบบไหนจะดัง ?”

“มันไม่มีสูตรสำเร็จ  เหมือนซื้อหวยไม่ใช่ว่าจะต้องถูกรางวัล ต่อให้บริษัทเพลงใหญ่ ๆ ที่ไปถอดสูตรการเขียนเพลงเพื่อความสำเร็จ มีทีมการตลาด เครื่องไม้เครื่องมือ มีปัจจัยพร้อม ก็ยังไม่ใช่คำตอบเพลงอะไรไม่รู้ที่อยู่ ๆ ก็ดังซึ่งไม่ได้ผ่านขั้นตอน อย่างนั้นมีเยอะแยะ”

“มีสูตรสอนการทำเพลงสำหรับมือใหม่ไหมครับ ?”

“สำหรับผมให้เขาคิดในสิ่งที่เป็นเขาเองจะดีที่สุด และต้องมีแรงบันดาลใจมากพอที่จะลงมือทำ”

ชีวิตครูศิลปะ

“เหมือนทุ่มเทมาทางศิลปะ เข้าไปเป็นอาจารย์ได้อย่างไร ?”

“อาจารย์คณะจิตรกรรมฯ ซึ่งเหมือนพ่อคนที่ ๒ รศ. รุ่ง ธีระพิจิตร บอก ‘ไข่ฟ่ง อยากเป็นครูมั้ย ไปสอบบรรจุเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐมสิ’ ผมบอก ‘ได้ครับ’ ถ้าผมเป็นครู ได้วาดรูปทุกวัน เพราะต้องสอนเขียนรูป ถ้าลาเรียนต่อจะมีเงินราชการส่งผมเรียนได้ถึงปริญญาเอก ได้ชดเชยให้แม่กับพ่อที่ต้องการให้ลูกรับราชการ  ผมสอบได้ เป็นครูซี ๓ เงินเดือน ๓,๐๐๐ กว่าบาท ตั้งแต่เพิ่งจบปี ๕ อายุ ๒๒-๒๓ ปี”

Image

“ร้องเพลงควบคู่กับสอนหนังสืออยู่ ๒๐ ปี ทำไมถึงเลิกเป็นครู ?”

“เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ในรั้วเดียวกับคณะศึกษาศาสตร์ ศิลปากร อบอุ่นมาก ทำงานสนุก และให้ความรู้ผมมากมาย พอเราเริ่มมีงาน ไม่ได้เยอะ แต่รับงานต่างจังหวัดแล้วต้องกลับมาสอนหนังสือ ผมเป็นหัวหน้าแผน เป็นรอง ผอ. เป็นฝ่ายบริหารด้วย เริ่มไม่ไหวกับสภาพร่างกาย และมีคนมองว่าเราทิ้งงานราชการ การนินทาว่าร้ายก็เกิด โดยเขาไม่ได้ดูผลของงานที่ผมทำจนเป็นแผนกศิลปกรรมมาจนทุกวันนี้”

“เพลง ‘จันทร์ฉาย’ เหมือนสารภาพความในใจบางอย่างหรือเปล่า ?”

“เป็นการระบายความผิดหวังจากเรื่องราวรอบตัวขณะนั้นเป็นสามเพลงที่ต่อเนื่องกัน เขียนตั้งแต่ตอนเย็น เพลง ‘ลัง’ ‘จันทร์ฉาย’ แล้วไปสว่างด้วย ‘ระบำชีวิต’ นี่คือมหาสึนามิที่สุดในชีวิตซึ่งประเดประดังเข้ามา จนผมรู้สึกไม่มีที่ยืน ทั้งครอบครัว ความรัก ผู้ร่วมงาน เพื่อน ความทรงจำบางส่วนของผมหายไปเลยในเวลาต่อมา ...คิดถึงคืนผ่านเหตุการณ์ที่มันร้าย ๆ ร้ายจนแผดเผาใจไหม้หมองเกรียม...”

“ผ่านมาได้ด้วยอะไรครับ ?”

“อดทนน่ะครับ และสร้างเงื่อนไขให้ตัวเองเลิกบุหรี่เลย ผมท้าทายกับตัวเองว่าถ้าเราไม่สามารถชนะใจตัวเอง คงชนะสิ่งรอบข้างไม่ได้”

“ทำไมวงมาลีฮวนน่าถึงแยกทางกัน เล่าได้ไหมครับ ?”

