ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
สัมภาษณ์
ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ
๔๐ ปี ตัวตนคนถ่ายภาพสัตว์ป่า
ช่างภาพสัตว์ป่าเมืองไทย
Thai Wildlife Photographers
สัมภาษณ์ : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล
ภาพ : ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ
“ความเป็นช่างภาพสัตว์ป่า ไม่ได้อยู่ที่เลนส์หรือกล้อง แต่อยู่ที่ทัศนะและความเข้าใจ”
ในหมู่ช่างภาพสัตว์ป่าทั่วฟ้าไทย เขาคือ “พี่ใหญ่” ผู้บันทึกชีวิตสัตว์ป่ามานานกว่า ๔ ทศวรรษ
ส่วนตัวเขานิยามตัวเองว่าเป็น “คนใจสัตว์”
หนึ่งในเรื่องเล่าคลาสสิกของชายผู้แบกเลนส์และกล้องท่องในป่าลึกเพื่อนำเรื่องราวของสัตว์ป่ามาสื่อสารกับคนข้างนอก จนช่วงหนึ่งเขาใช้นามบัตรระบุตัวเองว่าเป็น “ช่างภาพสัตว์ป่า” ก่อนจะเลิกใช้ เพราะเห็นว่ายังไม่รู้จักสัตว์ป่าดีพอ
ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ
อดีตหนุ่มนักเรียนนอกด้านการเกษตร พนักงานบริษัทผลิตเหล็กเคลือบดีบุกสำหรับกระป๋องอาหาร ที่มีโอกาสเดินตามหมอบุญส่ง เลขะกุล และ ฟิลิป ดี. ราวด์ (Philip D. Round) เข้าไปสัมผัสธรรมชาติและสัตว์ป่า งานอดิเรกนั้นค่อย ๆ เปิดประตูให้เขารู้จักชีวิตอื่น ๆ และเริ่มบันทึกภาพสิ่งที่พบพาน เอาจริงเอาจัง กระทั่งรู้สึกว่าการเดินเข้าโรงงานกลายเป็นเรื่องยาก เมื่อรู้ชัดว่างานประจำ “ไม่ใช่” เส้นทางของตน จึงก้าวออกมาเป็นช่างภาพควบคู่กับการเขียนถ่ายทอดเรื่องราวของสรรพชีวิตอย่างคมคาย
มิตรภาพต่างสายพันธุ์, บนเส้นทางของการค้นหา, นกในดวงใจ, เลี้ยวตามโค้ง, เดินบนถนนมิตรภาพ, เงาตนบนรอยซาย ฯลฯ เป็นตัวอย่างบางส่วนบางเสี้ยวของผลงานที่โดดเด่น ยากจะมีใครเลียนแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีพจรไพร โฟโตบุ๊กเล่มใหญ่ที่มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
หลายปีที่ผ่านมา รูปแบบหรือสไตล์งานถ่ายภาพยิ่งย้ำชัดถึงคุณลักษณะเฉพาะของเขา
เขากดปุ่มลั่นชัตเตอร์น้อยลง แต่มองลึกเข้าไปในหัวใจของสัตว์ป่ามากขึ้น
พึงพอใจในภาพกึ่งเบลอกึ่งชัด หรือมีสัตว์ป่าปรากฏอยู่เพียงมุมใดมุมหนึ่ง มากยิ่งกว่าภาพที่คมชัดทุกรูขุมขน
นับวันเขายิ่งตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว “คน” รู้จัก “สัตว์ป่า” มากเพียงใด
“ในสังคมของสัตว์ป่า แม้จะพยายามสักเท่าใด ผมก็เป็นเพียงคนแปลกหน้า เวลา ๓ ปีในป่า ผมได้หนังสือภาพสัตว์ป่ามาเล่มหนึ่ง ทว่าในความเป็นมนุษย์ ผมได้รับสิ่งมีค่ากว่านั้น” เขาเขียนไว้ในหนังสือ ชีวิตไพรห้วยขาแข้ง เมื่อหลายปีก่อน
เป็นสิ่งเดียวกับที่หม่อมหลวงปริญญากร หรือ “พี่เชน” บอกกับเราในปีนี้
หลักการใช้กล้องเป็นเครื่องมือเข้าหาธรรมชาติและสัตว์ป่าของคุณคืออะไร
ผมเคยพูดว่ากล้องกับผ้าเหลืองเหมือนกัน คนใช้ผ้าเหลืองเพื่อนำไปสู่การค้นพบอะไรสักอย่าง บางคนทำสำเร็จ แต่หลายคนก็เป็นอย่างที่เราเห็นข่าว กล้องก็เหมือนกัน ถ้าเราใช้เป็นเครื่องมือนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติจริง ๆ มันก็ดี แต่ถ้าเราใช้กล้องแค่ให้เราตัวโตขึ้นก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องหลังนี่เยอะกว่า
ปัจจุบันมีการจัดฉาก สร้างขอน แต่งมอส ล่อนกหรือสัตว์ให้มาเกาะจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา น่าเสียดายสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วงการแล้วไปเริ่มในกลุ่มที่ผิดทิศทาง หากพวกเขาเริ่มต้นด้วยความเข้าใจธรรมชาติจริง ๆ จะดีกว่า เพราะการแต่งฉากล่อสัตว์ไม่ได้นำพาไปสู่ความเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง
ทำไมจริยธรรมและการเคารพธรรมชาติจึงมีความสำคัญมากสำหรับคุณ
มนุษย์เรามีกฎหมาย PDPA คุ้มครองไม่ให้ใครมา ถ่ายรูปไปลงสุ่มสี่สุ่มห้า แต่สัตว์ป่าไม่มีอะไรปกป้อง สิ่งที่เราจะทำให้มันได้คือความเคารพ รักษาระยะห่าง ผมเองก็เริ่มต้นด้วยความผิดพลาดและค่อย ๆ พัฒนา แต่คุณไม่จำเป็นต้องมาผิดพลาดแบบผม ไม่ต้องไปให้ช้างไล่หรือเสือตะปบ ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับฟังอาการเตือนของสัตว์ และอย่าดื้อรั้นคิดว่า “ขออีกก้าวเดียว” เพื่อให้ได้ภาพที่ใกล้ขึ้นหรือชัดขึ้น แต่ต้องเรียนรู้ว่าจุดไหนคือขีดแบ่งที่สัตว์ป่าเริ่มไม่สบายใจ
