ขั้นตอนหนึ่งในพิธีชงชาแบบญี่ปุ่นจะต้องหันลายบนถ้วยชากลับมาตรงหน้าผู้ดื่มเพื่อชื่นชมความงาม
ภาพ : ชลทิพย์ สร้อยทองคำ
ถอดรหัส “ชาเขียวญี่ปุ่น”
จากไร่ชาสู่เครื่องดื่มยอดฮิต
เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
“วาบิ-ซาบิ” (wabi-sabi/ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่จีรัง และเรียบง่าย)
ผมนึกถึงปรัชญาญี่ปุ่นอันมีรากฐานจากศาสนาพุทธนิกายเซน (Zen) ที่มักได้ยินบ่อยครั้งเมื่อลองดื่มชาเขียวหลากหลายแบบช่วงที่ผ่านมา เพียงแต่ในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ ร้านชาเขียวหลายร้านกลับให้ความรู้สึกไม่เรียบง่ายดังคำกล่าวของปรัชญาญี่ปุ่นนัก
ลองจินตนาการว่าคุณรู้เรื่องชาเขียวเพียงเบื้องต้น แล้วพบว่าในเมนูเต็มไปด้วยรายชื่อชาเขียวแบบต่าง ๆ จำนวนมาก โดยมีคำอธิบายว่ามาจากเมืองนั้นเมืองนี้ บางร้านยังอธิบายสรรพคุณและรสชาติชาลงลึกจนอ่านแล้วงง เลือกไม่ถูกว่าควรสั่งเมนูใด
ความรู้สึกสับสนจนถึงตื่นเต้นอาจจะมากยิ่งกว่า หากไปงานอีเวนต์เกี่ยวกับชาเขียวที่จัดขึ้นตามศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา ด้วยรวบรวมร้านชาเขียวทั้งจากในไทยและญี่ปุ่นมาออกงานพร้อมเมนูชาเขียวหลากหลาย
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นผลจากการเติบโตของตลาดชาเขียวในเมืองไทย
ยูโรมอนิเตอร์ฯ (Euromonitor International) ซึ่งทำการวิจัยตลาดโลกระบุว่า ใน ค.ศ. ๒๐๒๕ ตลาดชาเขียวไทยมีมูลค่ากว่า ๓๗๐ ล้านบาท และถ้าดูสถิติใน ค.ศ. ๒๐๒๔ ชาเขียวมีสัดส่วนในตลาดค้าปลีกชาทั่วโลกร้อยละ ๒๒.๘ จากมูลค่ารวมของตลาดชา ๕๑,๔๗๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในไทยชาเขียวครองสัดส่วนร้อยละ ๔๖.๓ และไทยส่งออกชาเขียว ๑,๗๙๑.๑ ตัน มูลค่า ๑๔.๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า ๖,๔๕๑.๓ ตัน มูลค่า ๑๑.๘ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ยังรายงานว่า ชาเขียวและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอย่างมัตจะ (ผงชาเขียวบดละเอียดทำจากใบชา “เท็นจะ-tencha”) ขาดตลาดและมีราคาสูงขึ้น โดยผู้บริโภคมองว่ามัตจะเป็นเหมือนกาเฟอีนสะอาด สามารถทดแทนกาแฟและดื่มเพื่อสุขภาพ ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระแสดื่มชาเขียวจึงกลายเป็น “เทรนด์” อย่างไม่ต้องสงสัย
การดื่มมัตจะในพิธีชงชา บางครั้งจะต้องมีเสียง “ซู้ด” เพื่อแสดงออกว่าชานั้นมีรสดี
ภาพ : ชลทิพย์ สร้อยทองคำ
กำเนิดชาเขียว
“ชาเขียว” เป็นผลิตภัณฑ์จากใบของต้นชาสายพันธุ์ Camellia sinensis แต่คนจำนวนหนึ่งมักเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกับ “มัตจะ (matcha)”
ความจริงชาเขียวเกิดจากการนำใบชาไปอบไอน้ำหรือคั่วเพื่อหยุดกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่าออกซิเดชัน (oxidation) โดยใบชาจะแห้งและนำไปแช่น้ำร้อนก่อนจะกรองออกมาดื่มได้ ส่วนมัตจะนั้นต้นชาจะต้องถูกพรางแสงช่วงก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อกระตุ้นการสร้างสารคลอโรฟิลด์และแอล-ธีอะนีน จนใบชามีสีเขียวและให้รสหวาน ก่อนนำไปนึ่งและอบแห้ง แล้วบดด้วยเทคนิคเฉพาะจนกลายเป็นผงละเอียด ผงมัตจะจะถูกตีเร็ว ๆ ด้วยแปรงไม้ไผ่ในน้ำร้อนตามอุณหภูมิที่กำหนด จนได้เนื้อชาเนียนนุ่ม มีรสขมเล็กน้อย ให้ความหวานจากกรดอะมิโน โดยจะให้ปริมาณกาเฟอีนมากกว่าการชงกับน้ำร้อน นอกจากนี้ยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและมีสรรพคุณเผาผลาญไขมันด้วย
ประวัติศาสตร์ของชาเขียวนั้นมีตำนานเล่าว่า จักรพรรดิเสินหนงได้เสวยชาโดยบังเอิญขณะทรงพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่าแล้วใบชาร่วงลงไปในกาต้มน้ำร้อนใกล้เดือด พระองค์ทรงติดพระทัยในรสชาติเพราะเสวยแล้วรู้สึกสดชื่น หลังจากนั้นชาก็ได้รับการพัฒนาทั้งด้านการปลูกและผลิตมาตลอดในประวัติศาสตร์จีน กลายเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในคริสต์ศตวรรษที่ ๗
ชาเขียวจีนมีแหล่งกำเนิดจากหลายมณฑล โดยมักนำใบชามาคั่วในกระทะ