ในซอยสุขุมวิท ๒๓ ย่านอโศก มีร้านชาแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ แม้ป้ายในร้านเกือบทั้งหมดจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ยังมีฉลากเล็ก ๆ บอกว่านี่คือชาจากประเทศไทย
Monsoon Tea
ชารักษาป่า
เรื่อง : อิทธิกร ศรีกุลวงศ์
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
“ประเทศไทยแสดงให้ผมเห็นว่าชาในธรรมชาติจริง ๆ ควรเป็นอย่างไร เป็นความประทับใจที่ไม่เคยลืม แต่พอเห็นว่าป่าไม้บนภูเขาทางภาคเหนือจำนวนมากกำลังถูกตัดโค่น ผมจึงกลับมาเมืองไทยเพื่อทำสิ่งที่เรียกว่า ชาที่เป็นมิตรกับผืนป่า (Forest Friendly Tea)”
เคนเน็ท ริมดาห์ล (Kenneth Rimdahl) ชาวสวีเดน วัย ๖๕ พูดคุยกับผมด้วยภาษาอังกฤษ
เขาตั้งบริษัทมอนซูน ที จำกัด ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ แต่บรรดาคอชาชาวไทยอาจไม่คุ้นชื่อมากนัก เขาเป็นพ่อค้าชามานานกว่า ๓๐ ปี ในฐานะหุ้นส่วนของบริษัทชารายใหญ่ในสเปนที่ปัจจุบันมีสาขากว่า ๑๐๐ แห่งทั่วโลก ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปในหลายประเทศเพื่อเสาะหาชากลับไปขาย เมื่อครั้งเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามหาแหล่งผลิตกาน้ำชาเซรามิก เขาได้พบเอก-วรการณ์ วงศ์ฟู เพื่อนใหม่ที่พาไปรู้จักชาดั้งเดิมของไทยและร่วมเป็นหุ้นส่วนสร้างแบรนด์ชาในเวลาต่อมา
“เอกบอกว่าเมืองไทยก็มีชา ผมตอบกลับว่างี่เง่ารึไง ผมซื้อขายชามานาน ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับแหล่งปลูกชาจากประเทศไทย เขาบอกว่าเอาเถอะ ๆ ตามมา แล้วก็พาผมไปตลาดวโรรสที่เชียงใหม่ก่อนจะยื่นเมี่ยงให้กิน ตอนนั้นผมได้แต่บอกว่านี่มันชาที่ไหนกัน นี่มันผักโขมชัด ๆ” เคนเน็ทย้อนอดีตอย่างติดตลก
เอกโกรธนิด ๆ แต่ก็พาเคนเน็ทเดินทางขึ้นเขาไปดูต้นเมี่ยงในป่า ดูต้นชาที่อยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของป่าจริง ๆ ตั้งตระหง่านยืนต้นสูง ไม่ได้เรียงรายเป็นไร่ เป็นต้นชาที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมานับร้อยนับพันปี รายล้อมด้วยวิถีชาวบ้านดั้งเดิมที่แปรรูปใบชาเป็นเมี่ยงและเคี้ยวกินมันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม
การรู้จักเมี่ยงครั้งนั้นทำให้เขาทราบด้วยว่าพื้นที่สวนป่าของชาวบ้านจำนวนไม่น้อยกำลังจะถูกถางเพื่อเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวโพดและสับปะรด เคนเน็ทกับเอกจึงตัดสินใจร่วมกันสร้าง Monsoon Tea ด้วยความตั้งใจว่าจะใช้ “ชา” เพื่อรักษาผืนป่าเอาไว้
เคนเน็ท ริมดาห์ล (Kenneth Rimdahl) ชาวสวีเดนวัย ๖๕ ปี กับเป้าหมายการใช้ “ชา” รักษาผืนป่าในภาคเหนือของประเทศไทย
ชาจากต้นเมี่ยง
ต้นชาทั้งหมดที่มีในโลกแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ Camellia sinensis var. sinensis ชาใบเล็ก พบมากใน
ประเทศจีน และ Camellia sinensis var. assamica ชา
ใบใหญ่ พบกระจายทางทิศตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ครอบคลุมประเทศอินเดีย จีน พม่า ไทย ลาว เวียดนาม ฯลฯ ต้นเมี่ยงในประเทศไทยคือต้นชาประเภทหลัง
แม้วงการพฤกษศาสตร์สากลจะรู้จักสายพันธุ์ sinensis
มายาวนานก่อนค้นพบ assamica จนตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่นี้ตามชื่อรัฐอัสสัมในประเทศอินเดียซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยในขณะนั้น แต่จากการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครโมโซมของชาทั้งสองสายพันธุ์ทำให้นักพฤกษศาสตร์และนักชีววิทยาสมัยใหม่คาดการณ์ว่า assamica น่าจะเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม ขณะที่ sinensis อาจเป็นชา assamica ที่มนุษย์นำไปปลูกและผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นเวลานานจนมีลักษณะแตกต่างออกไป
ต้นเมี่ยงจึงเป็นทั้งต้นไม้ดั้งเดิมของภูมิภาค เป็นรากดั้งเดิมของชาในฐานะพรรณพืช และวัฒนธรรมการอยู่กับธรรมชาติพื้นถิ่นที่มีร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์บนแนวเทือกเขาที่พาดผ่านประเทศแถบนี้ทั้งหมด
“เราอยากสร้างโมเดลธุรกิจที่จ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมให้เกษตรกรด้วยอย่างน้อยต้องมากพอที่จะจูงใจ ไม่ให้ตัดต้นชาทิ้งแล้วหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นชาของเราเลยถูกวางให้เป็นชาเกรดพรีเมียมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”