การถ่ายภาพสัตว์ป่าที่ดีต้องคำนึงเสมอว่าเรากำลังทำงานกับชีวิตที่ต้องให้ความเคารพ อย่างเช่นภาพสัตว์กำลังผสมพันธุ์ ผมมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวและจะไม่นำเสนอรูปแบบนั้น เพราะเหมือนเราเอาหนังเอกซ์มาให้คนดู ผมก็เคยทำพลาดอย่างนั้น ในหนังสือภาพสัตว์ป่าเล่มแรก ผมมีรูปลิงที่ทำแบบนี้อยู่ ถึงเราจะเป็นผู้รบกวนในป่า แต่เราไม่ควรขัดขวางกระบวนการในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การสืบพันธุ์ หรือการเดินทาง การใช้เสียงหรืออาหารล่อสัตว์อาจทำให้เราไม่ได้เรียนรู้ ไม่รู้จักการรอคอยและทำให้สัตว์ไม่ยอมทำหน้าที่ กลายเป็นนกหรือสัตว์อ้วน ๆ ที่คอยแต่จะมากินอาหารจากคน
ถ้าคิดว่ามันก็แค่นกตัวหนึ่งสัตว์ตัวหนึ่งเราจะทำอะไรกับมันก็ได้ ก็ผิดตั้งแต่ตรงนั้น
จริง ๆ ผมก็เป็นคนที่รบกวนสัตว์มาตลอดตั้งแต่เริ่มทำงาน เมื่อก่อนผมตื่นเช้ามืด ตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับมืด ผมเฝ้าอยู่ในโป่ง สัตว์รู้มันก็ไม่ลง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเข้าไปในป่าก็รบกวนแล้ว การที่สัตว์ไม่ลงโป่งไม่ใช่ไม่มีตัวอะไรอยู่ตรงนั้น มันอาจได้กลิ่นเราแล้วไม่กล้าลงมาก็ได้
สิ่งที่ผมทำระยะหลังคือหยุดเลย นั่งรอนอนรออยู่ในแคมป์ ๒ วันแล้วค่อยไปใหม่ หรือช่วงเช้าก็ปล่อยให้สัตว์หากินไปใช้พื้นที่ของเขา ผมค่อยเข้าไปตอนบ่าย
ความเป็นช่างภาพสัตว์ป่าไม่ได้อยู่ที่เลนส์หรือกล้อง แต่อยู่ที่ทัศนะและความเข้าใจในสิ่งที่ทำ
คุณเคยมีนามบัตรระบุว่าตัวเอง
เป็นช่างภาพสัตว์ป่า นั่นเป็นช่วงปีไหน
ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มถ่ายภาพสัตว์ป่า ถ่ายกระทิงได้ตัวสองตัวก็คิดว่าตัวเองเป็นช่างภาพสัตว์ป่าแล้ว ตอนหลังไม่กล้าใช้ ครั้งหนึ่งไปเจอเสือดาวแล้วมือสั่น ถ่ายออกมาภาพสั่นมาก กลัว ตื่นเต้น ตั้งคำถามว่า “มึงเป็นช่างภาพสัตว์ป่าจริงเหรอ ทำไมอ่อนขนาดนี้ ยังไม่ได้เป็นช่างภาพสัตว์ป่าจริง ๆ มั้ง”
คุณน่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่พูดเรื่องสัตว์ป่า แต่ละตัวมีหน้าที่ของมัน เมื่อมีอันตรายเกิดขึ้นกับตัวหนึ่ง อีกตัวหนึ่งก็จะส่งเสียงหรือร้องเตือน
ผมรู้ว่าสัตว์ป่าเหมือนกับเรา มันมีสังคม มีความรู้สึก มีพื้นฐานของจิตใจที่ดี มันเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้มโนขึ้นเอง เพียงแต่เวลาเล่าผมเล่าในมุมของสัตว์ไม่ใช่ว่าผมพูดแทนสัตว์ป่านะ ผมคงไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดพี่สืบ นาคะเสถียร ที่จะไปพูดแทนสัตว์ป่าได้ ผมแค่เปลี่ยนถ้อยคำให้เข้าถึงหรือรู้สึกกับสัตว์มากกว่า มันคือ base on true story เช่น เวลาคนพูดถึงสัตว์ป่าว่ามันทำตามสัญชาตญาณ นกปากห่างกางปีกบนรังเพื่อบังแดดให้ลูกทางวิทยาศาสตร์ก็บอกว่าเป็นสัญชาตญาณ แต่ผมเปลี่ยนจากสัญชาตญาณเป็นความรักที่แม่มีต่อลูก นักวิชาการบอกว่าฤดูหนาวเป็นฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์ป่า ผมเรียกว่าเป็นฤดูแห่งความรัก
“ช่วง ๒๐ ปีหลังผมตั้งใจถ่ายภาพแบบไม่ชัด ไม่เบลอก็มืด ด้วยความคิดว่าเราไม่ได้เห็นสัตว์ป่าชัดเจน เวลาเรามองเห็นสัตว์ป่าก็เป็นภาพเบลอ ๆ เท่านั้น ตั้งใจให้เป็นอาร์ตมากกว่าภาพหน้าตรงสวมหมวก”
มีสัตว์ชนิดไหนที่คิดว่ารู้จักดีหลังจากทำงานในป่ามาหลายปีแล้ว
ไม่มีหรอกครับ สิ่งที่คิดว่ารู้จัก เรากลับสงสัยมากขึ้น ว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ ผมเคยเข้าไปทำงาน ทำเหมือนเดิมวางแผนเหมือนเดิมทุกอย่าง ก็ไม่เห็นจะได้ผลเหมือนเดิมเสมอไป
ยกตัวอย่างคนบอกว่าสมเสร็จตาไม่ดี หูไม่ดี จมูกไม่ดี แต่ผมเคยเดินอยู่ไกล ๆ มันก็วิ่งหนี จริงหรือว่าจมูกไม่ดี บางทีเดินเข้าไปใกล้ ๆ มันนอนกรนเฉยเลย ไม่ลุกไปไหน
คงเหมือนคน เราบอกว่ารู้จักใครสักคน จริง ๆ เรายังไม่รู้จักเขาหรอก
มีคนกล่าวว่าจริง ๆ แล้วความรู้บางอย่างได้จากช่างภาพสัตว์ป่ามากกว่านักวิจัยด้วยซ้ำ