“อาจเป็นหลายเรื่องราวที่ไม่สามารถพูดในวงกว้างได้ เพราะคนสองคนทะเลาะกัน การไปว่าฝ่ายเดียวคงไม่เป็นธรรม สู้เก็บเงียบจนกว่าเราตายไปเลยดีกว่า ถือว่าเราทำดีที่สุดในทุกเรื่องแล้ว”

ศิลป์ในยุคดิจิทัล

“จากยุคแผ่นเสียง เทป ซีดี จนถึงออนไลน์ เพลงและศิลปินจะเป็นอย่างไรต่อ ?”

Image

Image

“มีเอไอ ปัญญาประดิษฐ์เข้ามา เพลง หนัง เอ็มวี ทำด้วยเอไอเยอะมาก  เราแค่พูดไป มันจัดการให้เสร็จ แล้วออกมาสวยมาก แต่คนมีความรู้ศิลปะจะรู้ว่ามันแข็ง ไม่มีอารมณ์ ความเป็นแมนนวล  ดังนั้นสิ่งที่ต้องมีคือแรงบันดาลใจเหมือนเดิม ตราบใดที่คนนิ้วยังไม่เท่ากัน มีคนรวย คนจน คนเอาเปรียบ คนโกง ตราบนั้นยังมีเชื้อปุ๋ยให้คนเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำเพลง เขียนงานวรรณกรรม สร้างภาพยนตร์ เพราะเอไอหรือเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนชีวิตและจิตวิญญาณได้”

“ทางรอดของศิลปินต้องนำการแจ้งเกิดที่ได้มาไปทำงานต่อใช่ไหม ?”

“สำคัญคือตราบใดยังมีไฟสร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจ ขอให้ทำ  สิ่งน่ากลัวคือการกินบุญเก่าอยู่กับบริบทเดิมโดยไม่มีวัตถุดิบใหม่ ๆ ทำอย่างไรที่จะหนีตัวเอง เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก”

“ถ้าทำตามแรงบันดาลใจความใฝ่ฝันแล้วจะไปสู่อะไร ?”

“อย่างน้อยความฝันนั้นก็เกิดเป็นรูปธรรม สิ่งที่จะตามมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

ผิดเป็นครูและผู้ป่วย

“มีบทเรียนที่เป็นความผิดพลาดล้มเหลวไหม ?”

“โอ้ เยอะมาก แต่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้แล้ว เพียงทำวันนี้อย่าให้ซ้ำ”

“ยกตัวอย่างได้ไหม ?”

“ผมดูด-ดื่มหนักมาก ข้ามวันข้ามคืน ไฟแช็กนี่เต็มกระเป๋าของใครไม่รู้ ง่ามนิ้วเหลืองหมด เคยเปรียบตัวเองว่าควันทั้งหมดที่เราดูด ประมาณหมอกไฟป่าจากอินโดนีเซีย  เหล้าที่เราดื่มเอามาเทรวมในอ่าง เด็กขวบหนึ่งจมตายได้เลย ผมกินเหล้าเยอะจนตับอ่อนอักเสบ เป็นเกาต์ ระบบอวัยวะข้างในพังเป็นลูกโซ่ หายใจไม่เต็มปอด  ตอนนี้เลิกหมดเลย ๑๐ กว่าปีแล้ว เพราะถ้ายังกินต่อผมเป็นมะเร็งตายแน่ เป็นความผิดพลาดที่รู้สึกแย่มาก”

“การดูด-ดื่มมีผลด้านบวกบ้างไหมครับ ในการทำงานศิลปะ ด้านจินตนาการมันช่วยไหม ?”

“เวลาเมามันจะลอย ๆ  ก้ำกึ่งระหว่างสภาพสมองปรกติ แต่จริง ๆ แล้วมีสติสมบูรณ์น่ะดีสุด หาวัตถุดิบที่เราต้องการเพื่อนใหม่ ๆ ที่มีความรู้ คุยกับคนเก่ง ๆ ดูหนัง อ่านหนังสือที่เราชอบ พักร่างกาย ผูกเปลนอนเงียบ ๆ ในป่า”

“ความรู้นี้ได้มาด้วยวัยและประสบการณ์ใช่ไหม ตอน ๒๐ อาจไม่คิดอย่างนี้ ?”

