Image

ในวันที่ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ผ่าน 
ชาวบ้านชาติพันธุ์
อยู่จุดไหนของสังคมไทย

อภินันท์ ธรรมเสนา
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

INTERVIEW

สัมภาษณ์ : ณัฐชานันท์ กล้าหาญ
ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์

เดือนสิงหาคม ๒๕๖๘ คือวันที่ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการโหวตด้วยมติเห็นชอบ ๔๒๑ เสียง แถมเป็นร่างที่ภาคประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องและนำหลักการจากปฏิญญาสหประชาชาติ
ว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples - UNDRIP) มาใช้ในหลายมาตรา เช่น สิทธิในการนิยามตนเอง

ประเทศไทยมีความพยายามผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์ตั้งแต่ราวปี ๒๕๒๙ เช่นเดียวกับที่หลายประเทศทั่วโลกเคยต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองหลังการล่มสลายของฝ่ายสังคมนิยม และแนวความคิดแบบรัฐชาติสมัยใหม่เริ่มบอกโลกว่า เราต้องโอบรับความหลากหลายมากขึ้น แต่เมื่อคำนี้ถูกนิยามโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจกำกับกฎหมายหรือโครงสร้างสำคัญ ๆ ในสังคม ก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่ถูกนับรวม

“ถ้าถามว่าเรานึกถึงใครที่เป็นชาติพันธุ์ในประเทศไทยบ้าง เรามักไม่นึกถึงตัวเองใช่ไหมแต่โลกวิชาการทางมานุษยวิทยา ชาติพันธุ์หมายถึงกลุ่มทางวัฒนธรรม นั่นหมายความว่าที่เรานั่งคุยกันอยู่ตรงนี้ก็คือชาติพันธุ์ แต่คนไทยจะไม่นับตัวเองเพราะถือว่าเป็นประชากรกลุ่มใหญ่เลยมองคนชายขอบอื่น ๆ ว่าเป็นชาติพันธุ์ ความรู้สึกดังกล่าวง่ายต่อการแบ่งแยกว่าเราเป็นเรา แต่เขาเป็นอื่น”

อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และหนึ่งในผู้ขับเคลื่อน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ สะท้อนความเห็น

“นี่น่าจะเป็นหนึ่งในกฎหมายไม่กี่ฉบับที่ไม่ได้มาจากนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่มาจากหลายภาคส่วนร่วมกันผลักดันตั้งแต่ขั้นของการเสนอกฎหมาย จนถึงขั้นของการพิจารณากฎหมาย เพราะในกรรมาธิการมีสัดส่วนภาคประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งการนำทุกร่างของทุกภาคส่วนมารวมในกฎหมายฉบับเดียวยากมากนะ และที่สำคัญสุดคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นเจ้าของเรื่องได้เข้ามาอยู่ทุกกระบวนการ ตั้งแต่ทำร่าง ร่วมเวทีรับฟังความเห็นในช่วงโควิดตั้ง ๓๐ กว่าเวทีต่อเนื่องกัน
และมีคนออกมาให้ความเห็นหลายพันคน”

บทสนทนากับอาจารย์ต่อจากนี้จะเล่าที่มาที่ไปของประสบการณ์ในการศึกษาคลุกคลีกับพี่น้องชาติพันธุ์ เทรนด์การโอบรับความหลากหลายในไทย บริบททางสังคมที่แตกต่างในแต่ละประเทศที่มีชนเผ่าใหญ่น้อย อัตลักษณ์ของชาวชาติพันธุ์ยุคใหม่ และเหตุใดเราจึงต้องทำงานต่ออย่างหนัก
แม้ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์จะผ่านแล้ว

ทำไมอาจารย์ถึงสนใจศึกษาเรื่องชาติพันธุ์

ในฐานะที่เรียนมานุษยวิทยา ประเด็นเรื่องชาติพันธุ์หรือคนตัวเล็กตัวน้อยก็มักอยู่ในความสนใจอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราอยากเรียนรู้ทำความเข้าใจคนก็ต้องไปทำงานร่วมกับชุมชน ตอนเรียนปริญญาโท เราสนใจเรื่องสื่อกับมานุษยวิทยา (Media Anthropology) โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่องชาติพันธุ์ในประเด็นการประกอบสร้างอัตลักษณ์ผ่านสื่อสมัยใหม่ ตอนนั้นเราอบรมเยาวชนชาวชาติพันธุ์ทำสื่อ สารคดี ให้คนยองทำวิดีโอเกี่ยวกับตัวเอง แล้วพบประเด็นซับซ้อนขึ้นที่ไม่ใช่แค่วัฒนธรรม มันมีเรื่องที่ดิน การไม่ยอมรับสิทธิ หรืออคติที่มีต่อเขา พอลงพื้นที่บ่อย ๆ ก็เริ่มเห็นสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์อยู่พื้นที่ห่างไกล จะไปหาหมอทีคนก็ไม่เข้าใจ หรือเป็นคนเกิดในประเทศไทยแต่ไม่มีบัตรประชาชน เพราะอยู่ห่างไกลตกสำรวจ ก็ถูกมองว่าไม่ใช่คนไทย ถูกอคติและสารพัดเงื่อนไขให้ถูกจำกัดสิทธิ

แต่คนมักมองว่านักมานุษยวิทยาเน้นเรียนเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ไม่รู้ใช้วิธีการแบบไหนเราเลยคิดว่าถ้านำความรู้ทางมานุษยวิทยาไปขับเคลื่อนนโยบายจะเป็นอย่างไร ก็รู้สึกท้าทายว่าความรู้ด้านนี้จะสามารถช่วยกลุ่มเป้าหมายได้ไหม

ปี ๒๕๕๓ ประเทศไทยมีมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องการฟื้นฟูชาติพันธุ์ชาวเลและแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เมื่อเราเข้าทำงานที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรปี ๒๕๕๔ ก็ทราบว่าศูนย์ฯ ทำงานเรื่องนี้อยู่แล้ว เลยมองเห็นโอกาสที่จะยกระดับมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นกฎหมาย เพราะกระบวนการภาคประชาชนก็มีการเคลื่อนไหวอยู่ เลยคุยกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๗

Image

Image