ไม่ได้มากกว่าหรอก เพียงแต่ว่าช่างภาพใช้เวลาอยู่ในพื้นที่เยอะ แล้วเดี๋ยวนี้การสื่อสารถึงกันหมด เจอนกชนิดใหม่ที่ฮาลา-บาลา แค่ ๒ นาทีนักวิชาการที่ศึกษาอยู่ก็รู้แล้ว
เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว ผมไปบึงละหาน (ชัยภูมิ) เจอนกเป็ดปากยาวอกแดง (Red-breasted Merganser) เป็นบันทึกแรกของประเทศไทย ผมมัวถ่ายภาพ ไม่ได้สนใจอะไร แต่เต้ย-ปฤษฎิ์ เก่งสูงเนิน น้องที่ไปด้วยกันโพสต์ลงเฟซบุ๊กวันรุ่งขึ้นบึงแทบแตก รถตู้เพียบ คนแห่มาถ่ายภาพนกตัวนี้ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่ช่างภาพพบนกหรือสัตว์ที่เคยหายไปนานแล้ว
นักวิจัยอาจมาในสายลึก ส่วนช่างภาพที่มีเวลาทำงานจริงจังอาจเป็นคนพบสัตว์ใหม่ ๆ ถ้ายอมรับกันก็ไม่มีปัญหาช่วยกันทำงาน เป็นข้อมูลที่ดี แต่เรามักมีอคติตามประสาคน เราควรเข้าใจกัน ไม่เหยียดกันว่าพวกคุณรบกวนสัตว์ พวกผมไม่รบกวน ถ้าร่วมมือกันได้จริงจะมีประโยชน์มาก
การถ่ายให้เบลอ หรือมืดบ้าง ไม่ชัดบ้าง คุณต้องการสื่ออะไร
ช่วง ๒๐ ปีหลังผมตั้งใจถ่ายภาพแบบไม่ชัด ไม่เบลอก็มืด ด้วยความคิดว่าเราไม่ได้เห็นสัตว์ป่าชัดเจน เวลาเรามองเห็นสัตว์ป่าก็เป็นภาพเบลอ ๆ เท่านั้น ตั้งใจให้เป็นอาร์ตมากกว่าภาพหน้าตรงสวมหมวก
แล้วคนก็ไม่ได้รู้จักสัตว์ป่าจริง ๆ เราเห็นเสือ เรารู้จักมันเหรอ มันทำอะไร ชีวิตเป็นยังไง คิดว่าเสือน่ากลัวที่สุด แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เดี๋ยวนี้มีกลุ่มถ่ายภาพลักษณะนี้ในเฟซบุ๊กมีกลุ่มภาพเบลอเมืองนอก แต่ละคนสร้างสรรค์มาก เป็นรูปแบบที่เราชอบ คือเบลอ ไม่ชัด ใบไม้บังบ้าง คนละสไตล์กับพวกที่เน้นความคมชัด เน้นแอ็กชัน
เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของช่างภาพยุคหลังอย่างไร
ผมเลิกใช้กล้องฟิล์มเป็นคนท้าย ๆ ของเพื่อนในรุ่นเขาไปดิจิทัลกันหมด ผมยังกดฟิล์มแชะ ๆ อยู่ แต่ผมใช้กล้อง mirrorless ก่อนคนอื่น ๆ เพราะวันหนึ่ง Sony มาหาบอกว่าอยากได้คนที่มีทัศนะที่ดีต่อธรรมชาติ ให้อุปกรณ์และจ้างไปนามิเบีย อินเดีย ถามว่ามันเปลี่ยนผมไหม เปลี่ยนมากเลยนะ
สมัยถ่ายฟิล์มสไลด์ให้ภาพเบลอ ๆ ไม่รู้เลยภาพจะดีหรือเปล่า ลุ้นเอาตอนล้าง แต่พอเป็นกล้อง DSLR หรือ mirrorless เราถ่ายเหมือนเห็นข้อสอบก่อน รู้คำตอบหมด
แล้วแค่กดชัตเตอร์ แล้วยังมีโปรแกรมปรับแต่งรูปอย่างไรก็ได้ ปัญหาคือกล้องทำงานสุดเจ๋ง โฟกัสตาสัตว์ชัดแจ๋ว แม้แต่ตานกบิน แล้วผมจะถ่ายเบลอ ๆ มืด ๆ ได้ยังไง ผมต้องฝึกใช้โหมด M ใช้ ISO ต่ำ ๆ น้องที่ไปด้วยกันบอกกล้องมี ISO ตั้ง ๑ แสน พี่ถ่ายได้นะ ทำไมใช้แค่ ๒๕๐ เพราะผมไม่อยากให้ชัด มันก็เลยยาก
ประเด็นคือยุคนี้ถ้าเราปล่อยให้กล้องทำงาน เราก็จะได้ภาพสวยมาก แต่ภาพลักษณะนี้มีเป็นเข่ง แต่ถ้าคุณใช้โหมด M อยู่คือคุณสามารถคุมกล้องได้ ควายป่าเดินมาผมอาจถ่ายแบบชัด ๆ สองสามรูปเก็บไว้ก่อน แล้วเปลี่ยนเป็นโหมด M เพื่อถ่ายเบลอ ๆ
ข้อดีของเทคโนโลยีสมัยนี้คือ อย่างเวลาถ่ายนกกินปลาลงไปจับปลา เราจะเห็นเปลือกตาของนกปิดเพื่อป้องกันน้ำเข้าตา ทำให้เราเห็นว่าธรรมชาติโคตรเจ๋ง หรืออย่างกล้องดักถ่ายภาพที่เมื่อก่อนเราไม่เคยพบเสือลายเมฆ แมวดาวลายหินอ่อน เดี๋ยวนี้เราเห็นหมด ถ้ากระซู่ยังอยู่เราก็อาจจะเห็นมัน แต่คนที่ถ่ายรูปส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นว่ากล้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นว่าธรรมชาติโคตรเจ๋ง
ช่างภาพยุคปัจจุบันถ่ายภาพนิ่งอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องถ่ายวิดีโอและเขียนงานได้ด้วย
เดี๋ยวนี้กล้องเป็นไฮบริด ทำได้ทุกอย่าง แต่งานวันนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราต้องปั้นภาพให้สวยสดงดงาม เรามักพูดกันว่าทำยังไงให้คนตะลึงตั้งแต่วินาทีแรก ไม่เลื่อนเปลี่ยนช่อง หนังฮอลลีวูดที่ แมตต์ เดมอน เล่นลงเน็ตฟลิกซ์ ยังถูกขอให้ย้ายฉากยิงกันวินาศสันตะโรตอนกลางเรื่องมาไว้ต้นเรื่อง เพราะคนดูเน็ตฟลิกซ์ไม่ได้มีสมาธิกับหนังเหมือนดูในโรง
พอทุกคนเอาแต่หาทางให้คนตะลึง เราก็ใช้คำหยาบ ความโป๊ มาดึงความสนใจจนเละเทะไปหมด ความพิถีพิถันหายไป เราไม่จำเป็นต้องหยาบหรือโป๊ตาม คนทั้งโลกไม่ได้ต้องการดูอะไรหยาบ ๆ กันหมด หรือดูแต่คอนเทนต์แนวตั้ง ยังมีคนที่อยากเสพงานแบบอื่น แม้จะเป็นส่วนน้อย เราควรมีงานหลายแบบให้เลือก
อยากให้คนสนับสนุนงานอย่ามองแค่ว่าต้องทำแบบนี้ คนดูถึงจะมา ลองช่วยกันคิดว่าจะยกระดับอย่างไร จะสนับสนุนคนทำงานอย่างไร ให้ผู้ชมมีโอกาสเลือกและได้ดูสิ่งที่ดีกว่า
ในส่วนงานเขียน ถ้าทำด้วยตัวเองได้ก็ดี หาแนวของตัวเองให้เจอ การลงแพลตฟอร์มปัจจุบันคงต้องเขียนให้กระชับ ยุคการบรรยายเยิ่นเย้อคงผ่านไปแล้ว
งานเขียนเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณแตกต่างจากช่างภาพสัตว์ป่าคนอื่น ๆ
งานเขียนของผมเป็นการอธิบายภาพอย่างยาว เป็นบันทึกแทนที่จะบอกว่ากระทิงเป็นสัตว์กินพืช เราก็บรรยายไปตามความรู้สึก อย่างที่ผมบอก ทุกเรื่องราวที่เขียน based on a true story มันเริ่มตั้งแต่ตอนดูนกกับหมอบุญส่ง ผมไม่เรียกชื่อนกเป็นชื่อวิทยาศาสตร์แบบคนอื่น ๆ ผมเรียกเป็นชื่อภาษาไทย รู้สึกว่าสัตว์ป่าไม่ใช่แค่สัตว์ มันมีอะไรมากกว่านั้น เราเฝ้ามองและเล่าเรื่องราวในอีกมุมหนึ่ง
ความเข้าใจทั้งหลายพัฒนามาเรื่อย ๆ จากความผิดพลาดของตัวเอง
ผมเคยถูกควายป่าไล่ชน เคยถูกช้างไล่กระทืบ เคยถูกเสือตะปบ เป็นเพราะความผิดพลาดทั้งนั้น ถ้าผมเขียนเรื่องผจญภัย จะมีเรื่องอย่างนี้เยอะมาก แต่ผมเล่าออกมาอีกมุมหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าสัตว์ป่าน่ารัก เข้าไปจับหัวมันได้ แต่ก็ไม่ใช่เจอเราแล้วมันจะเข้ามากระทืบทันที เมื่อก่อนนะ แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว มีหลายคนบาดเจ็บหรือตายเพราะสัตว์ เป็นปัญหาที่เราต้องพูดกัน เป็นปัญหาที่สัตว์ป่ากำลังเจอ ผมเรียกมันว่าสัตว์ป่วย...
เกิดจากการกระทำของมนุษย์ใช่ไหม
เกิดจากพวกเรานี่แหละ พื้นที่หากินถูกตัดขาด ถูกบีบให้อยู่ที่แคบ ๆ เดินไปไหนก็เจอคน อย่างบนเขาใหญ่ แม้แต่ภูกระดึงก็มีข่าวช้างกระทืบคน เรามีคนถูกช้างกระทืบตายเดือนละหลาย ๆ คนแถวภาคตะวันออก คนปรากฏตัวอยู่ทุกที่ ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนก็โดนเหมือนกัน สัตว์แยกไม่ออกหรอกว่าคนไหนเป็นใคร
ถามว่าต้องคุมกำเนิดช้างไหม ถ้าผมเขียนว่าต้องคุมกำเนิดช้างแล้ว จะมีคนว่า “ไอ้เชนแม่งเหี้ย” ใช่หรือเปล่า เป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจกับคนด้วยกันเองก่อนว่ามันจำเป็นแล้วนะ เรากำลังเจอปัญหาอะไร แล้วเราควรจะแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างไร หลักการควรจะเป็นว่า สัตว์อะไรที่น้อยเราเพิ่มเข้าไป สัตว์อะไรที่เกินก็ต้องควบคุมปริมาณ
ถามว่ากระทิงเขาแผงม้ามีเป็นพันตัวดีจริงหรือ มันไม่ดี เพราะเสือหายไป ไม่มีเสือควบคุมปริมาณ ทำให้ขาดความสมดุล ถ้าเป็นเมืองนอกเปิดตั๋วให้คนเข้าไปยิงบ้านเราคงไม่ต้องถึงขั้นนั้น อีกมุมหนึ่งเราทำเรื่องกวางผากับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จับจากอมก๋อยไปไว้ที่เชียงดาว เพื่อแก้ปัญหาเลือดชิด ต่อไปก็อาจปล่อยกวางผาที่ดอยอินทนนท์ ถามผมว่ารักสัตว์ป่าน้อยลงไหม ผมไม่ได้รักน้อยลงเลยนะ
มันเป็นสงครามระหว่างคนกับสัตว์ เป็น human-wildlife conflict ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งบ้านเราหนักขึ้นทุกวันและการแก้ไขปัญหายาก เพราะคนยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอายังไง ฝ่ายหนึ่งบอกต้องคุมกำเนิด อีกฝ่ายหนึ่งบอกจะบ้าเหรอ ทุกคนอ้างอนุรักษ์แต่ไม่เข้าใจปัญหา
การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ ควรทำอย่างไร
ผมเคยเสนอโครงการเรื่องพรมแดนสุดท้ายที่ควายป่าถอยร่นไปจนมุม มีคนถามว่าควายป่าหายไปตัวหนึ่งเกี่ยวอะไรกับคน อธิบายกันยาว การที่มันอยู่ไม่ได้ หมายความว่าแหล่งอาศัยถูกตัดขาด เมื่อป่าถูกทำลายทำให้อุณหภูมิของโลกเปลี่ยน เกิดผลกระทบกับเรา ไม่ใช่ควายป่าหรือกบตัวหนึ่งหายไปแล้วเราจะตายทันที
ต้องยอมรับว่าน้ำแข็งละลายที่ขั้วโลกเกี่ยวกับเราน้ำขึ้นน้ำลง อิทธิพลดวงจันทร์ น้ำท่วมฝนแล้ง ผลจากการทำลายป่าแอมะซอนเกี่ยวกับอินโดนีเซียและเราด้วย เกี่ยวพันกันหมดทั้งโลก เพราะทุกอย่างในโลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว
“เวลาคนพูดถึงสัตว์ป่าว่ามันทำตามสัญชาตญาณ นกปากห่างกางปีกบนรังเพื่อบังแดดให้ลูก ทางวิทยาศาสตร์ก็บอกว่าเป็นสัญชาตญาณ แต่ผมเปลี่ยนจากสัญชาตญาณเป็นความรักที่แม่มีต่อลูก นักวิชาการบอกว่าฤดูหนาวเป็นฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์ป่า ผมเรียกว่าเป็นฤดูแห่งความรัก”
สัตว์บ้านกับสัตว์ป่าแตกต่างกันอย่างไร
คนเรียกสัตว์เลี้ยงว่าน้อง น้องหมาหรือน้องแมวที่บ้านน่ะเรียกได้ แต่คนละเรื่องกับสัตว์ป่า สัตว์ป่าไม่ได้ต้องการความรักจากเราลักษณะนั้น มันแค่ต้องการความเข้าใจว่ามันมีชีวิตอยู่อย่างไร มีหน้าที่อะไร เกิดมาเพื่ออะไร เรามีหน้าที่ทำให้มันได้ทำงานไปแบบนั้น ไม่ต้องไปกอดมัน ทำความเข้าใจด้วยว่าลูกช้างที่หลงทาง แม่ช้างทิ้งมันเพราะรู้ว่าไม่รอดแน่ เราไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ปล่อยมัน แม่ช้างรู้ดีกว่าเราที่พยายามยื้อเอาลูกมาหาทางช่วยแต่สุดท้ายก็ตาย ไม่ใช่ว่าเราใจร้ายใจดำ แต่คุณต้องให้เกียรติแม่ช้างเคารพความคิดของฝูงด้วยว่าพวกมันทิ้งเด็กตัวนี้เพราะอะไร ในทางหนึ่งก็เป็นการควบคุมปริมาณช้างด้วย ถามว่าน่าสงสารไหม น่าสงสารที่สุด แต่สิ่งที่เราไม่พยายามทำความเข้าใจจะสร้างปัญหาในระยะยาวมากกว่า ถ้าคุณเอาช้างพิการมาเลี้ยงก็ต้องดูแลมันไปตลอดชีวิต แล้วคิดว่ามันมีความสุขจริง ๆ หรือ
เรื่องหนึ่งที่ผมพูดอยู่ตลอดคือนอแรด แม้แต่ฝรั่งก็คิดว่าจะรักษาชีวิตแรดจากการถูกคนยิงโดยตัดนอทิ้ง แต่การเป็นแรดที่มีชีวิตอยู่โดยไม่มีนอ พวกมันรู้สึกอย่างไร
นอแรดเป็นการประกาศศักดิ์ศรี แสดงตัวตนของสัตว์หรือแม้แต่อวดผู้หญิง ถามมันหรือยังว่าจะตัดนอ มันอาจคิดว่ากูไม่อยากมีชีวิตอยู่โดยไม่มีศักดิ์ศรี เราหาวิธีป้องกันอย่างอื่นดีกว่าไหม ดีกว่าจะรักษาชีวิตมันโดยไม่เข้าใจว่านอไม่ได้มีไว้อย่างไร้สาระ
เรื่องพื้นที่รกร้างกับการออกกฎหมายภาษีที่ดิน คุณมองอย่างไรบ้าง
มันไม่มีคำว่าพื้นที่รกร้างในประเทศนี้หรือโลกนี้หรอก พื้นที่รกร้างอาจมีประโยชน์กับนกปากแอ่นหางดำ หรือนกอพยพแถวจังหวัดกระบี่ พวกนี้บินเป็นพันกิโลเมตร กลับมาอีกทีพื้นที่ชุ่มน้ำกลายเป็นโรงงาน สวนปาล์ม หรือหมู่บ้าน เพราะคำว่าพื้นที่รกร้าง กรุงเทพฯ เคยมีงูเหลือม มีนกกก ก็อยู่ไม่ได้ ต้องปลูกกล้วย สัตว์เล็กสัตว์น้อยหายหมด
ผมเคยดูสารคดี หมู่บ้านชนบทบางแห่งในอังกฤษ แค่ขี้เกียจตัดหญ้าหน้าบ้านก็เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว หญ้าหน้าบ้านนำพาแมลง ผีเสื้อ พวกนกตามมากินแมลง ขณะที่อุทยานแห่งชาติบ้านเราข้างทางถูกกวาดเรียบอุทยานฯ เองยังไม่เข้าใจ ดอกไม้ป่าบางชนิดขึ้นตรงนี้ แต่คุณถางเตียนหมด
การทำลายพื้นที่เพื่อปลูกต้นกล้วยง่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีคือหายนะ มันคือความไม่เข้าใจของคนที่มีอำนาจจัดการนโยบายโดยสิ้นเชิง
ธรรมชาติหรือป่าไม้ถูกคุกคาม รู้สึกสิ้นหวังไหม
ไม่สิ้นหวังหรอก ไม่ควรหมดหวังกับสิ่งที่ถูกคุกคาม โลกมีคนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ก็ยังมีคนแบบ เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ ป้าเจน กูดัลล์ มีคนแบบอาจารย์พิไล พูลสวัสดิ์ อยู่ไม่ใช่น้อย ควรจะมีความหวัง เพราะวันหนึ่งความหวังจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะฉะนั้นผมจะไม่นำเสนอภาพที่เลวร้าย การทำลายล้าง ผมมักเสนอปรากฏการณ์ เช่น เหยี่ยวอพยพมาที่ชุมพรช่วงเดือนตุลาคม หรือกุ้งเดินขบวน
ยังมีสิ่งดี ๆ อยู่ แม้จะต้องดิ้นรนลำบาก แต่เรายังหวังว่าวันหนึ่งคำว่า “พื้นที่รกร้าง” จะหายไป ยอมรับว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีหนองน้ำเล็ก ๆ รอบชานเมืองให้นกกวัก งูเหลือม ตัวเงินตัวทอง มีโอกาสได้อยู่อาศัย
คนที่ทำงานด้านนี้ต้องเข้าใจมากกว่านี้ก่อน เอาป้ายคำว่าพิชิตออกไปจากยอดเขา สร้างความเข้าใจกับตัวเองก่อนจะไปบอกคนอื่น
แล้วจะใช้คำอะไรแทนคำว่าพิชิต