“๓๐ ก็ไม่ใช่ ๔๐ ปลาย ๆ ถึงมาคิด ช่วง ๑๐ กว่า ๒๐ นี่กำลังทะลุเลย ใครห้ามก็ไม่ฟัง คิดว่าตัวเองแกร่งเหมือนหินผา จนวันหนึ่งเจ็บเกาต์มาก นอนโรงพยาบาลห้องผู้ป่วยรวม เตียงข้าง ๆ ทั้งซ้ายขวาเครื่องช่วยชีวิตเต็มไปหมด”

“เพลงบางยุคเปลี่ยนสังคมได้จริง บางบทเพลงเราฟังแค่ท่อนหนึ่งก็รู้สึกมีความสุข คลายทุกข์ ชีวิตเดินต่อไปได้ ให้แรงบันดาลใจ ความฝัน ความหวัง นั่นคือพลังของศิลปะแขนงดนตรี

Image

จนกว่าจะสุดแรง
(บันดาลใจ)

“เล่นคอนเสิร์ตเกือบทุกวันในรอบปี ถ้าวันไหนเกิดป่วยจะทำอย่างไร ?”

“เคยเป็นฝี ไปผ่าแล้วก็ออกมาก่อน เต็มที่ก็ไอหนัก ๆ เราก็อย่ากินของมันของทอด ตอนรับราชการผมยังลากิจลาป่วย ร้องเพลงอาชีพไม่สามารถลาป่วยได้ ป่วยก็ฉีดยา”

“คอนเสิร์ตหนึ่งเล่นกี่ชั่วโมง ?”

“เมื่อก่อนบ้าพลัง ๓ ชั่วโมงก็เล่นมาแล้ว แต่เต็มที่ของคนฟังคือชั่วโมงครึ่ง อย่าให้อิ่ม อย่าให้ขาด นี่เป็นเวลาดีที่สุดที่มนุษย์จะนั่งเสพ ซึ่งผ่านการพิสูจน์ซ้ำ ๆ มาแล้ว”

“แต่งานแคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่าเล่นยาวทั้งคืน ?”

“ผมเล่นสามช่วง ปีละครั้ง เราไปทัวร์ทั้งปีแล้วเหมือนมาสอบไฟนอลตัวเอง สรุปการทัวร์ทั้งหมด  มีคอรัส ระนาด เครื่องเป่าครบ เครื่องเสียงเต็มพิกัด เครื่องมิกซ์อย่างดี ทีมงานเป็นคนออกแบบช่วยกัน พี่เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์ คุณหญิงเครือมาศ ประทุมมาศ เป็นแม่งานใหญ่เลย เขายืนพื้นการบริหารจัดการ”

“คอนฯ ในความทรงจำ ?”

“มีเยอะมาก เช่นที่สามจังหวัดชายแดน ซึ่งวงใหญ่ ๆ ไม่ไป เขาขาดแคลนความบันเทิง พอไปนี่เขาดีใจ เต้นสุด ๆ รู้สึกเรามีคุณค่า”

“ไม่กลัวหรือ ?”

“อยู่ในพื้นที่บ้านเราเอง ผมเชื่อครับว่าต่อให้มีลัทธิความเชื่ออย่างไรเราก็ยังคงต้องเสพงานศิลปะ”

“ไม่ว่าฝ่ายไหน ?”

“ใช่ ย่อมมีอารมณ์สุนทรีย์กันทั้งสิ้น”

“อยู่กับเสียงเพลงมา ๓๐ กว่าปี เพลงสอนว่า...?”

“เยอะมาก ในยุคพี่หงา คาราวาน เขาเรียกเพลงเพื่อชีวิต แต่ของผมเพลงมาเล่นชีวิตผมสะบักสะบอมจนช่วงหนึ่งแทบเอาตัวไม่รอด  แต่ผมโตมากับศิลปะ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม คีตกรรม รวมทั้งโฟล์กอาร์ต
ศิลปะพื้นบ้าน  เพลงบางยุคเปลี่ยนสังคมได้จริง บางบทเพลงเราฟังแค่ท่อนหนึ่งก็รู้สึกมีความสุข คลายทุกข์ ชีวิตเดินต่อไปได้ ให้แรงบันดาลใจ ความฝัน ความหวัง นั่นคือพลังของศิลปะแขนงดนตรี คืออิทธิพลของเพลงที่ผมได้รับมา มันห่อหุ้มผมเป็นดักแด้ยาวนาน กระทั่งผมหลุดออกมาเป็นผีเสื้อ”

“และเพลงได้พาวงมาลีฮวนน่าไปทั่วโลก ?”

