ยุพดี (งามตา ศุภพงษ์) และส่างหม่อง (ชนะ ศรีอุบล) ที่ถูกสวมกุญแจมือติดกันไว้ตราบ “ชั่วฟ้าดินสลาย” ในภาพนี้คือฉากที่ยุพดีร้องเพลง “ชั่วฟ้าดินสลาย” คลอเสียงเปียโน
[เอื้อเฟื้อภาพ : หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)]
๕ เรื่องเอกของ “ครูมาลัย”
เมื่อตัวอักษรมีชีวิต
นอกหนังสือ
ทบทวน-อ่านใหม่
๑๒๐ ปีชาตกาล นักเขียนไทย
มาลัย ชูพินิจ
รวบรวมและเรียบเรียง : ศรัณย์ ทองปาน
๑
ชั่วฟ้าดินสลาย
นามปากกา “เรียมเอง”
เริ่มต้นจากเรื่องสั้นลงหนังสือพิมพ์ นิกรวันอาทิตย์ ช่วงปี ๒๔๘๖ ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผู้เขียนปรับใหม่ขยายความยาวเป็นนวนิยายขนาดสั้น (novelette) จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มครั้งแรกโดยสำนักงานพิทยาคมในปี ๒๔๙๔
ชั่วฟ้าดินสลาย อ้างอิงชื่อ “พะโป้” จากนายห้างป่าไม้ชาวพม่าที่มีตัวตนจริงยุครัชกาลที่ ๕ ผู้ซึ่งต่อไปจะปรากฏตัวอีกครั้งใน ทุ่งมหาราช โดยเรื่องนี้ พะโป้ วัย ๖๐ เศษ เป็นเจ้าของปางไม้หรือค่ายพักคนงานกลางป่าลึกแถบเขาท่ากระดาน กำแพงเพชร ผู้เล่าเรื่องหรือ “ข้าพเจ้า” เป็นลูกชายเพื่อนสนิทของนายห้างพะโป้เดินทางรอนแรมเข้าไปเที่ยวที่ปางไม้ตามคำเชิญชวนของเจ้าของ
ตั้งแต่คืนแรก เขาผวาตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนลั่นป่า เหนือแก้วเหล้าวันรุ่งขึ้น นายทิพย์ ผู้จัดการคนสนิทของนายห้าง อธิบายว่านั่นคือเสียงของส่างหม่อง หลานชายของพะโป้ แล้วจากการซักไซ้ไล่เลียงของ “ข้าพเจ้า” จึงค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องได้ว่า หลายปีมาแล้ว นายห้างพะโป้ได้ภรรยาคนใหม่มาจากกรุงเทพฯ เป็นแม่ม่ายวัย ๒๐ สาวสวยทันสมัยและชอบอ่านวรรณกรรมทั้งไทยเทศ เธอชื่อยุพดี
ณ ปางไม้ห่างไกลสังคมคนนอกนี้เอง ยุพดีได้พบส่างหม่อง หลานชายหนุ่มฉกรรจ์ของพะโป้ ผู้เพิ่งเรียนสำเร็จวิชาป่าไม้กลับมาจากพม่า [ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ สยามเคยส่งนักเรียนหลายต่อหลายรุ่นไปเรียนที่โรงเรียนป่าไม้ของอังกฤษในเมืองปินมะนา (Pyinmana) ของพม่า ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่บริเวณเมืองหลวง ใหม่เนปยีดอ (Naypyidaw)] ด้วยเลือดลมของความหนุ่มสาวและความสนใจที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ทั้งคู่เกิดความสนิทสนม จากกระเซ้าเย้าแหย่เล่นหัว ถลำสู่ห้วงเสน่หาต้องห้าม บ่อยครั้งเข้าในที่สุดนายห้างพะโป้ก็จับได้ เขาออกปากยกยุพดีให้ส่างหม่อง โดยมีข้อแม้ว่าทั้งคู่ต้องอยู่ด้วยกัน “ชั่วฟ้าดินสลาย” คือถูกจับใส่กุญแจมือล่ามติดกันตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน
โปสเตอร์ภาพยนตร์ ชั่วฟ้าดินสลาย (ปี ๒๔๙๘) ฉบับของหนุมานภาพยนตร์
[เอื้อเฟื้อภาพ : หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)]