ไม่ต้องใช้คำอะไรหรอก คนที่ขึ้นไปรู้เองว่าในที่สุดก็มาถึงแล้ว บนยอดเอเวอเรสต์มีป้ายผู้พิชิตเอเวอเรสต์ไหม ผมว่าไม่น่าจะมีนะ อย่าลืมว่าเอเวอเรสต์สอนอะไร คุณไปยืนอยู่บนนั้นได้ ๑๐ นาที อยู่ได้แป๊บเดียวก็ต้องหลีกให้คนอื่นต่อ แล้วสิ่งที่แย่ที่สุดกำลังรอคุณอยู่ตอนลง คนตายตอนลงไม่ใช่ตอนขึ้น มันสอนเราง่าย ๆ ว่า เฮ้ย อย่าลืมว่าถึงจุดสูงสุดแล้ว สิ่งที่รออยู่คือความยากลำบากในการลง
เวลาไม่ได้ทำงานถ่ายภาพ ตอนอยู่บ้าน คุณเป็นคนแบบไหน
เป็นคนที่ตอบภรรยาว่า ครับ เดี๋ยวผมกินข้าวเสร็จไปล้างจาน ผมยอมรับในหน้าที่ของคนอื่น ยอมรับในทักษะความสามารถของคนอื่น ถ้าให้ผมไปนั่งสัมภาษณ์คน ผมทำไม่เป็น อยู่บ้านผมก็ยอมรับในหน้าที่ของภรรยาว่าเธอเป็นคนดูแลบ้าน เป็นคนจัดการทุกอย่าง ผมก็ทำหน้าที่ตาม เป็นผู้ชายปรกติคนหนึ่งที่อยู่บ้านไม่ต้องคิดมาก รับฟังคำสั่งแล้วทำไป
วันนี้คุณวัดความสำเร็จของการถ่ายภาพอย่างไร
เวลาผ่านไปทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น ค่อย ๆ ตกผลึก เหมือนเรามีคำอธิบายกับบางเรื่องที่แต่ก่อนเราไม่เข้าใจ
ผมรู้สึกว่าไม่ว่าเราจะทำงานอะไร เครื่องมือนั้นควรจะนำพาเราไปถึงปลายทางจริง ๆ ผมคิดว่ากล้องเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการนำพาเข้าไปหาธรรมชาติ เหมือนกับคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง The Secret Life of Walter Mitty ที่ให้ ฌอน เพนน์ พูดว่า “ความงามที่แท้จริงไม่เคยเรียกร้องความสนใจ” (มาจากประโยคที่ช่างภาพในเรื่อง ฌอน โอคอนเนลล์ ซึ่งรับบทโดย ฌอน เพนน์ พูดถึงเสือดาวหิมะซึ่งไม่ค่อยปรากฏตัวให้ใครเห็น)
เราควรคิดอย่างจริงจังว่าสิ่งที่เรากำลังถ่ายจะนำพาเราไปสู่อะไร ที่ไม่ใช่แค่รูปสวย ๆ ไม่ใช่จบแค่ส่งประกวดได้รางวัล แต่ไม่เคยเข้าใจว่าสัตว์ป่าตัวหนึ่งส่งผลอะไรต่อสังคมรอบข้าง ถ้ามีจำนวนมากหรือน้อยเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น
ความสำเร็จจริง ๆ คือถ้ามีใครสักคนหนึ่งรู้สึกว่า แทนที่จะเรียกสัญชาตญาณของสัตว์ เราเรียกว่าความรักดีไหม ถ้าสามารถสร้างสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนในหนังเรื่องนั้น บอกว่าผมไม่ถ่ายภาพสัตว์หรอก ผมดูมันเฉย ๆ ผมอยากเก็บช่วงเวลานี้ไว้
ถ้าทำให้คนหนึ่งรู้สึกกับงานเราอย่างนั้น ผมคิดว่ามันก็สำเร็จแล้ว
อยากให้คนจดจำชื่อ ม.ล. ปริญญากร วรวรรณ ในมุมไหน
ไม่ต้องจดจำชื่อผมหรอก จดจำว่าผมเคยทำอะไรไว้ก็พอ ซึ่งผมคงไม่ได้มีความหมายอะไร แต่ว่าถ้าบังเอิญมีสักคนหนึ่งนึกขึ้นได้ว่าผมเคยทำอะไรแบบนี้ ก็คงถือว่าประสบความสำเร็จ
นับวันผมยิ่งตัวเล็กลง คนสมัยนี้ตัวใหญ่กว่าเลนส์ ใหญ่กว่ากล้อง ใหญ่กว่าสิ่งที่ตัวเองถ่าย ไม่แสดงความเป็นไปของสิ่งที่อยู่ข้างหน้ากล้อง มันยิ่งทำให้คนข้างหลังกล้องตัวใหญ่ขึ้น
“นับวันผมยิ่งตัวเล็กลง คนสมัยนี้ ตัวใหญ่กว่าเลนส์ ใหญ่กว่ากล้อง ใหญ่กว่าสิ่งที่ตัวเองถ่าย ไม่แสดงความเป็นไปของสิ่งที่อยู่ข้างหน้ากล้อง มันยิ่งทำให้คนข้างหลังกล้องตัวใหญ่ขึ้น”
สุดท้ายแล้วช่างภาพสัตว์ป่าที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร
ต้องคำนึงถึงเสมอว่าเรากำลังทำงานกับชีวิตที่ต้องให้ความเคารพ ความหมายของช่างภาพสัตว์ป่าไม่ได้อยู่ที่เลนส์ ไม่ได้อยู่ที่กล้อง มันอยู่ที่ทัศนะ อยู่ที่ความเข้าใจจริง ๆ กับสิ่งที่ทำ แล้วในที่สุดมันจะนำพาเราไปถึงจุดหนึ่ง อาจเรียกว่าบรรลุก็ได้ เหมือนกันทุกอาชีพ ผมเคยนั่งคุยกับสถาปนิก ในที่สุดเราก็เข้าถึงบางอย่างที่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นกับธรรมชาติ
ตามความเข้าใจของผมธรรมชาติไม่ได้ตั้งใจสอนเรื่องกวางมีกี่กระเพาะ สิ่งที่ธรรมชาติต้องการบอกเราจริง ๆ คือการอยู่ร่วมกันในสังคม สัตว์ป่ามีสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีระยะห่าง มีความเคารพซึ่งกันและกัน แล้วพวกมนุษย์ก็เอาวิธีแบบนี้ไปใช้กับสังคมของพวกมนุษย์สิ
อยากส่งต่อมรดกทางความคิดแบบไหนให้ช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นถัดไป