“ใช่ครับ ซึ่งผมไม่คาดคิดเลย เราแค่โบยบินเหมือนผีเสื้อตัวหนึ่ง แล้วแต่แรงลมจะพัดพาตามเวลาของชีวิตช่วงนั้น ๆ”

“ศิลปินไม่มีเกษียณใช่ไหม ?”

“ไม่มี ตราบใดไอ้หินกลิ้งยังเดิน พี่หงายังเดิน ไปจนกว่าสุดแรงบันดาลใจ”

ขอขอบคุณ เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์,
ภิญโญ สวัสดิ์ศรี และร้านกระเทียมพริกไทยดำ

เบญจภาคีเพลงใต้ดิน 
กรุอาจารย์ไข่ มาลีฮวนน่า*

*“ในวงการพระเครื่องมีเบญจภาคี ผมก็คิดเองว่าน่าจะมีเบญจภาคีเพลงใต้ดินที่หาฟังยาก ไม่อยู่ใต้อิทธิพลการตลาดเป็นเพลงที่ผมชอบ ไม่ใช่มาตรฐานสากล”

“แสงจันทร์”
เนื้อหาครบถ้วน เรื่องราวให้กำลังใจ มันสุด ๆ แล้วในชีวิตผู้เขียน สมัยเรียนรามคำแหง กำลังแสวงหาในวัยหนุ่ม เป็นภาวะ a beautiful mind ซึ่งในชีวิตหนึ่งของคนเราจะมีสักกี่ครั้ง 

“คนเลว”
บอกความถดถอยท้อใจ แต่ยังเดินอยู่ เหมือนประชดประชันในวิถีตัวเอง ...หมุนไปเถิดโลกเอ๋ย หมุนเลยหมุนผ่านไป ทิ้งไว้เถิดคนนี้ คนดีเป็นไม่ได้...ชีวิตอันห่าเหว สังคมแห่งคนเลวที่ฉันเป็น... ยิ่งเรารู้สตอรีชีวิตของคุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ผู้ประพันธ์คำร้อง ที่ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นนักเขียน ซึ่งไม่ถูกนับเป็นอาชีพในสังคมไทย และกลายเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง

“ขอทานน้อย”
เป็นเพลงที่ร้องเล่นกันในวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช เมื่อหลายปีก่อนอาจารย์สัญติญา ช่วยคำสอน ภาควิชาโลหะรูปพรรณเก่งเรื่องเครื่องหนัง นำมาเผยแพร่  ตอนท่านเรียนที่เพาะช่างไปเจอขอทานใต้สะพานพุทธร้องเพลง ...หากน้องนั้นฟังอยู่ โปรดเธอจงเข้าใจ ๆ แม้นชีพสลายพี่ยังรักเธออยู่ อยู่ไม่รู้คลาย... สะท้อนความรักที่ไม่สมบูรณ์ การพังภินท์ของครอบครัว  อาจารย์สัญติญาเล่าว่าคนแต่งเคยไปรบในสงครามเวียดนาม กลับมาพิการ เมียทิ้ง ต้องขอทาน เสมือนตายทั้งเป็น

“ฆาตะกัญชา”
เป็นร็อกไทยเพลงแรก ๆ  เนื้อความต่าง ๆ ครบถ้วนบริบูรณ์เป็นเพลงสมัยที่ผมเติบโตเป็นวัยรุ่น เลยอินมาก

“ขุนเขายะเยือก”
เขียนโดย “นิด ลายสือ” โดยได้รับอิทธิพลจากรุ่นพี่คือคาราวาน บอกเรื่องราวการเรียกร้องและวิพากษ์สังคมที่วิบัติเรื่องศีลธรรมต่าง ๆ การเมือง วัฒนธรรม ...ยุคกระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม...