“ตัดทิ้ง” สิ่งไม่จำเป็นในชีวิต
Holistic
เรื่อง : ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์
ภาพประกอบ : zembe
ปีใหม่คือเทศกาลแห่งการเริ่มต้น คนส่วนใหญ่เชื่อว่าควรทำสิ่งใหม่ ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาตัวเอง แท้จริงสิ่งใหม่ ๆ นั้นอาจไม่จำเป็นต่อชีวิตเลย ตรงกันข้าม อาจทำให้เราเสียเวลาที่จะนำไปทำสิ่งสำคัญที่มีคุณค่าและความหมาย
รอล์ฟ โดเบลลี (Rolf Dobelli) ผู้เขียน หนังสือ The Not-To-Do List หรือ “ลิสต์สิ่งที่ไม่ต้องทำ” บอกว่า ความพยายามที่จะ “ทำเพิ่ม” ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นตัวปัญหาที่ทำให้ชีวิตยุ่งเหยิงและไร้ประสิทธิภาพ เพราะมันเรียกร้องให้เราบริหารเวลาด้วยการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
“ลิสต์ ‘สิ่งที่ไม่ต้องทำ’ มีพลังมากกว่าลิสต์ ‘สิ่งที่ต้องทำ’ เพราะจะสร้างขอบเขตของอิสรภาพที่ชัดเจน และความสำเร็จเกิดจากการกล้าตัดทิ้งสิ่งที่เป็นส่วนเกิน การหยุดทำเรื่องแย่ ๆ จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นทันที โดยไม่ต้องพยายามทำสิ่งดี ๆ เพิ่มเป็นร้อยเท่า”
เขาเปรียบเทียบการ “เลิกทำ” ดังกล่าวกับปรัชญา “via negativa” หรือศาสตร์แห่งการตัดทิ้ง ซึ่งเป็นหลักการที่มีเกลันเจโล ศิลปินชาวอิตาลีใช้สร้างงานประติมากรรม เดวิด อันโด่งดัง เขาเริ่มจากหินก้อนใหญ่และสกัดหินส่วนที่ “ไม่ใช่” ออกไป จนเหลือเพียงรูปทรงของชายหนุ่ม “เดวิด” งานประติมากรรมมนุษย์ที่งดงามที่สุดในโลก
เพราะแท้จริงแล้วชีวิตเราก็เหมือนก้อนหินขนาดใหญ่ที่รอการแกะสลัก “ส่วนเกิน” ออกไป ความสุขและความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การหาปูนมาพอกเพิ่มแต่คือการค่อย ๆ สกัดเศษหินที่รกรุงรังออก จนเผยให้เห็นความสุขและความงามที่ซ่อนอยู่ข้างใน
เขายังมีมุมมองความสุขที่ชวนกระตุกใจในวาระส่งความสุขช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเสนอ “สมการความสุข” ว่า “ความสุข = ความจริง - ความคาดหวัง” ซึ่งความจริง หมายถึงสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ส่วนความคาดหวัง คือภาพในหัวหรือสิ่งที่เราอยากให้เป็น ขณะที่คนเรามักตั้งความหวังไว้สูงเกินไปกับโลกภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น หวังว่าชีวิตต้องราบรื่น หรือคนรักและเพื่อนร่วมงานต้องเข้าใจเราทุกเรื่อง
เขาจึงเน้นย้ำให้เราลดความคาดหวังต่อโลกภายนอกและคนอื่นลง แต่ให้รักษามาตรฐานความคาดหวังไว้ที่การกระทำของตนเอง เช่น คาดหวังตัวเองให้ตั้งใจทำงานสำคัญ เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
ในหนังสือเล่มนี้ระบุว่ามีสิ่งที่ต้องเลิกทำเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ได้แก่
• เลิกพยายามเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เพราะเป็นการลงทุนทางอารมณ์ที่สูญเปล่าและให้ผลตอบแทนต่ำสุด ทางออกคือยอมรับบุคคลนั้นในแบบที่เขาเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือยุติความสัมพันธ์แล้วเดินออกมา อย่าเสียเวลาดัดนิสัยใคร เพราะนั่นคือหน้าที่เขา ไม่ใช่คุณ เขาย้ำว่าการเลือกคู่ครองเป็นปัจจัยสำคัญอันดับ ๑ ที่มีผลต่อความสุขและความทุกข์ และการกล้าเลิกราจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษคือการกู้คืนชีวิตที่เหลืออยู่กลับมา
• เลิก “ฟังเสียงหัวใจ” ในเรื่องซับซ้อน คำแนะนำยอดนิยมอย่าง “จงฟังเสียงหัวใจ (follow your heart)” ใช้ไม่ได้ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและซับซ้อน การตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น การเงินหรือธุรกิจ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล สถิติ และเช็กลิสต์ เปรียบเสมือนนักบินที่ขับเครื่องบินฝ่าพายุ ประสาทสัมผัสอาจหลอกว่าเครื่องกำลังเอียงทั้งที่บินตรง กฎเหล็กคือนักบินต้อง “ห้ามเชื่อความรู้สึก” แต่ต้องเชื่อ “แผงหน้าปัด” เท่านั้น
• เลิกเป็นคนขี้เกรงใจ “ทุกครั้งที่คุณตอบตกลงกับสิ่งไม่สำคัญ คุณกำลังปฏิเสธสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตโดยปริยาย” การตอบตกลงในสิ่งที่ไม่อยากทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์หรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ส่งผลเสียต่อเวลาและพลังงานของตนเอง ให้หยุดคิด ๕ วินาทีก่อนตอบ ถามตัวเองว่า “ถ้าต้องทำเดี๋ยวนี้ยังอยากทำไหม” หากคำตอบคือ “ไม่” ให้ปฏิเสธอย่างสุภาพแต่หนักแน่น เพราะนี่คือการบอกรักและเคารพเวลาของตัวเองที่ดีที่สุด
ในเทศกาลปีใหม่นี้หากต้อง “ตัดทิ้ง” สิ่งไม่จำเป็นออกสักสามอย่างที่จะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นทันตาเห็น คุณคิดว่าคืออะไร
ลิสต์สิ่งที่ไม่ต้องทำ
• ไม่เช็กสมาร์ตโฟนทันทีหลังตื่นนอนและก่อนนอน การเริ่มวันด้วยข้อมูลมหาศาลหรือโซเชียลมีเดียจะทำให้สมองเข้าสู่สภาวะ “ตั้งรับ” คอยแต่ตอบสนองต่อเรื่องของคนอื่น แทนที่จะใช้สมาธิจัดลำดับความสำคัญของตัวเองในเชิงรุก ส่วนการปิดท้ายวันด้วยโซเชียลมีเดียเป็นการเพิ่มขยะและภาระให้สมอง รบกวนการนอนหลับ
• ไม่ตอบตกลงทันทีที่ถูกร้องขอ ให้หยุดคิดและฝึกพูดว่า “ขอเช็กตารางก่อน” เพราะทุกครั้งที่เราตอบรับงานที่ไม่ใช่เรากำลังปฏิเสธเวลาที่จะทำสิ่งสำคัญจริง ๆ
• ไม่ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน การสลับหน้าจอไปมาหรือคุยงานพร้อมกับพิมพ์รายงาน ไม่ใช่การประหยัดเวลา แต่ลดประสิทธิภาพสมอง ทำให้งานเสร็จช้าลงและผิดพลาดมากขึ้น ควรทำทีละอย่าง
• ลงมือทำ ดีกว่าพยายามทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ การติดกับดัก “ความสมบูรณ์แบบ” ทำให้เราไม่กล้าส่งงานหรือใช้เวลากับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มากเกินจำเป็น ให้เน้นส่งมอบงานที่ “ดีพอ” เพื่อรักษาจังหวะการทำงาน
• ไม่ปล่อยให้ “ความเกรงใจ” ทำลายแผนงาน การยอมทำตามความต้องการของทุกคนเพียงเพราะไม่อยากขัดใจจะทำให้เราสูญเสียเป้าหมายหลัก ความสำเร็จต้องมาพร้อมการกล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย
• ไม่ทำงานแบบนักวิ่งมาราธอน สมองมนุษย์มีขีดจำกัด หากฝืนทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงจะทำให้ความคิดสร้างสรรค์ลดลง การ “ไม่ทำงานต่อเนื่องเกิน ๙๐ นาที” จะช่วยให้ประสิทธิภาพโดยรวมสูงกว่าโหมงานหนัก
• ไม่เก็บเรื่องที่ควบคุมไม่ได้มากังวล เช่น สภาพอากาศ เศรษฐกิจโลก หรือคำนินทา การตัดเรื่องเหล่านี้ออกจาก “รายการสิ่งที่ต้องใส่ใจ” จะช่วยลดความเครียดและคืนพลังงานสมองกลับมาโฟกัสในจุดที่เราจัดการได้จริง
• ไม่ผัดวันประกันพรุ่งกับงานที่ยากสุด “อย่าเริ่มวันด้วยงานง่าย ๆ” เพราะเราจะสูญเสียพลังงานที่ดีที่สุดไปกับงานจุกจิก เลิกนิสัยหนีงานยาก แล้วจัดการงานที่สำคัญสุดเป็นลำดับแรก
• ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในโซเชียลมีเดีย การนำ “เบื้องหลัง” ของเราไปเทียบกับ “เบื้องหน้า” ที่สมบูรณ์แบบของคนอื่นผ่านหน้าจอ คือสูตรสำเร็จของความทุกข์ การเลิกพฤติกรรมนี้จะช่วยให้เราโฟกัสกับการพัฒนาตนเองในแบบที่เป็นจริงได้มากขึ้น