ก่อนอื่นอย่าเพิ่งเรียกตัวเองว่าเป็นช่างภาพสัตว์ป่า เรายังไม่ได้เป็นอะไรหรอก ไม่ใช่ว่ามีเลนส์ ๘๐๐ มม. หรือ ๖๐๐ มม. มีกล้องรุ่นล่าสุดแล้วจะเป็นช่างภาพสัตว์ป่า ถ้าเราเป็นจริง ๆ คนอื่นเขาจะเรียกเราเอง ถ้าเรียกตัวเองก่อนโดยยังไม่เข้าถึงแก่น จะทำให้เราติดอยู่กับกำแพงบางอย่างและไปไม่ถึงไหน เรายังไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ต้องเรียกก็ได้ อย่าเพิ่งรีบ ใจเย็น ๆ
ถ้าอยากทำเป็นอาชีพที่สามารถอยู่ได้จริง ๆ คุณก็ต้องสร้างความแตกต่าง ทำอย่างไรถึงจะให้คนเลือกเราไปทำงาน เดี๋ยวนี้กดพรืดเดียว ๓๐ เฟรมต่อวินาที ทุกคนทำได้เหมือนกัน สมัยก่อนถ่ายรูปแฟชั่นมี ธาดา วารีช ณัฐ ประกอบสันติสุข สองคนนี้มีแนวทางของตัวเองชัดเจน พูดง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ หาตัวเองให้เจอก่อนว่ามาแนวไหนแล้วก็มุ่งไปให้ชัดเจน อย่างถ้าแนวภาพเบลอ ภาพเคลื่อนไหวมืด ๆ แล้วชอบแพนกล้อง ถ้าอยากได้รูปแนวนี้ก็จะนึกถึงผม
พอใจการทำงานสื่อสารเรื่องในป่าที่ผ่านมาของตัวเองแค่ไหน
ไม่เลยครับ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่เราต้องการสื่อมา ๓๐-๔๐ ปีไม่เคยเข้าถึงคนกำหนดนโยบาย นายกรัฐมนตรี ไม่เคยเข้าถึงคนที่ตัดสินใจไถเวียงหนองหล่ม (เชียงราย) มันอยู่แต่ในกลุ่มของพวกเรา เหมือนนั่งคุยกันเอง
อย่างเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึง เราคัดค้านมาตั้งแต่ ๓๐ ปีก่อนก็ไม่สำเร็จ ทุกวันนี้คนที่คิดสร้างบอกว่าพวกเราเป็นปัจจัยคุกคาม ต้องออกไป อย่ามาขัดขวางความเจริญ
ผมไม่เคยเห็นใครพูดเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติตอนหาเสียง ถ้าขึ้นมามีอำนาจแล้วจะทำงานอนุรักษ์ อบต. อบจ. สส. มีดีเอ็นเออีกแบบหนึ่ง กรมชลประทานก็เหมือนกัน ถามว่าเขาไม่มีความรู้หรือ ผมว่าเขามีความรู้เยอะนะ แต่เป็นอีกดีเอ็นเอหนึ่ง
วันก่อนผมคุยเรื่องนี้กับหนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เขาบอกพี่คิดอย่างนั้นไม่ได้ มีเด็กหลายคนที่พี่สร้างขึ้นมา ถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง ผมบอกว่าผมไม่ได้สร้างใครขึ้นมา เพียงแต่เขาเห็นตัวอย่างและมีแนวคิดแบบนี้อยู่แล้ว
ผมคงไม่มีอิทธิพลถึงขนาดไปเปลี่ยนใคร หรือให้ใครมาทำตาม
เคยคิดว่าจะหยุดหรือถอยจากการถ่ายภาพไหม
ไม่มี ไม่ได้คิดจะหยุด แต่ก็เริ่มเข้าใจคำพูด “พี่ทำมาเยอะแล้วนะ” เริ่มไม่ดันทุรัง ยอมรับมัน แต่สักพักก็คิดว่าต้องทำยังไงถึงจะถ่ายภาพสัตว์ป่าเบลอกว่านี้ ถ่ายให้ไม่ชัดกว่านี้ แพนกล้องให้ดีกว่านี้
จุดเริ่มต้นของ “หม่อมเชน” :
ก่อน (และหลัง) เป็นช่างภาพสัตว์ป่า
เริ่มดูนกกับหมอบุญส่ง เลขะกุล
และคุณฟิลิป ดี. ราวด์ ได้อย่างไร
พ่อพาไป พ่อรู้จักกับหมอบุญส่ง ตอนนั้นมีนิยมไพรสมาคม แล้วก็มีกลุ่มชมนกซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง ไม่ค่อยมีคนไทย ชีวิตผมโชคดีที่แก่ ที่เกิดมานาน ทำให้มีโอกาสเจอหมอบุญส่ง เจอพี่สืบ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก
คุณเป็นนักดูนกที่เชี่ยวชาญระดับไหน
ไม่เชี่ยวชาญเลย ผมดูเหยี่ยวก็ไม่เก่ง ดูนกชายเลนก็แยกไม่ค่อยออก แต่ก็พยายาม มีคนเก่ง ๆ หลายคนอยู่รอบข้าง อย่างฟิลิปดูนกชายเลนเก่งมาก เพราะเป็นคนอังกฤษ ซึ่งที่นั่นมีนกชายเลนเยอะ มีเพื่อนคือ สุรจิต จามรมาน นักเขียนและช่างภาพอนุสาร อ.ส.ท. รุ่นแรก ๆ เป็นคนดูเหยี่ยวเก่งมาก มีโอกาสดูนกกับสายดูนกจริงจังอย่าง อุทัย ตรีสุคนธ์ กมล โกมลผลิน
ตอนนั้นดูนกอย่างเดียวหรือถ่ายภาพด้วย
เริ่มแรกก็ดูอย่างเดียว แล้วเริ่มถ่ายภาพ หลังจากถ่ายภาพการดูนกก็น้อยลง สมัยนั้นคนถ่ายภาพกับคนดูนกไม่ค่อยถูกกัน คนดูนกสายซีเรียสจะต่อว่าพวกถ่ายภาพรบกวนนก
คนดูนกรุ่นผมจะมีความรู้สึกว่าตัวเองเท่ พวกเที่ยวฉิ่งฉาบทัวร์กระจอก เข้าไปกินเหล้าในป่า ไร้สาระ สมัยนี้ความรู้สึกเหยียด ๆ ก็ยังเป็นอยู่นะ เหมือนช่างภาพสมัยแรก ๆ ตอนช่วงนิตยสารรุ่ง พวกช่างภาพประกวดหรือช่างภาพสมาคมต้องสวมเสื้อกั๊ก ส่วนสายผมต้องสวมรองเท้าเดินป่า กางเกงมีกระเป๋า
ก่อนเป็นช่างภาพสัตว์ป่าเคยทำงานประจำมาก่อน
โรงงานเหล็กเคลือบดีบุกที่สำโรง แถวปู่เจ้าสมิงพรายทำกระป๋องจากเหล็กชุบเคลือบดีบุกเพื่อใส่สับปะรดกระป๋อง ทำอยู่ช่วงสั้น ๆ อยากหาเงินไปทำฟาร์มโคนมเงินเดือนน้อยนิด ทำอะไรไม่รู้ หาทางออกด้วยการไปดูนกเตะตะกร้อ เล่นบอลไปเรื่อยเปื่อย งานก็ไม่รุ่งเพราะไม่มีสมาธิ ก็เลยออกมาในที่สุด
ก่อนหน้านั้นเรียนจบมาด้านไหน
สัตวบาล ผมอยากมีเดรีฟาร์ม (dairy farm) อยากทำผลิตภัณฑ์จากนมวัว หลังรีดนมก็เอามาขาย ตั้งความหวังไว้ จนตัดสินใจไปเรียนต่อที่เดนมาร์ก
ถึงวันนี้รู้สึกโชคดีมากที่ตัดสินใจไม่ทำ เพราะเป็นอาชีพที่ไปไหนไม่ได้เลย ๒๔ ชั่วโมงต้องอยู่กับฟาร์ม ตอนอยู่โรงงานเหล็กไปดูนกแล้วเริ่มไม่อยากออกจากป่า ไม่อยากกลับไปทำงาน สมัยนั้นมีนิตยสาร แค้มปิ้งท่องเที่ยว น่าจะเป็นปฐมบทของนิตยสารคนแบกเป้เดินป่า มีกองบรรณาธิการคนสองคนลุยป่าแบกเป้แล้วเอามาเขียน ผมเลยส่งเรื่องดูนกไปให้เขา ถ่ายรูปด้วย ก็ได้ค่าเรื่องมา ไม่กี่บาทหรอก แต่เกิดไอเดียว่าจะอยู่ด้วยค่าเรื่อง ไม่ต้องทำงานโรงงานแล้ว กลายเป็นจุดเริ่มต้น ลาออกจากงานไปอยู่อุ้มผาง ซึ่งเริ่มมีฝรั่งเข้าไปเที่ยว มีคนกะเหรี่ยงถ่อแพ ผมไม่รู้จะทำอะไรก็สอนภาษาอังกฤษให้คนกะเหรี่ยง
กลายเป็นคอลัมนิสต์ที่มีงานเขียนและภาพถ่ายลงนิตยสารประจำทุกเดือน
ใช่ พอถึงยุคพี่สืบ กระแสอนุรักษ์ขึ้นสุด ๆ แล้วเป็นยุคที่นิตยสารเฟื่องฟู แนวชีวิตกลางแจ้ง ท่องเที่ยวในป่าออกมากันเป็นสิบหัว ทั้งนิตยสารผู้หญิงผู้ชาย GM, ดิฉัน ก็ต้องการเรื่องแนวนี้ ผมเลยมีโอกาส เดือนหนึ่งเกือบ ๒๐ ชิ้น เยอะมาก แล้วก็อยู่ได้สบาย
ตั้งเกณฑ์ว่าใช้เวลาอยู่ในป่า ๑๕ วัน แล้วกลับมาบ้านเขียนต้นฉบับอย่างเดียว ตอนแรกส่งต้นฉบับด้วยลายมือ ตอนหลังนิตยสารเริ่มขอเปลี่ยนเป็นตัวพิมพ์ก็มีปัญหา เพราะผมพิมพ์ดีดไม่เป็น ให้น้องในป่าช่วยพิมพ์จากที่เขียนด้วยลายมือ ถ้าอยู่ป่าลานสัก ห้วยขาแข้ง เขียนเสร็จต้องมาส่งไปรษณีย์ที่บ้านไร่ ถ้าอยู่บูโดก็ไปส่งบาเจาะ ตอนหลังในป่าเริ่มมีสัญญาณ เริ่มใช้อีเมล ก็ไม่ต้องออกจากป่ามาส่งไปรษณีย์
เขียนส่งตั้ง ๒๐ เรื่องต่อเดือน เรื่องนกอย่างเดียวไม่น่าจะพอ
พอเริ่มดูนกก็ได้เข้าป่า ก็จะเจอสัตว์อื่น ๆ ทั้งเรื่องคน เรื่องเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า การเขียนคอลัมน์มาก ๆ ถ้าเจอเหตุการณ์หนึ่งต้องพยายามแยกว่าเหตุการณ์นี้มุมนี้ส่งเล่มนี้ เหตุการณ์เดียวกันแต่อีกแง่มุมส่งอีกเล่ม
โชคดีที่ผมทำงานโดยไม่เคยมี บก. มาบอกว่าต้องเขียนแบบไหน อาจชัดเจนตั้งแต่แรกว่าถ้าให้ผมเขียนก็จะได้อย่างนี้ ไม่เคยมีใครบอกว่าต้องเขียนให้เข้ากับหนังสือเราหน่อย
ตอนส่งเรื่องนกไปลงนิตยสาร สไตล์รูปที่ถ่ายกับเรื่องที่เขียนเป็นแนวไหน
สำหรับภาพนก แรก ๆ ลำบากมากเพราะอนุสาร อ.ส.ท. ไม่มีทางลงรูปไม่ชัด สมัยก่อนรูปสัตว์ป่าต้องหน้าตรง ไม่สวมหมวก ภาพชัด ผมแนวมาก่อนแล้ว มีรูปนกกระยางโผบินที่ทะเลน้อยได้ลง อ.ส.ท. ทุกคนตกใจว่ารูปไม่ชัด
รูปที่สมัยก่อนถูกคัดทิ้ง เพราะถ่ายในสภาพแสงน้อย สปีดชัตเตอร์ไม่ถึง รูปก็ออกมาเบลอ ๆ เดี๋ยวนี้เป็นรูปที่สวยมากสำหรับผม ส่วนงานเขียนก็เล่าเรื่องชีวิตสัตว์ป่าในแบบที่มันเป็นจริง ๆ ตั้งแต่แรก เรื่องสัญชาตญาณผมก็เรียกว่าความรัก ฤดูแห่งความรัก
ตอนนั้นรายรับของเรามากกว่ารายจ่ายที่ต้องตระเวนไปตามป่าต่างๆ ไหม
รายได้มากกว่ารายจ่ายแล้ว เลี้ยงดูครอบครัวได้ด้วยซ้ำ ต้นทุนเป็นค่าเดินทาง ค่าเสบียง ค่าฟิล์ม ผมคนเดียวเดือนหนึ่ง ๑ หมื่นบาทก็อยู่แล้ว โชคดีที่ภรรยาก็ทำงาน เงินเดือนเยอะมาก ก็ไม่เดือดร้อนอะไร ปัญหาเริ่มเกิดตอนที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป นิตยสารเริ่มปิด โทรศัพท์มาทีหนึ่ง ผมผวา แต่ละเล่มโทร. มาบอกว่าหนังสือปิดตัว สารคดี เป็นฉบับเดียวที่โทร. มายกเลิกผมในการเป็นคอลัมนิสต์ขณะที่ฉบับอื่นให้ผมหยุดเพราะหนังสือปิดตัว
นิตยสาร ดิฉัน เป็นฉบับสุดท้าย เป็นฉบับเดียวที่ผมส่งงานเป็นสไลด์กับลายมือมาตั้งแต่เริ่มต้นจน ๒๐ กว่าปีไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่เคยบอกให้ผมพิมพ์ ไม่เคยขอให้เปลี่ยนเป็นดิจิทัล ทำให้เขาต้องเดือดร้อนหาคนมาพิมพ์งาน เอารูปไปสแกน ทุกคนบอกว่า ดิฉัน ไฮโซ ตอนผมเขียนลงครั้งแรกมีคนด่าผมว่าไปช่วยเขาทำไม แต่พ่อผมสอนว่าอย่ามัวนั่งคุยกับพวกเดียวกันเอง เราต้องพยายามคุยกับคนอื่น เอาเรื่องไปบอกคนที่เขาไม่รู้ ไม่ใช่นั่งคุยแต่พวกเดียวกัน